เข้าสู่ระบบ"เจ้าควรกลับวังบูรพาได้แล้ว อย่ามัวท่องเที่ยวจนเกินไป" ชายหนุ่มคนแรกที่ถูกเรียกขานว่าอาจินเอ่ยเตือนชายคนที่สองด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
"อะไรกัน?" ชายคนที่ถูกไล่ให้กลับวังบูรพากล่าวโต้แย้ง "ท่านเป็นถึงพระอนุชาของเสด็จพ่อยังสามารถออกมาอาศัยอยู่ข้างนอกได้เลย แล้วทำไม่รัชทายาทเยี่ยงข้าจะออกมาท่องเที่ยวไม่ได้บ้าง"
"ข้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเสด็จพ่อของเจ้า"
"อ้อ...นั่นสินะ ขนาดชื่อแซ่ยังเปลี่ยนจากเฟยหลงเหอจิน เป็น หยางเหอจิน ท่านมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลเฟยหลงแล้วจริงๆ"
"พูดให้น้อยลงหน่อยเถิดเฟยหลงเซียน"
"อ่า...ถึงกับเรียกนามเต็มยศกันเลยทีเดียว" เฟยหลงเซียนถึงกับครางในลำคอพร้อมส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
หยางเหอจินเลิกสนใจเฟยหลงเซียนอีกต่อไป เขาเปลี่ยนมาใช้สกุลของมารดาแล้วมันหนักส่วนใดของเจ้าหลานชายผู้นี้กัน!
"ถึงท่านจะตัดขาดตัวเองออกจากราชวงศ์แล้วแต่อย่างไรเสียท่านก็ยังคงเป็นเสด็จอาของข้า เป็นพระอนุชาของเสด็จพ่อไม่มีวันเปลี่ยนแปลง" เฟยหลงเซียนยังคงไม่ยินยอมให้น้องชายสุดที่รักของบิดาต้องหมางเมินจนเกินไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเรื่องราวความบาดหมางของบิดากับท่านอาเป็นเรื่องใด หากแต่เขาจะไม่ยอมให้ทั้งสองเกลียดกันเด็ดขาด
"หยุดเรียกข้าว่าเสด็จอาได้แล้ว ข้ากับเจ้าอายุห่างกันแค่สองปี เป็นแค่สหายกันก็พอ" หยางเหอจินเอ่ยแค่นั้นก่อนจะหมุนกายงามสง่าเดินเบี่ยงต่อไปยังทิศทางหนึ่ง
เฟยหลงเซียนยืนขมวดคิ้วนับนิ้วในใจ เขาอายุยี่สิบห้าปี เช่นนั้นแล้วเขากับท่านอาจะยังถือว่าเป็นสหายกันได้อย่างไร ต้องเป็นพี่ชายสิถึงจะถูก "หากมิให้เรียกท่านอา ข้าก็จะเรียกท่านว่าพี่ใหญ่...พี่ใหญ่!"
คนถูกเรียกว่าพี่ใหญ่หยุดปลายเท้ากึก เขามีน้องชายเมื่อใดกัน!
เฟยหลงเซียนเลิกคิ้วยียวนท่วงท่าสำราญรื่นเริง “เอาน่า! พี่ใหญ่ ท่านก็เลิกตีหน้าตายทำลายบรรยากาศอันชื่นมื่นเสียทีเถิด”
ชายหนุ่มกล่าวพลางเดินตามแผ่นหลังตั้งตรงของหยางเหอจิน “ว่าแต่ เหตุใดท่านเดินมาทางนี้ เราจะไปทางนั้นกันมิใช่รึ?” เขากล่าวพลางเบนสายตาไปทางเบื้องหลังที่เป็นทิศทางตรงกันข้ามที่พี่ใหญ่หมาดๆ ของเขากำลังเดินไป
หยางเหอจินหาได้ตอบคำอันใด เขาเพียงเดินไปตามทิศทางที่รถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปแบบไร้ทิศทาง เขาต้องรู้ให้ได้ว่าสตรีน่ารักนางนั้นเป็นใครกันแน่!
