Masuk“แต่ว่านะอาเจิน บุรุษที่ดีย่อมต้องรับผิดชอบสตรีที่ตนได้ครอบครอง พ่อของข้าย่อมต้องรับผิดชอบสตรีนางนั้น” หนิงเหมยยังคงสรรหาเหตุผลเข้าข้างบิดาแห่งตน ซึ่งอาจจะช่วยให้นางได้รู้สึกเคารพบิดาขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี
“อ้อ...” ซูเจินลากเสียงยาว “เป็นเช่นนั้นรึ?” นางทำท่าครุ่นคิดไม่สร่างซา “เช่นนั้นแล้วหากข้าชอบบุรุษในเมืองสักคน ข้าแค่มารยาให้มากเข้าไว้ เขาก็คงรีบแต่งข้าแล้วกระมัง อา...ข้าคงต้องรีบหาสามีสักคนแล้ว จะได้ไม่ต้องระหกระเหินไร้บ้านเยี่ยงนี้” นางกล่าวพร้อมตบมือฉาดใหญ่ นิสัยและกิริยาล้วนได้มาจากซูหยางผู้เป็นบิดาทั้งสิ้น
หนิงเหมยถึงกับหัวเราะพรืด “เจ้าจักมารยาใส่บุรุษแบบใดกัน”
“อืม...” อีกครั้งที่ซูเจินต้องคิดหนัก “ต้องรูปงาม อืม...” หัวคิ้วขมวดเป็นปมดวงตากลมๆ จริงจังแน่วแน่ “ต้องร่ำรวยด้วย อืม...แล้วก็ต้องเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ ที่สำคัญต้องไม่ฉลาดมากนัก หลอกง่ายหน่อยกำลังดี หึหึ!”
หนิงเหมยยิ่งหัวเราะชอบใจ
“ข้าคิดถูกรึ? ควรเป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่?” ซูเจินเริ่มตื่นเต้น อันที่จริงนั่นเป็นความคิดที่ดีทีเดียว หลังจากที่นางต้องบ้านแตกอยู่แบบไร้หลักเยี่ยงนี้ หนทางแก้แค้นยังยากนักและยังต้องใช้ปัจจัยเกื้อหนุน การจับบุรุษร่ำรวยสักคนเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
“สตรีต้องมารยาเท่านั้น ต้องมารยาเข้าไว้ ถึงจะได้บุรุษมาครอบครอง อา...แล้วข้าต้องมารยาอย่างไรบ้าง?” นางเริ่มเห็นแสงสว่างในชีวิต
หนิงเหมยมองซูเจินนิ่งๆ สายตาเริ่มฉายแววร้าวลึก “ที่เจ้าว่ามาล้วนถูกต้องทั้งสิ้น หากแต่ข้ากลับคิดต่าง”
“หืม...”
หนิงเหมยถอนหายใจคำรบหนึ่ง “แน่นอนว่าสตรีย่อมมารยา มีสตรีนางใดบ้างที่ไม่มารยา แค่มองตาส่งยิ้มก็เรียกว่ามารยาได้ หากแต่ถ้าบุรุษหนักแน่นมากพอ ปัญหาทั้งหลายก็คงไม่เกิด” นางเอ่ยกับซูเจินด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยก็เท่านั้น
“ความผิดทั้งหมดล้วนเกิดมาจากบุรุษทั้งสิ้น ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็นคนดีมีความรับผิดชอบปานใด หากบุรุษมีรักแท้ที่มั่นคงมากพอ ไม่ว่าเขาจักเจอสตรีสักกี่นาง เจอมารยาร้ายกาจสักเท่าใด การนอกใจต้องไม่เกิด เจ้าคิดว่าอย่างนั้นหรือไม่?”
ซูเจินกลอกตาไปมา “หากบุรุษฉลาดมากๆ เหมือนท่านพ่อของข้าทุกคนก็แย่น่ะสิ แล้วอย่างนี้ข้าจะหลอกล่อใครได้เล่า?”
หนิงเหมยได้ฟังพลันกะพริบตาปริบๆ ข้ากับเจ้ากำลังคุยเรื่องเดียวกันใช่หรือไม่?
