LOGIN“หุ้นส่วน ! อย่าดีกว่าค่ะ ฉันคิดว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้ก็โอเคดีอยู่แล้ว ขอบคุณนะคะที่ให้เกียรติฉัน แต่ว่าตอนนี้ ฉันมีเรื่องที่กังวล และฉันเองก็คิดว่าคุณก็น่าจะเป็นเดือดเป็นร้อนกับการหายไปของพนักงานของคุณ อย่างที่คุณเคยเล่า” เวนิตาจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าเครียดๆ โดยที่อีกฝ่ายก็เริ่มสังเกตเห็น สายตาคมลอบมองใบหน้าเนียนกริบ สวยเด่นที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะถามกลับไปว่า“คุณหมายถึงเรื่องอะไรเหรอวีนัส” เขาถามเสียงเรียบ ขณะที่สายตาคมหรี่ลงเล็กน้อย เสมือนรอยยิ้มบางๆ แต่แฝงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น“ก็เรื่องที่พนักงานเก่าๆ ของคุณหายตัวไป แล้วก็เรื่องที่คนเหล่านั้นลาออก แต่วันที่ที่ลาออกเหมือนกับว่ามันถูกกำหนดไว้แล้ว และก็เรื่องริสแบนด์ที่ฉันเคยถามคุณ ตอนนี้ฉันรู้แล้วนะคะ ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจะต้องเชื่อมโยงกัน ฉันอยากให้คุณแจ้งความกับเรื่องนี้ และฉันก็รู้แล้วด้วยว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของพนักงานเหล่านั้นของคุณ” เธอตอบ พลางสังเกตดูท่าทีของเขาไปด้วย“ดีครับ ผมเห็นด้วย” ร่างสูงเพรียวของพลกฤษณ์ลุกขึ้น แล้วเดินตรงไปที่ชั้นวางหนังสือที่ตั้งอยู่ด้านหลังของเวนิตา สายตาหวา
“ใช่ค่ะ สักพักนึงแล้ว” เวนิตาตอบกลับไปแบบไม่ใคร่ใส่ใจในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ขณะที่อีกฝ่ายเองก็พอจะมองออก จึงบอกออกไปว่า “เพื่อไม่ให้เสียเวลา...ผมว่าคุณเริ่มพูดเรื่องสำคัญที่ว่านั่นมาเลยก็ได้ครับ" เวนิตาเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขาเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไปตรงๆ โดยไม่สนใจว่าตอนนี้เขาจะคิดยังไง "คุณรู้ใช่ไหมคะ ว่าเมื่อสองวันก่อนพนักงานของที่นี่ออกไปอบรม ฉันอยากทราบว่าพนักงานที่ไปอบรมในครั้งนี้มีทั้งหมดกี่คน แล้วไปกันกี่วัน ไปที่ไหนกันบ้าง แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่คะ” เธอจ้องหน้าแล้วยิงคำถามออกไปแบบรัวๆ เขาก้มหน้าลงแล้วหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ พลางพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ฟังดูราบเรียบ “ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับผู้กอง ผมดูเป็นคนหูไวขนาดนั้นเลยหรือยังไงครับ เรายังมีเวลาอีกเยอะ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องตอบคำถามไหนของคุณก่อนดี” มือหนาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ แล้วสบตากับเธออีกครั้ง เวนิตาผ่อนลมหายใจออกมาบางๆ แล้วพยายามอธิบายกลับไปอย่างช้าๆ และชัดๆ เมื่อรู้ว่าตัวเองอาจจะเร่งเร้ากับเขาจนเกินไป “ยัยรินเพื่อนของฉัน เป็นพนักงานของที่นี่ แล้วเธอก็ไปเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ด้วย แต่ว่าฉันติดต่อกับยัยร
