LOGINเมื่อหญิงสาวกลับมาถึงบ้านเธอก็ทำการเปิดซองเอกสารที่ธนัทให้มาโดยข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลส่วนตัวคร่าว ๆ ของผู้ชายทั้ง 2 คนรวมทั้งภาพถ่ายของทั้ง 2 คนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาด้วย เธอจึงนั่งอ่านข้อมูลที่น่าสนใจไปพลาง ๆ ระหว่างรอพี่เมี่ยงมา
คนแรกคือ พ่อเลี้ยงภาคิน อายุ 28 ปี เจ้าของไร่ชาที่บุกเบิกการทำไร่มาด้วยตัวเองตามแบบฉบับการเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ โดยไร่ชาจะมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวทำการจองเพื่อเข้าชมการเก็บชาปีละครั้งโดยมีระยะเวลาการเปิดไร่แค่สองสัปดาห์ต่อปี
คนที่สอง ทินกร อายุ 27 ปี ลูกชายคนเดียวของพ่อเลี้ยงฉัตรชัย เจ้าของไร่ชาเพียงตะวัน ซึ่งที่ไร่มีทั้งปลูกชาและแบ่งเนื้อที่เพื่อเพาะพันธุ์ไม้ประดับยืนต้นไว้จำหน่ายด้วย
“ไม้ประดับเหรอ น่าสนใจแฮะ” เธอพึมพำกับตัวเองพลางหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู ซึ่งเป็นรูปถ่ายที่พ่อเลี้ยงภาคินนั่งคุยกับนายตำรวจยศใหญ่ในร้านอาหาร เธอสังเกตจากการแต่งกายของนายตำรวจซึ่งยศน่าจะใหญ่ไม่เบาเลยทีเดียว และก็มีภาพของทินกรกับผู้ชายสูงวัยซึ่งน่าจะเป็นพ่อเลี้ยงฉัตรชัย เธอสังเกตจากใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกันของชายต่างวัยทั้งคู่ในรูปภาพกำลังเดินเข้าร้านอาหารไปกับนักการเมืองที่ค่อนข้างมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในจังหวัดเชียงราย
พราวฟ้านั่งมองรูปเหล่านั้นด้วยความแปลกใจผู้ชายที่หน้าตาดีและรวยขนาดนี้แต่ทำไมพวกเขาถึงยังโสด หรือพวกเขาซุกเมียเก็บกันธนัทเลยสืบหาข้อมูลตรงนี้ไม่ได้ ประวัติพวกเขาดูใสสะอาดทั้งคู่เธอจะต้องเริ่มสืบจากใครสักคนก่อน ใครที่เธอน่าจะเข้าถึงง่ายที่สุด
กริ่ง กริ่ง
ขณะที่พราวฟ้ากำลังนั่งวิเคราะห์รูปภาพตรงหน้า เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น เธอจึงรีบเก็บรูปภาพและเอกสารใส่แฟ้มแล้วเอาไปไว้ในห้องนอน จากนั้นเธอก็รีบไปเปิดประตูให้กับพี่เมี่ยงทันที
“สวัสดีค่ะพี่เมี่ยง มาเร็วจัง มาค่ะเข้ามาในบ้านก่อน” หญิงสาวพนมมือไหว้สาวรุ่นพี่และรีบเชื้อเชิญแขกให้เข้ามาในบ้าน
“สวัสดีค่ะน้องพราว พี่ฝากเด็กที่ไว้ใจได้ปิดร้านให้ค่ะ อยากรีบมาหาน้องพราว” เมี่ยงรับไหว้น้องสาวของเจ้านายแล้วจึงเดินตามหญิงสาวเข้าไปในบ้าน
“น้องพราวอยากเจอพี่มีอะไรหรือเปล่าคะ” พอนั่งลงที่โซฟารับแขกเมี่ยงก็ถามเข้าประเด็นทันที
“พี่เมี่ยงรู้จักแฟนพี่แพรไหมคะ” พราวฟ้าเอ่ยถามในสิ่งที่เธอสงสัยทันที
“ไม่มีใครเคยเห็นแฟนคุณแพรเลยค่ะ พี่ลองถามเด็ก ๆ ในคาเฟ่แล้ว เหมือนเขาจะเพิ่งคบกันก่อนคุณแพรเสียได้ไม่นานค่ะ ในงานศพก็มีแค่คนของพ่อเลี้ยงภาคินมาจัดการให้ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ที่ดินของพ่อเลี้ยงค่ะ น้องพราวสงสัยอะไรหรือเปล่าคะ”
“พราวสงสัยแฟนพี่แพรค่ะ” เธอยังไม่กล้าเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับพี่เมี่ยงฟัง อยากจะเก็บไว้เป็นความลับก่อน
“น้องพราวจะทำอะไรต้องปรึกษากันก่อนนะคะ มันอันตรายมาก หนึ่งคนหัวหายสองคนเพื่อนตายนะคะ พี่พร้อมจะเสี่ยงไปกับน้องพราวค่ะ” เมี่ยงเอื้อมมือไปกุมมือสาวรุ่นน้องเพราะสัมผัสได้จากแววตาที่เคียดแค้นว่าเธอจะต้องคิดทำอะไรที่มันเสี่ยงมากแน่ ๆ
