หน้าหลัก / รักโบราณ / หงส์สองชาติ / เตรียมตัวไปงานเลี้ยง

แชร์

เตรียมตัวไปงานเลี้ยง

ผู้เขียน: หนามชมพู
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-18 19:26:40

หลังจากเดินออกจากบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางไปเพียงไม่นาน ไป๋หงเหยียนก็เดินมุ่งตรงไปยังลานจอดรถม้า ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา นางหยุดฝีเท้าหยุดกลางลาน เงียบครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปรออีกฝ่ายอย่างสง่างาม

สวีเยว่ชิงออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่อย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันของนางจริง ๆ มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาตลอดครึ่งวันแล้ว

บุตรสาวเจ้ากรมขุนนางที่กำลังคิดเข้าข้างตัวเองพลันต้องชะงักเมื่อสายตาแลเห็นไป๋หงเหยียนยืนอยู่ไม่ไกล

"เหตุใดยังไม่ไปอีก รอเจอรัชทายาทหรือไรกัน"

นางพึมพำกับตนเอง มองอีกฝ่ายด้วยสายตาแจ่มชัดอย่างคนกำลังระแวง นางเดินใกล้เข้าไปหาเอ่ยถามลืมตัวอย่างไม่พอใจ

"กลับมาทำไม เจ้าคิดว่าเจ้ายังสร้างเรื่องไม่พอหรือ"

ไป๋หงเหยียนยิ้มอ่อน ท่าทางไม่ยียวน ไม่โต้ตอบ มีเพียงความสุภาพและเยือกเย็น

"ข้าเพียงอยากบอกบางเรื่องเท่านั้น"

หญิงสาวเลิกคิ้ว เหมือนอยากหัวเราะเยาะ แต่ก็อยากฟังไปพร้อมกัน

ไป๋หงเหยียนกล่าวเบา ๆ แต่ชัดเจน

"เจ้าควรดีใจนะ เพราะรัชทายาทแท้จริงไม่เคยมองข้าเลย ผู้ที่พระองค์สนใจ มีเพียงเจ้าเท่านั้น"

สวีเยว่ชิงชะงัก แววตาคาดไม่ถึงปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

"เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อสิ่งที่เจ้าพูดหรือ"

ไป๋หงเหยียนยิ้มอ่อนกว่าเดิม ไม่มีท่าทีเสียหน้าแม้แต่น้อย แววตานุ่มนวลแต่แฝงความคมกริบดุจผ้าฝ้ายห่อใบมีด

"หากเจ้าไม่เชื่อ อีกสิบวันจะมีงานเลี้ยงขุนนางใหม่ ท่านเจ้ากรมย่อมได้รับเชิญ งานเลี้ยงนี้ องค์รัชทายาทก็ไปเช่นกัน เจ้าลองไปดูด้วยตาตัวเองสิ ว่าพระองค์มองหาใคร"

หญิงสาวหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย แววแห่งความหวังผุดขึ้นในดวงตาแม้ไม่อยากแสดงออก

"งานเลี้ยง…อีกสิบวันงั้นหรือ"

"ใช่แล้ว งานเลี้ยงเดียวกันที่ท่านพ่อข้าก็จะไปร่วม หากรัชทายาทมองหาใคร เจ้าจะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด"

คำพูดนั้นเหมือนรดน้ำลงบนดินแห้ง ทันทีที่ความหวังเริ่มผลิบาน จิตแห่งความระแวงก็ลดลงครึ่งหนึ่ง

สวีเยว่ชิงพยายามรักษาท่าที แต่แววตาและลมหายใจบอกหมดว่านางเชื่อจนเกือบหมดใจ

"เจ้าคิดว่ารัชทายาทสนใจข้าจริงหรือ"

ไป๋หงเหยียนหัวเราะเบา ๆ

"ในวังหลวงไม่มีควันโดยไร้ไฟหรอก ข้าว่า พระองค์จับตามองเจ้ามานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเหมาะเท่านั้น"

หญิงสาวหลุบตาลง เขินเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ภาพนั้นทำให้ไป๋หงเหยียนรู้ว่าสวีเยว่ชิงติดกับแล้ว

"หากเจ้าพูดจริง ข้าจะจำบุญคุณครั้งนี้ไว้"

นางเชิดหน้ากล่าวอย่างยโส

ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะเบา ๆ

"ข้าก็หวังให้เจ้าสมหวัง โดยเฉพาะเจ้าคือคนที่รัชทายาทหมายตาอยู่แล้ว"

นางหันหลังเดินจากไป ทว่าในใจกลับเยือกเย็นราวกับหิมะ

'ครั้งนี้ ข้าจะไม่ให้เจ้าหรือเขาลากข้าลงเหวเช่นเดิมอีก'

