LOGINโครกคราก “โอย กู้เซียงเซียงทำไมชีวิตใหม่มันลำบากขนาดนี้นะ แม้แต่ข้าวที่ได้รับยังเป็นข้าวบูด ถ้ามีมิติเป็นสวนผักกับผลไม้ที่บ้านคุณปู่ก็ดีน่ะสิ” [ติ้ง กู้เซียงเซียงจงกดยืนยันตัวตน] “ระบบเหรอรอดตายแล้ว!”
View Moreกู้เซียงเซียงเติบโตมาในครอบครัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในชนบทเธอสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย จึงได้รับการเลี้ยงดูจาก คุณปู่กู้ เพียงคนเดียว คุณปู่ของเธอเป็นชายชราที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและรักการทำเกษตรมาตลอดชีวิต
เขามีที่ดินทำกินอยู่หลายร้อยไร่ซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษและได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นสวนขนาดใหญ่ ภายในพื้นที่มีทั้งสวนผลไม้ แปลงผัก สมุนไพร และพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด
ตั้งแต่เป็นเด็กกู้เซียงเซียงจึงคุ้นเคยและชื่นชอบกลิ่นดินหลังฝนตก เสียงน้ำในร่องสวนและภาพของคุณปู่ที่ออกไปตรวจแปลงเพาะปลูกผักต่าง ๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
ส่วนคุณปู่ของเธอก็ไม่เคยบังคับให้หลานสาวต้องทำการเกษตรตาม ตรงกันข้ามเขามักพูดกับเธอเสมอว่า “จงเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่หลานต้องการหากวันหนึ่งหลานไม่อยากกลับมาทำสวนก็ไม่เป็นไร แต่จงจำไว้ว่าผืนดินผืนนี้เลี้ยงดูเรามาทั้งชีวิตก็พอ”
คำพูดธรรมดา ๆ ประโยคนั้นกลับฝังอยู่ในใจของกู้เซียงเซียงมาตลอดเธอจึงเริ่มสนใจพืชพรรณตั้งแต่ยังเด็ก ในวัยประถมเธอชอบตามคุณปู่เข้าสวนคอยจดจำว่าผักชนิดใดควรปลูกในฤดูไหน ผลไม้แต่ละสายพันธุ์ต้องการน้ำมากน้อยเพียงใดและดินแบบใดเหมาะกับพืชชนิดใด
เมื่อโตขึ้นความสนใจนั้นก็กลายเป็นความฝันกู้เซียงเซียงตั้งใจทำมันให้เป็นจริงด้วยการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร จากนั้นเลือกศึกษาต่อปริญญาโทด้านการวิจัยและพัฒนาพืชพรรณ
เพราะเธอมีความคิดไว้ว่าถ้าหากสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาพัฒนาพืชผลของเกษตรกรได้ ก็น่าจะช่วยให้คนในหมู่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งบ้านเกิดไปทำงานในเมือง
ตลอดระยะเวลาหลายปีในรั้วมหาวิทยาลัยเธอศึกษาทั้งการปรับปรุงสายพันธุ์พืช การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวรวมถึงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
แม้จะเรียนหนักเพียงใดทุกครั้งที่มีเวลาว่างกู้เซียงเซียงก็มักกลับบ้านไปช่วยคุณปู่ดูแลสวนสองปู่หลานจึงทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ ด้วยกัน
คุณปู่เป็นคนลงมือปลูกตามแผนงานส่วนกู้เซียงเซียงคอยจดบันทึก ตั้งแต่คุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ อุณหภูมิ ไปจนถึงระยะเวลาการเก็บเกี่ยว จากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่เคยวิ่งตามคุณปู่เข้าสวนในที่สุดกู้เซียงเซียงก็เติบโตขึ้นเป็นนักวิจัยสาวที่มีความรู้ด้านพืชพรรณอย่างเต็มตัว
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมาเธอยังได้รับรางวัล จากผลงานการวิจัยด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย วันที่ได้รับรางวัลกู้เซียงเซียงถือถ้วยรางวัลกลับไปหาคุณปู่ด้วยความดีใจ
เธอวางโล่รางวัลลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ในบ้านแล้วพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่หนูทำได้แล้วนะคะ”