รถม้าคันเดิมที่มีหนี่ม่านใช้แส้สะกิดม้าหาได้เฆี่ยนตีมันไม่
ฝ่ามือน้อยๆ ของหนี่ม่านกำบังเหียนม้าเอาไว้แน่นคล้ายกับว่าหากปล่อยมือไปม้าพวกนี้จะหยุดวิ่งกระนั้นหาได้บังคับม้าให้วิ่งไปแบบปกติไม่
ภายในรถม้าที่ยังคงวิ่งไปแบบไร้จุดหมายเสียงแว่วหวานยังคงเอ่ยคำเรียบเรื่อยใส่กัน “ข้ามีนามว่าหนิงเหมย สาวใช้ของข้ามีนามว่าหนี่ม่าน แล้วเจ้าเล่า”
“เรียกว่าข้าอาเจินก็ได้”
“อืม...อาเจิน”
ซูเจินกึ่งนั่งกึ่งนอนในท่วงท่าสบายๆ มือหนึ่งถือขนมส่งใส่ปากเคี้ยวแก้มพอง อีกมือหนึ่งถือหนังสืออ่านอย่างเพลินเพลิน
ในขณะที่หนิงเหมยกำลังนั่งนิ่งๆ ฝ่ามือน้อยๆ วางซ้อนกันบนหน้าตักอย่างสำรวมเฉกเช่นคุณหนูผู้ดีดังปกติตามวิสัย สายตาคู่สวยยังคงจับจ้องที่ใบหน้าเรียวเล็กน่ารักของซูเจิน นางกำลังสังเกตว่าสตรีตรงหน้ามีรูปลักษณ์ที่ดีมากนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโต แก้มนวลน่าหยิก แต่ทำไมถึงได้…
“จะจ้องข้าอีกนานหรือไม่?” ซูเจินเอ่ยถามออกมาในที่สุดเมื่อถูกสตรีตรงหน้าจ้องมองไม่วางตา
หนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือก
“สงสัยอันใดก็ถามมา หากข้าตอบได้ข้าจะตอบ” ซูเจินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตากลมโตจ้องมองคู่สนทนาตรงๆ
เมื่อประตูถูกเปิดออก สองชายหญิงที่ส่งเสียงชวนวาบหวามเมื่อครู่พลันผงะหยุดกิจกรรมเคาะจังหวะในบัดดล หากแต่สองคนผู้มาใหม่ยิ่งผงะตกตะลึงมากกว่า“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด” หยวนคังถามออกไป ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าแดงก่ำชายผู้เปลื้องผ้าท่อนบนเผยแผงอกตึงแน่นกล้ามเป็นมัดๆ ตอบคำอย่างลนลาน “เรียนท่านราชองครักษ์ ข้าน้อยกำลังตำข้าวขอรับ” เขาทำอุปกรณ์อันทรงพลังสำหรับตำข้าวด้วยตัวเองเพื่อโอ้อวดสาวงามหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันรีบตอบบ้าง “พวกเราขออภัยที่แอบมาตำข้าวเพื่อต้มโจ๊กเจ้าค่ะ” นางผิดเองที่นึกอยากกินโจ๊กกลางดึก“...!?”หนี่ม่านตามหลังหยวนคังเข้ามาแอบมองอย่างใคร่รู้ แต่แล้วกลับต้องผิดหวัง เฮ้อ! นึกว่าจะได้เห็นของดีพร้อมพี่คังเสียแล้ว...ตำหนักเฉิงกงแห่งวังหยางอ๋อง ภายในห้องส่วนตัวของหยางเหอจิน ที่มิได้ยินเสียงอาบน้ำในอ่างไม้อีกต่อไป เนื่องจากใครบางคนกำลังมีใบหน้างอง้ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น ดวงตากลมโตถลึงจ้องมองพี่ชายคนงามบอกว่าจะอาบน้ำด้วยกัน แต่อยู่คนล่ะอ่างโดยมีฉากกั้นแบบนี้ คืออันใด?ซูเจินออกจากอ่างไม้ของตนแล้วสวมชุดคลุมแนบเนื้อเอาไว้ลวกๆ ก่อนจะสะบัดมือทำลายฉากกั้นทิ้งเสียหยางเหอจินที่นั่ง
