LOGIN“ผมเฝ้าดูคนมานานแล้ว เฝ้าดูคุณมาตลอด ผมชอบการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของคุณ ผมชอบความสามารถของคุณ รูปลักษณ์ของคุณ รวมถึงความสวยของคุณด้วย คุณจะได้ทุกอย่าง ถ้าคุณมาเป็นพวกของผม" พลกฤษณ์พูดอย่างหน้าชื่นตาบานพร้อมกับลุกขึ้นสาวเท้าทั้งสองข้างเข้ามาใกล้ ร่างบางจึงรีบลุกพรวดขึ้นทันที"นี่มันอะไรกัน! " เวนิตาจ้องเขาตาเขม็งอย่างไม่เชื่อสายตา เขารอวันที่จะได้เปิดเผยตัวเอง และรอคอยที่จะได้เธอมาร่วมทีมของเขามาโดยตลอด ขณะที่อีกฝ่ายไม่คาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะตกหลุมพราง จนเชื่อซะสนิทใจเลยว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายไปของพนักงานในบริษัทของตัวเอง“ที่แท้ก็คุณนี่เอง...ตัวการของเรื่องทั้งหมด ที่คุณไม่ได้ติดร่างแหในคดีค้ายาเสพติดเหมือนกับนายกิตติ ก็เพราะว่าเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับการค้ามนุษย์ จนคุณไม่มีส่วนเอี่ยวในคดียาเสพติดเหมือนอย่างพ่อของคุณ คุณมันร้ายกาจที่สุด! " เวนิตาจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา แววตาที่เธอมองเขาบ่งบอกถึงความสะอิดสะเอียนสุดเหลือเกินจะบรรยาย"คุณจะพูดอะไรก็พูดเถอะนะ เพราะว่าผมมีเวลาฟังคุณแทบทั้งวันเลย จนกว่าคุณจะตอบตกลงมาเป็นพวกของผม" พลกฤษณ์เดินเข้ามาประชิดร่างบอบบางที่ยืนแน่นิ่งอยู่ แ
“หุ้นส่วน ! อย่าดีกว่าค่ะ ฉันคิดว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้ก็โอเคดีอยู่แล้ว ขอบคุณนะคะที่ให้เกียรติฉัน แต่ว่าตอนนี้ ฉันมีเรื่องที่กังวล และฉันเองก็คิดว่าคุณก็น่าจะเป็นเดือดเป็นร้อนกับการหายไปของพนักงานของคุณ อย่างที่คุณเคยเล่า” เวนิตาจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าเครียดๆ โดยที่อีกฝ่ายก็เริ่มสังเกตเห็น สายตาคมลอบมองใบหน้าเนียนกริบ สวยเด่นที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะถามกลับไปว่า“คุณหมายถึงเรื่องอะไรเหรอวีนัส” เขาถามเสียงเรียบ ขณะที่สายตาคมหรี่ลงเล็กน้อย เสมือนรอยยิ้มบางๆ แต่แฝงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น“ก็เรื่องที่พนักงานเก่าๆ ของคุณหายตัวไป แล้วก็เรื่องที่คนเหล่านั้นลาออก แต่วันที่ที่ลาออกเหมือนกับว่ามันถูกกำหนดไว้แล้ว และก็เรื่องริสแบนด์ที่ฉันเคยถามคุณ ตอนนี้ฉันรู้แล้วนะคะ ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจะต้องเชื่อมโยงกัน ฉันอยากให้คุณแจ้งความกับเรื่องนี้ และฉันก็รู้แล้วด้วยว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของพนักงานเหล่านั้นของคุณ” เธอตอบ พลางสังเกตดูท่าทีของเขาไปด้วย“ดีครับ ผมเห็นด้วย” ร่างสูงเพรียวของพลกฤษณ์ลุกขึ้น แล้วเดินตรงไปที่ชั้นวางหนังสือที่ตั้งอยู่ด้านหลังของเวนิตา สายตาหวา
“ใช่ค่ะ สักพักนึงแล้ว” เวนิตาตอบกลับไปแบบไม่ใคร่ใส่ใจในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ขณะที่อีกฝ่ายเองก็พอจะมองออก จึงบอกออกไปว่า “เพื่อไม่ให้เสียเวลา...