LOGINหลี่เซวียนมองราชโองการในมือของนางอยู่นาน ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาหาเซี่ยเยว่หลัน “เจ้าเป็นคนรับราชโองการเองหรือ?” “เพคะ” “แล้ว...เจ้ารู้หรือไม่ว่าในนั้นเขียนอะไรบ้าง?” เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปากแน่น “หม่อมฉันได้ยินทั้งหมดแล้วเพคะ” หลี่เซวียนนิ่งไป เพียงครู่เดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “เสด็จพี่ทรงมีพระบัญชาให้ข้าแต่งงานกับองค์หญิง?” “เพคะ” คำตอบสั้นๆ ของนางกลับทำให้หัวใจของคนทั้งสองหนักอึ้ง จื่อจิ่วหลินมองทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสงบ “เรื่องนี้หม่อมฉันเองก็เพิ่งทราบพร้อมพระองค์” หลี่เซวียนหันไปมองนาง “องค์หญิงไม่รู้เรื่องมาก่อนรึ?” “ไม่รู้เพคะ” จื่อจิ่วหลินสบตาเขาตรงๆ “หากหม่อมฉันรู้ก่อน วันนี้คงไม่ยอมให้ราชโองการฉบับนี้มาถึงต่อหน้าพระองค์ในเวลาที่พระองค์ยังบาดเจ็บเช่นนี้” หลี่เซวียนหัวเราะเบาๆ “ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่มีใครรู้เลยนอกจากคนที่ออกราชโองการ” เซี่ยเยว่หลันก้มมองราชโองการในมือ นิ้วของนางยังคงสั่นอยู่เล็กน้อยทั้งที่นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ควา
ขบวนเดินทางตรงไปยังจวนรับรองขององค์หญิงจื่อจิ่วหลินทันที ทว่าก่อนที่รถม้าของหลี่เซวียนจะทันเข้าสู่ประตูชั้นใน เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นจากด้านหน้า ชายชุดขุนนางคนเดิมควบม้าเข้ามาขวางทาง ก่อนจะลงจากหลังม้าและคุกเข่าลงต่อหน้ารถม้า “ถวายพระพรองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” ม่านรถม้าถูกเปิดออก จื่อจิ่วหลินมองชายผู้นั้นด้วยสายตาเย็นลงเล็กน้อย “มีเรื่องใด?” ชายผู้นั้นประสานมือขึ้น “กระหม่อมเป็นผู้ถือราชโองการจากเมืองหลวง มีพระบัญชาให้ส่งถึงอ๋องเจ็ดและเซี่ยกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ” ภายในรถม้า เซี่ยเยว่หลันได้ยินทุกถ้อยคำ นางหันกลับไปมองหลี่เซวียนที่ยังคงไม่ได้สติ หัวใจของนางพลันหนักอึ้ง “แต่ท่านอ๋องเจ็ดยังบาดเจ็บอยู่” จื่อจิ่วหลินเอ่ย “หากเป็นเรื่องราชการ รอจนพระองค์ฟื้นแล้วค่อยถวายก็ได้” ขุนนางผู้นั้นกลับส่ายหน้า “เกรงว่าจะไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” “เหตุใด?” “ราชโองการฉบับนี้...กำหนดให้รับสั่งต่อหน้าผู้รับโดยตรง” จื่อจิ่วหลินหรี่ตาลง เซี่ยเยว่หลันเองก็ขมวดคิ้ว ราชโองการทั่วไปสามารถฝากผ่านขุนนางหรือผู้
หมอรีบจัดยาใหม่และให้คนเตรียมน้ำอุ่นสำหรับเช็ดตัว หลายชั่วยามต่อจากนั้น ภายในบริเวณนั้นแทบไม่มีช่วงเวลาที่ได้หยุดพัก เซี่ยเยว่หลันเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง คอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำบนหน้าผากของหลี่เซวียนและคอยจับชีพจรตามคำสั่งของหมอ ไข้ของเขาขึ้นสูงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ลดลงทีละน้อย จากเดิมที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยพิษไข้ บัดนี้สีหน้าของหลี่เซวียนเริ่มกลับมาสงบลง ลมหายใจที่เคยหนักหน่วงก็ค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้น “ไข้ลดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หมอถอนหายใจอย่างโล่งอก เซี่ยเยว่หลันรีบโน้มตัวเข้าไปใกล้ “แล้วแผลเล่า?” หมอเปิดผ้าพันแผลออกตรวจอย่างระมัดระวัง ก่อนพยักหน้า “เลือดหยุดสนิทแล้วพ่ะย่ะค่ะ แผลเริ่มสมานตัวดีขึ้น ไม่มีเลือดออกเพิ่ม” เพียงได้ยินเช่นนั้น เซี่ยเยว่หลันก็หลับตาลงอย่างโล่งอก “แต่พระองค์ยังไม่ได้สติ” คำพูดต่อมาทำให้นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง “เหตุใดกัน?” “ร่างกายของท่านอ๋องเสียเลือดมากและได้รับบาดเจ็บหนัก แม้ไข้จะลดลงแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาให้ร่างกายฟื้นตัวพ่ะย่ะค่ะ” “แล้วพระองค์จะฟื้นเมื่อใด?” ห
