Masukคฤหาสน์สกุลหลิ่งของหลิ่งหมิงคหบดีหนุ่มรูปงามผู้มั่งคั่ง
หลิ่งหมิงกับหนิงเยว่ซินรักกันมาก ทั้งสองคนคบหากันจนกระทั่งแต่งงานกันและได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข
แต่วันคืนอันแสนสุขช่างสั้นนัก หลังจากแต่งงานได้เพียงครึ่งปี หลิ่งหมิงยังคงรักหนิงเยว่ซินเป็นอย่างมาก หากแต่วันหนึ่งเขากลับพาสตรีงดงามดูบอบบางเข้ามาในคฤหาสน์ด้วยเหตุผลที่ว่าเจอนางระหว่างที่เดินทางกลับบ้านแล้วได้ช่วยเหลือกันยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน
สตรีนางนั้นมีนามว่า เจียวลู่
พวกเขาเจอกันในวันที่หลิ่งหมิงถูกโจรป่าฉกชิงทรัพย์สินและถูกโจรป่าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ หลิ่งหมิงได้เจียวลู่เข้าช่วยเหลือในครานั้น
เมื่อรักษากันมาระหว่างทางจนหลิ่งหมิงหายดีเขาจึงพานางเข้าบ้านและแต่งนางเป็นภรรยารอง
จู่ๆ หนิงเยว่ซินก็ได้เป็นภรรยาเอก
หลิ่งหมิงผู้รักมั่นก็แต่งอนุเข้ามา
หนึ่งชายหนึ่งหญิงที่รักกันอย่างมั่นคงตลอดมาก็เริ่มแปรเปลี่ยน
คืนมงคลที่หลิ่งหมิงยืนอยู่ในเรือนหลังเล็กกับเจียวลู่ท่ามกลางโคมไฟสีแดงและแสงเทียนสีนวล ถึงแม้จะไร้ซึ่งงานมงคลสมรสอันเอิกเกริกหากแต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนเสมือนถูกแหวกอกแล้วดึงหัวใจกระชากออกมาฉีกทึ้งแล้วใช้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำอีกคราหนึ่ง
เขาเหยียบย่ำจนแหลกลาญ แหลกเหลว
ใครคนนั้นคือหนิงเยว่ซิน
นางตัดสินใจออกมาแอบมองดูพวกเขาเหมือนหญิงบ้ามิรู้ความ นางยืนมองเขาจากมุมเฉลียงของเรือนเล็กหลังนั้น นางยืนมองพวกเขาอยู่ในความมืดมิดนอกเรือนกระทั่งพวกเขาดับเทียนภายในเรือนและต่อมาก็มีเสียงหอบครางดังระงม
ในยามนั้นหนิงเยว่ซินได้กลายเป็นเศษผ้าที่ถูกฉีกขาดไม่มีเหลือแม้เพียงเส้นด้ายให้ถักทอสานต่อใหม่ นางมีเพียงลมหายใจที่ว่างเปล่าและหัวใจที่หนักอึ้งคล้ายมีเลือดซึมจากการถูกกรีดลึกด้วยเสียงครางนั้น
ตั้งแต่คืนนั้นนางจึงเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ
“ข้าเกือบตายไปแล้วที่ป่านั่น หากมิได้เจียวลู่เข้าช่วยเหลือ เจ้าก็คงจะเสียข้าไปแล้วตลอดกาล” เสียงทุ้มนุ่มของหลิ่งหมิงยังคงดังก้องกังวานในใบหูของหนิงเยว่ซิน
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือที่จะทดแทนคุณ มีเพียงต้องรับนางเป็นอนุเท่านั้นหรือไร?” นางถามออกไปด้วยใจไม่ใคร่จะยินยอม
“นางตัวคนเดียว ไม่มีใคร แต่หากจะให้นางเป็นเพียงสาวใช้คงไม่เหมาะกระมัง หรือกระทั่งให้เป็นเมียบ่าวก็คงมิควร”
“ความหมายของท่านก็คือไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องเก็บนางเอาไว้ข้างกาย นางก็ต้องอยู่กับท่านเท่านั้นหรือไร ช่วยเหลือกันเสร็จสิ้นก็แยกย้ายกันไม่มิได้รึ การตอบแทนกันมีเพียงวิธีนี้หรือไร นางต้องการเงินเท่าไหร่ ข้าจะไปแลกตั๋วเงินให้นางเดี๋ยวนี้”
“เยว่ซิน!” เสียงของเขาเริ่มหงุดหงิด “เจ้าเป็นอะไรไป สตรีที่จิตใจดีมีเมตตาไปไหนเสียแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่เข้าใจ หากมิได้นางเข้าช่วยเหลือข้ายังจะได้กลับมาหาเจ้าหรือไม่ หากมิได้นางเจ้าคงเป็นเพียงสตรีม่ายสามีตายไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน ลองตรองดูเถิด!”
