LOGIN“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ซูหรงหรงลืมตาขึ้นมา ม่านมุ้งที่ปรากฏเข้าสู่สายตาทำให้ซูหรงหรงถึงกับนิ่วหน้า ใบหน้าของปี้เถาไม่เหมือนเดิม ความอ่อนเยาว์และรอยยิ้มไร้เดียงสาที่ยังไม่ได้ถูกกาลเวลาและประสบการณ์ในการใช้ชีวิตเคี่ยวกรำของปี้เถา ทำให้ซูหรงหรงพลันขยับกายลุกขึ้นแล้วจ้องมองรอบๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เครื่องเรือนอันคุ้นตา ทำให้นางรู้ว่าที่นี่คือห้องพักเดิมของนางในจวนหย่งอันโหว ซูหรงหรงขยับกายลุกขึ้น นางเดินตรงไปยังกระจกส่องเงาที่วางอยู่บนโต๊ะเก็บเครื่องประทินโฉม
ใบหน้างดงามที่สะท้อนออกมาจากกระจกทำให้ซูหรงหรงยิ้มออกมา ดวงหน้าอ่อนเยาว์ไร้ร่องรอยบาดแผล ริมฝีปากเล็กของนางแดงระเรื่อโดยไม่ต้องแต้มชาด พวงแก้มซับสีเรื่อ ดวงตาสดใส
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้คุณหนูกำชับให้บ่าวปลุกคุณหนูแต่เช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวรอต้อนรับอนุและคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนของนายท่าน แม้ว่ายามนี้ยังเช้าอยู่แต่หากคุณหนูไม่รีบก็จะไม่ทันแล้วนะเจ้าคะ”
คำเตือนของปี้เถาทำให้ดวงตาของซูหรงหรงพลันสาดประกายเกลียดชังออกมา นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในผิวเนื้อของอุ้งมือ ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้นางพลันรับรู้ได้ว่า นางได้เกิดใหม่แล้ว แถมยังเป็นการย้อนกลับมาเกิดใหม่ในตอนที่ต่งเยว่ซินและซูเถียนเถียนยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในจวนอีกด้วย
ซูหรงหรงยกฝ่ามือที่มีรอยเล็บขึ้นมาจ้องมอง ยามนี้สองแม่ลูกคู่นั้นยังไม่ได้เข้าจวนมา นางยังมีโอกาสที่จะแก้ไขและทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่นางเคยสูญเสียไปในชาติที่แล้ว
“ของที่ควรจะเป็นของข้า! ข้าจะไม่ปล่อยให้เป็นของผู้อื่นอย่างเด็ดขาด”
น้ำเสียงและสีหน้าของซูหรงหรงทำให้ปี้เถาอดรู้สึกกังวลไม่ได้
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูกำลังทำให้บ่าวกลัวนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงของปี้เถาทำให้ซูหรงหรงอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก ต่อไปนี้ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดข้าจะคำนึงถึงความปลอดภัยของข้ากับเจ้าก่อนเสมอ” ซูหรงหรงเอ่ยพลางปล่อยให้ปี้เถาตรวจดูอุ้งมือที่มีรอยเล็บของนางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“มาช่วยข้าแต่งกายดีกว่า ในเมื่อวันนี้ท่านพ่อจะรับอนุเข้าจวน ข้าก็ควรจะแต่งกายให้สมกับที่เป็นคุณหนูใหญ่มิใช่หรือ” เมื่อซูหรงหรงเอ่ยออกมาเช่นนี้ปี้เถาก็รีบเดินไปจัดเตรียมเครื่องแต่งกายให้นางในทันที
“ปี้จื่อ เจ้ามาช่วยข้าปรนนิบัติคุณหนูล้างหน้าแต่งกายก่อนเถิด”
เสียงเรียกของปี้เถาทำให้ปี้จื่อรีบวางมือจากการเตรียมอาหารเช้า แล้วเดินเข้ามาช่วยเตรียมน้ำให้ซูหรงหรง ช่วยปรนนิบัติซูหรงหรงแต่งกายและจัดแต่งเรือนผมให้ซูหรงหรงอย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อให้คุณหนูของนางงดงามสูงส่งเหนือกว่าคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนผู้นั้น
ซูหรงหรงไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้กุหลาบภายในโถงรับรองของเรือนชั้นใน แผ่นหลังเหยียดตรง สองมือประคองถ้วยชาอวลไอร้อน สีหน้าสงบนิ่งสมกับที่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ถูกอบรมมาอย่างดี หากแต่ภายในดวงตาคู่งามของนางกลับเย็นเยียบจนสาวใช้รอบกายไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดัง
นอกโถงรับรองในเขตเรือนชั้นใน เสียงคนงานขนหีบสัมภาระดังสลับกับเสียงหัวเราะประจบประแจงของบ่าวและสาวใช้จากเรือนหน้า
“ท่านโหวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงรายงาน ซูหรงหรงค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า
ชาติก่อน…เพียงนางได้ยินว่าบิดาจะพาต่งเยว่ซินกับซูเถียนเถียนเข้าจวน นางก็รีบวิ่งวุ่นจัดเตรียมทุกสิ่งด้วยตนเอง กลัวเพียงว่าหย่งอันโหวผู้เป็นบิดาจะไม่พอใจ กลัวว่าเขาจะรู้สึกว่านางใจแคบไร้เมตตา
แต่ผลลัพธ์ก็คือ ต่งเยว่ซินค่อย ๆ แทรกมือเข้ามาควบคุมเรือนหลัง ซูเถียนเถียนแสร้งอ่อนโยนใสซื่อ หลอกให้ทุกคนเอ็นดู สุดท้ายพวกนางสองแม่ลูกก็ร่วมมือกับซูอี้เหวินผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของนางเหยียบนางลงสู่หุบเหว
เมื่อนึกถึงจุดจบในชาติก่อน ซูหรงหรงก็ยกยิ้มออกมาอย่างบางเบา คราวนี้นางจะไม่โง่อีกแล้ว
“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ท่านออกไปต้อนรับแขกเจ้าค่ะ”
“แขกเช่นนั้นหรือ”
ซูหรงหรงหัวเราะในลำคอเบา ๆ
อนุกับบุตรสาวนอกสมรส…จะเรียกว่าแขกได้อย่างไร
นางลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงยาวสีแดงชาดปักดิ้นทองพลิ้วไหวไปตามก้าวเดิน เครื่องประดับหยกขาวบนเรือนผมขับให้ใบหน้างดงามยิ่งดูสูงส่ง
ในเมื่ออีกฝ่ายคิดปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง เช่นนั้นนางก็จะทำให้อีกฝ่ายเห็นเสียก่อนว่า…คำว่า “สูงส่ง” แท้จริงเป็นเช่นไร
เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือนหลัก ซูหรงหรงก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดแพรสีเข้มยืนอยู่กลางลาน เขาคือหย่งอันโหว ซูอี้เหวิน บิดาแท้ๆ ของนางเอง
ข้างกายเขามีสตรีผู้หนึ่งในชุดสีฟ้าอ่อน รูปร่างอ้อนแอ้น หน้าตางดงามอ่อนหวาน ราวดอกบัวขาวบริสุทธิ์ ส่วนด้านหลังสตรีผู้นั้นคือเด็กสาววัยไล่เลี่ยกันกับซูหรงเจ๋อน้องชายเพียงคนเดียวของนาง
ซูหรงหรง จ้องมองซูเถียนเถียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของซูเถียนเถียนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ดุจลูกกวางน้อยที่ทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู ทว่าซูหรงหรงกลับมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกนั้นอย่างชัดเจน
ความริษยา
ความทะเยอทะยาน
และความโลภที่ยากจะปกปิด
ซูหรงหรงย่อกายคารวะอย่างงดงาม
“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ซูอี้เหวินมองบุตรสาวสายตรงของตน พลันรู้สึกพึงพอใจอยู่หลายส่วน
สามปีมานี้ ซูหรงหรงดูแลเรือนหลังได้อย่างเรียบร้อย ไม่เคยทำให้เขาต้องกังวลแม้แต่น้อย แม้ว่านางจะยังเป็นแค่เพียงเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นแต่ความสามารถของนางกลับไม่อ่อนด้อยไปจากจ้าวซินหรูผู้เป็นมารดาของนางเลย