ในขณะที่สองสตรีกำลังเริ่มจะคุยกันคนละทาง เสียงของหนี่ม่านพลันตะโกนเข้ามา “คุณหนูเจ้าคะ ม้าของเรามันไม่ยอมหยุดวิ่งเจ้าค่ะ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
ซูเจินกินขนมต่อมิได้สนใจ
หนิงเหมยเริ่มขมวดคิ้วสงสัย “มันวิ่งไปย่อมสมควร เจ้าจะให้มันหยุดเพื่อเหตุใด”
“หากมันไม่หยุด เราคงตกลงไปเจ้าค่ะ” หนี่ม่านเอียงหน้านึกครู่หนึ่งว่าเบื้องหน้าที่นางเห็นคืออันใด “บ่าวคิดว่าข้างหน้าของเราเป็นเหวเจ้าค่ะ แต่ว่าบ่าวหยุดม้าไม่ได้”
“...!?”
ซูเจินลุกขึ้นทันใดจนหัวชนกับหลังคารถม้าเสียงดังโป๊ก ในขณะที่หนิงเหมยถึงกับตกใจตาโตทำสิ่งใดไม่ถูกทั้งนั้น ส่วนหนี่ม่านทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ อย่างโง่งม สตรีทั้งสามเริ่มชุลมุนวุ่นวาย ซูเจินคิดจะออกมาจากตัวรถม้าเพื่อบังคับม้าที่กำลังควบตะบึงไร้ทิศทาง
เสียงเกือกม้าวิ่งกระทบพื้นเสียงดังกุบกับๆ จนฝุ่นตลบอบอวลผสมผสานกับเสียงกรีดร้องของสองสตรีดังระงมวุ่นวาย
แต่ยังไม่ทันที่ซูเจินจะออกจากตัวรถม้าเพื่อตรงเข้าไปจับบังเหียนม้า รถม้าพลันเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อน เพียงครู่ม้าที่กำลังเตลิดพลันสงบและค่อยๆ ชะลอตัวก่อนจะหยุดวิ่งคงเหลือเพียงการเดินเหยาะๆ ก็เท่านั้น
สตรีทั้งสามมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าเหตุใดม้าที่กำลังไร้การควบคุมถึงสงบลงได้
เมื่อแน่ใจว่ารถม้าหยุดเคลื่อนที่จนนิ่งดีแล้ว หนี่ม่านจึงเปิดผ้าออกมามองก่อนใคร แต่แล้วนางพลันชะงักไปก่อนจะทำตาโต ใบหน้าแดงซ่าน เหม่อมองเป็นนาน
สาเหตุที่ทำให้รถม้าหยุดนิ่งคือบุรุษหนุ่มรูปงามสองคน
คนหนึ่งสวมอาภรณ์สีม่วงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลา ท่างท่าเคร่งขรึม สีหน้าเย็นชา สมชายชาตรี
อีกคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเนื้อดีเรียบลื่นมันวาวสีเงินยวง รูปโฉมงดงาม ผิวพรรณดั่งหยกสลัก ดวงตาเรียวคม ให้ความรู้สึกวาบหวามยามมองสบตา
หนี่ม่านถึงกับตาลาย อ้าปากเผยอ นางกำลังเจอเข้ากับเทพเซียนมาจุติยังโลกมนุษย์
“เป็นอะไรไปหรือหนี่ม่าน” หนิงเหมยเริ่มเป็นห่วงสาวใช้ของตนจึงเอ่ยถามพลางเดินออกมาจากรถม้า “หนี่ม่าน”
“เอ่อ...คุณหนู” หนี่ม่านยกนิ้วชี้ไปยังเทพเซียนด้านล่างรถม้าโดยที่สายตายังคงเหม่อมองไปที่สองบุรุษทั้งสองอย่างขัดเขิน
หนิงเหมยมองตามการชี้ชวนของสาวใช้
เมื่อประตูถูกเปิดออก สองชายหญิงที่ส่งเสียงชวนวาบหวามเมื่อครู่พลันผงะหยุดกิจกรรมเคาะจังหวะในบัดดล หากแต่สองคนผู้มาใหม่ยิ่งผงะตกตะลึงมากกว่า“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด” หยวนคังถามออกไป ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าแดงก่ำชายผู้เปลื้องผ้าท่อนบนเผยแผงอกตึงแน่นกล้ามเป็นมัดๆ ตอบคำอย่างลนลาน “เรียนท่านราชองครักษ์ ข้าน้อยกำลังตำข้าวขอรับ” เขาทำอุปกรณ์อันทรงพลังสำหรับตำข้าวด้วยตัวเองเพื่อโอ้อวดสาวงามหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันรีบตอบบ้าง “พวกเราขออภัยที่แอบมาตำข้าวเพื่อต้มโจ๊กเจ้าค่ะ” นางผิดเองที่นึกอยากกินโจ๊กกลางดึก“...!?”