Beranda / รักโบราณ / หงส์สองชาติ / เรื่องวุ่นวาย

Share

เรื่องวุ่นวาย

last update Tanggal publikasi: 2026-03-20 09:42:38

นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ

"เอาสุราให้คุณหนูสวี"

จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน

ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นมาจรดริมฝีปาก นางใช้มือป้องปากเล็กน้อยตามแบบกุลสตรี ทำให้ไม่มีใครเห็นว่าในจอกไม่มีหยดสุราแม้แต่น้อย

การกระทำนั้นยังดูงดงามมากพอ

ที่ไม่มีใครคิดจะสงสัย

รัชทายาทลอบมองนางด้วยรอยยิ้มพึงใจ

'ดี อย่างน้อยนางก็ยังดื่มเพื่อข้า'

ในขณะเดียวกัน สวีเยว่ชิงที่ถือจอกซึ่งตอนนี้มีสุราเต็มปริ่ม จึงยกดื่มตามมารยาท นางดื่มรวดเดียวหมด

ใจเต้นระรัว โดยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในสุราจอกนั้น

ทั้งสามยิ้มให้กันราวกับมิตรภาพที่หอมหวานกำลังก่อตัวขึ้น จากนั้นไป๋หงเหยียนจึงทำท่านึกอะไรบางอย่างได้

"องค์รัชทายาท คุณหนูสวี ดื่มกันไปก่อนได้หรือไม่ หม่อมฉันขอตัวสักครู่ ลืมถือของขวัญมามอบให้จอหงวนคนใหม่เพคะ"

นางย่อกายให้หลี่เจิ้นเฉิงแล้วรีบร้อนเดินออกไป เขามองตามนางอย่างร้อนรน เป็นโอกาสดีที่เขาจะตามนางไปและยาน่าจะเริ่มออกฤทธิ์พอดี ลานจอดรถม้าก็ไกลผู้คนเสียด้วย

ขณะจะก้าวตามไปไป๋หงเซียนก็เดินเข้ามาหาน้องสาวพอดี จากนั้นเขาก็พานางเดินไปอีกด้าน หลี่เจิ้นเฉิงเห็นเขาพานางไปยังวงสนทนาของท่านกั๋วกงเขาจึงเดินกลับมาสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล

ท่านกั๋วกงเป็นพระเชษฐาของอดีตฮองเฮากำลังสนทนากับแม่ทัพไป๋หงเทียน เมื่อไป๋หงเหยียนไปถึงแม่ทัพไป๋จึงแนะนำบุตรสาวกับท่านกั๋วกง

"นี่นะรึคุณหนูไป๋"

แม่ทัพไป๋ผายมือไปที่อวี้เหวินหลงแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

"ซื่อจื่ออวี้เหวินหลงจากจวนกั๋วกง เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ถือเป็นขุนนางที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็ว่าได้"

"ท่านแม่ทัพชมเกินไปแล้ว"

สายตาที่เขามองมาที่นางยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้กำลังเข้าใกล้ชะตาของนางมากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกฝั่ง รัชทายาทมองเหตุการณ์ทั้งหมดจากที่ไกล ๆ เห็นซื่อจื่อจวนกั๋วกงยืนสนทนากับครอบครัวแม่ทัพไป๋ และเห็นไป๋หงเหยียนยืนอยู่ในวงนั้นอย่างสง่างาม

สีหน้ารัชทายาทมืดลงทันที มือกำจอกสุราแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน

บรรยากาศภายในงานเลี้ยงยังคงคึกคักทว่าในมุมหนึ่งสวีเยว่ชิงเริ่มโงนเงนเล็กน้อย ลมหายใจร้อนผ่าว แก้มขึ้นสีแดงจัดผิดธรรมชาติ

นางยกมือแตะแก้มตนเอง

"เหตุใด ร้อนเช่นนี้"

ยาที่รัชทายาทเตรียมไว้แต่ตั้งใจจะให้ไป๋หงเหยียนดื่มเริ่มทำงานเต็มที่ สติของสวีเยว่ชิงเลือนรางทีละน้อย แต่ความปรารถนาที่ถูกกระตุ้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

