LOGINรุ่งเช้าของวันงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่
ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดก่อนออกไป เพราะต้องจัดของขวัญและการจัดการที่เคร่งครัด ไป๋หงเหยียนนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีบ่าวรับใช้กำลังเกล้าผมให้หลังจากแต่งหน้าและแต่งตัวเสร็จ ชั่วครู่ไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเร่งบุตรสาว "เสร็จรึยัง เหยียนเอ๋อร์ อย่าปล่อยให้ท่านพ่อรอนาน" ไป๋หงเหยียนส่งยิ้มหวาน รอยยิ้มนี้ในชาติก่อน มีให้เห็นไม่บ่อยนัก ไป๋ฮูหยินภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวของนางอยู่เสมอ แม้หลายวันก่อนสตรีเหล่านั้นดูแคลนว่าบุตรสาวของนางหน้าตาธรรมดา หากไป๋หงเหยียนหน้าตาธรรมดา หญิงสาวในใต้หล้าคงงดงามทุกคน ใครก็รู้ว่าความงดงามของไป๋หงเหยียนเล่าลือไปถึงสามแคว้น สตรีพวกนั้นอิจฉาต่างหากถึงพยายามพูดจากดให้นางดูต่ำต้อยและเสียเกียรติ "เจ้าค่ะท่านแม่" ไป๋หงเหยียนแต่งหน้าเสร็จพอดี นางลุกขึ้นจับมือมารดาเดินออกไปด้วยกัน แม้ก่อนหน้านี้ฮูหยินจะขุ่นเคืองบุตรสาวของตนไม่น้อย แต่ไม่ทันข้ามวัน ความโกรธหายไปแปรเปลี่ยนเป็นเห็นใจและเข้าใจนางมากขึ้น ภายในวังหลวงคึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลาย งานเลี้ยงใหญ่สว่างไสวด้วยโคมแดงและแขกเหรื่อมากมาย เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบา ๆ ทว่าในใจของไป๋หงเหยียนกลับหนักอึ้ง แต่ทันทีที่เดินเข้าไป นางเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้เสาแกะสลักไกล ๆ บุรุษร่างสูง ไหล่กว้าง ชุดนักรบสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าคมนิ่ง เย็นสงบ เขาใส่ชุดเดียวกับที่นางเคยเห็นในชาติที่ผ่านมาในงานเลี้ยงนี้ "อวี้เหวินหลง" ในอดีตนางเห็นเขาเพียงแวบเดียว ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับจากชายแดนและไม่มีใครสนใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร แต่วันนี้ เมื่อสายตาเขาเหลือบมองนางเพียงชั่ววูบ ไป๋หงเหยียนก็รู้ว่า เขามองนางตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา นางรีบเบือนหน้าหนี หัวใจกลับเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด เหล่าขุนนางใหม่และครอบครัวแต่งชุดเต็มยศ ต่างยืนเรียงรายตามลำดับศักดิ์ ไป๋หงเหยียนเดินตามหลังบิดาและมารดา ชุดกระโปรงยาวที่นางเลือกตัดกับมารดาพลิ้วไหวงดงาม แม้นางไม่อยากมา แต่จำใจต้องยืนอยู่ในงานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นแห่งหายนะในอดีตชาติ ไม่นาน เสียงขันทีประกาศกังวาน "ฝ่าบาทเสด็จ" ทุกคนคุกเข่า เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันระงม ก่อนที่ฮ่องเต้จะนั่งประทับบนบัลลังก์เล็กด้านหน้า เพื่อทรงร่วมงานอย่างไม่เป็นทางการนัก พิธีมอบตำแหน่งเริ่มขึ้น ขุนนางใหม่ทยอยออกมารับพระบัญชา ระดับเสียงของฮูหยินและบุตรีขุนนางค่อย ๆ เพิ่มขึ้นด้วยความตื่นเต้น