LOGINอีกด้าน
ณ ร้านอาหารดังในจังหวัดเชียงราย
ชายหนุ่มหน้าตาดีนัดมารวมตัวกันในห้องวีไอพีของร้านอาหาร หลังจากที่พวกเขาประชุมเรื่องการร่วมลงทุนเปิดธุรกิจใหม่กันเรียบร้อยแล้ว ก็พากันมาที่ร้านอาหารร้านประจำของพวกเขาที่มาเชียงรายทีไรต้องไม่พลาดร้านนี้กันอย่างแน่นอน เพราะร้านนี้เป็นร้านดังอาหารพื้นเมืองอร่อยและที่สำคัญมีเด็กดริงก์สวยระดับท็อปของจังหวัดเชียงรายรวมตัวกันอยู่มากมายอีกด้วย แต่วันนี้พวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัวจึงไม่ได้เรียกสาว ๆ มาบริการ
“ไงไอ้พ่อเลี้ยง นึกว่าต้องไปเยี่ยมในคุกซะแล้ว” ธีร์ เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอ่ยแซวชายหนุ่มที่กำลังละเลียดดมกลิ่นไวน์ในแก้วอยู่
“คุกไม่ต้อนรับคนเลวอย่างมันหรอก” พอร์ช เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในชลบุรีเอ่ยซ้ำเติมเพื่อนอีกคน
“คดีปิดไปแล้ว พวกมึงเลิกพูดถึงเถอะ” ชายหนุ่มที่ถูกกล่าวถึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญที่เพื่อนของเขายังพูดถึงเรื่องนั้นไม่หยุด
“หึ...” ติณ เจ้าของไร่องุ่นและเหมืองแร่ทองคำที่จังหวัดเลย หัวเราะในลำคอตามสไตล์คนพูดน้อย แล้วเงยหน้าจากแก้วสีอำพันมามองเพื่อนที่พอถูกถามถึงคดีนี้ทีไรมักมีอาการหงุดหงิดเสมอ
“มึงไม่ต้องมองกูแบบนั้นไอ้ติณ แดกเหล้าไปเลย” ภาคินเอ่ยด้วยความรำคาญกับสายตาจ้องจับผิดของเพื่อนตัวเองเป็นอย่างมาก
“มึงหยุดหัวร้อนเลยไอ้คิน ตกลงมึงจะสร้างโรงบ่มไวน์ตรงไหน” ธีร์รีบเปลี่ยนเรื่องทันที ขี้เกียจฟังพวกมันเถียงกัน
“ก็ไปสร้างที่ที่ดินไอ้สัดติณนู่น มันมีที่ติดกับบ้านมันเหลืออยู่นี่” ภาคินเอ่ยบอกกับเพื่อน ๆ
“ก็ดีนะ ไหน ๆ ก็ซื้อองุ่นจากไร่มันแล้วก็บ่มแม่งที่นั่นเลย งั้นมึงก็บริหารล่ะกันไอ้ติณ เดี๋ยวพวกกูรอรับปันผลอย่างเดียว” พอร์ชเอ่ยแซวเพื่อนที่นั่งหน้านิ่ง
“ไอ้เวร ถ้าเจ๊งขึ้นมาใครโวยวายกูจะยิงทิ้งให้หมด” คนที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงรำคาญ
โรงบ่มไวน์เป็นธุรกิจที่พวกเขาจะร่วมลงทุนทำด้วยกัน ซึ่งมีไอเดียมาจากภาคินที่เป็นคนชอบดื่มไวน์มากจึงริเริ่มจะทำธุรกิจนี้แล้วมาปรึกษากับกลุ่มเพื่อน แล้วบรรดาเพื่อน ๆ ก็สนใจที่จะร่วมลงทุนด้วย แต่หวยไปออกที่ติณณภพต้องเป็นหัวเรือใหญ่เพราะเขามีไร่องุ่นและมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะทำโรงบ่มไวน์ขึ้นมา ติณณภพเองก็สนใจธุรกิจนี้จึงรับหน้าที่ดูแลกิจการนี้โดยมีภาคินช่วยบริหารด้วยอีกแรงหนึ่ง
หลังจากนั้นพวกเขาก็คุยถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานไปจนดึก แล้วแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมโดยไม่ได้ไปพักที่ไร่ชาของภาคินเพราะพรุ่งนี้เพื่อน ๆ ของเขาอีก 3 คนต้องรีบเดินทางแยกย้ายกันกลับไปทำงานของตนกันแต่เช้ามืด
สี่หนุ่มเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย จนมาเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังเรียนคณะเดียวกันอีกพวกเขาสนิทกันมากไม่ว่าจะกิน นอน เที่ยว หรือมีเรื่องอะไรก็ไม่เคยทิ้งกัน ถึงจะด่ากันแค่ไหนก็ไม่เคยโกรธกัน เพราะมิตรภาพของพวกเขา 4 คนขับเคลื่อนด้วยการด่ากัน...