สายตานางจับจ้องรัชทายาทพอดี

ร่างสูงในชุดสีครามประดับลายมังกรทองยืนอยู่ใต้แสงโคม รูปลักษณ์สง่างามเหมือนบทกวีมีชีวิต

หัวใจสวีเยว่ชิงเต้นแรงเกินควบคุม

"องค์รัชทายาท"

รัชทายาทกำลังมองไป๋หงเหยียนอยู่ไกล ๆ ไม่ได้หันกลับมา จนสวีเยว่ชิงเดินเซเข้ามาเกาะแขนเขาแน่น

"พะ…เพคะ"

เขาขมวดคิ้ว เมื่อเห็นท่าทางผิดปกติของนาง

"เจ้าดื่มมากไปหรือไม่"

แต่ไม่ทันจบประโยค สวีเยว่ชิงก็ดึงเขาลงมาและจูบ

ริมฝีปากร้อนผ่าวของนางทาบลงบนปากของเขาเต็มแรงราวกับหญิงสาวไร้สติที่ปล่อยตัวตามแรงกระตุ้นทั้งหมด มือทั้งสองข้างโอบลำคอรัชทายาทอย่างแนบแน่น ในขณะที่ร่างกายสั่นระริกเพราะฤทธิ์ยา เสียงรอบข้างเงียบลงทันทีราวกับเวลาหยุดหมุน

หลี่เจิ้นเฉิงพยายามผลักออกแต่นางไม่ยอมปล่อย

"ปล่อย! นี่เจ้าเป็นอะไร!"

หลี่เจิ้นเฉิงพยายามแกะมือนางออก

แต่นางยิ่งเกาะแน่น แล้วยกปลายเท้าขึ้นโอบรัดอย่างยั่วยวนจนผู้ชายปกติตกใจได้

"องค์รัชทายาท อย่าไปเลยเพคะ"

นางพร่ำเสียงแผ่ว

"ท่านชอบหม่อมฉัน…ใช่หรือไม่…"

เสียงกระซิบแผ่วหวานนั้นดังพอให้คนที่ยืนใกล้ได้ยินชัดเจน

เสียงจอแจเงียบลงทีละชั้น กลายเป็นเสียงอื้ออึงแห่งความตกใจที่ดังขึ้นรอบทิศ

"นางบังอาจจูบองค์รัชทายาทต่อหน้าขุนนางนับร้อย"

"สตรีตระกูลเจ้ากรมขุนนาง ช่างกล้าหาญยิ่ง"

สายตานับสิบคู่เบิกกว้าง ยิ่งกว่านั้น ยังมีพวกที่เอามือปิดปากด้วยความตกตะลึง

ภาพที่เห็นไม่ใช่การยั่วยวนธรรมดา

แต่มันคือการกระทำที่เกินเลยจนไม่อาจอ้างว่าเมามายได้

"เยว่ชิง!!"

เสียงคำรามของเจ้ากรมขุนนางดังก้องจนดนตรีต้องหยุดเล่น ขุนนางระดับรอง ๆ วิ่งหลบออกทางซ้ายขวา ไม่มีใครกล้าอยู่ใกล้จุดระเบิดนี้แม้แต่ก้าวเดียว

ท่านเจ้ากรมรีบเข้ามาฉุดตัวลูกสาวออก แต่สวีเยว่ชิงในอาการมึนเมาจากยาไม่ยอมปล่อยรัชทายาท

"ท่านพ่อ…อย่า…องค์รัชทายาทรักข้า…อย่ามาแยกเราออกจากกัน"

นางพูดไปน้ำตาไหลไปมือยังเหนี่ยวคอรัชทายาทไม่ยอมปล่อยทำให้ภาพที่คนอื่นเห็นยิ่งน่าอับอายกว่าที่คิด

รัชทายาทหน้าเปลี่ยนสีจนมืดดำ

"พอแล้ว!"