ทันใดนั้นขันทีประกาศหนักแน่น ดังทั่วทั้งงานเลี้ยง "ประกาศพระราชโองการ โปรดแต่งตั้ง อวี้เหวินหลง ซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง เป็นแม่ทัพพิเศษฝ่ายจักรพรรดิ มีอำนาจบัญชาการกองทัพที่ฮ่องเต้มอบหมายโดยตรง ดำเนินราชกิจแทนในกรณีจำเป็น" เสียงฮือฮาดังรอบทิศ ไป๋หงเหยียนชะงัก หัวใจเหมือนหยุดเต้นชั่วครู่ นางไม่รู้ว่าเขาโดดเด่นในอดีตและยังไม่คิดว่าชาตินี้เขาจะขึ้นตำแหน่งสูงเร็วกว่าเมื่อก่อน งานเลี้ยงนี้ในชาติก่อนไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งพิเศษใด ๆ บิดาของนางก็ถึงกับเลิกคิ้ว "ตำแหน่งนี้ ผลักเขาขึ้นเป็นเสาหลักกองทัพโดยสมบูรณ์" ฮูหยินทั้งหลายที่เพิ่งซุบซิบที่ร้านผ้าไหมก่อนหน้า ตอนนี้ตาเป็นประกาย เสียงกระซิบได้ยินชัดเจนยิ่งกว่าเสียงดนตรี "นั่นคือซื่อจื่อจวนกั๋วกงหรือ สง่างามนัก" "หล่อเหลาดั่งภาพวาด ถึงว่าเป็นที่จับตามองของฮูหยินทั้งเมืองหลวง" "วันข้างหน้าคงขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แทนตระกูลไป๋แน่ ๆ" เสียงชื่นชมดังอื้ออึงไปทั่วงานเลี้ยง ทว่าไป๋หงเหยียนกลับหลุบตาลง นางมองความยิ่งใหญ่ของเขาเหมือนเห็นภาพเดิมซ้อนทับกัน ครั้งหนึ่ง นางเห็นเขาในงานเลี้ยงเดียวกันแต่ไม่รู้จักเขาในตอนนั้น แต่ตอนนี้ เขายืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางรูปปั้นมังกรและโคมแดง มองดูเหนือกว่าทุกคน อวี้เหวินหลงก้าวออกมาคุกเข่ารับพระราชโองการ แสงจากโคมสะท้อนลงบนดวงหน้าคมสัน ดาบคู่กายของเขาอยู่เคียงเอวดั่งเงาแห่งสงคราม แต่ในตอนที่ลุกขึ้น แววตาเขายามกวาดมองผู้คน กลับหยุดที่นางเพียงเสี้ยวลมหายใจ เหมือนเขามองหานางอยู่ก่อนแล้ว นางสะดุ้งใจหล่นวูบ รีบเบือนสายตา ทำเหมือนลมพัดเฉียดหน้า สัมผัสไม่ติดผิว ทางด้านรัชทายาท หลี่เจิ้นเฉิง ใบหน้าทรงสง่าของเขาแข็งกระด้างทันที มือกำที่วางแขนแน่นจนเส้นเลือดปูด "อีกแล้ว เขาอีกแล้ว" ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำพูดมีพิษ หลางกุ้ยเฟยที่อยู่ในงานด้วย ยกยิ้มเบา ๆ รอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงความไม่พอใจลึก ๆ เพราะตำแหน่งนี้คือ ทหารของฮ่องเต้ ไม่ใช่ทหารของรัชทายาท หลังประกาศตำแหน่งเหล่าขุนนางต่างพยายามพาบุตรสาวเข้าไปทักทายอวี้เหวินหลง รวมถึงสวีเยว่ชิงด้วย ใบหน้าของนางค่อย ๆ แดงระเรื่อ เมื่อมารดาแนะนำนางให้รู้จักกับเขา แม้นางจะมีใจให้องค์รัชทายาท แต่เมื่ออยู่ใกล้บุรุษรูปงามอีกคน นางก็อดเขินอายมิได้ "ท่านแม่ทัพพิเศษ ช่างสง่างามเสียจริง" นางกระซิบกับสหายหลังจากเดินกลับมา ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ ทันทีที่หันมาเห็นไป๋หงเหยียนเดินคู่มารดาเข้ามา สตรีหลายคนก็กระซิบด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเบา ๆ "นั่น...