Masuk“ฝ่าบาท อย่าขยับเลยเพคะ ให้หม่อมฉันช่วย...” หลี่จิ้งเหยียนทรงส่ายพระพักตร์เล็กน้อย ก่อนจะทอดพระเนตรไปยังหลี่เซวียน “ส่งมือเจ้ามา” หลี่เซวียนลังเลเพียงชั่วครู่ แล้วจึงยื่นมือออกไป หลี่จิ้งเหยียนใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จับมือของเซี่ยเยว่หลันและหลี่เซวียนเข้าหากันอย่างช้าๆ พระหัตถ์ของพระองค์วางทับลงบนหลังมือทั้งสอง ราวกับกำลังส่งมอบบางสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตให้แก่คนที่พระองค์ไว้วางใจ เซี่ยเยว่หลันเบิกตากว้าง น้ำตาร่วงเผาะ “ฝ่าบาท...อย่าทำเช่นนี้เพคะ” “เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า...” พระองค์ตรัสพร้อมรอยยิ้มบางเบา “ข้าเป็นคนพรากพวกเจ้าออกจากกันด้วยตนเอง...อย่างน้อยก่อนตาย ข้าก็ควรคืนสิ่งที่เป็นของพวกเจ้าให้ถูกต้อง” “หม่อมฉันไม่ใช่สิ่งของของผู้ใดนะเพคะ!” เซี่ยเยว่หลันสะอื้นออกมา “พระองค์ตรัสเองว่านับจากนี้หม่อมฉันมีสิทธิ์เลือกชีวิตของตนเอง แล้วเหตุใดพระองค์ยังต้องพูดราวกับกำลังส่งมอบหม่อมฉันให้ผู้อื่นอีก...” หลี่จิ้งเหยียนชะงักไป ก่อนจะทอดพระเนตรนางด้วยความอ่อนโยนที่เจือความเศร้า “เจ้าพูดถูก...ข้าผิดอีกแล้ว” พระองค์ทรงหัวเร
เซี่ยเยว่หลันส่ายหน้าทั้งน้ำตา มือที่กุมพระหัตถ์ของหลี่จิ้งเหยียนไว้แน่นสั่นสะท้าน นางพยายามถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดที่มีผ่านฝ่ามือคู่นั้น ราวกับหากนางจับไว้แน่นพอ หลี่จิ้งเหยียนก็จะไม่อาจจากนางไปได้ ทว่าหลี่จิ้งเหยียนกลับมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนอย่างที่นางแทบไม่เคยเห็นมาก่อน “เยว่เยว่...” “เพคะ หม่อมฉันฟังอยู่ พระองค์อยากตรัสสิ่งใด หม่อมฉันก็จะฟังทั้งหมด แต่พระองค์ต้องรับปากหม่อมฉันก่อนว่าจะไม่หลับไปอีก จะต้องลืมพระเนตรขึ้นมามองหม่อมฉันอีกหลายครั้ง เข้าใจหรือไม่เพคะ?” หลี่จิ้งเหยียนทรงพยายามยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับอ่อนแรงเสียจนทำให้หัวใจของนางเจ็บปวด “เด็กโง่...เจ้าจะให้คนใกล้ตายรับปากเช่นนั้นได้อย่างไร” “พระองค์ยังไม่ตายเพคะ!” เซี่ยเยว่หลันแทบจะตะโกนออกมา น้ำเสียงแตกพร่าไปด้วยความหวาดกลัว “หม่อมฉันไม่อนุญาตให้พระองค์ตรัสเช่นนี้! หมอหลวงยังอยู่ พวกเขายังรักษาพระองค์ได้ พระองค์ก็ยังทรงหายพระทัยอยู่มิใช่หรือเพคะ? เหตุใดจึงต้องพูดราวกับไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว...” เสียงของนางขาดห้วงไปในตอนท้าย เพราะแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่อาจหลอกตัวเอ