คุณปู่มองหลานสาวก่อนยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเส้น “เก่งมากหลานปู่”
เพียงสองคำสั้น ๆ กลับทำให้กู้เซียงเซียงมีความสุขยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เธอวางแผนเอาไว้แล้วว่าหลังจากเรียนจบจะกลับมาอยู่บ้านหลังนี้อย่างถาวร และนำความรู้ที่เรียนมาพัฒนาผลผลิตของคนในหมู่บ้าน
เธออยากสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การเพาะปลูกในดิน การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ ความฝันของเธอไม่ได้หยุดแค่การทำให้คนในหมู่บ้านขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น
แต่กู้เซียงเซียงนั้นอยากทำให้สินค้าของพวกเขาสามารถวางขายในตลาดทั่วประเทศ และหากมีโอกาสเธอยังอยากผลักดันให้สินค้าเหล่านั้นก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย
ทว่าในวันที่ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้นคุณปู่กลับจากไปอย่างสงบด้วยวัยชรา ไม่มีความเจ็บปวดไม่มีอุบัติเหตุและไม่มีคำร่ำลาอันใดให้ยืดยาว มีเพียงชายชราคนหนึ่งที่นอนหลับไปอย่างสงบหลังจากใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตเพื่อดูแลผืนดินและหลานสาวเพียงคนเดียวของเขา
การจากไปของคุณปู่ทำให้บ้านหลังใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเงียบลงในทันที กู้เซียงเซียงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่หน้าบ้านเป็นเวลานาน
เธอมองสวนที่ทอดยาวไปจนสุดสายตาก่อนกำมือแน่นและให้คำมั่นกับตนเองว่า “คุณปู่คะหนูจะไม่ทิ้งสวนของเราหนูจะทำให้คนในหมู่บ้านแห่งนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่คุณปู่สร้างเอาไว้หนูจะดูแลต่อเอง”
นับจากวันนั้นกู้เซียงเซียงจึงเริ่มต้นชีวิตบทใหม่เธอกลับมาดูแลพื้นที่เพาะปลูกของครอบครัว พร้อมทั้งร่วมมือกับเกษตรกรในหมู่บ้านเพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรท้องถิ่น
เธอช่วยคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมปรับปรุงวิธีในการเพาะปลูก ทดลองพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพสม่ำเสมอและนำผลผลิตส่วนหนึ่งมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
จากผักและผลไม้ธรรมดา ๆ ที่เคยขายได้เพียงในตลาดท้องถิ่น ค่อย ๆ กลายเป็นสินค้าด้านการเกษตรที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ กู้เซียงเซียงยังช่วยชาวบ้านพัฒนามาตรฐานการผลิตและบรรจุภัณฑ์
จนในที่สุดสินค้าของหมู่บ้านก็สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ทุกครั้งที่เห็นชื่อหมู่บ้านปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้ากู้เซียงเซียงอดนึกถึงคุณปู่ไม่ได้ เธอเชื่อว่าถ้าคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่คงยิ้มอย่างภาคภูมิใจแน่นอน
ชีวิตของกู้เซียงเซียงดูเหมือนจะกำลังเดินไปตามเส้นทางที่เธอวางไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากเข้าเมืองไปคุยงานเรื่องการส่งออกสินค้าการเกษตร เธอก็ขับรถกลับหมู่บ้านตามเส้นทางเดิมที่คุ้นเคย
แต่ชะตาฟ้าลิขิตและไม่มีใครคิดว่าบนถนนเส้นหนึ่งก่อนถึงเขตหมู่บ้าน กลับมีรถบรรทุกขนาดใหญ่เสียหลักจากการลงเขาด้วยความเร็ว ตัวกู้เซียงเซียงแม้มีใจอยากหักพวกมาลัยหลบรถคันดังกล่าวแต่ก็ไม่ทันแล้ว
“กรี้ดดดด!!” โครมม!!