ทว่าเมื่อสายตาของเขาจ้องมองไปทางซูหรงเจ๋อบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาแล้วก็ได้แต่ทอดถอนหายใจออกมา ทั้งอ่อนแอ ขี้แย ขี้ขลาด ชอบหลบอยู่ด้านหลังของพี่สาว ทั้งที่เป็นเด็กที่ถือกำเนิดในปีเดียวกันแท้ๆ แต่ซูหรงเจ๋อกลับสู้ซูเถียนเถียนไม่ได้เลย
“หรงหรง นี่คือต่งเยว่ซิน…ส่วนคนนี้คือเถียนเถียน ต่อไปพวกนางจะเข้ามาอยู่ในจวน”
“เจ้าค่ะ”
ซูหรงหรงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนหันไปพยักหน้าให้สองแม่ลูกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ไปไม่ถึงดวงตา
“เรือนพักถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญอี๋เหนียงและน้องหญิงตามข้ามาเถิด”
ต่งเยว่ซินเห็นท่าทีสุภาพอ่อนโยนของนางก็แอบถอนหายใจโล่งอก
เดิมนางยังกังวลว่าคุณหนูใหญ่แห่งจวนหย่งอันโหวจะเป็นคนหยิ่งผยองเอาแต่ใจ แต่ตอนนี้ดูแล้วกลับจัดการได้ง่ายกว่าที่คิด
กลุ่มคนเดินผ่านสวนดอกไม้ไปจนถึงเรือนมู่ตาน แม้จะอยู่ไม่ไกลจากเรือนหลัก ทว่าทิวทัศน์กลับธรรมดากว่ามาก ต้นไม้ประดับมีไม่มาก เครื่องเรือนภายในแม้เป็นของใหม่ทั้งหมด แต่เห็นได้ชัดว่าไม่หรูหราเท่าโถงรับรองที่พวกนางเห็นเมื่อครู่นี้
รอยยิ้มของต่งเยว่ซินชะงักไปเล็กน้อย
ซูเถียนเถียนเองก็แอบกำชายแขนเสื้อแน่น
นางเคยได้ยินว่าจวนหย่งอันโหวมั่งคั่ง อีกทั้งคุณหนูใหญ่ยังเป็นหลานสาวตระกูลกั๋วกง ชีวิตความเป็นอยู่ย่อมหรูหราเหนือคนทั่วไป
แต่เหตุใดเรือนที่จัดให้นางกลับธรรมดาเช่นนี้
แม้ว่าในใจจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ซูเถียนเถียนยังคงเผยสีหน้าใสซื่ออ่อนโยน
“พี่หญิงเองก็พักอยู่ในเรือนที่ตกแต่งเรียบง่ายเช่นนี้หรือเจ้าคะ”
ทันทีที่สิ้นคำถาม ซูหรงหรงก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นงดงามอ่อนโยน…แต่กลับทำให้สองแม่ลูกรู้สึกหนาวเย็นอย่างประหลาด
“ย่อมจะไม่เหมือนกัน”
นางเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าคือบุตรีสายตรงที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอก ท่านตาของข้าคือไหวกั๋วกง เครื่องเรือน ของกินของใช้ของข้า ล้วนถูกส่งมาจากจวนกั๋วกง ย่อมจะดีกว่าของที่จวนหย่งอันโหวจัดให้อยู่แล้ว”
คำพูดนั้นตรงไปตรงมาจนบรรยากาศแข็งค้าง
สีหน้าของต่งเยว่ซินพลันซีดลงเล็กน้อย
ซูเถียนเถียนเองก็แทบกัดฟันแน่น
อีกฝ่ายกำลังเตือนพวกนางอย่างชัดเจนว่า ต่อให้เข้ามาอยู่ในจวนหย่งอันโหว พวกนางก็เป็นได้เพียงอนุกับบุตรสาวของอนุ ไม่มีวันเทียบคุณหนูสายตรงผู้มีจวนกั๋วกงหนุนหลังได้
ซูอี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย หากเป็นเมื่อก่อน ซูหรงหรงย่อมต้องรีบประจบเอาใจเขา ไม่มีทางพูดจาแข็งกร้าว และคล้ายจะดูหมิ่นเขาอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้
แต่สิ่งที่นางพูด…กลับไม่มีคำใดผิด เขาไม่อาจจะเอ่ยตำหนินางได้ สุดท้ายทำได้เพียงกล่าวเสียงขรึม
“ในเมื่อเข้ามาอยู่ในจวนเดียวกันแล้ว ก็ต้องรักใคร่กลมเกลียวกัน”
ซูหรงหรงย่อกายรับคำอย่างนอบน้อม
“ท่านพ่อโปรดวางใจ หรงหรงย่อมดูแลอี๋เหนียงและน้องหญิงอย่างดีที่สุด”