“หม่อมฉันต้องการให้พระองค์มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ แม้ว่าเราจะไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็ตาม!” น้ำตาของหลี่จิ้งเหยียนไหลออกจากหางพระเนตรอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกที่พระองค์ไม่อาจหาคำพูดใดมาโต้แย้งนางได้เพราะสิ่งที่เซี่ยเยว่หลันต้องการนั้นเรียบง่ายเหลือเกิน นางไม่ได้ขอให้พระองค์ลบล้างอดีต ไม่ได้ขอให้พระองค์กลับไปเป็นคนที่ไม่เคยทำผิด นางเพียงต้องการเวลา เวลาที่จะพูดคุยกันให้จบ เวลาที่จะกล่าวคำอำลาหากจำเป็น และเวลาที่จะยอมรับความจริงด้วยหัวใจของตนเอง แต่แม้เพียงเวลาเท่านั้น พระองค์ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมอบให้นางได้หรือไม่ หลี่จิ้งเหยียนทรงหลับพระเนตรลง น้ำพระเนตรไหลผ่านพระปรางอย่างเงียบงัน “ขอโทษ...” เซี่ยเยว่หลันก้มลงแนบหน้าผากกับพระหัตถ์ของเขา “อย่าขอโทษแล้วเพคะ...หม่อมฉันขอร้อง” นางสะอื้นจนตัวสั่น “ขอเพียงอย่าจากหม่อมฉันไป...” ยามบ่ายคล้อย พระอาการของหลี่จิ้งเหยียนกลับทรุดลงอีกครั้ง หมอหลวงที่เพิ่งออกไปได้ไม่นานถูกเรียกกลับเข้ามาอย่างเร่งด่วน เมื่อเห็นพระพักตร์ซีดขาวและพระอุระที่ขยับเพียงแผ่วเบา พวกเขาต่างรีบเข้าตรวจ
“ตอนนั้นข้าคิดว่า หากเพียงข้าเงียบไว้แค่เพียงมีเจ้าอยู่ข้างกายข้าให้นานพอ เจ้าก็คงมองเห็นความดีของข้าสักนิดและสักวันเจ้าคงรักข้าจริงๆ ไม่ใช่ตัวแทนของใคร...เหมือนที่ข้ารักเจ้า” เซี่ยเยว่หลันกัดริมฝีปากแน่น “แต่ข้าไม่เคยถามเจ้าเลยว่า...เจ้าต้องการความรักของข้าหรือไม่” น้ำเสียงของพระองค์สั่นไหว “ข้ามีทุกอย่างที่ต้องการ ยกเว้นสิ่งเดียวที่ไม่อาจบังคับให้เป็นของข้าได้ ข้าจึงใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อรั้งเจ้าไว้ โดยไม่เคยคิดเลยว่า ทุกครั้งที่ข้ารั้งเจ้า ข้ากำลังทำให้เจ้าเกลียดข้ามากขึ้นเพียงใด” พระเนตรของหลี่จิ้งเหยียนแดงก่ำขึ้นทีละน้อย “ข้าคิดว่าการได้ครอบครองเจ้าคือความสุข...แต่ข้ากลับทำให้เจ้าทุกข์ทรมาน แม้กระทั่งการที่ข้าจะช่วยให้เจ้ากระจ่างในเรื่องของคดีบิดา ข้ากลับสร้างปัญหาเพิ่มและนำหญิงคนใหม่เข้ามาจนเจ้าต้องปวดหัวใจ...” เซี่ยเยว่หลันร้องไห้จนไหล่สั่น “พอแล้วเพคะ...หม่อมฉันขอร้อง อย่าตรัสเช่นนี้อีกเลย” “ข้ายังพูดไม่จบ...ขอให้ข้าได้พูด...สิ่งที่ข้าเก็บไว้ด้วยเถิดเยว่เยว่” พระองค์ทรงพยายามกระชับพระหัตถ์ของนาง แม้จะเหลือเรี่ยวแรงเพีย
