LOGINภายในลิฟต์สีทองอร่ามที่เคลื่อนตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ วิรัญญายืนจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่ค่อยๆ ขยับเปลี่ยนไปทีละชั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็ก เงาสะท้อนของเธอในผนังลิฟต์ที่วาววับฟ้องให้เห็นภาพผู้หญิงที่ดูเหนื่อยล้าจนแทบจะยืนไม่อยู่ ขอบตาที่บวมช้ำจากการตรากตรำในรสกามตลอดทั้งคืนบวกกับความเครียดที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด ทำให้ใบหน้าที่เคยสวยสง่าดูทรุดโทรมลงอย่างน่าใจหายคิ้วงามขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปมแน่น สมองที่ล้าเต็มทีพยายามประมวลผลทุกคำพูดของณัฐชนนซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง‘เขาพูดถึงวิลล่าของใหญ่... เขาพูดถึงเบอร์โทรศัพท์นั่น...’ ความคิดนี้เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจของเธอทุกครั้งที่นึกถึง หากเขาไม่รู้เรื่องกลุ่มเดอะเซเว่น แล้วเขาจะไปเอาเบอร์วิลล่าส่วนตัวของใหญ่มาจากไหน? แล้วทำไมเขาถึงรู้ว่าเธอไม่ได้นอนที่โรงแรมนี้ตั้งแต่คืนแรก? แต่ถ้าเขารู้... ทำไมเขาถึงยังนิ่งได้ขนาดนี้? ทำไมเขาไม่ระเบิดอารมณ์ใส่เธอ ไม่ดุด่า ไม่ตบตี หรือแม้แต่ไม่เอ่ยถึงชื่อ "ใหญ่" ออกมาตรงๆ เพื่อบีบให้เธอจนมุมหรือว่า... เขากำลังเล่นเกม? เกมที่ต้องการทดสอบความซื่อสัตย์ในความไม่ซื่อสัตย์ของเธอ
ดวงตาคมกริบของ ณัฐชนน ยังคงจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเมียรัก แววตาของเขาในยามนี้เปรียบเสมือนก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ดูนิ่งสงบแต่กลับแฝงไปด้วยแรงดันที่มหาศาลจน วิรัญญา รู้สึกหนาวสั่นเข้าไปถึงกระดูกดำ ลมหายใจของเธอติดขัด ผิวที่เคยร้อนผ่าวจากบทสวาทเมื่อคืนบัดนี้กลับเย็นเฉียบ เธอไม่อาจทนทานต่อสายตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณได้อีกต่อไป จึงทำได้เพียงหลุบตาลงต่ำ มองดูปลายนิ้วที่สั่นเทาของตัวเองบนตักอย่างคนจนต่อหลักฐาน‘จบสิ้นแล้ววิรัญญาเอ๋ย...’ เสียงร่ำร้องภายในใจของเธอดังระงม เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษประหารที่กำลังเดินขึ้นสู่ลานประหารอย่างเชื่องช้า ความสั่นคลอนในใจทำให้เธอเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวกระแทกหน้าอก เธอก้มหน้านิ่ง ยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะถูกตัดสินจากชายผู้เป็นทั้งสามีและเจ้าชีวิตของเธอ“ช่างมันเถอะ”คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของณัฐชนนนั้นแผ่วเบาแต่กลับดังก้องในความรู้สึกที่ตึงเครียดของวิรัญญา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ แววตาที่หม่นแสงกลับมาฉายแววความสงสัยครู่หนึ่ง“คะ?” เธอถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าพี่รู้ได้ยังไง ปกติวิเป็นคนระมั
บรรยากาศภายในห้องนอนสุดหรูของวิลล่าในยามเช้ายังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวสวาทและกลิ่นอายของสงครามกามารมณ์ที่เพิ่งสงบศึกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ร่างระหงของวิรัญญาซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มแพรเนื้อละเอียด ผิวกายของเธอที่พ้นขอบผ้าออกมานั้นเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงและรอยเม้มจากปากและฟันของชายหนุ่มนับไม่ถ้วนที่รุมล้อมเธอในคืน Angel Night เธอกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราที่แสนสุขสม สมองยังคงวนเวียนอยู่กับภาพเหตุการณ์ที่สุดเหวี่ยงที่สุดในชีวิต ภาพที่เธอถูกชายฉกรรจ์ทั้งห้าปรนเปรอจนสำลักความสุขครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบขาดใจตายคาอกของใหญ่และธาวิน สัมผัสเหล่านั้นยังคงตราตรึงจนทำให้เธอละเมอยิ้มออกมา“กริ๊งงงงงง... กริ๊งงงงงง...”เสียงกรีดร้องของโทรศัพท์ที่หัวเตียงดังแทรกซอนเข้าในโสตประสาทอย่างไร้ความปรานี วิรัญญาสะดุ้งสุดตัว เปลือกตาที่หนักอึ้งพยายามเปิดขึ้นด้วยความยากลำบาก เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาและอ่อนแรงไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู โดยที่ดวงตายังคงปิดสนิทเพราะความเหนื่อยล้าที่กัดกินไปถึงกระดูก“ฮัลโหล...” เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและแห้งผากจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของตัวเองเธอคิดเอาเองในใจว่าคงเป็นธาวินหรือใหญ่ที่โทร