เขาปัดมือสวีเยว่ชิงออกอย่างแรงจนล้มไปในอ้อมแขนของนางกำนัลข้าง ๆ ผู้คนรอบข้างพากันอึ้งจนหายใจไม่ทั่วท้อง

เจ้ากรมจุนนางหน้าแดงก่ำ ทั้งอายทั้งโกรธ รีบให้คนหามลูกสาวออกไปอย่างอับอายที่สุดในชีวิต

"กระ...กระหม่อมต้องขออภัยในความหยาบช้าพ่ะย่ะค่ะ!"

ท่านเจ้ากรมประสานมือคำนับรัชทายาทหน้าสั่น

"เป็นความผิดของกระหม่อมเพียงผู้เดียว"

แต่รัชทายาทยังโกรธจนมือสั่นเพราะเขาเพิ่งถูกสตรีที่เขาเตรียมหลอกใช้จูบกลางงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวและที่เลวร้ายที่สุด

และคนในงานกำลังซุบซิบว่ารัชทายาทมีใจต่อบุตรสาวเจ้ากรมอยู่ก่อนแล้ว

รัชทายาทกัดฟันแน่น คิ้วกระตุก

สายตามองรอบงานเหมือนสัตว์ป่าถูกต้อนจนมุม คนทั้งงานกำลังก้มกระซิบกันเป็นทอด ๆ ไม่เว้นแม้แต่ขุนนางที่ปกติไม่สนใจเรื่องหญิงสาว

ความเสียหน้าค่อย ๆ ท่วมท้นขึ้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจ ไม่ใช่แผนเดิม มันเป็นหายนะ และผู้ที่ทำลายทุกอย่างในคืนนี้ไม่ใช่สวีเยว่ชิง แต่คือไป๋หงเหยียน ที่สะบัดตัวออกจากเขาได้อีกครั้ง

ค่ำคืนหลังงานเลี้ยงใหญ่ จวนเจ้ากรมขุนนางเต็มไปด้วยความกดดันหนักอึ้ง คบเพลิงตามทางเดินสว่างวาบ แต่ทุกก้าวที่บุตรสาวเจ้ากรมเดินผ่านกลับรู้สึกมืดหม่นจนแทบหายใจไม่ออก

สาวใช้พยุงนางเข้ามา เพราะฤทธิ์ยาเพิ่งอ่อนลง ความทรงจำรางเลือนกำลังกลับคืนทีละน้อย ภาพที่ตนโผเข้าใส่รัชทายาทอย่างไร้สติยั้งคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งตัวสั่น ไม่รู้ว่าความอายหรือความกลัวครอบงำนางมากกว่ากัน

ปัง!

ประตูห้องโถงเปิดออกอย่างแรง

เจ้ากรมขุนนางยืนรออยู่แล้ว สีหน้าเดือดดาลจนเส้นเลือดบนขมับปูดขึ้นอย่างน่ากลัว ข้างกายมีฮูหยินเจ้ากรมยืนหน้าซีด ไม่กล้าห้าม ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง

"คุกเข่า!!!"

เสียงคำรามดังสนั่น สวีเยว่ชิงสะดุ้งเฮือก ก่อนทรุดลงกับพื้น

"ท่านพ่อ…"

"หุบปาก!!!"

ท่านเจ้ากรมก้าวเข้ามา จับแขนนางกระชากขึ้นจนต้องเชิดหน้า

"ข้ายังไม่ทันได้ขอพระราชทานตำแหน่งชายารองให้เจ้า! แต่เจ้ากลับทำเรื่องอัปยศกลางงานเลี้ยงต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก!"

เขาสะบัดแขนนางออก นางล้มลงกับพื้นอย่างหมดรูป น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่กล้าร้องเสียงดังแม้แต่น้อย

"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าฮ่องเต้มองข้าอย่างไร"

เจ้ากรมขุนนางเค้นเสียงต่ำ

"เจ้าทำให้ข้าถูกขุนนางหัวเราะเยาะ

เจ้าทำให้ทั้งจวนของเราถูกตราหน้า!!"

นางก้มหน้าก้มตาพูดเสียงสั่น

"ข้า…ไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ ข้าเพียง..."

"เพียงอะไร!?"