1 สัปดาห์ผ่านไป
ณ ร้านอาหารดังในจังหวัดเชียงราย
วันนี้พ่อเลี้ยงภาคินมีนัดเลี้ยงรับรองลูกค้ารายใหญ่จึงทำการจองห้องวีไอพีในร้านอาหารไว้ เขาเรียกเด็กดริงก์ในร้านอาหารมาบริการแขก ส่วนตัวเขานั้นขอนั่งชิล ๆ ดีกว่าไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย
“เด็กที่นี่น่ารักเอาใจเก่งจริง ๆ พ่อเลี้ยง ช่างรู้ใจผมจริง ๆ ผมคงต้องทำธุรกิจกับพ่อเลี้ยงยาว ๆ แล้ว” วิชัยนักธุรกิจวัยกลางคนคู่ค้ารายใหญ่ของเขาเอ่ยขึ้นด้วยความชอบใจกับการต้อนรับที่เด็กหนุ่มคราวลูกมักจะรู้ใจเขาเสมอ
“ยินดีครับคุณวิชัย ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมบอกผมได้นะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” ชายหนุ่มรู้ใจคู่ค้าของเขาทุกคนเพราะก่อนจะทำธุรกิจร่วมกันเขาจะสืบประวัติมาอย่างดี เพราะไม่อยากให้มีปัญหาตามหลัง
ระหว่างที่เขากำลังพูดคุยกับคู่ค้าอยู่นั้น ประตูห้องวีไอพีก็เปิดออกพร้อมกับร่างบางในชุดเดรสรัดรูปคล้องคอสีดำ ความยาวแค่พอปิดของสงวนไว้ได้ เดินถือถาดเข้ามาเสิร์ฟไวน์ขวดใหม่ สายตาหวานเยิ้มทอดมองไปทางพ่อเลี้ยงภาคิน แล้วเดินเข้ามาใกล้กับที่เขานั่ง จากนั้นก็ก้มลงกระซิบใกล้ ๆ ใบหูของเขา
“เป็นบริการพิเศษของทางร้านเพื่อดูแลลูกค้าคนพิเศษค่ะ คืนนี้ให้ฟ้าได้ดูแลพ่อเลี้ยงนะคะ” น้ำเสียงหวานหูเอ่ยกระซิบเบา ๆ จนทำให้คนฟังตกอยู่ในภวังค์
เขาจำหญิงสาวคนนี้ได้เป็นอย่างดี คราแรกที่เห็นตรงประตูก็ไม่แน่ใจ แต่พอเธอเดินเข้ามาใกล้มันทำให้เขามั่นใจว่าเธอคือคนเดียวกันกับผู้หญิงที่เดินตัดหน้ารถของเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่คิดว่าจะได้เจออีก ต้องยอมรับว่าเขาถูกใจเธอมาก ๆ คืนนี้ว่าจะเหมาดื่มทั้งคืน
“ไงพ่อเลี้ยง ถ้าไม่เอาคนนี้ผมเอาเองนะ” เสียงแหบของชายสูงวัยเรียกสติของหนุ่มรุ่นลูกให้ตื่นจากภวังค์ ภาคินหันไปมองหญิงสาวแล้วยกยิ้มมุมปาก
พราวฟ้าไล่สายตามองตั้งแต่มัดกล้ามที่ต้นแขนแกร่งลงมาถึงซิกซ์แพ็กเป็นลอนเรียงตัวสวยจนน่าสัมผัส และเมื่อไล่สายตาลงมาดวงตาก็ต้องเบิกโพลงกับท่อนเอ็นที่ขยายใหญ่เต็มตัวตรงกลางร่างกายของเขา มือหนาค่อย ๆ ขยับรูดขึ้นลงแล้วเดินมาใกล้ ๆ ใบหน้าของคนตัวเล็ก ดวงตากลมมองหน้าเขาสลับกับท่อนเอ็นลำใหญ่ที่มีเส้นเลือดปูดโปน พราวฟ้ากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก“พะ...พ่อเลี้ยงให้พราวใช้มือช่วยไหมคะ” เธอเริ่มรู้สึกหวั่นใจกับเจ้าท่อนยักษ์ตรงหน้าเธอเสียแล้ว“ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี ฉันจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด” มือหนาลูบแก้มบางด้วยความเอ็นดู เขารู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัวกับเจ้าท่อนยักษ์ของเขาแต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เขาหยุดมันไม่ได้แล้วมือหนาค่อย ๆ จับมือบางมาลูบไล้ท่อนยักษ์เพื่อทำความคุ้นเคยกัน เมื่อคนตัวเล็กเริ่มผ่อนคลายแล้วเขาก็ขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนเตียงตรงหว่างขาของร่างบาง จับเรียวขาค่อย ๆ แยกออก แล้วก้มไปใช้ลิ้นฉกชิมน้ำหวานโดยที่คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัว“ว้าย...พ่อเลี้ยง อย่าค่ะ” พราวฟ้าพยายามถดก้นหนีแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้จึงได้แต่นอนอ่อนระทวยรับความเสียดเสียวที่คนมากประสบการณ์เป็นผู้มอบให้ในระหว่