เซี่ยเยว่หลันก้มหน้าลงมองมือของตนเอง มือที่ยังคงกุมมือของหลี่เซวียนเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงชั่วขณะ เขาจะหายไปจากชีวิตของนางอีกครั้ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา...นางรักผิดคนมาตลอดงั้นเหรอไม่ใช่...นางไม่ได้รักผิดคน นางเพียงจำคนที่รักผิดไปเท่านั้น ความรักที่นางมอบให้หลี่จิ้งเหยียน ความภักดีที่นางมีต่อเขา การยอมยืนอยู่ข้างเขาในวันที่เขายังไม่มีสิ่งใด การช่วยเขาก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ แม้ต้องเผชิญอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า... ทุกอย่างล้วนเกิดจากความเข้าใจผิดเพียงเรื่องเดียว นางคิดว่าชายที่เคยคุกเข่าอยู่ข้างนางในวัยเด็กคือหลี่จิ้งเหยียน คิดว่าคนที่เคยเก็บถุงหอมของมารดานางเอาไว้ให้ คือเขา คิดว่าคนที่สัญญาว่าจะคืนของให้นางในวันที่นางเข้มแข็ง คือเขา และคิดว่าคนที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดหลายปี...คือฮ่องเต้ที่นางแต่งงานด้วย แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามทั้งหมด คนคนนั้น...อยู่ตรงหน้านางมาตลอด เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองใบหน้าของหลี่เซวียนที่ยังคงหลับใหลด้วยพิษไข้ “เหตุใด...” เสียงของนางแผ่วเบา “เหตุใดพระองค์ถึงไม่บอกหม่อมฉันเร็วกว่า
ภาพในอดีตย้อนกลับมาในความทรงจำ ฤดูร้อนปีนั้นเซี่ยเยว่หลันในวัยเจ็ดขวบ กำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์เห่อด้วยนางแอบเข้าไปในเขตหวงห้ามตำหนักวังชั้นใน 'คุณหนูเซี่ย เหตุใดเจ้าจึงขัดคำสั่งของอาจารย์' 'ท่านอาจารย์ ข้าเพียงเข้าไปช่วยเด็กชายผู้นี้ออกจากเขตหวงห้ามเจ้าค่ะ เขาเพิ่งมาใหม่จึงไม่รู้ความและเดินเข้าไปในเขตตำหนักนั้น..." นางหันไปทางเด็กคนนั้น ใบหน้าของเขาดูไม่รู้ความ ผู้เฒ่าเห่อหันมองเด็กชายคนนั้นนิ่ง 'เป็นเช่นนั้นจริงอย่างนาวว่าหรือ' 'ข้าเพียงเข้าไปหยิบสิ่งนี้ขอรับ' เด็กชายยื่นถุงหอมผ้าไหมทองสีอ่อนปักรูปพระจันทร์เสี้ยว และอักษรคำว่า เซี่ยเยว่หลัน เด็กสาวชะงัก 'นั่นถุงหอมของแม่ข้า...' 'ข้าเห็นพวกเด็กชายสองสามคนนั้น แอบขโมยถุงนี่มาจากห่อผ้าของคุณหนูท่านนี้ ข้าจึงแอบเดินตามไปขอรับ พวกเขาปามันเข้าไปในเขตหวงห้ามและกำลังจะไปบอกนาง ข้าจึงแอบเข้าไปเอามาแล้วนางก็มาพบเข้าขอรับ" เด็กชายพูดพลางหันกลับไปมองนาง 'เช่นนั้นข้าขอรับผิดแทนเขาเองท่านอาจารย์ เขาช่วยข้าไว้...ข้าต้องตอบแทนเขา' ผู้เฒ่าเห่อยิ้มอ่อนพลางสั่งทำโ
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปจับมือของนาง สัมผัสที่เย้นเฉียบช่างแตกต่างกับที่เคย เซี่ยัยว่หลันชะงัก ดวงตากลมจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความสั่นไหว “เยว่หลัน” “เพคะ?” “ถ้าข้าหลับ...” “ห้ามพูดเช่นนั้นเพคะ” “ฟังข้าก่อน” “ไม่เพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นอย่างเห็นได้ชัด หลี่เซวียนนิ่งไป เขาเพิ่งเคยเห็นเซี่ยเยว่หลันเป็นเช่นนี้ หญิงสาวที่แม้ต้องเผชิญกับศัตรูจำนวนมากก็ยังสามารถถือดาบได้มั่นคง หญิงสาวที่แม้รู้ว่าตระกูลของตนถูกทำลายก็ยังไม่ร้องไห้ต่อหน้าผู้ใด แต่เวลานี้เพียงเห็นเลือดของเขา...มือของนางกลับสั่นจนไม่อาจปกปิดได้ “ข้าไม่เป็นไร” เขากระซิบ เซี่ยเยว่หลันก้มหน้าลง “หม่อมฉันไม่อยากเสียพระองค์ไป” คำพูดนั้นหลุดออกมาเบาจนแทบไม่ได้ยิน หลี่เซวียนนิ่งงัน ดวงตาของเขาอ่อนลง “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เซี่ยเยว่หลันรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป นางรีบหันหน้าหนี “ไม่มีอะไรเพคะ” “แต่ข้าได้ยิน” “พระองค์คงฟังผิดไป” “ข้าไม่เคยฟังผิดเรื่องของเจ้า...ไม่เคยสักนา