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ภายในใจกลับเย็นชาราวน้ำแข็ง ดูแลอย่างดีที่สุดน่ะหรือ แน่นอนว่านางจะดูแลพวกเขาอย่างดี
ดี…จนอีกฝ่ายไม่มีวันได้แตะต้องอำนาจในเรือนหลังแม้แต่น้อย
ซูหรงหรงมองสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกแห่งความอ่อนโยนของสองแม่ลูก พลันยกมุมปากขึ้นช้า ๆ เรือนมู่ตานแห่งนี้เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเหล่านี้เคยกระทำต่อนางและซูหรงเจ๋อ นางจะต้องทวงคืนเป็นร้อยเท่า
เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องอยู่หน้ากำแพงเมืองหลวงเงียบสงัดลงแล้วสงครามชิงบัลลังก์ที่สั่นสะเทือนแคว้นต้าเซิ่งจบสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพกบฏถูกทำลายจนราบคาบ ผู้ที่เคยคิดช่วงชิงบัลลังก์ล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนกระทำภายในท้องพระโรงใหญ่ เซียวจวินฮ่องเต้ประทับอยู่เหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ยังคงซีดเซียวจากพระอาการประชวร แต่พระเนตรกลับเฉียบคมราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้ขุนนางทั้งราชสำนักคุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างพร้อมเพรียง ราชโองการฉบับแล้วฉบับเล่าถูกประกาศออกมา“องค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อ สมคบคิดก่อกบฏ คิดลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ทำลายบ้านเมือง ความผิดร้ายแรงเกินอภัย”“ถอดถอนจากตำแหน่งไท่จื่อ ริบบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ลดฐานะเป็นสามัญชน”“ส่งตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอการลงทัณฑ์”เมื่อราชโองการจบลง ขุนนางทั้งหลายต่างก้มศีรษะต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา จากองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง กลายเป็นเพียงนักโทษกบฏในชั่วข้ามคืนจากนั้นราชโองการอีกหลายฉบับก็ตามมา สกุลเจียงมีความผิดฐานสนับสนุนกบฏประหารทั้งสกุล ทรัพย์สินทั้งหมดถูกริบเข้าคลังหลวง สกุลเจียงที่เคยรุ่งเรืองมาหลายสิบปีถูกลบชื่อออกจากหน้าประว
เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นต้าเซิ่ง นอกกำแพงเมืองหลวง กองทัพขององค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน ธงรบสีดำของไหวกั๋วกงโบกสะบัดอยู่กลางสายลม กองทหารม้าหนักและทหารราบนับหมื่นยืนเรียงรายดุจกำแพงเหล็ก ขวางเส้นทางทั้งหมดเอาไว้เดิมทีเซียวเทียนเช่อคิดจะอาศัยความรวดเร็วบุกเข้ายึดเมืองหลวง ขอเพียงเข้าสู่พระราชวังได้ ทุกอย่างก็จะจบลง แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเซียวจวินฮ่องเต้จะเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว ยิ่งคิดไม่ถึงว่าเซียวจิ่นอันจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้กำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่าน ด้านบนกำแพงเมืองเซียวจิ่นอันยืนอยู่ในชุดเกราะสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับน้ำแข็งข้างกายของเขาคือจ้าวซินหยวน และเหล่าขุนนางฝ่ายทหารส่วนด้านล่างกำแพงเมือง เจียงเจียวจูและมู่เหยาถูกควบคุมตัวเอาไว้ สองสตรีตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาว พวกนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะมีวันที่ถูกใช้เป็นตัวประกันเช่นนี้ แม่ทัพสกุลเจียงและแม่ทัพสกุลมู่ต่างมีสีหน้าซีดเผือด ถึงแม้จะรู้ว่าการก่อกบฏเป็นความผิดมหันต์ แต่พวกเขาก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่เมื่อได้เห็นว่าสตรีในสกุลถูกนำตั