ระหว่างเดินทางกลับจวน ภาพจากอดีตชาติผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง งานเลี้ยงในอดีต เหมือนปรากฏอยู่ตรงหน้า

ตอนนั้น นางยังไร้เดียงสา รัชทายาทเข้ามาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชักชวนสนทนา มอบจอกสุราให้ จนในที่สุดก็พานางไปยังมุมมืด

เสียงหายใจร้อนผ่าว มือจับที่เอวไม่ยอมปล่อย จูบที่ถูกบังคับ และเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย

เมื่อมีคนพบเข้า หลักฐานประจักษ์แก่สายตา นางหมดทางเลือกต้องแต่งงานล้างอาย

และที่นางเจ็บที่สุดคือ ส่วนหนึ่งของหัวใจในตอนนั้นก็หลงใหลเขาจริง ๆ ไป๋หงเหยียนหลับตาสูดลมหายใจยาว

"ชาตินี้ ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว"

นางกลับถึงจวนทุกคนต่างรอฟังข่าว ไม่ใช่ว่าคนที่ได้เข้าห้องสอบสวนจะออกมาอย่างใสสะอาด แต่ไป๋หงเหยียนก็ได้บอกกับบิดาว่าทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี

"เช่นนั้นพ่อกับแม่ก็โล่งใจ เห็นทีคราวหน้าต้องไปขอบคุณซื่อจื่อที่จวนกั๋วกงแล้ว"

บิดาพูดอย่างนี้นางอดกังวลในใจไม่ได้ อวี้เหวินหลงผู้นั้นเป็นคนเช่นไร อยู่ฝ่ายไหนก็ไม่อาจคาดเดา นางไม่อาจไว้ใจเขาได้เช่นเดียวกัน

สิบวันต่อจากนี้ งานเลี้ยงขุนนางใหม่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในอดีตเป็นจุดเริ่มต้นของโซ่ตรวนชีวิต แต่ชาตินี้จะเป็นกับดักที่นางเตรียมไว้ให้รัชทายาท

และนางได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังลงในใจบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางแล้ว เมื่อถึงวันงานไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร รัชทายาทจะไม่สามารถใช้เหตุการณ์เดิมทำร้ายนางได้อีก

นางยิ้มบาง ๆ ในรอยยิ้มนั้นมีทั้งความเจ็บปวดจากครั้งเก่า และความแข็งแกร่งครั้งใหม่เกิดขึ้นปะปนกัน

ตำหนักรัชทายาท

หลี่เจิ้นเฉิงนั่งเขียนอักษรสรุปงานเพื่อรายงานฮ่องเต้ องครักษ์ก็เดินเข้ามาอย่างองอาจ

"ทูลรัชทายาท กระหม่อมไปสืบมาแล้วพะย่ะค่ะ งานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ แม่ทัพไป๋และครอบครัวมีรายชื่อเข้าร่วมงานพร้อมกับขุนนางคนอื่นในราชสำนัก"

หลี่เจิ้นเฉิงเงิยหน้าขึ้นยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ

"ดี ออกไปได้"

องครักษ์โค้งกายคารวะแล้วถอยหลังเดินออกไป

"ขุนนางใหม่ หากอยากก้าวหน้าในวังหลวงก็ต้องสนับสนุนข้าสิ"

งานเลี้ยงที่จะเข้าร่วมย่อมมีจุดประสงค์ส่วนตัว แม้ว่าอาจจะทำได้ไม่มากนักเพราะมีฮ่องเต้อยู่ด้วย แต่อย่างน้อยขุนนางเหล่านั้นก็ฉลาดพอที่จะไม่มองข้ามรัชทายาท

คนที่จะครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ พวกเขาจะกล้าเพิกเฉยได้อย่างไร หากรีบแสดงความจงรักภักดีแต่เนิ่น ๆ มีแต่จะเกิดผลดีกับตัวเอง

และอีกเป้าหมายหนึ่งของเขา ยังอยู่ที่ไป๋หงเหยียน

ที่ร้านขายผ้าไหม บรรดาฮูหยินตระกูลขุนนางต่างไปเลือกซื้อผ้าตัดชุดร่วมงานเลี้ยงกันเอิกเกริก

"ราชสำนักมีขุนนางเกษียณมากกว่าทุกครั้ง ขุนนางที่รับเข้ามาใหม่ก็รับเกินอัตราไปมาก ฮ่องเต้จึงจัดงานเลี้ยงต้อนรับยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง"

"นั่นสิ ได้ข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งขุนนางตำแหน่งพิเศษหรือได้เลื่อนตำแหน่งข้าก็ไม่แน่ใจ ข่าวเล็ดลอดออกมาว่าเป็นซื่อจื่อจากจวนกั๋วกง"