“ถ้าคนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นแฟนคุณแพรนอกจากพ่อเลี้ยงภาคินแล้วก็ยังมีอีกคนหนึ่งค่ะ”
“ใครคะพี่เมี่ยง”
“คุณทินกร ลูกชายเจ้าของไร่ชาเพียงตะวันค่ะ แต่ผู้ชายคนนี้อันตรายมาก เขาคือเสือผู้หญิงที่น่ากลัวมากค่ะ”
“พราวอยากเข้าไปสืบเอง ควรเข้าไปสืบจากใครก่อนดีคะพี่เมี่ยง”
“มันอันตรายทั้งคู่เลยนะคะน้องพราว พลาดคือตายอย่างเดียวเลยนะคะ” เมี่ยงตกใจกับความคิดของสาวรุ่นน้อง จะขัดก็คงไม่ฟังกันแน่
“พราวเอาตัวรอดได้ค่ะ” พราวฟ้าเอ่ยด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
“พี่ว่าน้องพราวเข้าทางพ่อเลี้ยงภาคินน่าจะปลอดภัยกว่านะคะ รายนี้ไม่เคยมีประวัติเสียหายเรื่องผู้หญิง ที่สำคัญเขาเป็นสุภาพบุรุษมากสาว ๆ ในเชียงรายอยากเป็นแม่เลี้ยงของไร่ชาภาคินทั้งนั้น” เมี่ยงเอ่ยบอกด้วยใบหน้าเพ้อฝัน แต่คนฟังกลับไม่คิดแบบนั้น
“เขาอาจจะสร้างภาพก็ได้ค่ะ ใครจะไปรู้เบื้องหน้าเป็นคนดี แต่เบื้องหลังอาจเป็นฆาตกร”
“น้องพราวอย่าเพิ่งคิดร้ายขนาดนั้นนะคะ เรายังไม่แน่ใจว่าใครคือคนผิดกันแน่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินอะไรทั้งนั้น ใจเย็น ๆ เชื่อพี่นะคะน้องพราว” เมี่ยงรักและเอ็นดูพราวฟ้าเป็นอย่างมาก เธอสัญญากับตัวเองว่าจะดูแลน้องสาวผู้มีพระคุณให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนแพรไหมที่มีน้ำใจกับมาตลอด
“ค่ะพี่เมี่ยง พราวอาจจะเครียดเกินไปต่อไปจะมีสติให้มากที่สุดนะคะ” หญิงสาวส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้สาวรุ่นพี่เธอรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากที่อย่างน้อยก็ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้
ทั้งคู่ช่วยกันคิดหาวิธีที่จะเข้าใกล้พ่อเลี้ยงภาคินให้ได้มากที่สุด โดยวันนี้ก็ได้ข้อสรุปที่ว่าเมี่ยงจะขอไปสืบจากเพื่อนที่ทำงานในร้านอาหารในเมืองที่พ่อเลี้ยงชอบไปสังสรรค์ก่อนแล้วค่อยมาวางแผนกันอีกที
พราวฟ้าไล่สายตามองตั้งแต่มัดกล้ามที่ต้นแขนแกร่งลงมาถึงซิกซ์แพ็กเป็นลอนเรียงตัวสวยจนน่าสัมผัส และเมื่อไล่สายตาลงมาดวงตาก็ต้องเบิกโพลงกับท่อนเอ็นที่ขยายใหญ่เต็มตัวตรงกลางร่างกายของเขา มือหนาค่อย ๆ ขยับรูดขึ้นลงแล้วเดินมาใกล้ ๆ ใบหน้าของคนตัวเล็ก ดวงตากลมมองหน้าเขาสลับกับท่อนเอ็นลำใหญ่ที่มีเส้นเลือดปูดโปน พราวฟ้ากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก“พะ...พ่อเลี้ยงให้พราวใช้มือช่วยไหมคะ” เธอเริ่มรู้สึกหวั่นใจกับเจ้าท่อนยักษ์ตรงหน้าเธอเสียแล้ว“ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี ฉันจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด” มือหนาลูบแก้มบางด้วยความเอ็นดู เขารู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัวกับเจ้าท่อนยักษ์ของเขาแต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เขาหยุดมันไม่ได้แล้วมือหนาค่อย ๆ จับมือบางมาลูบไล้ท่อนยักษ์เพื่อทำความคุ้นเคยกัน เมื่อคนตัวเล็กเริ่มผ่อนคลายแล้วเขาก็ขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนเตียงตรงหว่างขาของร่างบาง จับเรียวขาค่อย ๆ แยกออก แล้วก้มไปใช้ลิ้นฉกชิมน้ำหวานโดยที่คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัว“ว้าย...พ่อเลี้ยง อย่าค่ะ” พราวฟ้าพยายามถดก้นหนีแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้จึงได้แต่นอนอ่อนระทวยรับความเสียดเสียวที่คนมากประสบการณ์เป็นผู้มอบให้ในระหว่