ทางด้านของจ่าเทพ หลังจากที่อ่านข้อความแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าเวนิตาจะเป็นอันตรายที่ไปฟรานซิสโก้ โฮเทลเพียงลำพัง เขากดโทรศัพท์ต่อสายไปยังใครคนหนึ่งเพื่อรายงานสถานการณ์ดังกล่าวกับสายสำคัญสายนั้น ด้วยสีหน้าที่กังวลอย่างเด่นชัด ก่อนจะพาตัวเองไปยังกองบัญชาการของหน่วยฯ ตามคำสั่งของใครคนนั้นส่วนเวนิตา หลังจากที่ส่งข้อความไปหาจ่าเทพแล้ว ก็เดินวนดูรอบๆ บริเวณอีกครั้ง มือบางยกขึ้นมาสัมผัสกับชั้นหนังสือเพื่อสำรวจดูว่ามันทำจากวัสดุอะไร เพราะมันดูสวยงามเสมือนชั้นวางหนังสือของฮอกวอตส์ในโรงเรียนสอนเวทมนตร์จากนวนิยายชื่อดังก้องโลกที่เคยโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มมาแล้วอย่าง แฮรี่พอตเตอร์ ยังไงก็อย่างงั้นระหว่างที่มือบางสัมผัสอยู่บนกำแพง ปลายนิ้วเรียวของเธอสะกิดไปโดนเข้ากับอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่ามันจะรอยต่อบนฝนังที่นูนขึ้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เธอเพ่งสายตามองดูก่อนจะใช้นิ้วงัดไปตรงรอยแยก ที่ดูคล้ายกับกล่องของแผงวงจรอะไรสักอย่างแต่ไม่ทันที่จะได้แกะแผงวงจรกล่องนั้นออกมา โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นเตือนขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเคาะประตูเบาๆ ที่ดังมาจากหน้าห้อง ทำให้เธอต้องละสายตาจากตรงนั้น แล้วร
"ใช่ค่ะ ฉันชื่อวีนัส มีอะไรหรือเปล่าคะ" เวนิตาถามกลับไป พลางเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยท่าทางสงสัย"เมื่อครู่ คุณพลกฤษณ์พึ่งจะโทรมาแจ้งว่าอีกไม่เกิน 15 นาทีจะเข้ามาที่นี่ ให้คุณวีนัสอยู่ก่อน ไม่ทราบว่าสะดวกที่จะรอหรือเปล่าคะ" ใบหน้าเนียนหมวดคิ้วขึ้นอย่างงุนงง เพราะก่อนหน้านี้พนักงานคนดังกล่าวยังบอกเธออยู่เลยว่านายพลกฤษณ์จะไม่เข้ามาที่นี่ แต่ไหงถึงได้เปลี่ยนใจเอาซะดื้อๆ เมื่อรู้ว่าคนที่ต้องการพบกำลังจะมา ทำให้เวนิตาไม่ปฏิเสธการรอคอยในครั้งนี้ โดยรีบตอบรับออกไปแบบทันที"ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันรอได้" เวนิตาตอบตกลง พนักงานสาวยิ้มรับ จากนั้นจึงเดินนำเธอไปยังห้องรับรองที่อยู่ชั้นบนสุดของทางโรงแรม"เชิญนั่งก่อนนะคะ พอดีมีคำสั่งจากคุณกฤษณ์แจ้งมาว่าให้คุณวีนัสรอที่นี่" ร่างระหงนั่งลงที่โซฟาสีน้ำตาลเข้มภายในห้องรับรองที่ดูคล้ายกับห้องหนังสือ หรือ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดเลยก็ว่าได้ เพราะด้านในมีแต่ชั้นวางหนังสืออยู่เต็มไปหมด บวกกับเก้าอี้ที่รายล้อมเสมือนกับห้องประชุมขนาดย่อม"ขอบคุณมากเลยนะคะ" เวนิตาหันมาบอกกับพนักงานสาวคนเดิม เธอยิ้มให้อย่างรู้สึกสบายใจ เพราะหากว่าเวนิตาปฏิเสธ เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต
เวนิตาไม่เชื่อว่านายพลกฤษณ์ จะเป็นอย่างที่ผู้กองฐานัตถ์บอก ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่น่าสงสัย แต่เพราะว่านายพลกฤษณ์เองก็เป็นคนที่ให้ข้อมูลเรื่องพนักงานเก่าๆ ที่ลาออกและหายตัวไป รวมถึงเขาน่าจะเป็นผู้ที่เสียหายจากเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย ร่างระหงก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันเก่ง หลังตัดสินใจขับรถมาที่โรงแรมฟรานซิสโก้ โฮเทล เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการอบรมพนักงานภายในของที่นี่ เวนิตาเดินตรงไปยังแผนกต้อนรับส่วนหน้า มีพนักงานสาวรูปร่างดี หน้าตาสะสวยคนหนึ่ง กล่าวคำทักทายพร้อมยิ้มต้อนรับให้กับเธอด้วยความสุภาพ ใบหน้าเนียนยิ้มรับ ก่อนจะพูดกับพนักงานสาวที่สวมชุดไทยด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม "สวัสดีค่ะ ฉันมาขอพบคุณพลกฤษณ์ ไม่ทราบว่าวันนี้ เขาจะเข้ามาที่นี่หรือเปล่าคะ" พนักงานสาวคนดังกล่าวขมวดคิ้ว เพราะตนก็รู้สึกไม่แน่ใจเหมือนกัน จึงตอบกลับไปว่า "เดี๋ยวดิฉันจะต่อสายสอบถามไปยังเลขาของคุณกฤษณ์ ที่อยู่ออฟฟิศด้านบนให้นะคะ” พนักงานสาวพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ จากนั้นเวนิตาจึงกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณมากค่ะ” เธอยิ้ม "เอ่อ…ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงได้นัดกับคุณกฤษณ์เอาไว้หรือเปล่าคะ" พนักงานสาวคนเดิมหันกลับมาถาม ขณะที่ยกหูโทรศัพท