นั่นคือประโยคสนทนาครั้งล่าสุดก่อนที่เขาจะแต่งนางเป็นอนุและเข้าหอกันอย่างเผ็ดร้อนทั้งหอบทั้งครางดังระงมที่ทำให้หนิงเยว่ซินต้องมานอนอย่างเดียวดายบนเตียงอันกว้างใหญ่ของเรือนหลัก นางนอนร้องไห้มิได้พัก ไม่แม้แต่จะหลับตาได้ลง
เช้าวันต่อมาหนิงเยว่ซินยังต้องมานั่งรอที่โต๊ะอาหารเพื่อกินข้าวด้วยกันตามคำสั่งของหลิ่งหมิง
นางนั่งรอสองชายหญิงที่ผ่านค่ำคืนเสพสมที่ทำให้นางต้องทุกข์ระทมตลอดทั้งคืน
หลิ่งหมิงเดินเข้ามาที่ห้องอาหารก่อนและนั่งลงที่ข้างนางยังตำแหน่งเดิมของเขาที่เคยนั่ง เขายิ้มให้นางอย่างอบอุ่นเหมือนเคย สายตามองนางอย่างอ่อนโยนเหมือนเคย แววตาที่ทอดมองเจือความรักใคร่เหมือนเคย หากแต่ที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเคยก็คือเราสองไม่อาจกินข้าวได้ทันทีเมื่อสองเรานั่งพร้อมกันที่โต๊ะอาหาร เพียงเพราะสตรีอีกนางหนึ่งยังไม่มา พวกเราจึงต้องรอให้พร้อมหน้าสามสามีภรรยาถึงจะกินอาหารได้
หญิงสาวถึงกับกำมือแน่นขอบตาร้อนผ่าว
และเมื่อเจียวลู่เดินเข้ามายังห้องอาหาร หนิงเยว่ซินก็อดไม่ได้ที่จะไล่น้ำสีใสให้จางหายไปเพื่อมองเจียวลู่ให้เต็มตา
นางเห็นเจียวลู่มีสีหน้าอิ่มเอิบดวงตากระจ่างใสหากแต่ร่างบอบบางกลับดูอ่อนแรงยิ่งนัก นางคล้ายกับกำลังพยายามเดินมาอย่างยากลำบาก ท่าทางที่อ่อนโยนอ่อนหวานมากอยู่แล้วยิ่งดูหวานล้ำมากขึ้นไปอีก
หนิงเยว่ซินยิ้มขื่นปวดร้าวสุดแสน
เมื่อประตูถูกเปิดออก สองชายหญิงที่ส่งเสียงชวนวาบหวามเมื่อครู่พลันผงะหยุดกิจกรรมเคาะจังหวะในบัดดล หากแต่สองคนผู้มาใหม่ยิ่งผงะตกตะลึงมากกว่า“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด” หยวนคังถามออกไป ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าแดงก่ำชายผู้เปลื้องผ้าท่อนบนเผยแผงอกตึงแน่นกล้ามเป็นมัดๆ ตอบคำอย่างลนลาน “เรียนท่านราชองครักษ์ ข้าน้อยกำลังตำข้าวขอรับ” เขาทำอุปกรณ์อันทรงพลังสำหรับตำข้าวด้วยตัวเองเพื่อโอ้อวดสาวงามหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันรีบตอบบ้าง “พวกเราขออภัยที่แอบมาตำข้าวเพื่อต้มโจ๊กเจ้าค่ะ” นางผิดเองที่นึกอยากกินโจ๊กกลางดึก“...!?”หนี่ม่านตามหลังหยวนคังเข้ามาแอบมองอย่างใคร่รู้ แต่แล้วกลับต้องผิดหวัง เฮ้อ! นึกว่าจะได้เห็นของดีพร้อมพี่คังเสียแล้ว...ตำหนักเฉิงกงแห่งวังหยางอ๋อง ภายในห้องส่วนตัวของหยางเหอจิน ที่มิได้ยินเสียงอาบน้ำในอ่างไม้อีกต่อไป เนื่องจากใครบางคนกำลังมีใบหน้างอง้ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น ดวงตากลมโตถลึงจ้องมองพี่ชายคนงามบอกว่าจะอาบน้ำด้วยกัน แต่อยู่คนล่ะอ่างโดยมีฉากกั้นแบบนี้ คืออันใด?ซูเจินออกจากอ่างไม้ของตนแล้วสวมชุดคลุมแนบเนื้อเอาไว้ลวกๆ ก่อนจะสะบัดมือทำลายฉากกั้นทิ้งเสียหยางเหอจินที่นั่ง