จากอุบัติเหตุดังกล่าวหญิงสาวผู้มีความฝันว่าจะพัฒนาเกษตรกรรมของบ้านเกิดให้ก้าวไกล และทุกอย่างกำลังไปได้ดีซึ่งเธอคือความหวังของคนในหมู่บ้าน ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาใช้ชีวิตในโลกเดิมอีกต่อไป
ท่ามกลางความมืดมิดและไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีใครมาพบ และช่วยจัดการเรื่องงานศพของเธอหลังจากนี้หรือไม่กู้เซียงเซียงไม่อาจรู้ได้ เนื่องจากตอนนี้ความรู้สึกบางอย่างกำลังทรมานบริเวณท้องของเธออย่างหนัก
เปลือกตาที่สงบนิ่งมาพักใหญ่เริ่มขยับและค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมา ถึงจะพร่าเลือนในคราแรกแต่พอกระพริบตาหลายครั้งถึงมองเห็นอย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่กู้เซียงเซียงเห็นอยู่ตอนนี้คือห้องเก่า ๆ ห้องหนึ่ง
“อ่ะ! โอยยยย ทำไมฉันถึงรู้สึกปวดทั้งหัวปวดทั้งท้องแบบนี้นะเนี่ย แล้วนี่ห้องของใครเมื่อกี้ฉันถูกรถบรรทุกชนจนรถยับยู่ยี่ไปหมดไม่ใช่หรือไง”
“เอ๋...ทะ ทะ ทำไมมือของฉันมันหดเล็กลงจนเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ล่ะ เกิดอะไรขึ้นใครกำลังเล่นตลกกับคนที่ตายแล้ว ว้ากกกก! เป็นเด็กจริง ๆ ด้วย” กู้เซียงเซียงตื่นตกใจเมื่อลืมตาก็พบว่าตนเองกลายเป็นเด็กอีกครั้ง
ขณะนั้นเองเสียประท้วงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจึงเรียกสติของเธอกลับมาและตัดพ้อกับสิ่งที่เพิ่งพบเจออย่างจนใจ
โครกครากก!! “โอ้ยยย ถึงว่าทำไมรู้สึกปวดท้องเหมือนร่างเด็กคนนี้จะไม่ได้กินอะไรจนเป็นโรคกระเพาะแน่ หยุดร้องก่อนได้มั้ยรู้ว่าหิวแต่ฉันยังไม่รู้ว่าจะไปหาอาหารได้ที่ไหนน่ะสิ
เฮ้อ โชคชะตาเล่นตลกอะไรกับกู้เซียงเซียงคนนี้ทำเหมือนละครไปได้ มาเกิดใหม่ในโลกโบราณแล้วค่อยสู้ชีวิตเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเนี่ยนะ ส่งฉันมาเกิดใหม่ได้ทำไมไม่ส่งของกินตามมาด้วยล่ะ”
กู้เซียงเซียงล้มตัวลงนอนอีกครั้งเพราะในหัวของเธอไม่รู้ว่าเจ้าของร่างที่เธอมาเกิดใหม่คือใคร มีฐานะอะไรและตกตายด้วยสาเหตุใดเพราะในหัวขณะนี้มีแต่เรื่องของกินที่ต้องการมาบรรเทาความหิวเท่านั้น
