Masukในวันนี้ก็เช่นกัน...หลังจากเดินทางมาจวบจนเข้าวันที่สามยามเมื่ออาทิตย์อัสดงแสงแดดร้อนแรงเริ่มเบาบาง หนิงเหมยจึงเอ่ยสั่งการให้คนบังคับม้าชะลอฝีเท้าของม้าลงเพื่อมองหาที่พักค้างแรม แต่ว่าเมื่อหญิงสาวเปิดผ้าม่านของรถม้าออกดูสองข้างทางกลับมีแต่ต้นไม้ใบหนา หาได้มีโรงเตี๊ยมสักหลังไม่ แม้แต่บ้านเรือนของชาวบ้านยังเห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่มอยู่ไกลๆ
“เราคงต้องพักเสียกลางทางตรงนี้เลยเจ้าค่ะ คุณหนู” หนี่ม่านเริ่มออกความเห็น
“อืม...” หนิงเหมยเห็นด้วยก่อนออกคำสั่งไปทางบ่าวชายผู้บังคับม้า “เจ้าให้ม้าหยุดพักตรงชายป่าด้านนั้นก็พออย่าได้เข้าไปลึกนัก”
“ขอรับ” เส้นเสียงทุ้มห้าวกล่าวตอบ
เมื่อรถม้าจอดสนิทบ่าวชายจึงออกไปหาฟืนส่วนหนี่ม่านก็ลงจากรถม้าไปเตรียมสถานที่สำหรับก่อไฟ คงเหลือไว้เพียงหนิงเหมยกับหญิงปริศนาที่นอนอยู่ในรถม้า
สตรีปริศนานอนหลับตาคล้ายกับสลบไสลไม่รู้สึกตัว หากแต่เมื่อพิศมองดูดีๆ กลับพบว่าท่าทางของสตรีนางนี้คล้ายกับกำลังนอนหลับใหลไม่สนใจฟ้าดินเสียมากกว่า
หนิงเหมยได้แต่นั่งมองตาปริบๆ
หญิงสาวผู้บาดเจ็บและกำลังนอนหลับใหลคล้ายไม่ได้สติแต่กลับรับรู้ได้ทุกอย่างทั้งยังแจ่มชัดทุกห้วงเวลา
นางคือซูเจิน...
ซูเจินกำลังทำตัวเป็นสัตว์จำศีล วันๆ เอาแต่นอนหลับไม่คิดจะตื่นลืมตาแต่อย่างใด หากแต่เมื่อได้รับการป้อนยานางกลับอ้าปากรับยาแต่โดยดี การทายาก็เช่นกัน...นางให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นางรับรู้ได้ว่าสองสตรีที่ช่วยเหลือนางเอาไว้มิได้มีเรี่ยวแรงเลยสักนิด ข้อแขนข้อมืออ่อนปวกเปียก หากนางมิให้ความร่วมมือเกรงว่ามือน้อยๆ ของสองสตรีจะหักลงเอาได้
หนิงเหมยนั่งมองสตรีบาดเจ็บที่นอนหลับใหลอีกครู่หนึ่งจึงตัดสินใจลงจากรถม้าเพื่อไปสมทบกับสองบ่าวชายหญิง
ในขณะที่หนิงเหมยกำลังนั่งอิงไฟเพื่อคลายหนาวระหว่างกินอาหารอยู่นอกรถม้า ทันใดนั้นพลันมีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้ามาจำนวนห้าคน สีหน้าของพวกมันบ่งบอกชัดเจนว่ามิใช่มาดี แววตาที่มองมาทางหนิงเหมยฉายแววกรุ้มกริ่มเปิดเผย
เป้าหมายคล้ายกับต้องการล่วงเกินหมายย่ำยีเด่นชัด
“พวกเจ้าต้องการสิ่งใด” บ่าวชายลุกขึ้นยืนตวาดก้องขวางหน้าพวกกลุ่มชายฉกรรจ์ในทันที
สองสตรีรีบยืนขึ้นเพื่อตั้งหลักในบัดดล สายตาที่พวกบุรุษแปลกหน้ามองมานั้น หนิงเหมยและหนี่ม่านเข้าใจได้ไม่ยาก
หนี่ม่านรีบเดินเข้ามายืนบังเรือนร่างของหนิงเหมยเอาไว้มั่นทั้งๆ ที่นางตัวเล็กกว่านายสาว สองตานางจ้องเขม็งที่บุรุษแปลกหน้าทั้งห้า ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มสั่นระริก ลำตัวสั่นเทิ้ม แต่ยังคงคิดจะปกป้องนายของตน