“เมื่อก่อนเป็นไงไม่รู้ ต่อไปนี้ถ้าเธอยังไปสนิทกับมันอีก ฉันจะทำมากกว่าปล่อยลมยางรถมันนะ” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่คิดเลยว่ายางรถยนต์ของธนัทที่แบนหมด 4 ล้อ จะเป็นฝีมือของเขา “พ่อเลี้ยง ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ” “ก็มันหงุดหงิดอะ เธอหายไปในบ้านกับหมอนั่นสองต่อสองตั้งนาน” คนตัวโตตัดพ้อด้วยใบหน้าง้ำงอเหมือนเด็กที่โดนขัดใจ จนพราวฟ้าอดที่จะอมยิ้มให้กับความขี้หวงของเขาไม่ได้ “สามคนค่ะ มีพี่เมี่ยงด้วย แล้วเราก็เข้าไปคุยธุระกัน พราวก็บอกพ่อเลี้ยงไปหมดแล้วไงคะ” “ไม่รู้แหละ ต่อไปนี้ถ้าไม่มีฉันอยู่ด้วยห้ามเข้าใกล้ผู้ชายคนไหนอีก” คนเอาแต่ใจยังคงออกคำสั่งกับเธอไม่หยุด แต่ทำไมคำสั่งของเขามันทำให้เธอพร้อมที่จะปฏิบัติตามก็ไม่รู้ “หึงพราวเหรอคะ” พราวฟ้าอดไม่ได้ที่จะกระเซ้าเย้าแหย่คนเอาแต่ใจ เธอก็อยากรู้คำตอบของเขาเหมือนกัน “ทั้งหึง ทั้งหวง จนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” ใบหน้าของพราวฟ้าร้อนฉ่าขึ้นมายิ่งกว่าแดดตอนเที่ยงของเดือนเมษายน เธอไม่คิดว่าเขาจะตอบมาตรง ๆ แบบนี้ คนบ้า มาทำให้เขินไม่หยุดหย่อนเธอจะไม่ปกป้องหั
มือหนาประคองใบหน้าหวานที่เคยสดใสแต่บัดนี้มันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขาใช้นิ้วโป้งมือทั้งสองข้างค่อย ๆ ลูบเช็ดหยดน้ำตาให้คนตรงหน้า พราวฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมที่แววตาสั่นไหว เธอยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าเธอนี้มีผลกับหัวใจของเธอเป็นอย่างมาก ใบหน้าหวานค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้กับใบหน้าคร้ามคม ริมฝีปากบางเคลื่อนเข้าไปประกบกับริมฝีปากหนา ทั้งสองหลับตาพริ้มเพื่อรับสัมผัสของกันและกัน หัวใจสองดวงเต้นตึกตักด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงหัวใจของใครกันแน่ เมื่อช่วงเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ผละใบหน้าออกจากกัน สายตาทั้งสองคู่สบประสานกันจนพราวฟ้าต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน “ยั่วแบบนี้ รู้ตัวหรือเปล่าว่าจะเจออะไร” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาทำคนตัวเล็กใบหน้าร้อนผ่าว “พ่อเลี้ยง......” พราวฟ้าแทบอยากจะทุบคนตรงหน้าสักทีสองทีกับคำพูดสองแง่สองง่ามของคนเจ้าเล่ห์ พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงใกล้เวลาเที่ยงวันแล้ว ภาคินก็พาพราวฟ้ากลับมาที่บ้านของเขา เมื่อถึงบ้านพราวฟ้าก็รีบเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อช่วยป้านงค์เตรียมข้าวกลางวัน ส่วนภาคินก็ขอ
เมื่อเดินมาถึงคอกม้าของพ่อเลี้ยงพราวฟ้าก็ตาเป็นประกายทันที เนื่องจากคนดูแลม้าจูงม้าออกมายืนรอต้อนรับพ่อเลี้ยงหนึ่งตัว ถ้าเธอจำไม่ผิดเจ้าตัวนี้มันชื่อหมอกเพราะมันมีขนสีน้ำตาลทั้งตัว “อยากขี่ม้าไหมพราวฟ้า” เมื่อภาคินทักทายกับม้าตัวโปรดแล้วก็หันมาถามคนตัวเล็กที่ยืนมองม้าของเขาตาเป็นประกาย จนชายหนุ่มอดที่จะเอ็นดูเธอไม่ได้ “อยากค่ะ แต่ฉันขี่ม้าไม่เป็นนะคะพ่อเลี้ยง” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจกับสรรพนามที่เธอใช้แทนตัวเอง “ฉัน?” “อะ...