LOGINเมื่อย้อนกลับมายังยุค 80 สิ่งแรกที่จ้าวชิงหรานทำก็คือสร้างความร่ำรวยให้สามี ชาติก่อนเธอตัดสินใจผิดพลาดจนต้องกลายเป็นดวงวิญญาณเร่ร่อนหลายสิบปี ชาตินี้เมื่อได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่เธอย่อมไม่ปล่อยให้ชะตากรรมอันเลวร้ายเกิดขึ้นอีก ชาติที่แล้ว...เธอช่างโง่เขลาเหลือเกิน แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสอีกครั้ง ครั้งนี้... เธอจะไม่ปล่อยให้ชายผู้ซื่อสัตย์คนนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างเดียวดายอีก เธอจะพาเขา... พาครอบครัว... รวมถึงทุกคนที่รักเธอ ก้าวไปสู่ชีวิตที่มั่งคั่งที่สุด
View More“เจ้าบ่าวหนีไปแล้ว!”
เสียงตะโกนอันตื่นตระหนกดังขึ้นจากหน้าลานบ้านตระกูลจ้าว ทำให้บรรยากาศงานแต่งงานที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพลันเงียบงันราวกับเวลาหยุดเดิน
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างหันไปมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
“ว่าอย่างไรนะ”
“กู้หมิงเจ๋อหนีไปแล้วหรือ”
“เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ใช่หรือ ฉันก็ว่าแล้ว คนมีอนาคตอย่างเขาจะยอมแต่งงานกับสาวบ้านนอกได้อย่างไร”
“เฮ้อ...น่าสงสารแม่หนูชิงหรานจริง ๆ”
เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่วทั้งลานบ้าน ภายในห้องนอนของเจ้าสาว หญิงสาวในชุดแต่งงานสีแดงสดนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกไม้เก่า ดวงตาคู่สวยทอดมองภาพสะท้อนของตนเองอย่างเหม่อลอย
จ้าวชิงหราน... เธอค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง ผิวพรรณเต่งตึงปลายนิ้วยังอ่อนนุ่ม ไม่มีริ้วรอยแห่งวัยแม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่มือของวิญญาณที่ล่องลอยมาหลายสิบปี แต่มันคือมือของหญิงสาววัยสิบแปดปี...
“ฉันกลับมาแล้วจริง ๆ ...”
เธอพึมพำเสียงแผ่ว ความทรงจำเมื่อครู่ยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เธอเฝ้ามองซ่งฉางเยว่ใช้ชีวิตเพียงลำพังมาหลายสิบปี เฝ้ามองเขาออกทะเลทุกวัน เฝ้ามองเขาสร้างกิจการประมงจากเรือไม้เก่าเพียงลำเดียว เฝ้ามองเขาประสบความสำเร็จ แต่กลับไม่เคยมีเสียงหัวเราะที่มาจากใจอีกเลย
คืนสุดท้ายของชีวิต ชายผู้แข็งแกร่งคนนั้นนอนอยู่บนเตียงไม้เก่าในบ้านริมทะเล ดวงตาที่เคยเด็ดเดี่ยวกลับเต็มไปด้วยความอ่อนล้า เขาหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมากอดไว้แนบอกเป็นรูปของเธอ... รูปที่ถ่ายก่อนวันแต่งงานแค่เพียงไม่กี่วัน
ซ่งฉางเยว่ที่อยู่ในวัยชราหลับตาลง พลางเอ่ยเสียงแผ่ว
“ชิงหราน...พี่คิดถึงเธอเหลือเกิน”
“ถ้ามีชาติหน้า...พี่จะใส่ใจเธอให้มาก จะไม่เปิดโอกาสให้เธอได้รักกับเขา จะพยายามทำดีกับเธอให้มาก เธอจะได้มองเห็นความรักของพี่ หากพี่พยายามมากขึ้น ชีวิตของเธอก็คงจะยืนยาวมากกว่านี้ พี่ขอไปแก้ตัวกับเธอชาติหน้าก็แล้วกันนะ”
เมื่อเขาพูดจบก็สิ้นใจไปอย่างสงบ ตอนนั้นเองที่วิญญาณของเธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งแตกสลาย โซ่ตรวนที่พันธนาการเธอไว้หลายสิบปีหายไป ก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท...