หนี่ม่านตามหลังหยวนคังเข้ามาแอบมองอย่างใคร่รู้ แต่แล้วกลับต้องผิดหวัง เฮ้อ! นึกว่าจะได้เห็นของดีพร้อมพี่คังเสียแล้ว...ตำหนักเฉิงกงแห่งวังหยางอ๋อง ภายในห้องส่วนตัวของหยางเหอจิน ที่มิได้ยินเสียงอาบน้ำในอ่างไม้อีกต่อไป เนื่องจากใครบางคนกำลังมีใบหน้างอง้ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น ดวงตากลมโตถลึงจ้องมองพี่ชายคนงามบอกว่าจะอาบน้ำด้วยกัน แต่อยู่คนล่ะอ่างโดยมีฉากกั้นแบบนี้ คืออันใด?ซูเจินออกจากอ่างไม้ของตนแล้วสวมชุดคลุมแนบเนื้อเอาไว้ลวกๆ ก่อนจะสะบัดมือทำลายฉากกั้นทิ้งเสียหยางเหอจินที่นั่ง
พวกทหารและราชองครักษ์หลายคนแอบมองหนี่ม่านอยู่นานแล้ว พวกเขาล้วนจ้องจะเข้ามาทำความรู้จักกับนางตั้งแต่ช่วงงานในพิธีอันเป็นมหามงคลขององค์รัชทายาท หากแต่ยังหาโอกาสมิได้ก็เท่านั้นทว่าพวกเขาก็แอบสืบกันมาแล้ว ว่าสาวน้อยงดงามนางนี้มีนามว่ากระไร กระทั่งใส่ใจว่านางเป็นใครในวังบูรพา นางเป็นถึงคนสนิทของพระชายาในรัชทายาท เช่นนั้นแล้วนางยิ่งไม่ธรรมดา พวกเขาจึงต้องเจียมตัวเอาไว้ให้มาก ยิ่งได้เห็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ ยิ่งต้องพากันหลบมุมเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีหากต้องการเกี้ยวคนงามนางนี้ให้ได้ดังใจ พวกเขาล้วนต้องทำให้ได้ กลเม็ดของบุรุษเพื่อมัดใจสตรีมีเท่าไหร่ พวกเขาจะงัดมาใช้ให้หมด ไม่ให้เสียชาติเกิด... บุรุษร่างใหญ่ วิสัยทัศน์กว้างไกล สายตาดุจเหยี่ยวยามล่าเหยื่อ มีหรือจะไม่รับรู้ หยวนคังจับกระแสความคิดผ่านสายตาของพวกพ้องได้ ว่าพวกนั้นกำลังคิดการณ์ใด เขาจึงโอบแขนล้อมรอบร่างเล็กเอาไว้มั่น ทำนางให้หายไปในแผงอกเขา เพียงชั่วอึดใจ เงาร่างสูงใหญ่จึงกลืนเงาร่างเล็กบาง หายไปทางโรงครัวศึกนี้นับได้ว่าหนักหนายิ่งนัก หยวนคังจักต้องเตรียมพร้อมรับศึกหนัก เพื่อคนในอ้อมแขนจะได้เติบโตเ
สาวน้อยยังคงแหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาซื่อใส เขาจึงถอนหายใจบางเบาแล้วเอ่ยคำ “เด็กน้อย คืนนี้เป็นคืนเข้าหอที่มีค่าดั่งทองพันชั่ง ต่อให้เจ้ายืนรอตรงขอบประตู พระองค์ทั้งสองก็ยังไม่ออกมาเรียกใช้เจ้าง่ายๆ หรอก” หากเป็นเขาก็จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน นางอย่าได้ฝันเลย ว่าเขาจะปล่อยนางลุกออกมาจากเตียงหยวนคังเริ่มคิดการณ์ไกลกับแน่งน้อยที่เขาปักปิ่นจับจอง และจูบประทับตรา ก่อนที่นางจะอายุสิบห้าในอีกไม่นาน“ไปเถิด ข้าหิวจะแย่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำคล้ายรำคาญแต่กลับซ่อนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เขาอยากอยู่กับนางสองต่อสองหนี่ม่านได้ยินว่าเขาหิวจะแย่จึงรีบลุกขึ้นทันทีชายหนุ่มลอบยกยิ้มมุมปากแวบหนึ่งก่อนหมุนกายเดินนำหน้าไปอย่างใจเย็นสาวน้อยจึงเดินตามแผ่นหลังตั้งสง่าของเขาไปคล้ายต้องมนต์ นางบอกตามตรงว่าแผ่นหลังกว้างใหญ่เนินไหล่ลาดชันของชายตรงหน้านับได้ว่าถูกใจ นางรู้สึกปลอดภัยหากอยู่ที่แผ่นหลังนี้เขาหนี่ม่านรู้สึกถึงกระแสประหลาดอุ่นวาบไปทั่วใจ ยามมองพี่คังของนาง แม้จะแค่เพียงเห็นเขาจากด้านหลังก็ตามทีทางเดินทอดยาวภายในอาณาเขตของตำหนักฉางชุนกงของวังบูรพา หนี่ม่านเดินตามแผ่นหลังที่ชื่นชอบอยู่เงียบๆ นางอยากเอื้อม
