Home / รักโบราณ / หงส์ทวงปีก / บทที่ 2 แก้แค้น

Share

บทที่ 2 แก้แค้น

Author: BigM00N
last update publish date: 2026-06-26 13:28:30

หลังจากเซียวเทียนเช่อและซูเถียนเถียนออกจากตำหนักเย็นไปได้ไม่นาน ทั้งถ่านร้อน อาหาร รวมไปถึงคนจากสำนักแพทย์หลวงล้วนถูกส่งมาที่ตำหนักเย็น

หลังจากตรวจอาการของซูหรงหรงแล้ว แพทย์หลวงก็จัดเทียบยาให้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“พระสนมต้องลมเย็นเป็นเวลานาน อีกทั้งยังขาดอาหารจนสุขภาพทรุดโทรม หลังจากนี้หากบำรุงร่างกายให้ดี สุขภาพของพระสนมก็จะดีขึ้น”

หลังคนจากสำนักแพทย์หลวงจากไปแล้ว ปี้เถาก็เอ่ยเรียกซูหรงหรงด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา

“พระสนม หลังจากนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดีเพคะ”

“ด้วยนิสัยของเถียนเถียน นางย่อมไม่มีทางปล่อยข้าไปแน่ และด้วยนิสัยของฝ่าบาท เขาจะต้องลงมือขั้นเด็ดขาดกับเถียนเถียนหากนางทำให้ข้าตาย” คำพูดของซูหรงหรงเต็มไปด้วยความเย็นชา

นางผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วครึ่งชีวิต สิ่งที่พลาดมากที่สุดก็คืออ่านความคิดของคนอย่างซูอี้เหวินผู้เป็นบิดา และซูเถียนเถียนผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาไม่ออก ต่อมาเมื่อตาสว่างแล้วก็ยังหลงคิดไปว่าไม่ว่าอย่างไรคนทั้งสองก็คงจะไม่เล่นงานนางจนถึงแก่ชีวิต

แต่หลังจากนางถูกใส่ความว่ามีชู้ตอนที่ได้รับพระราชทานอนุญาตให้ออกจากวังไปเยี่ยมเยียนบิดาที่จวนสกุลเดิม นางจึงได้รู้ว่าสำหรับบิดาและน้องสาวต่างมารดาของนางแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่เพียงพรากเกียรติยศและชื่อเสียงไปจากนาง แต่ตั้งใจจะพรากชีวิตของนางไปด้วย

ตอนที่นางถูกคนของบิดาจับตัวเอาไว้ กำลังจะลงมือปลิดชีพของนาง ด้วยข้ออ้างว่าต้องการรักษาเชื่อเสียงของวงศ์สกุลและป้องกันข้อหาที่ข้าทำให้เชื้อพระวงศ์แปดเปื้อน เซียวเทียนเช่อก็รีบรุดมาช่วยนาง

เพียงแต่สายตาของเซียวเทียนเช่อตอนที่จ้องมองใบหน้าที่ถูกซูเถียนเถียนกรีดจนเสียโฉม และชายชู้ที่ถูกจับได้ของนางนั้น มีประกายบางอย่างที่ทำให้ซูหรงหรงคิดว่า นางกับเขาคงจะหมดวาสนาการเป็นสามีภรรยากันอย่างถาวรแล้ว

แม้เซียวเทียนเช่อจะใช้ข้ออ้างว่านางเป็นคนของราชวงศ์พาตัวกลับเข้าวังมาได้ แต่ด้วยฐานะฮ่องเต้ของเขาไม่อาจจะปล่อยให้พระสนมคนหนึ่งทำให้ชื่อเสียงของราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย ครั้งนี้เขาปกป้องนางไม่ได้อีกต่อไป ทำได้แค่เพียงออกราชโองการปลดนางออกจากตำแหน่งกุ้ยเฟย ส่งนางเข้าสู่ตำหนักเย็น

ซูเถียนเถียนที่ไม่อาจจะปลิดชีพซูหรงหรงได้ดังใจ จึงใช้โอกาสนี้กลั่นแกล้งซูหรงหรงสารพัด ซูหรงหรงเองก็ไม่น้อยหน้า ใช้วิธีทรมานร่างกายเพื่อเรียกร้องความสงสารจากเซียวเทียนเช่อ