หนิงเหมยเองก็กลัวจนตัวสั่นไม่ต่างกัน นางไม่เคยออกจากบ้านมาไกลมากถึงเพียงนี้จึงไม่เคยคิดที่จะเตรียมการคุ้มกันอันใดมากมาย บิดาของนางก็มิได้ตระเตรียมการอันใดให้นาง เขาช่างเย็นชากับนางเสมอมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภรรยารองของบิดาเลย
“ออกไปนะ!” บ่าวชายยังคงตะเบ็งด้วยน้ำเสียงดังคล้ายคำรามหากแต่ตัวของเขาก็สั่นเทาไม่ต่างจากสองสตรีทางด้านหลัง
“เจ้าไม่เกี่ยว ถอยไป!” หนึ่งในชายฉกรรจ์แปลกหน้าคำรามใส่บ่าวชายพร้อมทั้งตวัดฝ่ามือตบหัวบ่าวชายจนกระเด็นล้มตึง
ชายฉกรรจ์ที่เหลือจึงกรูกันเข้ามารุมทำร้ายบ่าวชายหนึ่งเดียวจนสลบคาฝ่าเท้านอนแน่นิ่งไป
หนิงเหมยและหนี่ม่านพลันใจหายวาบเย็นยะเยือกอยู่ในอก สายตาคู่สวยของทั้งสองมองบ่าวชายอย่างตื่นตะลึง
ชายฉกรรจ์คนแรกเดินแบบย่างสามขุมเข้าหาสองสตรีที่ยืนอยู่ใกล้กับรถม้าในทันที ริมฝีปากสีคล้ำของมันแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียด
“ไม่ต้องห่วงหรอกแม่นาง” มันเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มห้าวลากยาวน่ากลัว “ข้าจะอ่อนโยน” สายตากรุ้มกริ่มของมันจับจ้องที่หนิงเหมยผ่านเลยศีรษะของหนี่ม่าน
“อย่าเข้ามานะ” หนี่ม่านตะโกนเสียงแหลมนึกกลัวจับใจตัวสั่นไม่หยุด
“อ่า...” ชายดำทะมึนคนเดิมครางในลำคอ “เจ้าคงอยากโดนก่อนคุณหนูของเจ้าล่ะสิ ข้าจักสงเคราะห์ให้ก็แล้วกัน ฮ่าๆ” มันกล่าวจบก็พุ่งตัวมาจับกระชากหนี่ม่านติดมือไปจนร่างบางล้มบนพื้นดินตรงหน้าของหนิงเหมย
“กรี๊ด!” สาวใช้ร้องเสียงดังดิ้นรนขัดขืน “ไม่นะ กรี๊ด!”
แคว่ก
เสียงฉีกทึ้งเสื้อผ้าดังขึ้น
“กรี๊ด!” หนี่ม่านกรีดร้องสุดเสียง
หนิงเหมยยืนมองภาพนั้นด้วยดวงตาเบิกโพลง “ไม่นะ!” นางตะโกนสุดเสียงเท่าที่จะทำได้ “ปล่อยนางนะ”
เมื่อประตูถูกเปิดออก สองชายหญิงที่ส่งเสียงชวนวาบหวามเมื่อครู่พลันผงะหยุดกิจกรรมเคาะจังหวะในบัดดล หากแต่สองคนผู้มาใหม่ยิ่งผงะตกตะลึงมากกว่า“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด” หยวนคังถามออกไป ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าแดงก่ำชายผู้เปลื้องผ้าท่อนบนเผยแผงอกตึงแน่นกล้ามเป็นมัดๆ ตอบคำอย่างลนลาน “เรียนท่านราชองครักษ์ ข้าน้อยกำลังตำข้าวขอรับ” เขาทำอุปกรณ์อันทรงพลังสำหรับตำข้าวด้วยตัวเองเพื่อโอ้อวดสาวงามหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันรีบตอบบ้าง “พวกเราขออภัยที่แอบมาตำข้าวเพื่อต้มโจ๊กเจ้าค่ะ” นางผิดเองที่นึกอยากกินโจ๊กกลางดึก“...!?”หนี่ม่านตามหลังหยวนคังเข้ามาแอบมองอย่างใคร่รู้ แต่แล้วกลับต้องผิดหวัง เฮ้อ! นึกว่าจะได้เห็นของดีพร้อมพี่คังเสียแล้ว...ตำหนักเฉิงกงแห่งวังหยางอ๋อง ภายในห้องส่วนตัวของหยางเหอจิน ที่มิได้ยินเสียงอาบน้ำในอ่างไม้อีกต่อไป เนื่องจากใครบางคนกำลังมีใบหน้างอง้ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น ดวงตากลมโตถลึงจ้องมองพี่ชายคนงามบอกว่าจะอาบน้ำด้วยกัน แต่อยู่คนล่ะอ่างโดยมีฉากกั้นแบบนี้ คืออันใด?ซูเจินออกจากอ่างไม้ของตนแล้วสวมชุดคลุมแนบเนื้อเอาไว้ลวกๆ ก่อนจะสะบัดมือทำลายฉากกั้นทิ้งเสียหยางเหอจินที่นั่ง