เอ่อ พราวขี่ม้าไม่เป็นค่ะพ่อเลี้ยง” พราวฟ้าเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำให้คนหน้ายักษ์ไม่พอใจก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองทันที “มาสิ ไปกับฉันเดี๋ยวจะพาไปที่จุดชมวิวท้ายไร่”“......” พอได้ยินคำชักชวนของคนตรงหน้า พราวฟ้าก็ยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ แล้วเขาจะให้เธอไปอย่างไรเมื่อภาคินเห็นยัยตัวแสบยืนงงไม่ยอมขยับตัวเดินมาหา เขาจึงเดินไปดึงมือคนตัวเล็กให้มายืนใกล้กับหมอก จากนั้นเขาก็ส่งเธอขึ้นไปนั่งก่อน ดีนะที่วันนี้เธอใส่กางเกงยีนขายาวมาจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการขี่ม้า แล้วร่างหนาก็เหยียบโกลนขึ้นไปนั่งซ้อนหลังคนตัวเล
“ตอบแทนยังไงคะ” พราวฟ้าเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างไรก็ไม่รู้กับสายตาเจ้าเล่ห์ที่ผู้ชายตรงหน้ามองมา ทำไมรู้สึกขนลุกแปลก ๆ กับสายตาของเขานะ “ก็เป็นแม่บ้านส่วนตัวของฉันไง” ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินไปหยุดตรงหน้าคนตัวเล็ก แขนแกร่งรวบเอวบางเข้ามาให้ลำตัวแนบชิดกัน จนมือบางต้องยกขึ้นมาดันหน้าอกแกร่งของร่างสูงเอาไว้ “แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ดวงตากลมโตก้มมองแผงอกแกร่งด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ หัวใจของเธอตอนนี้เต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมาจากหน้าอกแล้ว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูแล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “พรุ่งนี้มากินข้าวเช้ากับฉันนะ ฉันมีที่หนึ่งอยากพาเธอไป” เมื่อพูดจบภาคินก็ปล่อยมือจากร่างกายเธอให้เป็นอิสระ ร่างบางเก้อเขินมือไม้หาที่วางไม่ได้จับโน่นจับนี่เหมือนคนทำตัวไม่ถูก “ดะ...ได้ค่ะพ่อเลี้ยง” เมื่อตกปากรับคำเรียบร้อย พราวฟ้าก็รีบหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานทันที ภาคินยืนมองตามแผ่นหลังของร่างบางที่วิ่งดุ๊ก ๆ ออกไป ถามว่าเขาโกรธยัยตัวดีไหมที่เข้ามาตุ๋นเขาจนเปื่อยแรก ๆ ที่ได้ยินคำสารภาพของเธอมันก็มีบ้างแต่พอฟังเหตุผลขอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว มือบางก็เปิดประตูเข้าไปแล้วยกกาแฟเข้าไปเสิร์ฟให้กับชายหนุ่มที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่โต๊ะทำงาน “นั่งลง มีอะไรจะคุยกับฉันก็รีบพูดมา” ร่างบางค่อย ๆ เดินมานั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับคนหน้ายักษ์ บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยความเงียบและอึดอัด เธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดแบบนี้มาก่อนเลย “เอ่อ...คือ ดิฉันมีเรื่องจะสารภาพค่ะ คือ...” พราวฟ้ากระอึกกระอักคล้ายคนที่น้ำท่วมปากไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดี “......” สรรพนามแทนตัวเองเปลี่ยนไป ภาคินเริ่มมีสีหน้าที่จริงจังยิ่งขึ้นเขาไม่รู้ว่าเธอกำลังจะบอกอะไรกับเขา แต่ดูจากอาการของเธอแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากแน่ ๆ “คือ จริง ๆ แล้วฉันชื่อพราวฟ้าค่ะ เป็นน้องสาวของพี่แพรไหมที่ขับรถตกเขาตายไปเมื่อ 3 เดือนก่อนค่ะ” หญิงสาวกลั้นใจเอ่ยความจริงออกไปอย่างไรเธอก็ต้องพึ่งพาคนตรงหน้าจนกว่าคดีของพี่แพรจะจบ “......” เขาเงียบจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “ขอโทษนะคะที่หลอกพ่อเลี้ยง คือมันจำเป็นจริง ๆ ค่ะ มันไม่มีทางเลือกอื่น ฉันต้องการจะสืบเรื่อ