ร้านผ้าไหมคึกคักด้วยเสียงฮูหยินและบุตรสาวขุนนางต่างตระกูลที่มาคัดเลือกผ้าตัดชุดสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ ทุกคนต่างขยับขยายสายตาไปมองผ้าล้ำค่าและคนคัดเลือกกันอย่างครื้นเครง

"ได้ข่าวมาว่ารัชทายาทหล่อเหลามาก ใครได้สบตาเป็นต้องใจละลาย"

เสียงฮูหยินคนหนึ่งกระซิบกับสหายใกล้ ๆ อย่างตื่นเต้น

"ใช่ ๆ ทั้งสง่างาม ทั้งสงบเสงี่ยม ท่าทางนั้นราวกับองค์ชายในฝัน"

อีกคนพยักหน้า แววตาฉายความอิจฉาปนอยากรู้ แต่ไม่กล้าพูดตรง ๆ

ระหว่างนั้น ไป๋หงเหยียนและไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเลือกผ้าสำหรับชุดของนาง แสงไฟสะท้อนบนผ้าไหมทำให้ผิวนางดูสว่างใสขึ้นเล็กน้อย

พวกฮูหยินหันไปเห็นทั้งสองแม่ลูกก็เริ่มซุบซิบนินทากันเบา ๆ

"ดูซิ นั่นไป๋ฮูหยินหรือ ลูกสาวก็ดูธรรมดาเหลือเกิน"

"ใช่ แม่ก็มาจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่คนอย่างนาง จะไปคู่ควรกับใครสักคนได้หรือ"

เสียงเยาะเย้ยแฝงความหยันดังพอให้ผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน

"แถมยังมาเลือกชุดเองถึงที่นี่ นับว่าสำคัญตัวเกินไปหรือเปล่า"

หนึ่งในพวกนางเผลอหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์

ไป๋หงเหยียนหยุดฝีเท้า ชะงักฟังคำพูดเหล่านั้น สายตาของนางเยือกเย็นแต่สงบนิ่ง ช่างสังเกตทุกคำพูด แววตาแสดงให้เห็นว่านางไม่ได้สะทกสะท้าน แต่กลับซ่อนความระแวงและความระวังลึก ๆ

แม่ของนางขมวดคิ้วเบา ๆ รู้สึกถึงสายตาที่เฉียบคมของลูกสาว แต่ก็เพียงส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วพยักหน้าให้

"อย่าฟังคำพูดพวกนั้นมากนัก แม่ก็อยู่ตรงนี้ด้วย"

ไป๋ฮูหยินพูดเบา ๆ ให้กำลังใจ นางพยักหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนโบกมือให้พนักงานตัดผ้าเริ่มงานต่อ

พวกฮูหยินเห็นว่าทั้งสองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน ก็หรี่ตาแล้วซุบซิบต่อ

"ใครจะไปคิด ลูกท่านแม่ทัพไป๋หน้าตาธรรมดาจริง ๆ ไม่คู่ควรกับผู้ใด"

"ฮ่า ๆ ช่างเถอะ รัชทายาทคงไม่สนใจคนธรรมดาอย่างนางหรอก"

"พวกเจ้าตาบอดหรือไร นางสวยกว่าพวกเจ้ารวมกับเป็นร้อยเท่า"

ไป๋หงเหยียนได้ยินทุกคำพูด แต่กลับส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้กับตัวเองในใจ ซ่อนความแหลมคมไว้ภายใต้ท่าทีนุ่มนวล

นางหันไปมองผ้าชิ้นหนึ่งด้วยสายตาเยือกเย็น ก่อนจะก้าวไปยังโต๊ะตัดผ้าอย่างสง่างาม โดยไม่แสดงอารมณ์สะทกสะท้านใด ๆ ให้พวกฮูหยินเห็น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หงส์สองชาติ   ตอนจบ

    หลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา

  • หงส์สองชาติ   ฮ่องเต้ประชวรหนัก

    หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน

  • หงส์สองชาติ   รับโทษสูงสุด

    อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ

  • หงส์สองชาติ   แผนผิดพลาด

    หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ

  • หงส์สองชาติ   ไป๋หงเซียนถูกเรียกตัว

    ตั้งแต่วันที่บุกเข้าตำหนักองค์หญิงใหญ่และหลางกุ้ยเฟยถูกจับขัง ไป๋หงเหยียนก็ไม่ได้ข่าวคราวใดอีกแม้แต่ข่าวจากอวี้เหวินหลง ไม่รู้เลยว่าเขาจัดการอย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แม้แต่งานศพของเสี่ยวซินนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเพราะไม่สบายหนักในช่วงที่ผ่านมา ไป๋หงเหยียนจึงเดินทางไปคารวะหลุมศพของสหายรักพร้อมกับสาวรับใช้และทหารอารักขาเพียงหนึ่งคน นางเดินทางเงียบ ๆ เพราะต้องการสงบจิตใจ ครั้งหนึ่งในชาติก่อนเสี่ยวซินเคยสละชีวิตเพื่อช่วยนางตอนไปดักพบนางเพื่อส่งข่าวสำคัญตอนตระกูลไป๋กำลังจะถูกสังหาร ไม่นึกว่าชาตินี้เสี่ยวซิงก็ตายเพราะนางอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนเดินทางมาถึง นางไปที่สุสานยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงข้าง ๆ หลุมศพ "เสี่ยวซิน...ข้า...ขอโทษ...เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเพราะข้า" นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หากวิงวอนต่อสวรรค์ได้นางอยากจะขอชีวิตของเสี่ยวซินคืนมา สาวรับใช้และคนดูแลสุสานเดินเข้ามาต่างก็ปลอบใจไป๋หงเหยียน "คุณหนูหวงคงรับรู้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำใจเถิด หาไม่วิญญาณของนางจะเป็นห่วงได้" "ใช่เจ้าค่ะ คนตายไปสบายแล้ว มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่อย่างพวกเราที่ต้องรับชะตากรรมต่อไป" นางไม่ไ

  • หงส์สองชาติ   อาจารย์เซียวเหอ

    วันรุ่งขึ้น ภายในตำหนักใหญ่ เสียงฝีเท้าทหารยามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในตำหนักผู้คนต่างกังวลราวกับทุกลมหายใจคือความตาย เหยียนซื่อสวมชุดนางกำนัลที่เรียบง่าย แต่สายตาแน่นิ่งยืนรออยู่ที่ห้องโถงขนาดเล็ก "ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้เจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อสอบถามจากนางกำนัลด้วยกันได้ความว่าองค์หญิงใหญ่อยู่ที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้ "เหยียนซื่อ เจ้าไปไหนมา แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร" นางกำนัลถามอย่างใคร่รู้ เหยียนซื่อไม่ตอบเพียงบอกสั้น ๆ ว่ามีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้วพาอาจารย์ไปยังจุดหมายโดยเร็ว จนกระทั่งถึงประตูตำหนักใหญ่ ปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง สูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเข้ม ใบหน้าเรียบสง่า ดวงตาฉายความรอบรู้และหนักแน่น เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของคนเฝ้าและทหารค่อย ๆ เงียบลง ความเงียบสงัดคล้ายปกคลุมไปทั้งห้อง "เหยียนซื่อ" องค์หญิงใหญ่ทั้งดีใจและโล่งใจที่นางกำนัลคนสนิทกลับมาอย่างปลอดภัย เหยียนซื่อคารวะนางและหันมาทางอาจารย์เซียวเหอ "นี่ท่านอาจารย์ของหม่อมฉันเพคะ ท่านอาจารย์เมตตาเดินทางมารักษาฝ่าบาทด้วยตนเอง ซึ่งน้อยคนนักที่อาจารย์จะเดินทางมาดูด้วยตัวเอง" อง

  • หงส์สองชาติ   เรื่องวุ่นวาย

    นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ "เอาสุราให้คุณหนูสวี" จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นม

  • หงส์สองชาติ   งานเลี้ยงต้อนรับ

    รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดก่อนออกไป เพราะต้องจัดของขวัญและการจัดการที่เคร่งครัด ไป๋หงเหยียนนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีบ่าวรับใช้กำลังเกล้าผมให้หลังจากแต่งหน้าและแต่งตัวเสร็จ ชั่วครู่ไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเร่งบุตรสาว "เสร็จรึยัง เหยียนเอ๋อร์ อย่าปล่

  • หงส์สองชาติ   รอฟังข่าวดี

    หลังจากที่ไป๋หงเหยียนขอตัวจากอวี้เหวินหลงและเดินออกจากสำนักตรวจการ ใจหนึ่งยังรู้สึกโล่งเพราะรอดพ้นคดีสอบสวน อีกใจหนึ่งก็ระแวงเขาแปลก ๆ "เขาเป็นห่วงข้าจริง ๆ หรือมีบางอย่างแอบแฝง" เพราะความรู้สึกนี้เป็นเหตุให้นางปฏิเสธให้เขาไปส่งที่ลานจอดรถม้า แม้เขาจะบอกว่าอยากมั่นใจในความปลอดภัย แต่พอนางแจ้งว่าน

  • หงส์สองชาติ   เกิดเหตุซ้ำรอย

    หลังจากออกจากวังหลวง ไป๋หงเหยียนรู้สึกว่าลมเย็นของยามเย็นไม่อาจคลายความอึดอัดในใจได้ คำพูดของหลางกุ้ยเฟยยังตามหลอกหลอน และสายตาของอวี้เหวินหลงที่ยืนรอนางอยู่ที่ประตูวัง ก็ยังวนเวียนในความคิดอย่างไม่อาจละวาง แต่นางไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นใน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status