เซียวจิ่นอันมองออกว่าเซียวจวินฮ่องเต้กำลังตั้งพระทัยบีบบังคับให้องค์ไท่จื่อก่อกบฏ พระประสงค์ของเซียวจวินฮ่องเต้เขาพร้อมจะสนับสนุนความโปรดปรานที่เซียวจวินฮ่องเต้มีต่อบุตรชายของเขาคือเรื่องจริงไท่จื่อเฟยจากสกุลเจียงประพฤติตนไม่เหมาะสมก็คือเรื่องจริงคนสกุลเจียงสอนบุตรหลานไม่ดี ยามนี้ยังกล้าทัดทานการพระราชทานรางวัลของเซียวจวินฮ่องเต้อีกก็คือเรื่องจริงไม่ว่าอย่างไรสกุลเจียงก็กำเริบเสิบสานจนเกินไปมากจริงๆ ต่อให้เซียวจวินฮ่องเต้ไม่ลงโทษ แต่คนที่กล้าล่วงเกินพระชายาของเขาอย่างคนสกุลเจียง เซียวจิ่นอันย่อมไม่คิดจะปล่อยคนสกุลเจียงไปอยู่แล้วท่ามกลางคลื่นลมในราชสำนัก สถานที่ที่สามารถเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุดสำหรับเซียวจิ่นอันก็คือตำหนักบูรพา ยิ่งนานวันองค์ชายน้อยอย่างเซียวเฟยหลงก็ยิ่งน่ารักขึ้นทุกวัน ใบหน้าที่เคยยับย่นของเซียวเฟยหลงผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็อวบอิ่ม นุ่มนิ่มและหอมกรุ่นส่วนซูหรงหรงนั้นพอเป็นมารดาแล้วสายตาของนางพลันดูอ่อนโยนลง สีหน้าที่เคยเย็นชาของนางดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน เขาพยายามดูแลเซียวเฟยหลงด้วยตนเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ซูหรงหรงต้องตรากตรำเลี้ยงดูเซียวเฟยหลงมากจนเกินไป“ทำไมยิ่
เซียวจวินฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองซูหรงเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง“หย่งอันโหวยามนี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว พี่เขยของเจ้าต้องการการสนับสนุนจากสกุลซ่ง หากเจ้าเกี่ยวดองกับสกุลซ่งได้ก็คงจะช่วยสานความสัมพันธ์ของเขากับสกุลซ่งให้แนบแน่นขึ้นอีกชั้น”พระองค์หยุดไปเล็กน้อย“หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้การหมั้นหมายที่มารดาของเจ้าเคยตกลงกับสกุลซ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง”ซูหรงเจ๋อรีบขานรับออกมาในทันที“ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย วันพรุ่งนี้กระหม่อมจะรีบส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลซ่งเพื่อพูดถึงการหมั้นหมายระหว่างกระหม่อมกับคุณหนูซ่งในทันทีพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดของเขาทำให้รอยแย้มพระสรวลพลันปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ของเซียวจวินฮ่องเต้“ดี!”“วันพรุ่งนี้ข้าจะมอบตำแหน่งขุนนางในกรมอาลักษณ์ให้เจ้า เจ้าจะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่ได้หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเองแล้ว”ซูหรงเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความยินดี“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งแม้จะเป็นเพียงตำแหน่งทั่วไปในกรมอาลักษณ์ แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือก้าวแรกของชีวิตขุนนางอย่างแท้จริงยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขากลายเป
จวบจนเลยเวลาปิดประตูวังไปแล้ว ทั้งจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อต่างก็ยังคงรั้งอยู่ในวังโดยไม่สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น ทางตำหนักหยางซินส่งขันทีมาสอบถามหลายครั้งว่าพระชายาขององค์ชายสามเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเซียวจวินฮ่องเต้ทรงได้ยินว่าอาการไม่ค่อยจะดีนักหลังจากสะสางฎีกาไปกว่าครึ่งแล้วจึงทรงเสด็จมาที่ตำหนักขององค์ชายสามด้วยพระองค์เอง“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธี”เซียวจวินฮ่องเต้ทรงตรัสพลางจ้องมองสีหน้าของเซียวจิ่นอันที่ยามนี้ไร้สีเลือดบนใบหน้าไปนานแล้ว“วาสนาการครองคู่ของชายหญิง วาสนาการเป็นบุตรธิดากันก็ล้วนเป็นเช่นนี้ อันเอ๋อร์เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ฟ้ากำหนดมา เจ้าทำสิ่งใดไม่ได้หรอก”ถ้อยคำประโยคนี้ของเซียวจวินฮ่องเต้ทำให้เซียวจิ่นอันหลั่งน้ำตาออกมา เขาส่ายหน้าพลางเดินไปส่งเสียงเรียกซูหรงหรงที่ยามนี้สิ้นไร้เรี่ยวแรงไม่อาจจะส่งเสียงร้องออกมานอกห้องได้นานแล้ว“หรงหรง ข้าต่อสู้เพื่อเจ้ามาตั้งหลายครั้ง ครั้งนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องสู้เพื่อข้าบ้างแล้ว หากเจ้าก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปไม่ได้ ข้าก็พร้อมจะยอมตายไปกับเจ้า”คำพูดของเขาทำให้ซูหรงหรงที่คิดจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความเจ็บปวดพลันกัดริมฝีปา
หลังจากที่เซียวจิ่นอันเอ่ยออกมาตามตรงว่าเขาจะลงมือแย่งชิงอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว ซูหรงหรงก็ไม่ได้รับฟังรายงานข่าวของตำหนักบูรพาจากคนของหน่วยอวิ๋นเจี้ยนอีกเรื่องราวในตำหนักบูรพาโสมมเกินไป นางที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่ควรฟังมากจนเกินไปอาจจะทำให้จิตใจของนางหดหู่ได้ อีกทั้งหากนางไม่ฟังหน่วยอวิ๋นเจี้ยนก็จะยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของตำหนักบูรพาแล้วนำมารายงานเซียวจิ่นอันอยู่ดี และคนอย่างเขาก็ไม่คิดจะอยู่เฉยแน่หากตำหนักบูรพาพุ่งเป้าการโจมตีมาที่เขาและนางซูหรงหรงบำรุงครรภ์อย่างสงบจนครบเดือนที่จะคลอดตำหนักของนางก็ได้ต้อนรับแขกที่นานๆ ครั้งจะได้มาเยี่ยมเยียนนางอย่างจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อ พอพวกเขาได้ยินว่านางใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าวางใจ นอกจากจะหมั่นส่งตัวเฉินเจียอินเข้าวังมาเยี่ยมเยียนนางที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยามนี้พวกเขาถึงกับมาเยี่ยมเยียนนางด้วยตนเองเลยทีเดียว“น้าสะใภ้บอกกับพวกกระหม่อมว่าครรภ์ของพระชายาใกล้ครบกำหนดคลอดแล้ว พวกกระหม่อมก็เลยร้อนใจ พากันมาขอเข้าเฝ้าพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”ซูหรงเจ๋อเอ่ยออกมาตามตรง เมื่อได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของซูหรงหรง“อยู่ๆ