เสียงปรบมือเกรียวกราวและเสียงคำรามทักทายอย่างครึกครื้นดังก้องไปทั่วโถงต้อนรับของวิลล่าหรูส่วนตัวของ ใหญ่ ทันทีที่ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายของน้ำหอมราคาแพงและเหล้าซิงเกิลมอลต์ชั้นดีคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่เย็นฉ่ำ ผสมผสานกับรังสีของความปรารถนาที่หนุ่มฉกรรจ์ทั้งห้าคนจงใจแผ่ออกมาเพื่อต้อนรับการมาเยือนของสตรีเพียงหนึ่งเดียวในค่ำคืนนี้วิรัญญา ยืนหน้าตื่นอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าไม่ใช่ความตื่นกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นจนเนื้อเต้น หัวใจของเธอเต้นระรัวเป็นจังหวะเดียวกับความกระสันที่พุ่งพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ บนใบหน้าสวยซึ้งระบายไปด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมอย่างคนที่รู้ตัวว่าตนเองคือ "ราชินี" ผู้ถือครองอาณาจักรของที่นี่ตอนนี้อย่างสมบูรณ์“อะไรกันเนี่ย...” เธอพึมพำออกมา แววตาเป็นประกายไหวระริกราวกับเปลวเทียนธาวิน ปรี่เข้าไปหาเธอทันที เขาเลื่อนมือลงไปโอบเอวบางของเธอไว้อย่างสนิทสนม บีบกระชับช้า ๆ เพื่อส่งผ่านกระแสราคะที่คุโชน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มสวยของเธออย่างหนักหน่วงต่อหน้าทุกคน เป็นการประกาศศักดาและแสดงความเป็นเจ้าของในตัว "หุ้นส่วน" ที่แสนร่านร้อนของเขาอย่างเต็มที่“เพื่อ
บรรยากาศภายในห้องทำงานของประธานกรรมการบริหารบนชั้น 7 ของอาคารสำนักงานใจกลางย่านธุรกิจนั้น ช่างเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบาของระบบปรับอากาศ วัสดุตกแต่งที่ดูเหมือนพื้น ๆ อย่างปูนเปลือยตัดกับไม้โอ๊คสีเข้มและโลหะรมดำ ถูกจัดวางอย่างมีชั้นเชิงด้วยรสนิยมที่เหนือระดับ ทำให้ห้องนี้ดูภูมิฐานและทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ แสงสว่างยามบ่ายส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาสะท้อนกับเครื่องแก้วบนโต๊ะทำงาน สร้างบรรยากาศที่ดูนิ่งสงบแต่กลับแฝงไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็นณัฐชนน ในฐานะเจ้าเหนือหัวของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ นั่งเอนกายลงบนโซฟาหนังสีดำสนิท ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เบาะหนังเกรดพรีเมียมบุ๋มลงตามน้ำหนักตัว เขาดูสง่างามและน่าเกรงขามในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดจนเรียบกริบ เนคไทสีน้ำเงินเทาทิ้งตัวลงอย่างพอเหมาะพอเจาะ แม้จะเป็นการนั่งในมุมพักผ่อน แต่ท่วงท่าของเขากลับดูเหมือนราชสีห์ที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อ แววตาคมนิ่งสงบจนยากจะคาดเดาความรู้สึกภายในทว่า ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาอย่าง เพิ่มยศ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ กลับมีอาการที่ต่างกันลิบลับ เพิ่มยศนั่งหลังตรงแต่ไหล่ห่อลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างประ
วิรัญญาควบตะบึงไปบนร่างแกร่งของธาวินราวกับม้าป่าที่เสียสติ สะโพกงามงอนขยับขึ้นลงรัวเร็วตามจังหวะกระหายกามที่ไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลงง่ายๆ เสียงเนื้อกระทบกัน “ตั๊บ ตั๊บ ตั๊บ” ดังก้องไปทั่วห้องนอนสลับกับเสียงหวีดร้องปานจะขาดใจของหญิงสาว จนในที่สุด ร่างกายของเธอก็เกร็งกระตุกอย่างรุนแรงเป็นระลอกสุดท้าย ร่องรักบีบรัดท่อนเอ็นหนาหนักถี่รัวจนน้ำหวานพุ่งทะลักออกมาอาบชโลมแท่งลำร้อนผ่าว ก่อนที่ร่างงามระหงจะอ่อนระทวย พังพาบทับลงบนอกกว้างของธาวินอีกครั้งอย่างหมดรูปเธอหมดแรงแต่อารมณ์ยังคั่งค้าง ใบหน้าสวยซบลงกับแผงอกที่กระเพื่อมไหว หายใจหอบถี่จนทรวงอกอวบอัดบดเบียดกับร่างกายของเขา มือน้อยๆ ของเธอยังคงสั่นเทา ลูบไล้ไปตามมัดกล้ามเนื้อแขนและไหล่ของเขาอย่างอาลัยอาวรณ์ในรสกามที่เพิ่งบรรลุจุดสูงสุดไป“เก่งจังเลยเมียรักของพี่...” ธาวินหยอดคำหวานเสียงนุ่มข้างใบหูที่ขึ้นสีจัดของเธอ ทำให้วิรัญญายิ้มรับทั้งที่ยังหลับตาพริ้มด้วยความอิ่มเอมใจในรสรัก เขาเม้มชิมที่ติ่งหูเธอเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว สัมผัสถึงความร้อนรุ่มที่ยังแผ่ออกมาจากตัวเธอ“พี่ไม่อยากลุกไปไหนเลย อยากอยู่กับวิของพี่อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืนเลย...” เขา