สตรีที่มีข่าวอื้อฉาว" "ข้ายังไม่เห็นว่านางมีคุณสมบัติใดที่คู่ควรกับใครในงาน" "ตอนนี้ข่าวลือว่านางทำให้รัชทายาทอับอายยังไม่จางหายเลย" สตรีอีกคนหัวเราะในลำคอ "ยิ่งยืนข้างมารดายิ่งเห็นได้ชัด ว่าไม่คู่ควรกับตำแหน่งใดทั้งสิ้น" มารดาของไป๋หงเหยียนหน้าตึง แต่นางกลับเพียงยิ้มบาง ๆ เหมือนไม่ได้ยิน ทั้งที่หัวใจปวดร้าวลึกซึ้ง ในชั่วขณะนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นตรงด้านหลังกลุ่มสตรีเหล่านั้น กังวาน ทุ้มนุ่ม แต่แฝงความกดดันบางอย่าง "ผู้ใดกันที่กล่าวเช่นนั้น" สตรีเหล่านั้นสะดุ้ง หันมาเจอกับร่างสูงที่อยู่ด้านหลัง อวี้เหวินหลงยืนอยู่ตรงนั้น แววตามองพวกนางเย็นเฉียบเหมือนเห็นทุกถ้อยคำที่พวกนางเพิ่งพูดออกมา บรรยากาศเริ่มตึงจนได้ยินเสียงลมหายใจ สตรีทั้งหลายต่างหน้าซีดเผือดไปตาม ๆ กัน ไป๋หงเหยียนใจเต้นแรง แต่ไม่ใช่เพราะความดีใจ เป็นความรู้สึกว่าเขากำลังปกป้องนางต่อหน้าผู้คน เหมือนเขาเริ่มเข้ามาใกล้ชะตานางมากขึ้นเรื่อย ๆ งานเลี้ยงยังดำเนินไปอย่างครึกครื้น เสียงพูดคุย เสียงเครื่องสาย และกลิ่นเหล้าชั้นดีปะปนกันเป็นภาพใหญ่ที่งดงามแต่แอบแฝงเส้นสายอันตรายไว้ทุกทิศทาง ไป๋หงเหยียนยืนประคองถ้วยน้ำชาของตนอยู่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง นางตั้งใจไม่แตะสุราแม้แต่น้อยเพื่อไม่ให้อดีตจากชาติก่อนฉายซ้ำ แต่สายตากลับรับรู้ถึงความไม่สบายใจจากใครบางคน ด้านบนแท่นสูง รัชทายาทหลี่เจิ้นเฉิงยืนสนทนากับขุนนางกลุ่มหนึ่ง แต่สายตายังคงจ้องมองมายังนางเป็นระยะ แววตานั้นทั้งหงุดหงิด ทั้งกดดัน ทั้งสงสัยว่าเหตุใดในคืนนี้นางจึงระวังตัวนัก ยิ่งไปกว่านั้น สายตาที่อวี้เหวินหลงทอดมองนางก่อนหน้านี้ ทำให้เขายิ่งไม่พอใจอย่างบ้าคลั่ง รัชทายาทสบถอยู่ในใจ "สตรีผู้นี้ยังเป็นของข้าอยู่ แม้จะชะลอการหมั้นหมายไว้ก็ตาม" แต่ยังไม่ทันที่เขาจะลงมือทำอะไร ขันทีจากวังหลวงก็เดินฝ่าแขกจำนวนหนึ่งมาหาอวี้เหวินหลง "ซื่อจื่อขอรับ ฮ่องเต้ทรงเรียกให้เข้าเฝ้าพระองค์ที่ตำหนักด้านในขอรับ" อวี้เหวินหลงหยุดฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบชำเลืองมองไป๋หงเหยียนที่กำลังยืนอยู่กับครอบครัว สีหน้าเขาไม่แสดงความเป็นห่วง แต่ในดวงตามีความระแวดระวังบางอย่าง เขาค้อมกายบอกท่านกั๋วกงและแม่ทัพไป๋ ก่อนจะเดินตามขันทีไปยังทางเดินด้านใน ทันทีที่ร่างสูงของเขาหายลับหลังม่านประดับมังกร สายตาของรัชทายาทก็เปลี่ยนไปในทันที เหมือนสัตว์นักล่าที่จับจังหวะได้ว่าผู้คุ้มกันตัวเหยื่อได้เดินจากไป รัชทายาทยกถ้วยสุราขึ้นลิ้มรสเบา ๆ ริมฝีปากยกยิ้มเย็นยะเยือก รัชทายาทเดินลงจากแท่นอย่างสง่างามแต่แฝงเจตนาอันตราย องครักษ์ส่วนตัวตามหลังห่าง ๆ บรรดาขุนนางที่อยู่ทางเดินต่างค้อมศีรษะให้ด้วยความเคารพ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าความเยือกเย็นกำลังปกคลุมงานเลี้ยงอย่างช้า ๆ เขามุ่งตรงไปยังมุมที่ไป๋หงเหยียนยืนอยู่กับมารดาและสหายของครอบครัว ฮูหยินหลายคนที่เคยซุบซิบใส่นางก่อนหน้านี้ เปลี่ยนเป็นรีบหลบทางเมื่อเห็นรัชทายาทเสด็จตรงมาทางนี้ "คุณหนูไป๋" เสียงของหลี่เจิ้นเฉิงนุ่มนวลอ่อนโยนเกินจริง