“เมื่อก่อนเป็นไงไม่รู้ ต่อไปนี้ถ้าเธอยังไปสนิทกับมันอีก ฉันจะทำมากกว่าปล่อยลมยางรถมันนะ” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่คิดเลยว่ายางรถยนต์ของธนัทที่แบนหมด 4 ล้อ จะเป็นฝีมือของเขา “พ่อเลี้ยง ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ” “ก็มันหงุดหงิดอะ เธอหายไปในบ้านกับหมอนั่นสองต่อสองตั้งนาน” คนตัวโตตัดพ้อด้วยใบหน้าง้ำงอเหมือนเด็กที่โดนขัดใจ จนพราวฟ้าอดที่จะอมยิ้มให้กับความขี้หวงของเขาไม่ได้ “สามคนค่ะ มีพี่เมี่ยงด้วย แล้วเราก็เข้าไปคุยธุระกัน พราวก็บอกพ่อเลี้ยงไปหมดแล้วไงคะ” “ไม่รู้แหละ ต่อไปนี้ถ้าไม่มีฉันอยู่ด้วยห้ามเข้าใกล้ผู้ชายคนไหนอีก” คนเอาแต่ใจยังคงออกคำสั่งกับเธอไม่หยุด แต่ทำไมคำสั่งของเขามันทำให้เธอพร้อมที่จะปฏิบัติตามก็ไม่รู้ “หึงพราวเหรอคะ” พราวฟ้าอดไม่ได้ที่จะกระเซ้าเย้าแหย่คนเอาแต่ใจ เธอก็อยากรู้คำตอบของเขาเหมือนกัน “ทั้งหึง ทั้งหวง จนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” ใบหน้าของพราวฟ้าร้อนฉ่าขึ้นมายิ่งกว่าแดดตอนเที่ยงของเดือนเมษายน เธอไม่คิดว่าเขาจะตอบมาตรง ๆ แบบนี้ คนบ้า มาทำให้เขินไม่หยุดหย่อนเธอจะไม่ปกป้องหั
มือหนาประคองใบหน้าหวานที่เคยสดใสแต่บัดนี้มันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขาใช้นิ้วโป้งมือทั้งสองข้างค่อย ๆ ลูบเช็ดหยดน้ำตาให้คนตรงหน้า พราวฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมที่แววตาสั่นไหว เธอยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าเธอนี้มีผลกับหัวใจของเธอเป็นอย่างมาก ใบหน้าหวานค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้กับใบหน้าคร้ามคม ริมฝีปากบางเคลื่อนเข้าไปประกบกับริมฝีปากหนา ทั้งสองหลับตาพริ้มเพื่อรับสัมผัสของกันและกัน หัวใจสองดวงเต้นตึกตักด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงหัวใจของใครกันแน่ เมื่อช่วงเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ผละใบหน้าออกจากกัน สายตาทั้งสองคู่สบประสานกันจนพราวฟ้าต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน “ยั่วแบบนี้ รู้ตัวหรือเปล่าว่าจะเจออะไร” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาทำคนตัวเล็กใบหน้าร้อนผ่าว “พ่อเลี้ยง......” พราวฟ้าแทบอยากจะทุบคนตรงหน้าสักทีสองทีกับคำพูดสองแง่สองง่ามของคนเจ้าเล่ห์ พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงใกล้เวลาเที่ยงวันแล้ว ภาคินก็พาพราวฟ้ากลับมาที่บ้านของเขา เมื่อถึงบ้านพราวฟ้าก็รีบเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อช่วยป้านงค์เตรียมข้าวกลางวัน ส่วนภาคินก็ขอ
เมื่อเดินมาถึงคอกม้าของพ่อเลี้ยงพราวฟ้าก็ตาเป็นประกายทันที เนื่องจากคนดูแลม้าจูงม้าออกมายืนรอต้อนรับพ่อเลี้ยงหนึ่งตัว ถ้าเธอจำไม่ผิดเจ้าตัวนี้มันชื่อหมอกเพราะมันมีขนสีน้ำตาลทั้งตัว “อยากขี่ม้าไหมพราวฟ้า” เมื่อภาคินทักทายกับม้าตัวโปรดแล้วก็หันมาถามคนตัวเล็กที่ยืนมองม้าของเขาตาเป็นประกาย จนชายหนุ่มอดที่จะเอ็นดูเธอไม่ได้ “อยากค่ะ แต่ฉันขี่ม้าไม่เป็นนะคะพ่อเลี้ยง” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจกับสรรพนามที่เธอใช้แทนตัวเอง “ฉัน?” “อะ...