แน่นอนว่าสาวใช้คนงามไม่เคยชินกับสิ่งต่างๆ ของวังหลวงสักเท่าไหร่ ทั้งกฎระเบียบทั้งอาณาเขตกว้างขวาง สิ่งของเครื่องเรือนหรูหรามากมาย อะไรอยู่ที่ใด ต้องทำอย่างไร จะไม่ใส่ใจก็คงมิได้ ทั้งๆ ที่ไม่คิดจะสนใจก็เถอะ รวมถึงท่วงท่าเคร่งขรึมคล้ายไร้ชีวิตของนางกำนัลทั้งหลายนั่นด้วยและอีกครั้งที่สาวน้อยต้องครุ่นคิดหนักหน่วง ยิ่งได้เห็นสายตาของบ่าวรับใช้พวกนั้นมองนางด้วยสายตาคล้ายแค้นเคืองกัน นางกำนัลพวกนั้นมองหยวนคังสลับกับมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด นั่นยิ่งทำให้นางต้องคิดมากจนใบหน้าเรียวเล็กยับย่นไปหมดนางพาคุณหนูกลับบ้านตอนนี้ยังทันไหม?เพราะว่าอย่างน้อยปัญหาคาใจทุกอย่างที่บ้านหลิ่งก็ได้รับการคลี่คลายแล้ว ยามนี้นายท่านหลิ่งก็ทั้งรักและถนอมคุณหนูยิ่งกว่าชีวิตของท่านเสียอีกและที่สำคัญ ฮูหยินรองจอมเสแสร้ง กับคุณหนูรองจอมวายร้าย ก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าบ้านหลิ่งได้อีกแล้วเฮ้อ! แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!“เจ้าเป็นอะไร?” เสียงทุ้มต่ำของคนข้างกายเอ่ยถามทันทีที่สังเกตเห็นคนงามทำหน้าย่นอีกแล้วเขาเพียงปักปิ่นให้เมื่อครู่จะแก่เลยมิได้นะ ม่านเอ๋อร์...“อืม...” หนี่ม่านขมวดคิ้วนึกลังเลที่บอกกล่าว เพราะเ
“อาเซียน” นางเรียกนามเขาได้แค่นั้น นางเอ่ยคำใดไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะทุกจังหวะที่ถาโถม ทำนางทำได้เพียงส่งเสียงไม่เป็นภาษา หัวใจของนางพองโตคับอกไปหมด “อา...”เฟยหลงเซียนยิ่งควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงแว่วหวานเรียกขานกันตามจังหวะหฤหรรษ์ที่เขามอบให้ เสียงของนางช่างเย้ายวนรัญจวนใจยามพูดคุยกันปกตินับว่าดึงดูดเขามากแล้ว ยามนี้ยิ่งดูดกลืนเขามากขึ้นไปอีก นางสามารถดูดกลืนเขาจนเข้าไปในร่างนางจนแนบสนิทเลยทีเดียว“อือ...อาเซียน” เส้นเสียงสั่นเทาคล้ายสะอื้นไห้ ฟังดูน่าสงสารนัก นางหลับตากลั้นหายใจ รับรู้ทุกสัมผัสจากจังหวะเนิบช้าที่ค่อยๆ กลายเป็นเร่งเร้า และร้อนแรงในที่สุด ให้ความรู้สึกเร่าร้อนท่วมท้นอยู่ในโพรงอก“อาเซียน...” นางเจ็บมาก เป็นความเจ็บที่ทรมานไปถึงหัวใจ “ได้โปรด...ข้าไม่ไหวแล้ว...”“เหมยเอ๋อร์” เสียงต่ำสั่นพร่าเรียกขานนางหมายปลอบประโลม หากแต่จังหวะกระชากใจไม่อาจหยุดได้แม้จังหวะเดียว“อีกนิด...ไม่นาน” แม้ชายหนุ่มจะบอกอย่างนั้น หากแต่กำลังวังชาของเขากลับไม่ธรรมดา หลายลีลาหลากกระบวนท่าเริ่มมีมาอย่างไม่อาจห้ามใจการขับเคลื่อนกายแกร่งบนกายงามยังคงดำเนินต่อไปความรู้สึกเกินบรรยายยั