เขาตวาด

"เพียงอยากได้ตำแหน่งเร็วกว่าที่ควรหรือ!? เพียงคิดว่ารัชทายาทจะหลงเจ้าจนไม่สนใจศักดิ์ศรีราชวงศ์ อย่างนั้นหรือ!?"

นางสะอึก แม้มึนยา แต่ยังพอจำได้ว่าความหวังเองก็เป็นส่วนหนึ่ง ความหวังที่จะได้อยู่ในตำแหน่งสูง ความหวังที่จะได้เป็นสตรีของคนที่นางเฝ้าฝันถึงมานาน

ท่านเจ้ากรมขบฟัน เสียงเย็นลงแต่กลับยิ่งน่ากลัว

"ข้าวางหมากมานาน เพื่อให้เจ้าได้ขึ้นเป็นชายาของรัชทายาทอย่างสมเกียรติ

ข้ารอจังหวะ รอให้หัวใจพระองค์อ่อนลงทีละน้อย แต่เจ้ากลับใจร้อน ใช้ราคะมืดบอดดึงพระองค์ให้ตกต่ำกลางงานเลี้ยง!"

ฮูหยินเจ้ากรมเอ่ยเบา ๆ

"ท่านพี่ นางอาจถูกหลอกลวง หรือ..."

"ไม่มีใครหลอกนาง!"

เจ้ากรมตวาดใส่ฮูหยิน

"นางต่างหากทำตัวไร้ยางอาย!!!"

สวีเยว่ชิงรีบก้มลง เสียงสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง

"ข้า…ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังอีกเจ้าค่ะ ข้าแค่…อยากให้รัชทายาทมองมาที่ข้า"

ท่านเจ้ากรมมองบุตรสาว แววตาฉายความโกรธ แต่ลึกลงไปกลับแฝงความผิดหวัง

"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าองค์รัชทายาทจะต้องรับผิดชอบเจ้าต่อหน้าเหล่าขุนนาง?"

เขาพูดเสียงเย็น

"แต่ข้าบอกเจ้าไว้ตรงนี้ การรับผิดชอบนั้นไม่ได้เกิดจากความรักของพระองค์ แต่เป็นการปิดปากคนทั้งงาน ไม่ให้คำครหาเล็ดลอดออกไป!"

ผู้เป็นบุตรสาวเบิกตากว้าง ความหวังในใจหดหายราวใบไม้ถูกไฟแผดเผา

"แต่ว่า…ถ้าเขา...รักข้า"

"อย่าเพ้อฝัน!"

ท่านเจ้ากรมดุบุตรสาว

"เจ้ายังไม่คู่ควรเป็นกุ้ยเฟย! แต่ข้าจะทำให้เจ้าได้เป็นชายารอง เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเรา ไม่ใช่เพราะเจ้าทำตัวงี่เง่าในงานเลี้ยงวันนี้!!"

น้ำตาของนางหยดลงบนพื้น แต่ในแววตาแฝงประกายบางอย่าง

ประกายแห่งความหวังเล็ก ๆ ที่นางเข้าใจผิดว่ารัชทายาทต้องรับผิดชอบเพราะใส่ใจ

เสียงท่านเจ้ากรมดังอีกครั้ง กรีดลึกลงในหัวใจนาง

"จำไว้!! ตั้งแต่นี้ เจ้าห้ามทำอะไรโดยไม่ถามข้า! แม้แต่การส่งสายตาให้รัชทายาท!"

เขาหันหลังให้ทันที ทั้งแข็งกร้าวและเย็นชา

ทิ้งบุตรสาวให้นั่งกอดเข่า ตัวสั่นอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ฮูหยินเข้ามาพยุงนาง แต่บุตรสาวเพียงกระซิบเสียงแผ่ว

"แต่ข้า…รู้สึกถึงพระองค์จริง ๆ นะเจ้าคะ พระองค์มองข้า…ข้าเห็น"

ประโยคนี้ทำให้ฮูหยินเหลือบตาขื่นขม

เพราะนางรู้ดีว่ารัชทายาทมอง แต่ไม่ใช่ด้วยความรัก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หงส์สองชาติ   ตอนจบ

    หลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา

  • หงส์สองชาติ   ฮ่องเต้ประชวรหนัก

    หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน

  • หงส์สองชาติ   รับโทษสูงสุด

    อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ

  • หงส์สองชาติ   แผนผิดพลาด

    หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ

  • หงส์สองชาติ   ไป๋หงเซียนถูกเรียกตัว

    ตั้งแต่วันที่บุกเข้าตำหนักองค์หญิงใหญ่และหลางกุ้ยเฟยถูกจับขัง ไป๋หงเหยียนก็ไม่ได้ข่าวคราวใดอีกแม้แต่ข่าวจากอวี้เหวินหลง ไม่รู้เลยว่าเขาจัดการอย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แม้แต่งานศพของเสี่ยวซินนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเพราะไม่สบายหนักในช่วงที่ผ่านมา ไป๋หงเหยียนจึงเดินทางไปคารวะหลุมศพของสหายรักพร้อมกับสาวรับใช้และทหารอารักขาเพียงหนึ่งคน นางเดินทางเงียบ ๆ เพราะต้องการสงบจิตใจ ครั้งหนึ่งในชาติก่อนเสี่ยวซินเคยสละชีวิตเพื่อช่วยนางตอนไปดักพบนางเพื่อส่งข่าวสำคัญตอนตระกูลไป๋กำลังจะถูกสังหาร ไม่นึกว่าชาตินี้เสี่ยวซิงก็ตายเพราะนางอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนเดินทางมาถึง นางไปที่สุสานยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงข้าง ๆ หลุมศพ "เสี่ยวซิน...ข้า...ขอโทษ...เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเพราะข้า" นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หากวิงวอนต่อสวรรค์ได้นางอยากจะขอชีวิตของเสี่ยวซินคืนมา สาวรับใช้และคนดูแลสุสานเดินเข้ามาต่างก็ปลอบใจไป๋หงเหยียน "คุณหนูหวงคงรับรู้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำใจเถิด หาไม่วิญญาณของนางจะเป็นห่วงได้" "ใช่เจ้าค่ะ คนตายไปสบายแล้ว มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่อย่างพวกเราที่ต้องรับชะตากรรมต่อไป" นางไม่ไ

  • หงส์สองชาติ   อาจารย์เซียวเหอ

    วันรุ่งขึ้น ภายในตำหนักใหญ่ เสียงฝีเท้าทหารยามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในตำหนักผู้คนต่างกังวลราวกับทุกลมหายใจคือความตาย เหยียนซื่อสวมชุดนางกำนัลที่เรียบง่าย แต่สายตาแน่นิ่งยืนรออยู่ที่ห้องโถงขนาดเล็ก "ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้เจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อสอบถามจากนางกำนัลด้วยกันได้ความว่าองค์หญิงใหญ่อยู่ที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้ "เหยียนซื่อ เจ้าไปไหนมา แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร" นางกำนัลถามอย่างใคร่รู้ เหยียนซื่อไม่ตอบเพียงบอกสั้น ๆ ว่ามีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้วพาอาจารย์ไปยังจุดหมายโดยเร็ว จนกระทั่งถึงประตูตำหนักใหญ่ ปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง สูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเข้ม ใบหน้าเรียบสง่า ดวงตาฉายความรอบรู้และหนักแน่น เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของคนเฝ้าและทหารค่อย ๆ เงียบลง ความเงียบสงัดคล้ายปกคลุมไปทั้งห้อง "เหยียนซื่อ" องค์หญิงใหญ่ทั้งดีใจและโล่งใจที่นางกำนัลคนสนิทกลับมาอย่างปลอดภัย เหยียนซื่อคารวะนางและหันมาทางอาจารย์เซียวเหอ "นี่ท่านอาจารย์ของหม่อมฉันเพคะ ท่านอาจารย์เมตตาเดินทางมารักษาฝ่าบาทด้วยตนเอง ซึ่งน้อยคนนักที่อาจารย์จะเดินทางมาดูด้วยตัวเอง" อง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status