เอ่อ พราวขี่ม้าไม่เป็นค่ะพ่อเลี้ยง” พราวฟ้าเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำให้คนหน้ายักษ์ไม่พอใจก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองทันที “มาสิ ไปกับฉันเดี๋ยวจะพาไปที่จุดชมวิวท้ายไร่”“......” พอได้ยินคำชักชวนของคนตรงหน้า พราวฟ้าก็ยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ แล้วเขาจะให้เธอไปอย่างไรเมื่อภาคินเห็นยัยตัวแสบยืนงงไม่ยอมขยับตัวเดินมาหา เขาจึงเดินไปดึงมือคนตัวเล็กให้มายืนใกล้กับหมอก จากนั้นเขาก็ส่งเธอขึ้นไปนั่งก่อน ดีนะที่วันนี้เธอใส่กางเกงยีนขายาวมาจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการขี่ม้า แล้วร่างหนาก็เหยียบโกลนขึ้นไปนั่งซ้อนหลังคนตัวเล
“ตอบแทนยังไงคะ” พราวฟ้าเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างไรก็ไม่รู้กับสายตาเจ้าเล่ห์ที่ผู้ชายตรงหน้ามองมา ทำไมรู้สึกขนลุกแปลก ๆ กับสายตาของเขานะ “ก็เป็นแม่บ้านส่วนตัวของฉันไง” ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินไปหยุดตรงหน้าคนตัวเล็ก แขนแกร่งรวบเอวบางเข้ามาให้ลำตัวแนบชิดกัน จนมือบางต้องยกขึ้นมาดันหน้าอกแกร่งของร่างสูงเอาไว้ “แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ดวงตากลมโตก้มมองแผงอกแกร่งด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ หัวใจของเธอตอนนี้เต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมาจากหน้าอกแล้ว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูแล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “พรุ่งนี้มากินข้าวเช้ากับฉันนะ ฉันมีที่หนึ่งอยากพาเธอไป” เมื่อพูดจบภาคินก็ปล่อยมือจากร่างกายเธอให้เป็นอิสระ ร่างบางเก้อเขินมือไม้หาที่วางไม่ได้จับโน่นจับนี่เหมือนคนทำตัวไม่ถูก “ดะ...ได้ค่ะพ่อเลี้ยง” เมื่อตกปากรับคำเรียบร้อย พราวฟ้าก็รีบหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานทันที ภาคินยืนมองตามแผ่นหลังของร่างบางที่วิ่งดุ๊ก ๆ ออกไป ถามว่าเขาโกรธยัยตัวดีไหมที่เข้ามาตุ๋นเขาจนเปื่อยแรก ๆ ที่ได้ยินคำสารภาพของเธอมันก็มีบ้างแต่พอฟังเหตุผลขอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว มือบางก็เปิดประตูเข้าไปแล้วยกกาแฟเข้าไปเสิร์ฟให้กับชายหนุ่มที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่โต๊ะทำงาน “นั่งลง มีอะไรจะคุยกับฉันก็รีบพูดมา” ร่างบางค่อย ๆ เดินมานั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับคนหน้ายักษ์ บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยความเงียบและอึดอัด เธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดแบบนี้มาก่อนเลย “เอ่อ...คือ ดิฉันมีเรื่องจะสารภาพค่ะ คือ...” พราวฟ้ากระอึกกระอักคล้ายคนที่น้ำท่วมปากไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดี “......” สรรพนามแทนตัวเองเปลี่ยนไป ภาคินเริ่มมีสีหน้าที่จริงจังยิ่งขึ้นเขาไม่รู้ว่าเธอกำลังจะบอกอะไรกับเขา แต่ดูจากอาการของเธอแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากแน่ ๆ “คือ จริง ๆ แล้วฉันชื่อพราวฟ้าค่ะ เป็นน้องสาวของพี่แพรไหมที่ขับรถตกเขาตายไปเมื่อ 3 เดือนก่อนค่ะ” หญิงสาวกลั้นใจเอ่ยความจริงออกไปอย่างไรเธอก็ต้องพึ่งพาคนตรงหน้าจนกว่าคดีของพี่แพรจะจบ “......” เขาเงียบจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “ขอโทษนะคะที่หลอกพ่อเลี้ยง คือมันจำเป็นจริง ๆ ค่ะ มันไม่มีทางเลือกอื่น ฉันต้องการจะสืบเรื่อ