แม่ทัพใหญ่ชุยกลับไปยังค่ายทหารนอกเมืองก็คัดเลือกทหารฝีมือดี ตามพระประสงค์ของเยี่ยนฮ่องเต้จำนวนสามคนส่งไปยังตำหนักหย่งหนิง โดยไม่ลืมกำชับเรื่องที่ต้องทำกับทั้งสามคนว่ามีอะไรบ้างด้านเซี่ยเป่ยก็จัดการลงโทษนางกำนัลทั้งห้าคนที่บังอาจล่วงเกินอวี้เหยา ด้วยโทษประหารชีวิตทั้งยังประกาศรับสั่งของเยี่ยนฮ่องเต้เรื่องกฎระเบียบ จากนั้นจึงได้นำเครื่องประดับไปส่งคืนอวี้เหยาแล้วกลับไปรายงานแม่ทัพใหญ่ส่วนเย่ากงกงผู้พาอวี้เหยามาส่งยังตำหนักหย่งหนิงก็ประกาศรับสั่งที่ว่า เยี่ยนฮ่องเต้ทรงประทานตำหนักหลังนี้ให้กับองค์หญิงตัวประกันจากต้าอวี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคนจากตำหนักจ้าวกุ้ยเฟยนำไปรายงานเจ้านายของตนเช่นกัน“พระสนมเกิดเรื่องแล้วเพคะ!”“อันใดของเจ้ากันลี่จินวิ่งพรวดพราดเข้ามาใช้ได้ที่ไหน”“ขอประทานอภัยเพคะแต่ว่าหม่อมฉันได้ข่าวสำคัญมาทูลพระสนม เมื่อครู่นี้เย่ากงกงได้ประกาศไว้ว่าฝ่าบาททรงประทานตำหนักหย่งหนิงให้กับองค์หญิงตัวประกันที่เพิ่งมาถึงเพคะ” ลี่จินพูดจบนางรีบก้มหน้าติดพื้นทันทีเพล้ง! “เจ้าบอกว่าฝ่าบาทยกตำหนักหย่งหนิงที่เปิ่นกงหมายตาเอาไว้ให้กับนังเด็กจากแคว้นต้าอวี้งั้นรึ!”“พะ เพคะ และยังกล่าวอีกว่า
เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงอวี้เหยาที่นอนอย่างสบายใจในมิติระบบอี้หยวน นางลุกขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ปลายยามโหย่วทำตัวตามปกติอย่างเช่นที่เคยทำ โดยไร้เงาของนางกำนัลทั้งห้าคนที่เซี่ยเป่ยพามารับใช้นางแม้แต่ตอนที่แม่ทัพใหญ่ชุยมารับนางก็ยังไม่เห็นหัวนางกำนัลคนใดที่นี่ จะอยู่เป็นเพื่อนเพื่อรอส่งนางไปเข้าเฝ้าเยี่ยนฮ่องเต้และนั่นทำให้แม่ทัพใหญ่ชุยรู้สึกไม่พอใจ แต่การพาอวี้เหยาไปเข้าเฝ้าสำคัญกว่าจึงวางเรื่องดังกล่าวไว้ก่อนในที่สุดอวี้เหยาก็ได้เผชิญหน้ากับเยี่ยนฮ่องเต้ผู้ถูกขนานนามว่าทรราช แม้อายุจะเข้าใกล้วัยกลางคนแต่ยังคงรูปลักษณ์อันหล่อเหลาได้เป็นอย่างดี นางไม่คิดเสแสร้งเป็นเด็กขี้ขลาดไม่เช่นนั้นจะเอาชนะใจฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ได้“หม่อมฉันฉู่อวี้เหยาถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”“เด็กน้อยลุกขึ้นเถิดทำตัวตามสบาย”อวี้เหยาลุกขึ้นและกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยฝ่าบาท”“เป็นอย่างไรบ้างเดินทางลำบากหรือไม่ ที่พักของตำหนักเป่ยหยวนพอจะช่วยให้เจ้าคลายเหนื่อยล้าได้ไหม” เยี่ยนฮ่องเต้ตรัสถามเด็กหญิงตรงหน้าอย่างเป็นกันเองพอได้ยินคำถามนี้อวี้เหยาได้ทีจึงทำทีคิดทบทวนอยู่ชั่วครู่และตอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และนี่มิใ