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็ย้อนกลับมายังวันนี้ วันที่การแต่งงานเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอและครอบครัวที่เธอรัก ทุกสิ่งเหมือนดั่งในชาติที่แล้ว แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้... เธอไม่ใช่จ้าวชิงหรานผู้โง่เขลาอีกต่อไปแล้ว
เสียงร้องไห้ของแม่ดังมาจากด้านนอก ดังเข้าประตูห้องนอนของเธอมา
“ทำไมลูกสาวของฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย สวรรค์ช่างใจร้ายเหลือเกิน”
พ่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
“เบาเสียงลงหน่อย อย่าให้แขกที่อยู่ในลานบ้านได้ยิน ถ้าข่าวลือแพร่ออกไปแล้วชิงหรานจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร”
คำพูดของพ่อทำให้จ้าวชิงหรานยิ้มออกมา เขายังคงเป็นเหมือนเช่นชาติที่แล้วที่อยากจะปกป้องเธอ แต่จะปิดได้อย่างไรกันเล่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงแขกที่มาร่วมงานในลานบ้าน แต่คนทั้งหมู่บ้านก็น่าจะรู้แล้วว่าเจ้าบ่าวของเธอหนีงานแต่งไปแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นจ้าวชิงหรานสูดลมหายใจลึก
ชาติที่แล้ว... เพราะรับความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ เธอจึงวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังหน้าผาริมทะเล ปล่อยร่างตกลงสู่เกลียวคลื่น คิดว่าหากเธอตาย กู้หมิงเจ๋อจะเสียใจไปตลอดชีวิต
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เขาเสียใจแค่เพียงไม่กี่วัน ไม่นานก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีคนรักใหม่ แต่งงาน มีชีวิตที่ดี คนที่ต้องทุกข์กลับกลายเป็นพ่อ แม่ พี่ชาย และ... ซ่งฉางเยว่
แค่เพียงคิดถึงชายคนนั้น หัวใจก็พลันบีบรัด เธอเป็นหนี้เขามากเกินไปชาตินี้จะไม่ทำผิดซ้ำอีก
ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล
“ชิงหราน!”
เป็นจ้าวชิงเฉิง พี่ชายของเธอ
“เธอวางใจเถิด พี่จะไปลากตัวกู้หมิงเจ๋อกลับมา ต่อให้ต้องหักขามัน พี่ก็จะจับมันมาแต่งงานกับเธอให้ได้”
จ้าวชิงหรานส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ต้องหรอกพี่”
จ้าวชิงเฉิงชะงักไปในทันที
“เธอว่าอะไรนะ”
“แตงที่ฝืนเด็ดมามันไม่หวานหรอก เขาไม่ได้อยากจะแต่งงานกับฉันแล้ว บังคับเขาให้กลับมาแต่งกับฉัน นอกจากจะไม่สามารถใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขได้แล้ว เขาอาจจะรู้สึกรังเกียจฉัน ที่ฉันทำลายชีวิตของเขา ดังนั้นพี่ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”
คำพูดของจ้าวชิงหรานทำให้จ้าวชิงเฉิงตกตะลึง และคิดในใจว่า คนที่นั่งอยู่ใช่น้องสาวของเขาจริงหรือ ก่อนหน้านี้จ้าวชิงหรานรักกู้หมิงเจ๋อมากจนยอมทำทุกอย่าง แล้วเหตุใดจู่ ๆ จึงได้สงบนิ่งเช่นนี้
ขณะเดียวกัน ด้านนอกเกิดเสียงเอะอะขึ้นอีกครั้ง ทุกคนหันไปมอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน เสื้อผ้ายังเปียกน้ำทะเลอยู่ครึ่งตัว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับจากออกทะเลมา
เขาคือ... ซ่งฉางเยว่ เพื่อนสนิทของจ้าวชิงเฉิง เมื่อเห็นเจ้าสาวยังนั่งอยู่ในห้อง เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ชิงหราน..."