เป็นน้ำเสียงที่เคยใช้หลอกนางในอดีตชาติ ไป๋หงเหยียนยกคำนับเรียบร้อยแต่ไม่ก้มหัวต่ำเช่นเดิม "ถวายบังคมเพคะ องค์รัชทายาท" รัชทายาทมองลึกเข้าไปในดวงตานาง และสังเกตเห็นว่า ในสายตานั้นไม่มีความประหม่า ไม่มีความหลงใหล มีเพียงความสุขุมเย็นชา ยิ่งทำให้เขาอยากบดขยี้ความเย็นชานั้นให้แหลกคามือ เขายื่นถ้วยสุรามาให้ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่นางรู้จักดีจากชาติที่แล้ว "วันนี้เป็นวันมงคล ข้าย่อมต้องดื่มกับเจ้าสักจอก ถือเป็นเกียรติแก่งานเลี้ยงและเป็นเกียรติแก่ข้า" คนรอบข้างต่างผงะเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่ารัชทายาทจะกระทำเช่นนี้ต่อสตรีที่มีข่าวอื้อฉาว นางยกมือจะปฏิเสธแต่รัชทายาทยกมือห้ามก่อนเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็น "นี่เป็นเพียงคำเชิญดื่ม หรือเจ้าเห็นว่าข้าไม่คู่ควรให้สตรีตระกูลไป๋ดื่มด้วยกันสักจอก" ประโยคนี้ คือคำขู่กลาย ๆ ทั้งต่อนางและครอบครัว ไป๋ฮูหยินสีหน้ากระอักกระอ่วน ทั่วบริเวณมีสายตาขุนนางจับจ้อง ถ้าไม่ดื่มก็เท่ากับดูหมิ่นรัชทายาทต่อหน้าทุกคน แต่ถ้าดื่ม...ก็จะเดินซ้ำรอยอดีตชาติอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนมองเห็นหมดทุกทางและในใจนางมีเพียงคำมั่นเดียว 'ครั้งนี้ ข้าจะไม่ให้เจ้าข่มเหงข้าได้อีก' นางค้อมศีรษะรับจอกสุราไว้ แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากนางกลับสั่นไหวไปด้วยความเย็นเยียบ "เพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันจะดื่มถวายรัชทายาท" รัชทายาทยิ้มมั่นใจ เพราะแน่ใจว่ายาปลุกกำหนัดอ่อน ๆ ในสุรานี้จะทำให้นางไร้สติและมัวเมาเพียงเล็กน้อย เพียงพอให้เขาได้ใกล้ชิดนางโดยที่นางก็เต็มใจ ไม่นาน รัชทายาทก้าวเข้ามาใกล้อย่างราบรื่น รอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนเดิมกับชาติที่แล้ว สำหรับนางเหมือนเห็นงูเห่าในคราบมนุษย์ เขายื่นจอกให้ด้วยท่าทางสุภาพ นี่คือจังหวะเดิมของชาติที่แล้ว กับดักซึ่งทำให้นางถูกมอมเหล้าจนเมาและไร้สติสัมปชัญญะ รัชทายาทยังพยายามยื่นจอกให้ไป๋หงเหยียนเมื่อเห็นนางนิ่งงัน "คุณหนูไป๋ ดื่มหน่อยเถิด สุรานี้ช่วยให้ผ่อนคลายยิ่งนัก" ยาพิษในชาติที่แล้ว นางยังจำได้ดี ไป๋หงเหยียนรับจอกมาด้วยท่าทางสุภาพ หากนางยังไม่ขยับอาจส่อพิรุธให้เขารู้ได้ สายตารัชทายาทจับจ้องนางแน่นิ่งแฝงความพึงพอใจเมื่อนางรับจอกสุราไว้ในมือ นางยังไม่ดื่มสุราที่ได้รับมา ขณะนั้นสายตาลอบมองหาสวีเยว่ชิงอย่างแนบเนียนและพบว่านางยืนอยู่ด้านหลังรัชทายาทและกำลังหันหลังสนทนากับผู้อื่น นางจึงค่อย ๆ ก้าวเดินห่างออกจากบิดามารดาช้า ๆ ขณะที่ทั้งคู่หันไปพูดคุยกับคนที่เข้ามาทักทาย "หม่อมฉันบังเอิญเห็นคุณหนูสวี" นางสวมรอยแสร้งเดินเข้าไปทักทายสวีเยว่ชิงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หลี่เจิ้นเฉิงเห็นว่าสตรีทั้งสองอยู่ใกล้กันหากไม่ทักทายจะเสียมารยาท เขาจึงเบี่ยงตัวหลีกทางให้เล็กน้อย