ผมว่าคุณเริ่มพูดเรื่องสำคัญที่ว่านั่นมาเลยก็ได้ครับ" เวนิตาเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขาเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไปตรงๆ โดยไม่สนใจว่าตอนนี้เขาจะคิดยังไง "คุณรู้ใช่ไหมคะ ว่าเมื่อสองวันก่อนพนักงานของที่นี่ออกไปอบรม ฉันอยากทราบว่าพนักงานที่ไปอบรมในครั้งนี้มีทั้งหมดกี่คน แล้วไปกันกี่วัน ไปที่ไหนกันบ้าง แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่คะ” เธอจ้องหน้าแล้วยิงคำถามออกไปแบบรัวๆ เขาก้มหน้าลงแล้วหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ พลางพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ฟังดูราบเรียบ “ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับผู้กอง ผมดูเป็นคนหูไวขนาดนั้นเลยหรือยังไงครับ เรายังมีเวลาอีกเยอะ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องตอบคำถามไหนของคุณก่อนดี” มือหนาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ แล้วสบตากับเธออีกครั้ง เวนิตาผ่อนลมหายใจออกมาบางๆ แล้วพยายามอธิบายกลับไปอย่างช้าๆ และชัดๆ เมื่อรู้ว่าตัวเองอาจจะเร่งเร้ากับเขาจนเกินไป “ยัยรินเพื่อนของฉัน เป็นพนักงานของที่นี่ แล้วเธอก็ไปเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ด้วย แต่ว่าฉันติดต่อกับยัยร
ทางด้านของจ่าเทพ หลังจากที่อ่านข้อความแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าเวนิตาจะเป็นอันตรายที่ไปฟรานซิสโก้ โฮเทลเพียงลำพัง เขากดโทรศัพท์ต่อสายไปยังใครคนหนึ่งเพื่อรายงานสถานการณ์ดังกล่าวกับสายสำคัญสายนั้น ด้วยสีหน้าที่กังวลอย่างเด่นชัด ก่อนจะพาตัวเองไปยังกองบัญชาการของหน่วยฯ ตามคำสั่งของใครคนนั้นส่วนเวนิตา หลังจากที่ส่งข้อความไปหาจ่าเทพแล้ว ก็เดินวนดูรอบๆ บริเวณอีกครั้ง มือบางยกขึ้นมาสัมผัสกับชั้นหนังสือเพื่อสำรวจดูว่ามันทำจากวัสดุอะไร เพราะมันดูสวยงามเสมือนชั้นวางหนังสือของฮอกวอตส์ในโรงเรียนสอนเวทมนตร์จากนวนิยายชื่อดังก้องโลกที่เคยโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มมาแล้วอย่าง แฮรี่พอตเตอร์ ยังไงก็อย่างงั้นระหว่างที่มือบางสัมผัสอยู่บนกำแพง ปลายนิ้วเรียวของเธอสะกิดไปโดนเข้ากับอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่ามันจะรอยต่อบนฝนังที่นูนขึ้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เธอเพ่งสายตามองดูก่อนจะใช้นิ้วงัดไปตรงรอยแยก ที่ดูคล้ายกับกล่องของแผงวงจรอะไรสักอย่างแต่ไม่ทันที่จะได้แกะแผงวงจรกล่องนั้นออกมา โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นเตือนขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเคาะประตูเบาๆ ที่ดังมาจากหน้าห้อง ทำให้เธอต้องละสายตาจากตรงนั้น แล้วร
"ใช่ค่ะ ฉันชื่อวีนัส มีอะไรหรือเปล่าคะ" เวนิตาถามกลับไป พลางเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยท่าทางสงสัย"เมื่อครู่ คุณพลกฤษณ์พึ่งจะโทรมาแจ้งว่าอีกไม่เกิน 15 นาทีจะเข้ามาที่นี่ ให้คุณวีนัสอยู่ก่อน ไม่ทราบว่าสะดวกที่จะรอหรือเปล่าคะ" ใบหน้าเนียนหมวดคิ้วขึ้นอย่างงุนงง เพราะก่อนหน้านี้พนักงานคนดังกล่าวยังบอกเธออยู่เลยว่านายพลกฤษณ์จะไม่เข้ามาที่นี่ แต่ไหงถึงได้เปลี่ยนใจเอาซะดื้อๆ เมื่อรู้ว่าคนที่ต้องการพบกำลังจะมา ทำให้เวนิตาไม่ปฏิเสธการรอคอยในครั้งนี้ โดยรีบตอบรับออกไปแบบทันที"ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันรอได้" เวนิตาตอบตกลง พนักงานสาวยิ้มรับ จากนั้นจึงเดินนำเธอไปยังห้องรับรองที่อยู่ชั้นบนสุดของทางโรงแรม"เชิญนั่งก่อนนะคะ พอดีมีคำสั่งจากคุณกฤษณ์แจ้งมาว่าให้คุณวีนัสรอที่นี่" ร่างระหงนั่งลงที่โซฟาสีน้ำตาลเข้มภายในห้องรับรองที่ดูคล้ายกับห้องหนังสือ หรือ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดเลยก็ว่าได้ เพราะด้านในมีแต่ชั้นวางหนังสืออยู่เต็มไปหมด บวกกับเก้าอี้ที่รายล้อมเสมือนกับห้องประชุมขนาดย่อม"ขอบคุณมากเลยนะคะ" เวนิตาหันมาบอกกับพนักงานสาวคนเดิม เธอยิ้มให้อย่างรู้สึกสบายใจ เพราะหากว่าเวนิตาปฏิเสธ เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต
เวนิตาไม่เชื่อว่านายพลกฤษณ์ จะเป็นอย่างที่ผู้กองฐานัตถ์บอก ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่น่าสงสัย แต่เพราะว่านายพลกฤษณ์เองก็เป็นคนที่ให้ข้อมูลเรื่องพนักงานเก่าๆ ที่ลาออกและหายตัวไป รวมถึงเขาน่าจะเป็นผู้ที่เสียหายจากเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย ร่างระหงก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันเก่ง หลังตัดสินใจขับรถมาที่โรงแรมฟรานซิสโก้ โฮเทล เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการอบรมพนักงานภายในของที่นี่ เวนิตาเดินตรงไปยังแผนกต้อนรับส่วนหน้า มีพนักงานสาวรูปร่างดี หน้าตาสะสวยคนหนึ่ง กล่าวคำทักทายพร้อมยิ้มต้อนรับให้กับเธอด้วยความสุภาพ ใบหน้าเนียนยิ้มรับ ก่อนจะพูดกับพนักงานสาวที่สวมชุดไทยด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม "สวัสดีค่ะ ฉันมาขอพบคุณพลกฤษณ์ ไม่ทราบว่าวันนี้ เขาจะเข้ามาที่นี่หรือเปล่าคะ" พนักงานสาวคนดังกล่าวขมวดคิ้ว เพราะตนก็รู้สึกไม่แน่ใจเหมือนกัน จึงตอบกลับไปว่า "เดี๋ยวดิฉันจะต่อสายสอบถามไปยังเลขาของคุณกฤษณ์ ที่อยู่ออฟฟิศด้านบนให้นะคะ” พนักงานสาวพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ จากนั้นเวนิตาจึงกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณมากค่ะ” เธอยิ้ม "เอ่อ…ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงได้นัดกับคุณกฤษณ์เอาไว้หรือเปล่าคะ" พนักงานสาวคนเดิมหันกลับมาถาม ขณะที่ยกหูโทรศัพท
ที่เซฟเฮ้าส์ ประตูห้องนอนถูกเปิด พร้อมกับใบหน้าเรียวสวยที่ดูสดใสกว่าวันอื่นๆ โผล่พ้นจากปากประตูห้องออกมา เห็นร่างสูงของฐานัตถ์หลับอยู่บนโซฟากว้างขวางบริเวณหน้าห้องนอน ก็รู้สึกฉงนใจว่าเหตุใดเขาถึงได้มานอนอยู่ตรงนี้ และดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเขาในโมเมนต์แบบนี้ แสงแดดยามสายค่อนข้างแ
กลิ่นกายหอมๆ จากตัวเธอแตะที่ปลายจมูกโด่งเป็นสันคมของเขา เหมือนกับที่นิคได้กลิ่น...มันช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหลือเกิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเท่าไหร่นัก ร่างสูงของฐานัตถ์จัดแจงรวบตัวของเธอเอาไว้ในอ้อมแขนของเขา แล้วดึงกระชับเข้าหาตัวเองอย่างถนัดมือ แต่เธอก็พยายามที่จะขยับหนี“ถ้าขืนคุณดิ้นก็จะยิ่
“อ้าวหมวด! ไหนว่ากลับไปแล้ว” ผู้กำกับเศรษฐพงศ์เปิดประตูออกมาจากห้องทำงานคล้ายว่ากำลังจะกลับ หมวดนลินยิ้มให้แล้วตอบกลับไปว่า“พอดีลืมของค่ะ”“เห็นหมวดภัทรบอกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของคุณเสียเหรอ” เศรษฐพงศ์เอ่ยถามลูกทีม“อ่อ...ใช่ค่ะ” เธอตอบ เศรษฐพงศ์พยักหน้าอย่างรู้ปัญหาแล้วกวักมือเรียกให้เธอเดินมาที
มือแกร่งของผู้กองฐานัตถ์เอื้อมไปพลิกไหล่บางให้หันกลับมา ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ครอบหูเพื่อลดเสียงปืนซึ่งอาจมีระดับความดังสูงถึง 140 เดซิเบลเอ ถือเป็นเสียงที่อันตรายต่อระบบประสาทหู แล้วสวมครอบให้เธออย่างเบามือด้วยท่าทีที่ดูอ่อนโยน“คุณต้องสวมนี่ก่อน” เสียงทุ้มนุ่มของคนที่อยู่ตรงหน้าบอกอย่างสุภาพ ก่อนจะพลิ