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่ หรืออะไรก็ตาม ขอบคุณนะคะที่เดินมาส่ง ลาก่อนค่ะผู้กองฐานัตถ์” เวนิตาเอื้อมมือบางไปเปิดประตูรถ แต่กลับถูกฝ่ามือแกร่งของอีกฝ่ายดันประตูรถปิดเสียงดังปัง! ก่อนจะจับที่ลาดไหล่งามแล้วดันเรือนร่างบางของเธอให้ชิดติดกับตัวรถ เวนิตามองดูการกระทำของเขาอย่างไม่พอใจนัก “นี่คุณจะทำอะไรคะ อย่านะ!” เวนิตาจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว เขาเองก็จ้องตอบด้วยเช่นกัน “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วง ผมจะไม่มีทางเตือนคุณแบบนี้แน่ แล้วไอ้สิทธิ์ที่คุณถามหาจากผมน่ะ มีแน่! เพียงแต่คุณคงไม่อยากให้ผมพูดหรอกมั้งว่า ผมจะเลือกใช้สิทธิ์อะไรในการออกคำสั่งกับคุณ” อีกฝ่ายเริ่มท้าทายแล้วกระตุกยิ้มที่มุกปากอย่างได้ใจ ในขณะที่สายตาคมกริบของเขาจับจ้องวนเวียนอยู่บนเรือนกายของเธออย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ด้วยว่าเขามีเครื่องมือต่อรองที่แพงแสนแพงที่จะสามารถยึดเหนี่ยวตัวเธอเอาไว้ได้ และเธอเองก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธเขาได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เวนิตาได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ “ปล่อยฉันนะ !” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือออกจากเธอง่ายๆ ใบหน้าเรียวค่อย ๆ ยื่นเข้าไปหาริมฝ
“ผมยังอยากได้คำตอบจากคุณอยู่นะครับ” ร่างสูงทวนประโยคนั้นอีกครั้ง ขณะที่อีกฝ่ายยังคงได้แต่ก้มหน้าก้มตา“เอ่อคือ...ฉัน” ร่างบางระหงของเวนิตาไม่รู้จะทำยังไง กลัวก็กลัว เขินก็เขิน อายก็อาย แถมยังอยู่ต่อหน้าผู้ชายมีที่หน้าตาเป็นพิษเป็นภัยกับความรู้สึกของเธอซะขนาดนี้ จะให้เธอทำยังไงโดยที่ตัวเองถึงจะกล้าพ
“เออหมวด...เรื่องนายพลกฤษณ์ตามไปถึงไหนแล้ว” หมวดภัทรละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กก่อนจะหันมาตอบ“ทางเรารู้มาว่า หมอนั่นกำลังจะจัดงานเลี้ยงครบรอบยี่สิบห้าปีของเครือทีเอสพีกรุ๊ปครับ”“เมื่อไหร่!” ใบหน้าเรียวหล่อเหลาหันมาให้ความสนใจกับคำพูดของลูกทีม“คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายสัปดาห์หน้า รู้สึกว่างานนี
“ใช่ครับ ที่เราปิดคดีของนายกิตติได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนายชัยชนะที่ดันเล่นบทเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด แฉความลับของนายกิตติให้กับสายของเราจนหมดเปลือก เพื่อตัวเองจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ซะเอง” หมวดธีร์บอก“ดูเหมือนว่าจะตั้งใจให้เป็นแบบนั้นซะด้วย งานนี้ ไม่รู้ว่าใครจะหักเหลี่ยมใครอีกนะครับ” หมวดภัทรพูดพลางยิ้ม
“เอ่อคือ...คือ” หมวดภัทรถูกยิงคำถามแบบนั้นก็อ้ำอึ้งถึงกับไปไม่ถูก“หมวดคงไม่ได้ใช้เว ให้กันผู้กองออกมาจากหมวดนลินหรอกใช่ไหมคะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เวคงไม่ร่วมมือด้วยหรอกนะคะ”“คุณเวเอ่อ...คือผม” หมวดภัทรพูดจาตะกุกตะกัก ไม่กล้าตอบออกไปตรงๆ“ถ้าชอบคุณนลิน คุณควรจะเป็นฝ่ายสารภาพกับเธอ อย่ารอให้เธอไปสาร