ด้านอวี้เหยาภายหลังเดินทางไกลเกือบหนึ่งเดือนในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเซิ่ง เพียงแต่ขบวนเดินทางยามมาถึงก็เลยยามซวีมาพักใหญ่นางจึงเห็นแค่ความคึกคักยามค่ำคืนเท่านั้นเนื่องจากเป็นเวลากลางคืนการจะพาองค์หญิงตัวประกันเข้าไปพำนักยังพระราชวังด้านในคงเป็นไปไม่ได้ แม่ทัพใหญ่จึงพาอวี้เหยาไปยังตำหนักรับรองของพระราชวังด้านนอกแทนเสียงล้อรถม้าหยุดลงช้า ๆ มือเล็กแหวกม่านเดินออกมามองเบื้องหน้าซึ่งเป็นประตูตำหนักขนาดใหญ่ ที่ประดับโคมไฟจนสว่างไสวด้านเหนือประตูมีป้ายไม้สลักอักษรสามตัวว่า “เป่ยหยวนกง”แม่ทัพใหญ่ชุยรับร่างเล็ก ๆ ลงจากรถม้าก็ได้รู้ในยามนี้ว่าตัวของนางเบาเสียเหลือเกิน แต่เขาจำต้องเก็บสีหน้าท่าทางสงสัยของตนเอาไว้ก่อน“องค์หญิงหกคืนนี้ทรงพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักเป่ยหยวนก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ พรุ่งนี้เช้าจะมีคนมารับพาไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท”“ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่มากที่คอยดูแลข้าอย่างดีมาตลอดทาง”“องค์หญิงไม่จำเป็นต้องขอบคุณนั่นเป็นสิ่งที่กระหม่อมสมควรทำและเป็นหน้าที่ตามพระบัญชาของฝ่าบาทอยู่แล้ว เซี่ยเป่ยเจ้าไปตามนางกำนัลมาดูแลองค์หญิงหกด้วยล่ะ”“ขอรับท่านแม่ทัพใหญ่ เชิญองค์หญิงหกเสด็จไปที่ตำหนักพ่ะย่ะค่ะ
ภายหลังยืนส่งหลานสาวที่เพิ่งเคยได้พบหน้าออกจากเมืองหลวงแล้ว หลี่ฉางเซินเก็บเรื่องที่นางเพิ่งบอกไว้กับตัวและกลับไปทำงานตามปกติเช่นเดิม รอเวลาเลิกงานค่อยนำเรื่องดังกล่าวหารือกับครอบครัวอีกครั้งยามหลี่ฉางเซินกลับไปทำงานยังกรมคลังมีขุนนางบางคนเข้ามาปลอบ เนื่องจากรู้ว่าองค์หญิงหกเป็นหลานสาวของเขาแต่ต้องจากแผ่นดินเกิดไปไกล ทั้งยังไม่รู้ว่าอนาคตจะได้เจอกันอีกหรือไม่แต่คนดูแคลนใช่ว่าจะไม่มีดังนั้นหลี่ฉางเซินจึงเร่งกลับจวนทันทีที่ถึงเวลาเลิกงานเร็วกว่าทุกวัน โดยระหว่างกลับจวนเขาแวะไปที่ว่าการเมืองหลวงซึ่งบุตรชายคนทำงานอยู่ที่นี่ หลี่ลู่เจ๋อแปลกใจยามเห็นบิดามารอพบเขายังที่ว่าการ“ท่านพ่อท่านมาทำอันใดที่นี่หรือขอรับ”“แค่อยากกลับจวนพร้อมกับเจ้าแต่ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องไว้กลับไปคุยกันพร้อมกับคนอื่นที่จวนเถิด”“เกี่ยวกับองค์หญิงหกใช่หรือไม่ขอรับ?” หลี่ลู่เจ๋อถามบิดาด้วยอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกหรือผิดหลี่ฉางเซินเงียบไปครู่หนึ่งเขาทำเพียงพยักหน้าตอบกลับให้บุตรชาย และหันหลังเดินเป็นการบอกกลาย ๆ ว่ารีบกลับจวนจะได้พูดคุยกันให้เข้าใจ ก่อนจะตัดสินอีกทีเรื่องที่อวี้เหยาบอกก่อนจากไปหลี่ลู่เจ๋อเดินตา

