เขาเรียกชื่อของเธอเบา ๆ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความเป็นห่วง จ้าวชิงหรานมองใบหน้าที่คุ้นเคย
ผู้ชายคนนี้แทบไม่เปลี่ยนไปจากในความทรงจำ ยังคงหล่อเหลา สุขุม และเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ เพียงแต่ครั้งนี้ใบหน้าหนุ่มแน่น ไม่ใช่ชายวัยชราที่มีเส้นผมสีขาว น้ำตาของเธอเกือบจะไหลออกมา
ซ่งฉางเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกำหมัดแน่น ราวกับตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เขาหันไปหาจ้าวชิงเฉิงที่พยายามจะดันเขาให้ออกไปจากห้องของน้องสาวของเขา
“ชิงเฉิง ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับชิงหราน นายเชื่อใจฉันนะ”
จ้าวชิงเฉิงพยักหน้า ซ่งฉางเยว่สูดหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“วันนี้ชิงหรานจะถูกคนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะไม่ได้”
ทุกคนเงียบกริบ แม้แต่พ่อแม่ของจ้าวชิงหรานก็มองเขาอย่างไม่เข้าใจ ชายหนุ่มเดินตรงมาหยุดต่อหน้าหญิงสาว ดวงตาที่เคยมองเธออย่างเงียบ ๆ มาหลายปี วันนี้กลับไม่มีความคิดจะปิดบังความรู้สึกในแววตาอีกต่อไป
“ชิงหราน... แต่งงานกับพี่เถิด”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวชิงเฉิงอ้าปากค้าง แม่ถึงกับยกมือปิดปากด้วยความคาดไม่ถึง
ซ่งฉางเยว่กล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ
“พี่จะเป็นเจ้าบ่าวให้เธอเอง ถึงพี่จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวย บ้านพี่ก็เป็นเพียงชาวประมง แต่พี่ขอให้สัญญา ตราบใดที่พี่ยังมีเรี่ยวแรง พี่จะไม่มีวันปล่อยให้เธออดอยาก”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ถ้าเธอไม่ยินยอม พี่ก็จะไม่ฝืนใจ”
“พี่แค่...”
เขาก้มหน้าลง
“ไม่อยากเห็นเธอเสียใจ”
จ้าวชิงหรานมองชายตรงหน้า ภาพในอดีตซ้อนทับกับปัจจุบัน ผู้ชายคนนี้... ชาติก่อนเขาก็เคยพูดกับเธอด้วยคำพูดประโยคนี้ แต่เธอกลับคิดว่าเขาพูดออกมาเพราะสงสารเธอ เธอจึงไม่รับน้ำใจของเขา ไม่เพียงปฏิเสธเขาแต่ยังคิดสั้นวิ่งออกไปจบชีวิตของตนเองที่หน้าผาริมทะเล คนแรกที่พบร่างของเธอก็คือเขา
จ้าวชิงหรานจำได้ว่าเธอเคยยืนมองเขาโอบกอดร่างไร้วิญญาณของเธอเอาไว้ด้วยความสิ้นหวัง เคยร้องไห้และตะโกนเรียกชื่อเธอจนเสียงแหบแห้ง เคยใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อไถ่โทษให้เธอทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยสักนิด ทั้งที่คนผิดคือ... เธอต่างหาก
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว ซ่งฉางเยว่ใจหาย เขาคิดว่าเธอร้องไห้เพราะไม่ยอมรับคำขอขอแต่งงานของเขา จึงรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม
“ต้องขอโทษด้วย... ที่พูดออกมาเช่นนี้ พี่ก็แค่หวังดีต่อเธอ หากเธอไม่ยินยอมก็ถือเสียว่าพี่ไม่ได้พูดก็แล้วกัน”
เมื่อพูดจบซ่งฉางเยว่ก็หมุนตัวเตรียมจะก้าวเท้าออกจากห้อง แต่เขายังไม่ทันก้าวเท้าออกจากห้องไป มือเล็ก ๆ ก็เอื้อมมาจับแขนเสื้อที่ยังเปียกชื้นของเขาไว้ ทำให้เขาหันกลับมามองจ้าวชิงหรานอย่างงุนงง เธอเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากแดงระบายรอยยิ้มอบอุ่นที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
“ตกลง! พวกเราแต่งงานกันเถิดค่ะ”
คำตอบของจ้าวชิงหรานทำให้ซ่งฉางเยว่แข็งค้างไปทั้งร่าง จ้าวชิงหรานมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“พี่ฉางเยว่...”
“พวกเรามาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเถิด”
ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง ไม่มีใครพูดอะไรออกมา จ้าวชิงเฉิงยืนอึ้ง แม่ของจ้าวชิงหรานน้ำตาไหล ส่วนพ่อของเธอถอนหายใจยาวออกมา ราวกับยกภูเขาออกจากอก
ซ่งฉางเยว่ยังคงยืนนิ่ง เขาสงสัยว่าตนเองกำลังฝันอยู่หรือไม่ ผู้หญิงที่เขาแอบรักมานานหลายปี คนที่ไม่เคยชายตามองเขา วันนี้... กำลังยิ้มให้เขาและตอบรับการขอแต่งงานจากเขา
หลายสิบปีผ่านไป... กาลเวลาได้เปลี่ยนเส้นผมสีดำให้กลายเป็นสีดอกเลา เปลี่ยนใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ให้มีริ้วรอยแห่งวัย แต่กลับไม่อาจพรากรอยยิ้ม ความรัก และความอบอุ่นของครอบครัวนี้ไปได้แม้แต่น้อยค่ำคืนนี้... แสงจันทร์สีเงินทอดยาวเหนือผืนทะเล คลื่นยังคงซัดเข้าฝั่งเป็นจังหวะไม่ต่างจากวันแรกที่จ้าวชิงหรานได้ย้อนกลับมามีชีวิตใหม่หญิงชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนโขดหินริมชายหาด แม้อายุจะล่วงเลยมาหลายสิบปี แต่แววตาของจ้าวชิงหรานยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม เธอเพิ่งเดินทางกลับจากปักกิ่ง การไปครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าทุกครั้งเพราะ... ซ่งซีห่าว ลูกชายคนโตของเธอ เพิ่งได้เป็นพ่อคน หลิวซือหน่วน ลูกสะใภ้คนโตให้กำเนิดลูกชายคนแรกของตระกูลซ่งในฐานะคุณย่า... จ้าวชิงหรานจึงอยู่ช่วยดูแลลูกสะใภ้ เลี้ยงหลานชาย และจัดการทุกอย่างจนกระทั่งงานเลี้ยงครบเดือนเสร็จสิ้น เธอยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น… ภายในงานเลี้ยงครบเดือน แขกเหรื่อแน่นขนัดไปทั้งคฤหาสน์ ทุกคนต่างผลัดกันอุ้มเหลนคนแรกของตระกูลซ่งด้วยความเอ็นดู จ้าวชิงหรานกำลังอุ้มหลานชายอยู่ขณะนั้นเอง... ซ่งฉางเยว่ก็เดินเข้ามา เขามองหลานชายเพียงครู่เดียว ก่อนหันไปหาลูกชาย“ซ
สายลมทะเลยามเย็นพัดเอื่อย ๆ กลิ่นอายเค็มของทะเลยังคงเหมือนเดิม… แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้กู้หมิงเจ๋อเดินช้า ๆ ไปตามถนนคอนกรีตสายใหม่ของหมู่บ้าน ดวงตาคู่เดิมทอดมองบ้านเรือนสองข้างทางด้วยความรู้สึกซับซ้อนบ้านไม้เก่า ๆ หลายหลังถูกแทนที่ด้วยบ้านอิฐสองชั้น หน้าบ้านแต่ละหลังมีรถบรรทุกจอดอยู่หลายคันเด็ก ๆ วิ่งเล่นอย่างร่าเริง สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ทุกคนต้องปะชุนเสื้อผ้าจนแทบไม่เหลือผืนเดิมริมท่าเรือ... เรือประมงขนาดใหญ่จอดเรียงรายเป็นแถวโกดัง ห้องเย็น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และสำนักงานของบริษัทฉงซินไคว่เล่อตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่งชายวัยกลางคนที่เดินผ่านเห็นเขาก็เอ่ยขึ้น“มาหาใครหรือ”กู้หมิงเจ๋อยิ้มบาง