เซี่ยเยว่หลันกล่าวพลางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดพระพักตร์ของหลี่จิ้งเหยียนอย่างแผ่วเบา ดวงตาแดงก่ำจับจ้องใบหน้าซีดเซียวของบุรุษบนพระแท่น ริมฝีปากที่เคยตรัสวาจาเฉียบขาด บัดนี้กลับไร้สีเลือด แม้แต่ลมหายใจยังเบาบางเสียจนนางต้องคอยสังเกตการเคลื่อนไหวของพระอุระอยู่ตลอดเวลา “แต่หม่อมฉันเห็นพระองค์ต้องเจ็บปวดเช่นนี้ หม่อมฉันยิ่งโกรธตัวเอง...ที่ไม่อาจทำใจให้เกลียดพระองค์ได้จนถึงที่สุด” นางฝืนหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ากลับฟังคล้ายเสียงสะอื้นเสียมากกว่า “พระองค์ทรงทราบหรือไม่เพคะ หม่อมฉันเคยคิดว่าหากวันหนึ่งพระองค์ไม่อยู่แล้ว หม่อมฉันคงรู้สึกโล่งใจ คงไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกพระองค์ทำร้ายอีก คงไม่ต้องคอยเดาว่าวันนี้พระองค์จะทรงกริ้วเรื่องใด หรือจะมีผู้ใดเข้ามาแย่งชิงสิ่งที่หม่อมฉันหวงแหนไปอีก” ปลายนิ้วของนางหยุดลงตรงพระหนุของพระองค์ “แต่พอวันนี้มาถึงจริงๆ หม่อมฉันกลับเอาแต่ขอให้พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมา...” น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนผ้าขาว “หม่อมฉันนี่ช่างโง่เขลาเหลือเกินใช่หรือไม่เพคะ?” ความเงียบยังคงปกคลุมห้องบรรทม ไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้แต่การขยับพระหัตถ์ที่เคยกุมมือนางเ
นางสูดลมหายใจลึก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “แต่หม่อมฉันจะไม่สาปแช่งพระองค์อีกแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่อยากให้พระองค์ตายจากไปเหมือนที่ท่านพ่อจากไป ฝ่าบาททรงฟื้นขึ้นมาเถิดนะเพคะ” นิ้วมือของนางค่อยๆ สอดเข้าไปประคองพระหัตถ์ที่เย็นเฉียบ ใบหน้างามอาบไปด้วยน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุด ภาพวันที่รู้ข่าวการตายของแม่ทัพเซี่ย นางแทบจะล้มทั้งยืน ความตายคือสิ่งที่นางเกลียดและกลัวที่สุด “หม่อมฉันจะรอให้พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมา หม่อมฉันจะรอ แล้วเราค่อยพูดเรื่องนี้กันอีกครั้งเพคพะ และคราวนี้...พระองค์ต้องฟังหม่อมฉันให้จบด้วยนะเพคะ ฝ่าบาทได้ยินหม่อมฉันมั้ยเพคะ ฝ่าบาท...” ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียว เซี่ยเยว่หลันฝืนยิ้มทั้งน้ำตาให้บุรุษที่ไม่อาจมองเห็นรอยยิ้มของนาง ก่อนจะก้มหน้าลงแนบพระหัตถ์ของเขาอีกครั้ง นางไม่รู้ว่าหลี่จิ้งเหยียนจะมีโอกาสลืมพระเนตรขึ้นมาอีกหรือไม่ ไม่รู้ว่าคำพูดที่นางเก็บซ่อนไว้ในใจจะมีโอกาสกล่าวออกไปจนครบหรือเปล่า แต่ในคืนนี้ นางจะไม่ปล่อยให้เขาต้องนอนอยู่เพียงลำพัง ดวงตาที่เปียกชื้นจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มไม่คลาดสายตา ยามฟ้าสางหลี่เซวียนกลับมาถึงตำหนักพร้อมข่