พวกทหารและราชองครักษ์หลายคนแอบมองหนี่ม่านอยู่นานแล้ว พวกเขาล้วนจ้องจะเข้ามาทำความรู้จักกับนางตั้งแต่ช่วงงานในพิธีอันเป็นมหามงคลขององค์รัชทายาท หากแต่ยังหาโอกาสมิได้ก็เท่านั้นทว่าพวกเขาก็แอบสืบกันมาแล้ว ว่าสาวน้อยงดงามนางนี้มีนามว่ากระไร กระทั่งใส่ใจว่านางเป็นใครในวังบูรพา นางเป็นถึงคนสนิทของพระชายาในรัชทายาท เช่นนั้นแล้วนางยิ่งไม่ธรรมดา พวกเขาจึงต้องเจียมตัวเอาไว้ให้มาก ยิ่งได้เห็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ ยิ่งต้องพากันหลบมุมเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีหากต้องการเกี้ยวคนงามนางนี้ให้ได้ดังใจ พวกเขาล้วนต้องทำให้ได้ กลเม็ดของบุรุษเพื่อมัดใจสตรีมีเท่าไหร่ พวกเขาจะงัดมาใช้ให้หมด ไม่ให้เสียชาติเกิด... บุรุษร่างใหญ่ วิสัยทัศน์กว้างไกล สายตาดุจเหยี่ยวยามล่าเหยื่อ มีหรือจะไม่รับรู้ หยวนคังจับกระแสความคิดผ่านสายตาของพวกพ้องได้ ว่าพวกนั้นกำลังคิดการณ์ใด เขาจึงโอบแขนล้อมรอบร่างเล็กเอาไว้มั่น ทำนางให้หายไปในแผงอกเขา เพียงชั่วอึดใจ เงาร่างสูงใหญ่จึงกลืนเงาร่างเล็กบาง หายไปทางโรงครัวศึกนี้นับได้ว่าหนักหนายิ่งนัก หยวนคังจักต้องเตรียมพร้อมรับศึกหนัก เพื่อคนในอ้อมแขนจะได้เติบโตเ
สาวน้อยยังคงแหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาซื่อใส เขาจึงถอนหายใจบางเบาแล้วเอ่ยคำ “เด็กน้อย คืนนี้เป็นคืนเข้าหอที่มีค่าดั่งทองพันชั่ง ต่อให้เจ้ายืนรอตรงขอบประตู พระองค์ทั้งสองก็ยังไม่ออกมาเรียกใช้เจ้าง่ายๆ หรอก” หากเป็นเขาก็จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน นางอย่าได้ฝันเลย ว่าเขาจะปล่อยนางลุกออกมาจากเตียงหยวนคังเริ่มคิดการณ์ไกลกับแน่งน้อยที่เขาปักปิ่นจับจอง และจูบประทับตรา ก่อนที่นางจะอายุสิบห้าในอีกไม่นาน“ไปเถิด ข้าหิวจะแย่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำคล้ายรำคาญแต่กลับซ่อนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เขาอยากอยู่กับนางสองต่อสองหนี่ม่านได้ยินว่าเขาหิวจะแย่จึงรีบลุกขึ้นทันทีชายหนุ่มลอบยกยิ้มมุมปากแวบหนึ่งก่อนหมุนกายเดินนำหน้าไปอย่างใจเย็นสาวน้อยจึงเดินตามแผ่นหลังตั้งสง่าของเขาไปคล้ายต้องมนต์ นางบอกตามตรงว่าแผ่นหลังกว้างใหญ่เนินไหล่ลาดชันของชายตรงหน้านับได้ว่าถูกใจ นางรู้สึกปลอดภัยหากอยู่ที่แผ่นหลังนี้เขาหนี่ม่านรู้สึกถึงกระแสประหลาดอุ่นวาบไปทั่วใจ ยามมองพี่คังของนาง แม้จะแค่เพียงเห็นเขาจากด้านหลังก็ตามทีทางเดินทอดยาวภายในอาณาเขตของตำหนักฉางชุนกงของวังบูรพา หนี่ม่านเดินตามแผ่นหลังที่ชื่นชอบอยู่เงียบๆ นางอยากเอื้อม
