Masukเซี่ยเยว่หลันจ้องมองเหม่อ ความกังวลกัดกินหัวใจหากทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวพันกันจริง นางไม่รู้ว่าตนจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ “แต่ข้าไม่เชื่อว่าความบังเอิญจะเกิดขึ้นพร้อมกันถึงเพียงนี้” เซี่ยเยว่หลันหยิบถุงหอมใบเล็กจากลิ้นชักออกมา ภายในเป็นเศษกระดาษที่นางเก็บได้จากคืนงานเลี้ยง กระดาษนั้นมีเพียงตัวเลขบางส่วนและตราประทับที่เลือนราง ทว่านางยังไม่ได้ส่งให้ผู้ใดตรวจสอบ “เรื่องหลินเจาหรงมีเงินสามแสนตำลึงเกี่ยวข้องกับเสบียงกองทัพตะวันตก” นางกล่าว “ส่วนเรื่องตระกูลเซี่ยก็เกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพตะวันตกกำลังมีการโยกย้ายเสบียงและกำลังพล หากทั้งสองเรื่องมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังจริง คนผู้นั้นย่อมต้องมีอำนาจมากพอจะเคลื่อนย้ายเอกสาร เงิน และคนได้” “แล้วเราควรเริ่มจากที่ใดเพคะ?” ชิงหลัวทำสีหน้าคิดหนักพลางเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย “เริ่มจากคนที่ไม่มีใครสนใจ” เซี่ยเยว่หลันเก็บถุงหอมกลับเข้าที่ “ผู้คุมประตูคลัง คนส่งเอกสาร คนขนหีบเงิน คนจดบันทึกเวลาเข้าออก คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ แต่เป็นคนที่เห็นทุกอย่าง” ชิงหลัวพยักหน้ารับ
รุ่งเช้าวันต่อมา หิมะบางเบาโปรยลงเหนือชายคาตำหนักชิงอวิ๋น เกล็ดสีขาวตกกระทบกิ่งเหมยที่กำลังผลิดอก กลีบสีแดงเข้มถูกหิมะเกาะจนดูคล้ายหยดโลหิตบนผืนผ้าขาวบริสุทธิ์ ลมหนาวพัดผ่านระเบียงยาว ส่งเสียงกระดิ่งทองแดงใต้ชายคาดังกรุ๋งกริ๋งเป็นจังหวะเนิบช้า ช่างดูคล้ายวันที่นางเคยสูญเสียหลี่จิ้งเหยียนไป ภายในห้องบรรทม เซี่ยเยว่หลันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางไม่ได้แต่งองค์ด้วยสีแดงหรือสีชมพูอย่างที่เคยเป็น ไม่ได้สวมปิ่นหงส์ทองคำที่หลี่จิ้งเหยียนพระราชทานในวันครบรอบการอภิเษก และไม่ได้เลือกเครื่องประดับล้ำค่าที่สะท้อนแสงจนผู้คนต้องเหลียวมอง วันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีขาวหม่นปักลายกิ่งเหมยด้วยด้ายสีเงินเรียบง่าย สุขุม และเย็นเยียบ ชิงหลัวยืนอยู่ด้านหลัง มือถือหวีหยกค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาจับจ้องเงาสะท้อนของผู้เป็นนายผ่านกระจกทองเหลือง “พระสนมจะไม่ทรงสวมปิ่นหงส์จริงหรือเพคะ?” เซี่ยเยว่หลันมองปิ่นทองคำที่วางอยู่บนถาดไม้จันทน์ "ปิ่นหงส์นั่นหายไปนานมากแล้ว...เฉกเช่นใจคน" นางหยิบปิ่นมุกลวดลายหงส์อีกอันที่งดงามอย่างยิ่ง หงส์ตัวเล็กกางปีกโอบ
“หากฝ่าบาททรงเห็นว่าเรื่องของตระกูลเซี่ยไม่สำคัญ หม่อมฉันก็ไม่มีสิ่งใดจะกล่าวเพคะ” น้ำเสียงของนางยังคงสงบ ทว่าแต่ละถ้อยคำกลับบาดลึกยิ่งกว่าการตะโกน หลี่จิ้งเหยียนกำพระหัตถ์แน่น “อย่าเอาเรื่องตระกูลของเจ้ามากดดันข้า” “หม่อมฉันไม่เคยคิดจะกดดันฝ่าบาทเพคะ” “แล้วเจ้าคิดจะทำอะไร?” เซี่ยเยว่หลันมองพระองค์ตรงๆ “หม่อมฉันเพียงอยากได้ความจริงว่า ระหว่างที่หม่อมฉันเป็นกุ้ยเฟยอยู่ที่นี่ เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเซี่ยและอวี้หลิงกันแน่” “ความจริง?” “เพคะ ความจริงว่าตระกูลเซี่ยถูกใส่ร้ายหรือไม่ อวี้หลิงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และเหตุใดทุกครั้งที่หม่อมฉันขอให้ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ ฝ่าบาทจึงทรงมีรับสั่งให้รออยู่เสมอ” หลี่จิ้งเหยียนทรงเงียบ คำถามนั้นไม่มีถ้อยคำรุนแรง แต่กลับทำให้พระองค์ไม่อาจตอบได้ในทันที เซี่ยเยว่หลันจึงกล่าวต่อ “หม่อมฉันรอมานานแล้วเพคะ รอตั้งแต่วันที่รู้ข่าวว่า ตระกูลเซี่ยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ รอตั้งแต่วันที่อวี้หลิงหายตัวไป และรอจนกระทั่งวันนี้…วันที่แม้แต่ความไว้วางใจของฝ่าบาทที่มีต่อหม่อมฉันก็ยังเหลือไม่มากพอจะให้