ไม่กดดันนางเพราะมั่นใจว่าถึงอย่างไรนางก็ต้องดื่มสุราจอกนั้นอยู่ดีจึงยอมปล่อยตามใจ "คุณหนูสวี" ไป๋หงเหยียนเรียกอย่างสุภาพ สวีเยว่ชิงกำลังแอบลอบมองรัชทายาทอยู่พอดี เมื่อเห็นไป๋หงเหยียนเดินเข้ามา สีหน้าที่เคยถือดีเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มวางท่าเหนือกว่า "มีธุระอะไรกับข้ารึ" ไป๋หงเหยียนยิ้มอ่อนโยน พลางขยับเข้ามาใกล้เอ่ยเสียงเบา "รัชทายาททรงมีรับสั่งให้คุณหนูเข้าร่วมวงดื่มสักครู่ ถือเป็นเกียรติยิ่งนัก มิควรปฏิเสธนะเจ้าคะ" คำว่ารัชทายาทมีรับสั่ง ทำให้หัวใจสวีเยว่ชิงเต้นแรงทันที นางรีบขยับขากึ่งตื่นเต้นกึ่งดีใจอย่างไม่ปิดบัง "เช่นนั้น ข้าจะตามเจ้าไปเดี๋ยวนี้" ขณะที่นางกำลังจัดชายกระโปรงให้เรียบร้อย ไป๋หงเหยียนเหลือบมองโต๊ะเล็กด้านหลังนาง และมุมปากก็ยกขึ้นน้อย ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงนางคารวะองค์รัชทายาท ประกายตาแวววาวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว "ถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ" หลี่เจิ้นเฉิงยิ้มให้สวีเยว่ชิงพยักหน้าตามมารยาท จังหวะนั้นคนในงานต่างหันไปสนใจนางระบำที่เริ่มร่ายรำ ไป๋หงเหยียนสับเปลี่ยนจอกสุราที่วางบนโต๊ะด้านหลังกับของนางทันพอดีโดยไร้คนสนใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจนางก็ทำตัวตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา
หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน
อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ
หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ
ตั้งแต่วันที่บุกเข้าตำหนักองค์หญิงใหญ่และหลางกุ้ยเฟยถูกจับขัง ไป๋หงเหยียนก็ไม่ได้ข่าวคราวใดอีกแม้แต่ข่าวจากอวี้เหวินหลง ไม่รู้เลยว่าเขาจัดการอย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แม้แต่งานศพของเสี่ยวซินนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเพราะไม่สบายหนักในช่วงที่ผ่านมา ไป๋หงเหยียนจึงเดินทางไปคารวะหลุมศพของสหายรักพร้อมกับสาวรับใช้และทหารอารักขาเพียงหนึ่งคน นางเดินทางเงียบ ๆ เพราะต้องการสงบจิตใจ ครั้งหนึ่งในชาติก่อนเสี่ยวซินเคยสละชีวิตเพื่อช่วยนางตอนไปดักพบนางเพื่อส่งข่าวสำคัญตอนตระกูลไป๋กำลังจะถูกสังหาร ไม่นึกว่าชาตินี้เสี่ยวซิงก็ตายเพราะนางอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนเดินทางมาถึง นางไปที่สุสานยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงข้าง ๆ หลุมศพ "เสี่ยวซิน...ข้า...ขอโทษ...เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเพราะข้า" นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หากวิงวอนต่อสวรรค์ได้นางอยากจะขอชีวิตของเสี่ยวซินคืนมา สาวรับใช้และคนดูแลสุสานเดินเข้ามาต่างก็ปลอบใจไป๋หงเหยียน "คุณหนูหวงคงรับรู้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำใจเถิด หาไม่วิญญาณของนางจะเป็นห่วงได้" "ใช่เจ้าค่ะ คนตายไปสบายแล้ว มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่อย่างพวกเราที่ต้องรับชะตากรรมต่อไป" นางไม่ไ