แน่นอนว่าสาวใช้คนงามไม่เคยชินกับสิ่งต่างๆ ของวังหลวงสักเท่าไหร่ ทั้งกฎระเบียบทั้งอาณาเขตกว้างขวาง สิ่งของเครื่องเรือนหรูหรามากมาย อะไรอยู่ที่ใด ต้องทำอย่างไร จะไม่ใส่ใจก็คงมิได้ ทั้งๆ ที่ไม่คิดจะสนใจก็เถอะ รวมถึงท่วงท่าเคร่งขรึมคล้ายไร้ชีวิตของนางกำนัลทั้งหลายนั่นด้วยและอีกครั้งที่สาวน้อยต้องครุ่นคิดหนักหน่วง ยิ่งได้เห็นสายตาของบ่าวรับใช้พวกนั้นมองนางด้วยสายตาคล้ายแค้นเคืองกัน นางกำนัลพวกนั้นมองหยวนคังสลับกับมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด นั่นยิ่งทำให้นางต้องคิดมากจนใบหน้าเรียวเล็กยับย่นไปหมดนางพาคุณหนูกลับบ้านตอนนี้ยังทันไหม?เพราะว่าอย่างน้อยปัญหาคาใจทุกอย่างที่บ้านหลิ่งก็ได้รับการคลี่คลายแล้ว ยามนี้นายท่านหลิ่งก็ทั้งรักและถนอมคุณหนูยิ่งกว่าชีวิตของท่านเสียอีกและที่สำคัญ ฮูหยินรองจอมเสแสร้ง กับคุณหนูรองจอมวายร้าย ก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าบ้านหลิ่งได้อีกแล้วเฮ้อ! แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!“เจ้าเป็นอะไร?” เสียงทุ้มต่ำของคนข้างกายเอ่ยถามทันทีที่สังเกตเห็นคนงามทำหน้าย่นอีกแล้วเขาเพียงปักปิ่นให้เมื่อครู่จะแก่เลยมิได้นะ ม่านเอ๋อร์...“อืม...” หนี่ม่านขมวดคิ้วนึกลังเลที่บอกกล่าว เพราะเ
“อาเซียน” นางเรียกนามเขาได้แค่นั้น นางเอ่ยคำใดไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะทุกจังหวะที่ถาโถม ทำนางทำได้เพียงส่งเสียงไม่เป็นภาษา หัวใจของนางพองโตคับอกไปหมด “อา...”เฟยหลงเซียนยิ่งควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงแว่วหวานเรียกขานกันตามจังหวะหฤหรรษ์ที่เขามอบให้ เสียงของนางช่างเย้ายวนรัญจวนใจยามพูดคุยกันปกตินับว่าดึงดูดเขามากแล้ว ยามนี้ยิ่งดูดกลืนเขามากขึ้นไปอีก นางสามารถดูดกลืนเขาจนเข้าไปในร่างนางจนแนบสนิทเลยทีเดียว“อือ...อาเซียน” เส้นเสียงสั่นเทาคล้ายสะอื้นไห้ ฟังดูน่าสงสารนัก นางหลับตากลั้นหายใจ รับรู้ทุกสัมผัสจากจังหวะเนิบช้าที่ค่อยๆ กลายเป็นเร่งเร้า และร้อนแรงในที่สุด ให้ความรู้สึกเร่าร้อนท่วมท้นอยู่ในโพรงอก“อาเซียน...” นางเจ็บมาก เป็นความเจ็บที่ทรมานไปถึงหัวใจ “ได้โปรด...ข้าไม่ไหวแล้ว...”“เหมยเอ๋อร์” เสียงต่ำสั่นพร่าเรียกขานนางหมายปลอบประโลม หากแต่จังหวะกระชากใจไม่อาจหยุดได้แม้จังหวะเดียว“อีกนิด...ไม่นาน” แม้ชายหนุ่มจะบอกอย่างนั้น หากแต่กำลังวังชาของเขากลับไม่ธรรมดา หลายลีลาหลากกระบวนท่าเริ่มมีมาอย่างไม่อาจห้ามใจการขับเคลื่อนกายแกร่งบนกายงามยังคงดำเนินต่อไปความรู้สึกเกินบรรยายยั