เฟยหลงเซียนถอนริมฝีปากจากยอดถันสีชมพูที่มีรสชาติหวานละมุนลิ้น เคลื่อนใบหน้าขึ้นมาตามเรียวนิ้วของนางที่พยายามจับประคองสันกราม นางกำลังต้องการมากกว่าที่เขากำลังกระทำอยู่ ส่วนนั้นของนางบอกให้เขาได้รับรู้ ดวงตาของนางก็เช่นกัน ความหยาดเยิ้มฉ่ำน้ำในแววตานางบอกเขาได้ดีชายหนุ่มก้มหน้าจูบนางอย่างดูดดื่มลึกล้ำมากกว่าเดิม หญิงสาวก็ตอบรับการดูดกลืนอย่างดูดดื่มมากกว่าเดิมเช่นกันครานี้สัมผัสลึกล้ำมิได้มีแค่เพียงริมฝีปาก หากแต่ปลายลิ้นร้อนชื้นของชายเหนือร่างลากไล้อย่างดุดันไปตามส่วนต่างๆ ของเนื้อนวลนาง เนิ่นนานจนเรียกเสียงครวญครางแว่วหวานออกจากกลีบปากแดงนุ่มทุกความร้อนรุ่มที่ลากผ่าน ล้วนสร้างความวาบหวามหวานล้ำเหนือคำบรรยาย หากจะบอกว่าใครที่อยากตาย คงต้องรอให้ผ่านค่ำคืนเช่นนี้ไปก่อน มิเช่นนั้นคงได้เสียชาติเกิดเป็นแน่แท้หนิงเหมยกำลังยอมรับว่าคิดการณ์ได้อย่างนี้ และก่อนที่ทุกอย่างจะร้อนเร่ามากกว่านั้น พลันมีสิ่งที่ร้อนกว่าเข้าแทรกกลางหนิงเหมยถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่ จนเฟยหลงเซียนต้องหยุดทุกสัมผัสเอาไว้ทั้งจุมพิตทั้งแก่นกลางกายหญิงสาวเบิกตากว้าง รู้สึกเจ็บแปลบฉับพลัน ใบหน้าแดงระเรื่อถึงกับแดงก่ำคล้าย
เมื่อนางเห็นเฟยหลงเซียนเดินมา นางจึงรีบเดินเข้าไปทางร่างสูงสง่าของเขาในทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ห้องพักของนางในระยะสายตามองเห็นหลายจั้ง ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดินด้วยกิริยาเคารพต่อบุรุษสูงศักดิ์ที่เป็นถึงองค์รัชทายาท“สำเร็จหรือไม่เพคะ ฝ่าบาททรงยอมยกเลิกคำสั่งสมรสระหว่างเราหรือไม่?” เสียงแว่วหวานแต่
มุมเฉลียงของทางเดิน...ในขณะที่หนิงเหมยกำลังช่วยยกอาหารมานั้น บังเอิญชนเข้ากับนางกำนัลคนหนึ่งจนจานอาหารตกกระแทกพื้นเสียงดังนางกำนัลนางนั้นหันขวับมามองด้วยสายตาโกรธกรุ่น “เดินอย่างไร ไม่มีตารึ?”“ข้าขอโทษ” หนิงเหมยรีบกล่าวเสียงนุ่ม “ท่านเจ็บที่ใดหรือไม่?”แต่ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลของหนิงเหมยมิได้ช่วยอ
ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายเข้ามาในรถม้า ส่งผลให้ดวงตาสวยหวานเริ่มหรี่ปรือหนิงเหมยค่อยๆ ตื่นขึ้นมาและกะพริบตาเบาๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุน อึดใจหนี่ม่านจึงยื่นหน้าเข้ามาหานางพร้อมวางอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้า“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงสดใสเอ่ยทักทาย “หลับสบายหรือไม่เจ้าคะ หิวหรือไม่
พระบิดาของเขาในสมัยที่ยังเป็นเพียงรัชทายาทยังรักใคร่กับท่านอาเป็นอย่างดี เขากับท่านอาถูกพระบิดาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มาคล้ายพี่น้องมากกว่าอาหลานเสียด้วยซ้ำ กระทั่งท่านอาถึงกับขันอาสานำทัพปกป้องแว่นแคว้นเพื่อเสริมอำนาจให้รัชทายาทอย่างพระบิดาแต่เหตุใด?หยางเหอจินยังคงเงียบงัน เขานั่งนิ่งเฉยอยู่ข้างเฟยหล