พวกทหารและราชองครักษ์หลายคนแอบมองหนี่ม่านอยู่นานแล้ว พวกเขาล้วนจ้องจะเข้ามาทำความรู้จักกับนางตั้งแต่ช่วงงานในพิธีอันเป็นมหามงคลขององค์รัชทายาท หากแต่ยังหาโอกาสมิได้ก็เท่านั้นทว่าพวกเขาก็แอบสืบกันมาแล้ว ว่าสาวน้อยงดงามนางนี้มีนามว่ากระไร กระทั่งใส่ใจว่านางเป็นใครในวังบูรพา นางเป็นถึงคนสนิทของพระชายาในรัชทายาท เช่นนั้นแล้วนางยิ่งไม่ธรรมดา พวกเขาจึงต้องเจียมตัวเอาไว้ให้มาก ยิ่งได้เห็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ ยิ่งต้องพากันหลบมุมเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีหากต้องการเกี้ยวคนงามนางนี้ให้ได้ดังใจ พวกเขาล้วนต้องทำให้ได้ กลเม็ดของบุรุษเพื่อมัดใจสตรีมีเท่าไหร่ พวกเขาจะงัดมาใช้ให้หมด ไม่ให้เสียชาติเกิด... บุรุษร่างใหญ่ วิสัยทัศน์กว้างไกล สายตาดุจเหยี่ยวยามล่าเหยื่อ มีหรือจะไม่รับรู้ หยวนคังจับกระแสความคิดผ่านสายตาของพวกพ้องได้ ว่าพวกนั้นกำลังคิดการณ์ใด เขาจึงโอบแขนล้อมรอบร่างเล็กเอาไว้มั่น ทำนางให้หายไปในแผงอกเขา เพียงชั่วอึดใจ เงาร่างสูงใหญ่จึงกลืนเงาร่างเล็กบาง หายไปทางโรงครัวศึกนี้นับได้ว่าหนักหนายิ่งนัก หยวนคังจักต้องเตรียมพร้อมรับศึกหนัก เพื่อคนในอ้อมแขนจะได้เติบโตเ
สาวน้อยยังคงแหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาซื่อใส เขาจึงถอนหายใจบางเบาแล้วเอ่ยคำ “เด็กน้อย คืนนี้เป็นคืนเข้าหอที่มีค่าดั่งทองพันชั่ง ต่อให้เจ้ายืนรอตรงขอบประตู พระองค์ทั้งสองก็ยังไม่ออกมาเรียกใช้เจ้าง่ายๆ หรอก” หากเป็นเขาก็จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน นางอย่าได้ฝันเลย ว่าเขาจะปล่อยนางลุกออกมาจากเตียงหยวนคังเริ่มคิดการณ์ไกลกับแน่งน้อยที่เขาปักปิ่นจับจอง และจูบประทับตรา ก่อนที่นางจะอายุสิบห้าในอีกไม่นาน“ไปเถิด ข้าหิวจะแย่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำคล้ายรำคาญแต่กลับซ่อนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เขาอยากอยู่กับนางสองต่อสองหนี่ม่านได้ยินว่าเขาหิวจะแย่จึงรีบลุกขึ้นทันทีชายหนุ่มลอบยกยิ้มมุมปากแวบหนึ่งก่อนหมุนกายเดินนำหน้าไปอย่างใจเย็นสาวน้อยจึงเดินตามแผ่นหลังตั้งสง่าของเขาไปคล้ายต้องมนต์ นางบอกตามตรงว่าแผ่นหลังกว้างใหญ่เนินไหล่ลาดชันของชายตรงหน้านับได้ว่าถูกใจ นางรู้สึกปลอดภัยหากอยู่ที่แผ่นหลังนี้เขาหนี่ม่านรู้สึกถึงกระแสประหลาดอุ่นวาบไปทั่วใจ ยามมองพี่คังของนาง แม้จะแค่เพียงเห็นเขาจากด้านหลังก็ตามทีทางเดินทอดยาวภายในอาณาเขตของตำหนักฉางชุนกงของวังบูรพา หนี่ม่านเดินตามแผ่นหลังที่ชื่นชอบอยู่เงียบๆ นางอยากเอื้อม