พวกทหารและราชองครักษ์หลายคนแอบมองหนี่ม่านอยู่นานแล้ว พวกเขาล้วนจ้องจะเข้ามาทำความรู้จักกับนางตั้งแต่ช่วงงานในพิธีอันเป็นมหามงคลขององค์รัชทายาท หากแต่ยังหาโอกาสมิได้ก็เท่านั้นทว่าพวกเขาก็แอบสืบกันมาแล้ว ว่าสาวน้อยงดงามนางนี้มีนามว่ากระไร กระทั่งใส่ใจว่านางเป็นใครในวังบูรพา นางเป็นถึงคนสนิทของพระชายาในรัชทายาท เช่นนั้นแล้วนางยิ่งไม่ธรรมดา พวกเขาจึงต้องเจียมตัวเอาไว้ให้มาก ยิ่งได้เห็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ ยิ่งต้องพากันหลบมุมเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีหากต้องการเกี้ยวคนงามนางนี้ให้ได้ดังใจ พวกเขาล้วนต้องทำให้ได้ กลเม็ดของบุรุษเพื่อมัดใจสตรีมีเท่าไหร่ พวกเขาจะงัดมาใช้ให้หมด ไม่ให้เสียชาติเกิด... บุรุษร่างใหญ่ วิสัยทัศน์กว้างไกล สายตาดุจเหยี่ยวยามล่าเหยื่อ มีหรือจะไม่รับรู้ หยวนคังจับกระแสความคิดผ่านสายตาของพวกพ้องได้ ว่าพวกนั้นกำลังคิดการณ์ใด เขาจึงโอบแขนล้อมรอบร่างเล็กเอาไว้มั่น ทำนางให้หายไปในแผงอกเขา เพียงชั่วอึดใจ เงาร่างสูงใหญ่จึงกลืนเงาร่างเล็กบาง หายไปทางโรงครัวศึกนี้นับได้ว่าหนักหนายิ่งนัก หยวนคังจักต้องเตรียมพร้อมรับศึกหนัก เพื่อคนในอ้อมแขนจะได้เติบโตเ
สาวน้อยยังคงแหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาซื่อใส เขาจึงถอนหายใจบางเบาแล้วเอ่ยคำ “เด็กน้อย คืนนี้เป็นคืนเข้าหอที่มีค่าดั่งทองพันชั่ง ต่อให้เจ้ายืนรอตรงขอบประตู พระองค์ทั้งสองก็ยังไม่ออกมาเรียกใช้เจ้าง่ายๆ หรอก” หากเป็นเขาก็จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน นางอย่าได้ฝันเลย ว่าเขาจะปล่อยนางลุกออกมาจากเตียงหยวนคังเริ่มคิดการณ์ไกลกับแน่งน้อยที่เขาปักปิ่นจับจอง และจูบประทับตรา ก่อนที่นางจะอายุสิบห้าในอีกไม่นาน“ไปเถิด ข้าหิวจะแย่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำคล้ายรำคาญแต่กลับซ่อนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เขาอยากอยู่กับนางสองต่อสองหนี่ม่านได้ยินว่าเขาหิวจะแย่จึงรีบลุกขึ้นทันทีชายหนุ่มลอบยกยิ้มมุมปากแวบหนึ่งก่อนหมุนกายเดินนำหน้าไปอย่างใจเย็นสาวน้อยจึงเดินตามแผ่นหลังตั้งสง่าของเขาไปคล้ายต้องมนต์ นางบอกตามตรงว่าแผ่นหลังกว้างใหญ่เนินไหล่ลาดชันของชายตรงหน้านับได้ว่าถูกใจ นางรู้สึกปลอดภัยหากอยู่ที่แผ่นหลังนี้เขาหนี่ม่านรู้สึกถึงกระแสประหลาดอุ่นวาบไปทั่วใจ ยามมองพี่คังของนาง แม้จะแค่เพียงเห็นเขาจากด้านหลังก็ตามทีทางเดินทอดยาวภายในอาณาเขตของตำหนักฉางชุนกงของวังบูรพา หนี่ม่านเดินตามแผ่นหลังที่ชื่นชอบอยู่เงียบๆ นางอยากเอื้อม