วันนี้แผนการทรมานร่างกายของซูหรงหรงได้ผล นางทำให้เซียวเทียนเช่อรู้สึกผิดต่อนางได้สำเร็จ แต่นางกลับไร้ซึ่งกำลังใจที่จะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว พอรู้ว่าซูหรงเจ๋อน้องชายเพียงคนเดียวสิ้นชีพไปแล้ว นางก็ไม่เหลือแรงกายแรงใจที่จะต่อสู้กับซูเถียนเถียนอีกต่อไป

“ปี้เถา ถ้าหากตอนนั้นข้าไม่พยายามเอาอกเอาใจท่านพ่อ ด้วยการทำดีต่อเถียนเถียน ชีวิตของข้าก็คงจะไม่เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่” ซูหรงหรงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา

ในปีที่จ้าวซินหรูผู้เป็นมารดาแท้ๆ ของนางตายจากไป จ้าวซินหรูเคยกำชับเอาไว้ว่าให้ซูหรงหรงคอยปกป้องและดูแลซูหรงเจ๋อให้ดี แต่ในปีที่ซูอี้เหวินพาซูเถียนเถียนและมารดาของนางเข้าจวนมา เพื่อเอาอกเอาใจบิดา นางจึงรับซูเถียนเถียนมาอยู่ภายใต้การดูแลของนาง

ยามนั้นนางมีอายุสิบสามย่างสิบสี่ ส่วนซูเถียนเถียนมีอายุสิบขวบเท่าซูหรงเจ๋อ บิดาของนางอยากให้นางที่เคยเป็นสหายร่วมเรียนของเหล่าองค์ชายและองค์หญิง คอยสอนสั่งเรื่องกิริยามารยาท ถ่ายทอดทุกสิ่งที่นางเรียนรู้มาจากในวังให้แก่ซูเถียนเถียน

ซูหรงหรงจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดของนางไปกับซูเถียนเถียน ทุกครั้งที่นางว่างจากการดูแลจวน นางก็มักจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสอน หมาก พิณ อักษรและภาพวาด

ซูเถียนเถียนเองก็มีความสามารถไม่ใช่น้อย ใช้เวลาแค่เพียงสองปีก็ไม่ต้องเรียนรู้จากนางแล้ว หลังจากนั้นซูเถียนเถียนก็ละทิ้งภาพลักษณ์เด็กน้อยใสซื่อ หันมาทำตัวเป็นหัวขโมยอย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนซูหรงหรงก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องและทวงคืนทุกสิ่งที่ถูกขโมยไปของตนเอง จนละเลยการดูแลจวนตามคำสั่งเสียของมารดา และลืมเลือนน้องชายที่นางควรจะปกป้องดูแลไป

ยามนี้เมื่อนางคิดย้อนกลับไป นางไม่เคยสอบถามซูหรงเจ๋อเลยสักครั้งว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งใดจากอาจารย์ที่นางว่าจ้างให้ไปสอนเขา สิ่งที่นางจดจำได้ก็คือเขามักจะก่อเรื่องข้างนอกทำให้นางต้องไปลากตัวเขากลับมาอบรมด้วยตนเอง

เขามักจะทำตัวเป็นอันธพาลตัวน้อยๆ ที่คอยก่อเรื่องอย่างไม่หยุดหย่อน ยามนั้นตอนที่นางและเขาใช้เวลาร่วมกันมากที่สุดก็คือช่วงเวลาเรียกตัวเขามาตำหนิ

“พระสนม มีคนมาเพคะ” เมื่อปี้เถาเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูหรงหรงก็พลันหรี่ตาลง

“ครั้งนี้เถียนเถียนคงตั้งใจจะปลิดชีพของข้าขั้นเด็ดขาด ปี้เถาเจ้าจงหลบหนีไปเสีย ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”