แน่นอนว่าสาวใช้คนงามไม่เคยชินกับสิ่งต่างๆ ของวังหลวงสักเท่าไหร่ ทั้งกฎระเบียบทั้งอาณาเขตกว้างขวาง สิ่งของเครื่องเรือนหรูหรามากมาย อะไรอยู่ที่ใด ต้องทำอย่างไร จะไม่ใส่ใจก็คงมิได้ ทั้งๆ ที่ไม่คิดจะสนใจก็เถอะ รวมถึงท่วงท่าเคร่งขรึมคล้ายไร้ชีวิตของนางกำนัลทั้งหลายนั่นด้วยและอีกครั้งที่สาวน้อยต้องครุ่นคิดหนักหน่วง ยิ่งได้เห็นสายตาของบ่าวรับใช้พวกนั้นมองนางด้วยสายตาคล้ายแค้นเคืองกัน นางกำนัลพวกนั้นมองหยวนคังสลับกับมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด นั่นยิ่งทำให้นางต้องคิดมากจนใบหน้าเรียวเล็กยับย่นไปหมดนางพาคุณหนูกลับบ้านตอนนี้ยังทันไหม?เพราะว่าอย่างน้อยปัญหาคาใจทุกอย่างที่บ้านหลิ่งก็ได้รับการคลี่คลายแล้ว ยามนี้นายท่านหลิ่งก็ทั้งรักและถนอมคุณหนูยิ่งกว่าชีวิตของท่านเสียอีกและที่สำคัญ ฮูหยินรองจอมเสแสร้ง กับคุณหนูรองจอมวายร้าย ก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าบ้านหลิ่งได้อีกแล้วเฮ้อ! แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!“เจ้าเป็นอะไร?” เสียงทุ้มต่ำของคนข้างกายเอ่ยถามทันทีที่สังเกตเห็นคนงามทำหน้าย่นอีกแล้วเขาเพียงปักปิ่นให้เมื่อครู่จะแก่เลยมิได้นะ ม่านเอ๋อร์...“อืม...” หนี่ม่านขมวดคิ้วนึกลังเลที่บอกกล่าว เพราะเ
“อาเซียน” นางเรียกนามเขาได้แค่นั้น นางเอ่ยคำใดไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะทุกจังหวะที่ถาโถม ทำนางทำได้เพียงส่งเสียงไม่เป็นภาษา หัวใจของนางพองโตคับอกไปหมด “อา...”เฟยหลงเซียนยิ่งควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงแว่วหวานเรียกขานกันตามจังหวะหฤหรรษ์ที่เขามอบให้ เสียงของนางช่างเย้ายวนรัญจวนใจยามพูดคุยกันปกตินับว่าดึงดูดเขามากแล้ว ยามนี้ยิ่งดูดกลืนเขามากขึ้นไปอีก นางสามารถดูดกลืนเขาจนเข้าไปในร่างนางจนแนบสนิทเลยทีเดียว“อือ...อาเซียน” เส้นเสียงสั่นเทาคล้ายสะอื้นไห้ ฟังดูน่าสงสารนัก นางหลับตากลั้นหายใจ รับรู้ทุกสัมผัสจากจังหวะเนิบช้าที่ค่อยๆ กลายเป็นเร่งเร้า และร้อนแรงในที่สุด ให้ความรู้สึกเร่าร้อนท่วมท้นอยู่ในโพรงอก“อาเซียน...” นางเจ็บมาก เป็นความเจ็บที่ทรมานไปถึงหัวใจ “ได้โปรด...ข้าไม่ไหวแล้ว...”“เหมยเอ๋อร์” เสียงต่ำสั่นพร่าเรียกขานนางหมายปลอบประโลม หากแต่จังหวะกระชากใจไม่อาจหยุดได้แม้จังหวะเดียว“อีกนิด...ไม่นาน” แม้ชายหนุ่มจะบอกอย่างนั้น หากแต่กำลังวังชาของเขากลับไม่ธรรมดา หลายลีลาหลากกระบวนท่าเริ่มมีมาอย่างไม่อาจห้ามใจการขับเคลื่อนกายแกร่งบนกายงามยังคงดำเนินต่อไปความรู้สึกเกินบรรยายยั