วันรุ่งขึ้น ภายในตำหนักใหญ่ เสียงฝีเท้าทหารยามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในตำหนักผู้คนต่างกังวลราวกับทุกลมหายใจคือความตาย เหยียนซื่อสวมชุดนางกำนัลที่เรียบง่าย แต่สายตาแน่นิ่งยืนรออยู่ที่ห้องโถงขนาดเล็ก "ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้เจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อสอบถามจากนางกำนัลด้วยกันได้ความว่าองค์หญิงใหญ่อยู่ที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้ "เหยียนซื่อ เจ้าไปไหนมา แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร" นางกำนัลถามอย่างใคร่รู้ เหยียนซื่อไม่ตอบเพียงบอกสั้น ๆ ว่ามีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้วพาอาจารย์ไปยังจุดหมายโดยเร็ว จนกระทั่งถึงประตูตำหนักใหญ่ ปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง สูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเข้ม ใบหน้าเรียบสง่า ดวงตาฉายความรอบรู้และหนักแน่น เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของคนเฝ้าและทหารค่อย ๆ เงียบลง ความเงียบสงัดคล้ายปกคลุมไปทั้งห้อง "เหยียนซื่อ" องค์หญิงใหญ่ทั้งดีใจและโล่งใจที่นางกำนัลคนสนิทกลับมาอย่างปลอดภัย เหยียนซื่อคารวะนางและหันมาทางอาจารย์เซียวเหอ "นี่ท่านอาจารย์ของหม่อมฉันเพคะ ท่านอาจารย์เมตตาเดินทางมารักษาฝ่าบาทด้วยตนเอง ซึ่งน้อยคนนักที่อาจารย์จะเดินทางมาดูด้วยตัวเอง" อง
นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ "เอาสุราให้คุณหนูสวี" จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นม
หลังจากเดินออกจากบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางไปเพียงไม่นาน ไป๋หงเหยียนก็เดินมุ่งตรงไปยังลานจอดรถม้า ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา นางหยุดฝีเท้าหยุดกลางลาน เงียบครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปรออีกฝ่ายอย่างสง่างาม สวีเยว่ชิงออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่อย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันของนางจริง ๆ มีแต่เร
หลังจากที่ไป๋หงเหยียนขอตัวจากอวี้เหวินหลงและเดินออกจากสำนักตรวจการ ใจหนึ่งยังรู้สึกโล่งเพราะรอดพ้นคดีสอบสวน อีกใจหนึ่งก็ระแวงเขาแปลก ๆ "เขาเป็นห่วงข้าจริง ๆ หรือมีบางอย่างแอบแฝง" เพราะความรู้สึกนี้เป็นเหตุให้นางปฏิเสธให้เขาไปส่งที่ลานจอดรถม้า แม้เขาจะบอกว่าอยากมั่นใจในความปลอดภัย แต่พอนางแจ้งว่าน
หลังจากออกจากวังหลวง ไป๋หงเหยียนรู้สึกว่าลมเย็นของยามเย็นไม่อาจคลายความอึดอัดในใจได้ คำพูดของหลางกุ้ยเฟยยังตามหลอกหลอน และสายตาของอวี้เหวินหลงที่ยืนรอนางอยู่ที่ประตูวัง ก็ยังวนเวียนในความคิดอย่างไม่อาจละวาง แต่นางไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นใน