แน่นอนว่าสาวใช้คนงามไม่เคยชินกับสิ่งต่างๆ ของวังหลวงสักเท่าไหร่ ทั้งกฎระเบียบทั้งอาณาเขตกว้างขวาง สิ่งของเครื่องเรือนหรูหรามากมาย อะไรอยู่ที่ใด ต้องทำอย่างไร จะไม่ใส่ใจก็คงมิได้ ทั้งๆ ที่ไม่คิดจะสนใจก็เถอะ รวมถึงท่วงท่าเคร่งขรึมคล้ายไร้ชีวิตของนางกำนัลทั้งหลายนั่นด้วยและอีกครั้งที่สาวน้อยต้องครุ่นคิดหนักหน่วง ยิ่งได้เห็นสายตาของบ่าวรับใช้พวกนั้นมองนางด้วยสายตาคล้ายแค้นเคืองกัน นางกำนัลพวกนั้นมองหยวนคังสลับกับมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด นั่นยิ่งทำให้นางต้องคิดมากจนใบหน้าเรียวเล็กยับย่นไปหมดนางพาคุณหนูกลับบ้านตอนนี้ยังทันไหม?เพราะว่าอย่างน้อยปัญหาคาใจทุกอย่างที่บ้านหลิ่งก็ได้รับการคลี่คลายแล้ว ยามนี้นายท่านหลิ่งก็ทั้งรักและถนอมคุณหนูยิ่งกว่าชีวิตของท่านเสียอีกและที่สำคัญ ฮูหยินรองจอมเสแสร้ง กับคุณหนูรองจอมวายร้าย ก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าบ้านหลิ่งได้อีกแล้วเฮ้อ! แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!“เจ้าเป็นอะไร?” เสียงทุ้มต่ำของคนข้างกายเอ่ยถามทันทีที่สังเกตเห็นคนงามทำหน้าย่นอีกแล้วเขาเพียงปักปิ่นให้เมื่อครู่จะแก่เลยมิได้นะ ม่านเอ๋อร์...“อืม...” หนี่ม่านขมวดคิ้วนึกลังเลที่บอกกล่าว เพราะเ
“อาเซียน” นางเรียกนามเขาได้แค่นั้น นางเอ่ยคำใดไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะทุกจังหวะที่ถาโถม ทำนางทำได้เพียงส่งเสียงไม่เป็นภาษา หัวใจของนางพองโตคับอกไปหมด “อา...”เฟยหลงเซียนยิ่งควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงแว่วหวานเรียกขานกันตามจังหวะหฤหรรษ์ที่เขามอบให้ เสียงของนางช่างเย้ายวนรัญจวนใจยามพูดคุยกันปกตินับว่าดึงดูดเขามากแล้ว ยามนี้ยิ่งดูดกลืนเขามากขึ้นไปอีก นางสามารถดูดกลืนเขาจนเข้าไปในร่างนางจนแนบสนิทเลยทีเดียว“อือ...อาเซียน” เส้นเสียงสั่นเทาคล้ายสะอื้นไห้ ฟังดูน่าสงสารนัก นางหลับตากลั้นหายใจ รับรู้ทุกสัมผัสจากจังหวะเนิบช้าที่ค่อยๆ กลายเป็นเร่งเร้า และร้อนแรงในที่สุด ให้ความรู้สึกเร่าร้อนท่วมท้นอยู่ในโพรงอก“อาเซียน...” นางเจ็บมาก เป็นความเจ็บที่ทรมานไปถึงหัวใจ “ได้โปรด...ข้าไม่ไหวแล้ว...”“เหมยเอ๋อร์” เสียงต่ำสั่นพร่าเรียกขานนางหมายปลอบประโลม หากแต่จังหวะกระชากใจไม่อาจหยุดได้แม้จังหวะเดียว“อีกนิด...ไม่นาน” แม้ชายหนุ่มจะบอกอย่างนั้น หากแต่กำลังวังชาของเขากลับไม่ธรรมดา หลายลีลาหลากกระบวนท่าเริ่มมีมาอย่างไม่อาจห้ามใจการขับเคลื่อนกายแกร่งบนกายงามยังคงดำเนินต่อไปความรู้สึกเกินบรรยายยั