หลี่จิ้งเหยียนพลันหรี่พระเนตร สีพระพักตร์ที่เดิมก็มืดครึ้มอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ความเงียบในห้องโถงหนักอึ้งจนแม้แต่เปลวเทียนยังดูคล้ายสั่นไหวไปตามแรงกดดัน “เจ้ากำลังหมายความว่าอย่างไร” “หม่อมฉันหมายความตามที่พูดเพคะ” “เซี่ยเยว่หลัน!” เสียงเรียกชื่อของนางดังขึ้นอย่างไม่เหลือความอ่อนโยนแม้แต่น้อย หากเป็นเมื่อก่อน เพียงได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ นางคงรีบลุกขึ้นคุกเข่า อธิบายทุกอย่างด้วยความหวาดหวั่น กลัวว่าพระองค์จะทรงเข้าใจผิด กลัวว่าความสัมพันธ์ที่เคยมีจะพังทลายลงเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ แต่ในเวลานี้ เซี่ยเยว่หลันเพียงวางหนังสือในมือลงอย่างช้าๆ นางไม่ได้หลบสายพระเนตร ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวและไม่ได้คิดจะเอ่ยคำแก้ตัวแม้แต่คำเดียว ท่าทีเช่นนั้นยิ่งทำให้หลี่จิ้งเหยียนเดือดดาล “เจ้าคิดว่าตนเองเป็นกุ้ยเฟยแล้วจะพูดจาเช่นไรก็ได้หรือ? หรือเจ้าคิดว่ามีอ๋องเจ็ดคอยหนุนหลังอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องเห็นข้าอยู่ในสายตาอีกแล้ว?” แววตาของเซี่ยเยว่หลันไหววูบเพียงเล็กน้อย ในที่สุดพระองค์ก็วกกลับมาที่เรื่องเดิม ไม่ว่าพวกเขาจะพูดถึงคดีเงินกอง
น้ำเสียงของนางไม่ได้ดังขึ้นแม้แต่น้อย ทว่าทุกถ้อยคำและแววตากลับหนักอึ้งราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางความเงียบ หลี่จิ้งเหยียนนิ่งงัน แววพระเนตรที่เคยเย็นเยียบไหววูบเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวดังเดิม พระองค์ทรงมองสตรีตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อว่า นางจะกล้าเอ่ยถึงอดีตในเวลานี้ อดีตที่พระองค์พยายามฝังไว้ใต้ราชบัลลังก์ อดีตที่ครั้งหนึ่ง เซี่ยเยว่หลันเคยเป็นคนที่พระองค์รักและวางพระทัยมากที่สุด “เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าไม่เชื่อใจเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ?” “หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องกล่าวหาหรอกเพคะ” เซี่ยเยว่หลันยกยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย “เพราะหม่อมฉันเห็นมันชัดกับตาตั้งแต่วันที่พระองค์ลงโทษหม่อมฉันด้วยเรื่องของซูไฉเหรินแล้ว เพียงแค่หม่อมฉันกำลังสงสัยว่า คนผู้หนึ่งจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ” “เซี่ยเยว่หลัน!” เสียงตวาดของฮ่องเต้ดังสะท้อนอยู่ภายในห้องโถง เปลวเทียนบนเชิงเทียนสั่นไหว เงาของทั้งสองทอดยาวบนพื้นหินขัด ทว่าผู้ที่ถูกเรียกชื่อกลับยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นางเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่ได้หวาดกลัว ไม่ได้รีบร้อ
รถม้าของเซี่ยเยว่หลันกลับมาถึงตำหนักชิงอวิ๋นก่อนขบวนเสด็จของฮ่องเต้เพียงไม่นาน เมื่อม่านรถม้าถูกเปิดออก นางก้าวลงมาอย่างสงบนิ่ง สีหน้าไม่ต่างจากยามออกจากตำหนักไปก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย ชิงหลัวเดินตามอยู่ด้านหลัง ส่วนองครักษ์ของหลี่เซวียนค้อมกายส่งนางถึงหน้าประตูตำหนัก ก่อนทยอยถอยออกไปตามคำสั่งที่ได้รับ “ขอบคุณพวกท่านมาก” เซี่ยเยว่หลันกล่าวเสียงเรียบ “เดินทางกลับอย่างระมัดระวังเถิด” องครักษ์ค้อมกายอีกครั้ง ก่อนแยกย้ายกันออกจากบริเวณตำหนักชิงอวิ๋นไปทีละคนชิงหลัวเหลือบมองตามแผ่นหลังของพวกเขา จนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหยุดอยู่ใกล้ๆ จึงก้มเสียงถาม “เหนียงเหนียง พวกเขาจะกลับถึงจวนอ๋องอย่างปลอดภัยหรือไม่เพคะ?” “คนของอ๋องเจ็ดย่อมรู้ว่าควรทำอย่างไร” เซี่ยเยว่หลันตอบ พลางก้าวผ่านประตูตำหนัก “สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้ คือทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราเพิ่งกลับมาถึง” “เพคะ” เซี่ยเยว่หลันไม่กล่าวสิ่งใดอีก นางเดินเข้าไปในห้องโถงด้านใน ถอดเสื้อคลุมออกให้ชิงหลัวรับไปเก็บ ก่อนนั่งลงตรงโต๊ะหนังสือ บนโต๊ะมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ นางหยิบม