เฟยหลงเซียนถอนริมฝีปากจากยอดถันสีชมพูที่มีรสชาติหวานละมุนลิ้น เคลื่อนใบหน้าขึ้นมาตามเรียวนิ้วของนางที่พยายามจับประคองสันกราม นางกำลังต้องการมากกว่าที่เขากำลังกระทำอยู่ ส่วนนั้นของนางบอกให้เขาได้รับรู้ ดวงตาของนางก็เช่นกัน ความหยาดเยิ้มฉ่ำน้ำในแววตานางบอกเขาได้ดีชายหนุ่มก้มหน้าจูบนางอย่างดูดดื่มลึกล้ำมากกว่าเดิม หญิงสาวก็ตอบรับการดูดกลืนอย่างดูดดื่มมากกว่าเดิมเช่นกันครานี้สัมผัสลึกล้ำมิได้มีแค่เพียงริมฝีปาก หากแต่ปลายลิ้นร้อนชื้นของชายเหนือร่างลากไล้อย่างดุดันไปตามส่วนต่างๆ ของเนื้อนวลนาง เนิ่นนานจนเรียกเสียงครวญครางแว่วหวานออกจากกลีบปากแดงนุ่มทุกความร้อนรุ่มที่ลากผ่าน ล้วนสร้างความวาบหวามหวานล้ำเหนือคำบรรยาย หากจะบอกว่าใครที่อยากตาย คงต้องรอให้ผ่านค่ำคืนเช่นนี้ไปก่อน มิเช่นนั้นคงได้เสียชาติเกิดเป็นแน่แท้หนิงเหมยกำลังยอมรับว่าคิดการณ์ได้อย่างนี้ และก่อนที่ทุกอย่างจะร้อนเร่ามากกว่านั้น พลันมีสิ่งที่ร้อนกว่าเข้าแทรกกลางหนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่ จนเฟยหลงเซียนต้องหยุดทุกสัมผัสเอาไว้ทั้งจุมพิตทั้งแก่นกลางกายหญิงสาวเบิกตากว้าง รู้สึกเจ็บแปลบฉับพลัน ใบหน้าแดงระเรื่อถึงกับแดงก่ำคล้าย
เนื่องจากสองพี่น้องสกุลหลวนยึดถือเจินเจินน้อยเป็นผู้มีพระคุณ ทั้งยังได้เห็นนางมีฝีมือร้ายกาจให้ประจักษ์เมื่อครั้งก่อนหน้า ว่าจะสามารถปกป้องพวกเขาได้ เป้าหมายในการยึดเหนี่ยวเพื่อซ่อนเร้นตัวตนของพวกเขา ย่อมไม่อาจเป็นอื่นหยางเหอจินย่อมรู้แจ้งในทุกเรื่องราว เขาจึงเลือกที่จะใช้ตนเองเป็นเป้าให้ศัตรูปราก
เมื่อนางเห็นเฟยหลงเซียนเดินมา นางจึงรีบเดินเข้าไปทางร่างสูงสง่าของเขาในทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ห้องพักของนางในระยะสายตามองเห็นหลายจั้ง ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดินด้วยกิริยาเคารพต่อบุรุษสูงศักดิ์ที่เป็นถึงองค์รัชทายาท“สำเร็จหรือไม่เพคะ ฝ่าบาททรงยอมยกเลิกคำสั่งสมรสระหว่างเราหรือไม่?” เสียงแว่วหวานแต่
มุมเฉลียงของทางเดิน...ในขณะที่หนิงเหมยกำลังช่วยยกอาหารมานั้น บังเอิญชนเข้ากับนางกำนัลคนหนึ่งจนจานอาหารตกกระแทกพื้นเสียงดังนางกำนัลนางนั้นหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธกรุ่น “เดินอย่างไร ไม่มีตารึ?”“ข้าขอโทษ” หนิงเหมยรีบกล่าวเสียงนุ่ม “ท่านเจ็บที่ใดหรือไม่?”แต่ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลของหนิงเหมยมิได้ช่วยอ
ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายเข้ามาในรถม้า ส่งผลให้ดวงตาสวยหวานเริ่มหรี่ปรือหนิงเหมยค่อยๆ ตื่นขึ้นมาและกะพริบตาเบาๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุน อึดใจหนี่ม่านจึงยื่นหน้าเข้ามาหานางพร้อมวางอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้า“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงสดใสเอ่ยทักทาย “หลับสบายหรือไม่เจ้าคะ หิวหรือไม่