“แต่ว่า...” ปี้เถาตั้งใจจะโต้แย้ง

“ไม่ต้องสนใจข้า ขอแค่เพียงเจ้ารอดชีวิต ข้าที่ล้มเหลวมาแล้วทั้งชีวิต ก็จะได้มีเรื่องที่ตนเองไม่รู้สึกเสียใจบ้าง หลักฐานการทำผิดของท่านพ่อตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาซุกซ่อนอยู่ใต้กล่องเครื่องประดับที่ข้ามอบให้เจ้า หากถึงยามคับขันเจ้าจงนำหลักฐานเหล่านั้นไปมอบให้ฝ่าบาท ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะตำหนิที่เจ้าเล่นงานท่านพ่อของข้า ขอแค่เจ้าสามารถมีชีวิตรอดไปใช้ชีวิตดีๆ นอกวังได้ข้าก็พอใจแล้ว”

“ทั้งชีวิตนี้ของข้ามีเรื่องที่ทำให้ข้าผิดหวังมากจนเกินไป สิ่งที่รู้สึกผิดหวังมากที่สุดก็คือความโง่เขลาของตนเอง ปี้เถาเจ้ารีบไปเถิด ข้าเหน็ดเหนื่อยที่จะมีชีวิตต่อไปแล้ว”

เมื่อซูหรงหรงเอ่ยจบปี้เถาก็คุกเข่าลงแสดงความเคารพนางอย่างเต็มพิธีการแล้วหลังจากนั้นก็ออกจากตำหนักเย็นไปทางด้านหลัง

“พี่หญิง! ท่านช่างมีความสามารถยิ่งนัก ทำให้ฝ่าบาทตำหนิข้าและสั่งกักบริเวณข้าได้” ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้านในของตำหนักเย็น แล้วสายตาของนางก็ต้องเบิกกว้างเมื่อพบว่าภายในห้องนี้แตกต่างจากห้องที่นางไปพบซูหรงหรงนอนขดตัวด้วยความหนาวสั่น

“ใช้แผนเจ็บตัวเรียกร้องความสงสารสินะ นังแพศยา ข้าน่าจะทำให้เจ้าตายไปตั้งนานแล้ว” เมื่อเอ่ยจบซูเถียนเถียนก็ยกฝ่ามือขึ้นมาตบลงบนใบหน้าของซูหรงหรงอย่างรุนแรง

“เพี๊ย!” เสียงฝ่ามือที่กระทบใบหน้าอันซูบตอบดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ซูหรงหรงยกมือขึ้นมาเช็ดคราบเลือดบนริมฝีปากแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ก็ไม่เห็นว่าฝ่าบาทจะกักบริเวณของเจ้าได้เลยนี่”

คำพูดของซูหรงหรงทำให้ซูเถียนเถียนยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน

“ท้องพระคลังว่างเปล่า ฮองเฮาที่มีทรัพย์สินไม่ขาดมือเช่นข้า ฝ่าบาทย่อมไม่กล้าลงโทษหนัก ยังมีกองทัพในมือของท่านพ่อของข้าอีก ต่อให้ฝ่าบาทอยากกำจัดข้าทิ้งมากเพียงใดก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงมือ”

ซูเถียนเถียนเอ่ยพลางทอดถอนใจออกมา

“พี่หญิง สิ่งที่ช่วยค้ำจุนสถานะฮองเฮาของข้าล้วนเคยเป็นสิ่งที่ท่านพ่อแย่งชิงจากท่านมาให้ข้า ทั้งสินเดิมและกองทัพ ท่านรู้สึกแค้นใจหรือไม่ แต่ต่อให้ท่านรู้สึกแค้นใจ ท่านก็คงต้องรอไปแก้แค้นข้าและท่านพ่อในชาติหน้าแล้ว”

เมื่อซูเถียนเถียนเอ่ยจบก็หันไปส่งสายตาให้คนของนางนำยาพิษมาให้ นางตั้งใจจะกรอกยาพิษซูหรงหรงด้วยตนเอง แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คืออยู่ๆ ร่างผอมบางที่ดูไร้เรี่ยวแรงของซูหรงหรง ก็ดึงปิ่นเงินที่หมองคล้ำแต่ตรงปลายกลับลับคมเอาไว้เสียคมกริบออกมา

ซูหรงหรงใช้ปิ่นแทงมือที่จะเข้ามาจับตัวนาง ผลักนางข้าหลวงจนพวกนางเสียหลักล้มลง แล้วหลังจากนั้นก็พุ่งร่างเข้าไปหาซูเถียนเถียน ใช้ปิ่นในมือแทงเข้าไปตรงลำคอและหน้าอกของซูเถียนเถียนอยู่หลายครั้ง จนมั่นใจว่าซูเถียนเถียนสิ้นใจตายไปแล้วนางจึงได้ทรุดร่างลงกับพื้นอย่างหมดแรง

“ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก ข้าขอลงมือกับเจ้าชาตินี้นี่แหละ” ซูหรงหรงเอ่ยออกมาพลางจ้องมองร่างที่กำลังจะหมดลมหายใจตรงหน้า

“ฟะ ไฟไหม้” เสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกของนางข้าหลวง ทำให้ซูหรงหรงจ้องมองเปลวไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ท่าทางลนลานของพวกนางแสดงให้เห็นว่าพวกนางวางแผนว่าจะกรอกยาพิษซูหรงหรงแล้วจึงวางเพลิงเพื่อปกปิดความผิด แต่สิ่งที่พวกนางคิดไม่ถึงก็คือซูหรงหรงจะลุกขึ้นมาสู้ ตอนที่นางข้าหลวงล้มลงน่าจะไปชนกับกระถางไฟเข้า

ซูหรงหรงที่สิ้นไร้เรี่ยวแรงจ้องมองนางข้าหลวงสองคนที่หลบหนีเปลวไฟออกไป ซูเถียนเถียนสิ้นใจไปแล้ว ส่วนตัวนางก็สิ้นไร้เรี่ยวแรงจะหลบหนีแล้วเช่นกัน ไม่รู้ว่าซูเถียนเถียนใช้สิ่งใดเป็นเชื้อไฟ กว่าเซียวเทียนเช่อจะเข้ามาช่วยนาง ร่างของนางก็สิ้นไร้ลมหายใจไปท่ามกลางกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ไปเสียแล้ว

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 66 พรั่งพร้อมทั้งโชคลาภและวาสนา (จบ)

    เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องอยู่หน้ากำแพงเมืองหลวงเงียบสงัดลงแล้วสงครามชิงบัลลังก์ที่สั่นสะเทือนแคว้นต้าเซิ่งจบสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพกบฏถูกทำลายจนราบคาบ ผู้ที่เคยคิดช่วงชิงบัลลังก์ล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนกระทำภายในท้องพระโรงใหญ่ เซียวจวินฮ่องเต้ประทับอยู่เหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ยังคงซีดเซียวจากพระอาการประชวร แต่พระเนตรกลับเฉียบคมราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้ขุนนางทั้งราชสำนักคุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างพร้อมเพรียง ราชโองการฉบับแล้วฉบับเล่าถูกประกาศออกมา“องค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อ สมคบคิดก่อกบฏ คิดลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ทำลายบ้านเมือง ความผิดร้ายแรงเกินอภัย”“ถอดถอนจากตำแหน่งไท่จื่อ ริบบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ลดฐานะเป็นสามัญชน”“ส่งตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอการลงทัณฑ์”เมื่อราชโองการจบลง ขุนนางทั้งหลายต่างก้มศีรษะต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา จากองค์รัชทายาทผู้สูงส่ง กลายเป็นเพียงนักโทษกบฏในชั่วข้ามคืนจากนั้นราชโองการอีกหลายฉบับก็ตามมา สกุลเจียงมีความผิดฐานสนับสนุนกบฏประหารทั้งสกุล ทรัพย์สินทั้งหมดถูกริบเข้าคลังหลวง สกุลเจียงที่เคยรุ่งเรืองมาหลายสิบปีถูกลบชื่อออกจากหน้าประว