เฟยหลงเซียนถอนริมฝีปากจากยอดถันสีชมพูที่มีรสชาติหวานละมุนลิ้น เคลื่อนใบหน้าขึ้นมาตามเรียวนิ้วของนางที่พยายามจับประคองสันกราม นางกำลังต้องการมากกว่าที่เขากำลังกระทำอยู่ ส่วนนั้นของนางบอกให้เขาได้รับรู้ ดวงตาของนางก็เช่นกัน ความหยาดเยิ้มฉ่ำน้ำในแววตานางบอกเขาได้ดีชายหนุ่มก้มหน้าจูบนางอย่างดูดดื่มลึกล้ำมากกว่าเดิม หญิงสาวก็ตอบรับการดูดกลืนอย่างดูดดื่มมากกว่าเดิมเช่นกันครานี้สัมผัสลึกล้ำมิได้มีแค่เพียงริมฝีปาก หากแต่ปลายลิ้นร้อนชื้นของชายเหนือร่างลากไล้อย่างดุดันไปตามส่วนต่างๆ ของเนื้อนวลนาง เนิ่นนานจนเรียกเสียงครวญครางแว่วหวานออกจากกลีบปากแดงนุ่มทุกความร้อนรุ่มที่ลากผ่าน ล้วนสร้างความวาบหวามหวานล้ำเหนือคำบรรยาย หากจะบอกว่าใครที่อยากตาย คงต้องรอให้ผ่านค่ำคืนเช่นนี้ไปก่อน มิเช่นนั้นคงได้เสียชาติเกิดเป็นแน่แท้หนิงเหมยกำลังยอมรับว่าคิดการณ์ได้อย่างนี้ และก่อนที่ทุกอย่างจะร้อนเร่ามากกว่านั้น พลันมีสิ่งที่ร้อนกว่าเข้าแทรกกลางหนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่ จนเฟยหลงเซียนต้องหยุดทุกสัมผัสเอาไว้ทั้งจุมพิตทั้งแก่นกลางกายหญิงสาวเบิกตากว้าง รู้สึกเจ็บแปลบฉับพลัน ใบหน้าแดงระเรื่อถึงกับแดงก่ำคล้าย
เนื่องจากสองพี่น้องสกุลหลวนยึดถือเจินเจินน้อยเป็นผู้มีพระคุณ ทั้งยังได้เห็นนางมีฝีมือร้ายกาจให้ประจักษ์เมื่อครั้งก่อนหน้า ว่าจะสามารถปกป้องพวกเขาได้ เป้าหมายในการยึดเหนี่ยวเพื่อซ่อนเร้นตัวตนของพวกเขา ย่อมไม่อาจเป็นอื่นหยางเหอจินย่อมรู้แจ้งในทุกเรื่องราว เขาจึงเลือกที่จะใช้ตนเองเป็นเป้าให้ศัตรูปราก
เมื่อนางเห็นเฟยหลงเซียนเดินมา นางจึงรีบเดินเข้าไปทางร่างสูงสง่าของเขาในทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ห้องพักของนางในระยะสายตามองเห็นหลายจั้ง ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดินด้วยกิริยาเคารพต่อบุรุษสูงศักดิ์ที่เป็นถึงองค์รัชทายาท“สำเร็จหรือไม่เพคะ ฝ่าบาททรงยอมยกเลิกคำสั่งสมรสระหว่างเราหรือไม่?” เสียงแว่วหวานแต่
มุมเฉลียงของทางเดิน...ในขณะที่หนิงเหมยกำลังช่วยยกอาหารมานั้น บังเอิญชนเข้ากับนางกำนัลคนหนึ่งจนจานอาหารตกกระแทกพื้นเสียงดังนางกำนัลนางนั้นหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธกรุ่น “เดินอย่างไร ไม่มีตารึ?”“ข้าขอโทษ” หนิงเหมยรีบกล่าวเสียงนุ่ม “ท่านเจ็บที่ใดหรือไม่?”แต่ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลของหนิงเหมยมิได้ช่วยอ
ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายเข้ามาในรถม้า ส่งผลให้ดวงตาสวยหวานเริ่มหรี่ปรือหนิงเหมยค่อยๆ ตื่นขึ้นมาและกะพริบตาเบาๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุน อึดใจหนี่ม่านจึงยื่นหน้าเข้ามาหานางพร้อมวางอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้า“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงสดใสเอ่ยทักทาย “หลับสบายหรือไม่เจ้าคะ หิวหรือไม่