เฟยหลงเซียนถอนริมฝีปากจากยอดถันสีชมพูที่มีรสชาติหวานละมุนลิ้น เคลื่อนใบหน้าขึ้นมาตามเรียวนิ้วของนางที่พยายามจับประคองสันกราม นางกำลังต้องการมากกว่าที่เขากำลังกระทำอยู่ ส่วนนั้นของนางบอกให้เขาได้รับรู้ ดวงตาของนางก็เช่นกัน ความหยาดเยิ้มฉ่ำน้ำในแววตานางบอกเขาได้ดีชายหนุ่มก้มหน้าจูบนางอย่างดูดดื่มลึกล้ำมากกว่าเดิม หญิงสาวก็ตอบรับการดูดกลืนอย่างดูดดื่มมากกว่าเดิมเช่นกันครานี้สัมผัสลึกล้ำมิได้มีแค่เพียงริมฝีปาก หากแต่ปลายลิ้นร้อนชื้นของชายเหนือร่างลากไล้อย่างดุดันไปตามส่วนต่างๆ ของเนื้อนวลนาง เนิ่นนานจนเรียกเสียงครวญครางแว่วหวานออกจากกลีบปากแดงนุ่มทุกความร้อนรุ่มที่ลากผ่าน ล้วนสร้างความวาบหวามหวานล้ำเหนือคำบรรยาย หากจะบอกว่าใครที่อยากตาย คงต้องรอให้ผ่านค่ำคืนเช่นนี้ไปก่อน มิเช่นนั้นคงได้เสียชาติเกิดเป็นแน่แท้หนิงเหมยกำลังยอมรับว่าคิดการณ์ได้อย่างนี้ และก่อนที่ทุกอย่างจะร้อนเร่ามากกว่านั้น พลันมีสิ่งที่ร้อนกว่าเข้าแทรกกลางหนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่ จนเฟยหลงเซียนต้องหยุดทุกสัมผัสเอาไว้ทั้งจุมพิตทั้งแก่นกลางกายหญิงสาวเบิกตากว้าง รู้สึกเจ็บแปลบฉับพลัน ใบหน้าแดงระเรื่อถึงกับแดงก่ำคล้าย
เมื่อนางเห็นเฟยหลงเซียนเดินมา นางจึงรีบเดินเข้าไปทางร่างสูงสง่าของเขาในทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ห้องพักของนางในระยะสายตามองเห็นหลายจั้ง ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดินด้วยกิริยาเคารพต่อบุรุษสูงศักดิ์ที่เป็นถึงองค์รัชทายาท“สำเร็จหรือไม่เพคะ ฝ่าบาททรงยอมยกเลิกคำสั่งสมรสระหว่างเราหรือไม่?” เสียงแว่วหวานแต่
มุมเฉลียงของทางเดิน...ในขณะที่หนิงเหมยกำลังช่วยยกอาหารมานั้น บังเอิญชนเข้ากับนางกำนัลคนหนึ่งจนจานอาหารตกกระแทกพื้นเสียงดังนางกำนัลนางนั้นหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธกรุ่น “เดินอย่างไร ไม่มีตารึ?”“ข้าขอโทษ” หนิงเหมยรีบกล่าวเสียงนุ่ม “ท่านเจ็บที่ใดหรือไม่?”แต่ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลของหนิงเหมยมิได้ช่วยอ
ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายเข้ามาในรถม้า ส่งผลให้ดวงตาสวยหวานเริ่มหรี่ปรือหนิงเหมยค่อยๆ ตื่นขึ้นมาและกะพริบตาเบาๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุน อึดใจหนี่ม่านจึงยื่นหน้าเข้ามาหานางพร้อมวางอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้า“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงสดใสเอ่ยทักทาย “หลับสบายหรือไม่เจ้าคะ หิวหรือไม่
พระบิดาของเขาในสมัยที่ยังเป็นเพียงรัชทายาทยังรักใคร่กับท่านอาเป็นอย่างดี เขากับท่านอาถูกพระบิดาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มาคล้ายพี่น้องมากกว่าอาหลานเสียด้วยซ้ำ กระทั่งท่านอาถึงกับขันอาสานำทัพปกป้องแว่นแคว้นเพื่อเสริมอำนาจให้รัชทายาทอย่างพระบิดาแต่เหตุใด?หยางเหอจินยังคงเงียบงัน เขานั่งนิ่งเฉยอยู่ข้างเฟยหล