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 65 กบฏนอกกำแพงเมือง

    เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นต้าเซิ่ง นอกกำแพงเมืองหลวง กองทัพขององค์ไท่จื่อเซียวเทียนเช่อถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน ธงรบสีดำของไหวกั๋วกงโบกสะบัดอยู่กลางสายลม กองทหารม้าหนักและทหารราบนับหมื่นยืนเรียงรายดุจกำแพงเหล็ก ขวางเส้นทางทั้งหมดเอาไว้เดิมทีเซียวเทียนเช่อคิดจะอาศัยความรวดเร็วบุกเข้ายึดเมืองหลวง ขอเพียงเข้าสู่พระราชวังได้ ทุกอย่างก็จะจบลง แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเซียวจวินฮ่องเต้จะเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว ยิ่งคิดไม่ถึงว่าเซียวจิ่นอันจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้กำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่าน ด้านบนกำแพงเมืองเซียวจิ่นอันยืนอยู่ในชุดเกราะสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับน้ำแข็งข้างกายของเขาคือจ้าวซินหยวน และเหล่าขุนนางฝ่ายทหารส่วนด้านล่างกำแพงเมือง เจียงเจียวจูและมู่เหยาถูกควบคุมตัวเอาไว้ สองสตรีตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาว พวกนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะมีวันที่ถูกใช้เป็นตัวประกันเช่นนี้ แม่ทัพสกุลเจียงและแม่ทัพสกุลมู่ต่างมีสีหน้าซีดเผือด ถึงแม้จะรู้ว่าการก่อกบฏเป็นความผิดมหันต์ แต่พวกเขาก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่เมื่อได้เห็นว่าสตรีในสกุลถูกนำตั

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 64 องค์ไท่จื่อก่อกบฏ

    เซียวจิ่นอันมองออกว่าเซียวจวินฮ่องเต้กำลังตั้งพระทัยบีบบังคับให้องค์ไท่จื่อก่อกบฏ พระประสงค์ของเซียวจวินฮ่องเต้เขาพร้อมจะสนับสนุนความโปรดปรานที่เซียวจวินฮ่องเต้มีต่อบุตรชายของเขาคือเรื่องจริงไท่จื่อเฟยจากสกุลเจียงประพฤติตนไม่เหมาะสมก็คือเรื่องจริงคนสกุลเจียงสอนบุตรหลานไม่ดี ยามนี้ยังกล้าทัดทานการพระราชทานรางวัลของเซียวจวินฮ่องเต้อีกก็คือเรื่องจริงไม่ว่าอย่างไรสกุลเจียงก็กำเริบเสิบสานจนเกินไปมากจริงๆ ต่อให้เซียวจวินฮ่องเต้ไม่ลงโทษ แต่คนที่กล้าล่วงเกินพระชายาของเขาอย่างคนสกุลเจียง เซียวจิ่นอันย่อมไม่คิดจะปล่อยคนสกุลเจียงไปอยู่แล้วท่ามกลางคลื่นลมในราชสำนัก สถานที่ที่สามารถเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุดสำหรับเซียวจิ่นอันก็คือตำหนักบูรพา ยิ่งนานวันองค์ชายน้อยอย่างเซียวเฟยหลงก็ยิ่งน่ารักขึ้นทุกวัน ใบหน้าที่เคยยับย่นของเซียวเฟยหลงผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็อวบอิ่ม นุ่มนิ่มและหอมกรุ่นส่วนซูหรงหรงนั้นพอเป็นมารดาแล้วสายตาของนางพลันดูอ่อนโยนลง สีหน้าที่เคยเย็นชาของนางดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน เขาพยายามดูแลเซียวเฟยหลงด้วยตนเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ซูหรงหรงต้องตรากตรำเลี้ยงดูเซียวเฟยหลงมากจนเกินไป“ทำไมยิ่

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 63 เปลวไฟแห่งความทะเยอทะยาน

    เซียวจวินฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองซูหรงเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง“หย่งอันโหวยามนี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว พี่เขยของเจ้าต้องการการสนับสนุนจากสกุลซ่ง หากเจ้าเกี่ยวดองกับสกุลซ่งได้ก็คงจะช่วยสานความสัมพันธ์ของเขากับสกุลซ่งให้แนบแน่นขึ้นอีกชั้น”พระองค์หยุดไปเล็กน้อย“หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้การหมั้นหมายที่มารดาของเจ้าเคยตกลงกับสกุลซ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง”ซูหรงเจ๋อรีบขานรับออกมาในทันที“ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย วันพรุ่งนี้กระหม่อมจะรีบส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลซ่งเพื่อพูดถึงการหมั้นหมายระหว่างกระหม่อมกับคุณหนูซ่งในทันทีพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดของเขาทำให้รอยแย้มพระสรวลพลันปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ของเซียวจวินฮ่องเต้“ดี!”“วันพรุ่งนี้ข้าจะมอบตำแหน่งขุนนางในกรมอาลักษณ์ให้เจ้า เจ้าจะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่ได้หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเองแล้ว”ซูหรงเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความยินดี“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งแม้จะเป็นเพียงตำแหน่งทั่วไปในกรมอาลักษณ์ แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือก้าวแรกของชีวิตขุนนางอย่างแท้จริงยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขากลายเป

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 62 คำมั่นของกษัตริย์

    จวบจนเลยเวลาปิดประตูวังไปแล้ว ทั้งจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อต่างก็ยังคงรั้งอยู่ในวังโดยไม่สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น ทางตำหนักหยางซินส่งขันทีมาสอบถามหลายครั้งว่าพระชายาขององค์ชายสามเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเซียวจวินฮ่องเต้ทรงได้ยินว่าอาการไม่ค่อยจะดีนักหลังจากสะสางฎีกาไปกว่าครึ่งแล้วจึงทรงเสด็จมาที่ตำหนักขององค์ชายสามด้วยพระองค์เอง“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธี”เซียวจวินฮ่องเต้ทรงตรัสพลางจ้องมองสีหน้าของเซียวจิ่นอันที่ยามนี้ไร้สีเลือดบนใบหน้าไปนานแล้ว“วาสนาการครองคู่ของชายหญิง วาสนาการเป็นบุตรธิดากันก็ล้วนเป็นเช่นนี้ อันเอ๋อร์เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ฟ้ากำหนดมา เจ้าทำสิ่งใดไม่ได้หรอก”ถ้อยคำประโยคนี้ของเซียวจวินฮ่องเต้ทำให้เซียวจิ่นอันหลั่งน้ำตาออกมา เขาส่ายหน้าพลางเดินไปส่งเสียงเรียกซูหรงหรงที่ยามนี้สิ้นไร้เรี่ยวแรงไม่อาจจะส่งเสียงร้องออกมานอกห้องได้นานแล้ว“หรงหรง ข้าต่อสู้เพื่อเจ้ามาตั้งหลายครั้ง ครั้งนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องสู้เพื่อข้าบ้างแล้ว หากเจ้าก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปไม่ได้ ข้าก็พร้อมจะยอมตายไปกับเจ้า”คำพูดของเขาทำให้ซูหรงหรงที่คิดจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความเจ็บปวดพลันกัดริมฝีปา

  • หงส์ทวงปีก   บทที่ 61 กำหนดคลอด

    หลังจากที่เซียวจิ่นอันเอ่ยออกมาตามตรงว่าเขาจะลงมือแย่งชิงอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว ซูหรงหรงก็ไม่ได้รับฟังรายงานข่าวของตำหนักบูรพาจากคนของหน่วยอวิ๋นเจี้ยนอีกเรื่องราวในตำหนักบูรพาโสมมเกินไป นางที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่ควรฟังมากจนเกินไปอาจจะทำให้จิตใจของนางหดหู่ได้ อีกทั้งหากนางไม่ฟังหน่วยอวิ๋นเจี้ยนก็จะยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของตำหนักบูรพาแล้วนำมารายงานเซียวจิ่นอันอยู่ดี และคนอย่างเขาก็ไม่คิดจะอยู่เฉยแน่หากตำหนักบูรพาพุ่งเป้าการโจมตีมาที่เขาและนางซูหรงหรงบำรุงครรภ์อย่างสงบจนครบเดือนที่จะคลอดตำหนักของนางก็ได้ต้อนรับแขกที่นานๆ ครั้งจะได้มาเยี่ยมเยียนนางอย่างจ้าวฉีเฟิง จ้าวซินหยวนและซูหรงเจ๋อ พอพวกเขาได้ยินว่านางใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าวางใจ นอกจากจะหมั่นส่งตัวเฉินเจียอินเข้าวังมาเยี่ยมเยียนนางที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยามนี้พวกเขาถึงกับมาเยี่ยมเยียนนางด้วยตนเองเลยทีเดียว“น้าสะใภ้บอกกับพวกกระหม่อมว่าครรภ์ของพระชายาใกล้ครบกำหนดคลอดแล้ว พวกกระหม่อมก็เลยร้อนใจ พากันมาขอเข้าเฝ้าพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”ซูหรงเจ๋อเอ่ยออกมาตามตรง เมื่อได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของซูหรงหรง“อยู่ๆ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status