ๆ“ผมแค่กลับมาเยี่ยมบ้านครับ”ชายคนนั้นพยักหน้า“ช่วงหลายปีมานี้หมู่บ้านของพวกเราเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ”กู้หมิงเจ๋อพยักหน้าช้า ๆ อย่างเห็นด้วย“เปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ”อีกฝ่ายยิ้มภูมิใจ“ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้คุณซ่งกับคุณนายซ่ง ถ้าไม่มีสองคนนั้น พวกเราก็คงยังจนเหมือนเดิม ทุกวันนี้ลูกหลานในหมู่บ้านแทบไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้านแล้ว อ
กาลเวลา... ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสิบปีแล้ว จากเด็กชายตัวน้อยที่เดินโซเซอยู่ในอ้อมแขนของพ่อแม่ วันนี้ซ่งซีห่าวเติบโตเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ฉลาด กล้าคิดกล้าทำ และมีแววความเป็นผู้นำไม่ต่างจากซ่งฉางเยว่ส่วนน้องสาวของเขา... ซ่งซีเยว่ ก็กลายเป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้านเด็กหญิงหน้าตางดงามราวกับแกะออกมาจากจ้าวชิงหราน รอยยิ้มหวานสดใสทำให้ใครพบเห็นก็อดเอ็นดูไม่ได้จ้าวชิงเฉิงกับหวังฮุ่ยเหมยเองก็มีลูกสาวและลูกชายเพิ่มขึ้นอีกอย่างละหนึ่งคน บ้านจ้าวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ อยู่ทุกวันขณะที่หลิวต้าไห่กับลู่หงอิง ก็มีลูกสาวหนึ่งคนและลูกชายอีกหนึ่งคน เด็กทั้งเจ็ดคนเติบโตมาด้วยกัน มีความสนิทสนมกันราวกับเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ยกเว้นซ่งซีห่าวเพียงเท่านั้นที่ชอบทำตัวแก่แดดประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาคือว่าที่ลูกเขยคนโตของหลิวต้าไห่ วันหน้าหลิวซือหน่วนจะต้องเป็นเจ้าสาวของเขาคำพูดของซ่งซีห่าวทำให้หลิวต้าไห่หัวฟัดหัวเหวี่ยงแทบจะทุกวัน บอกกับซ่งฉางเยว่ว่าเมื่อก่อนเขาไม่น่าพูดจาล้อเล่นว่าจะจับจองซ่งซีห่าวเป็นลูกเขยของเขา ตอนนี้หัวผักกาดที่เขาเฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมทุกเมื่อเชื่อว
เวลาผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ กิจการของ ฉงซินไคว่เล่อ เติบโตเร็วกว่าที่จ้าวชิงหรานเคยคาดคิดเอาไว้ห้องเย็นแห่งแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนต้องขยายพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เรือประมงจากหลายเมืองเริ่มนำสินค้าเข้ามาฝากเก็บที่คลังของพวกเธอ ขณะที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลเองก็เดินเครื่องแทบตลอดทั้งวันตราสินค้า “ฉงซินไคว่เล่อ” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของอาหารทะเลแปรรูปอีกต่อไปแต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาหารทะเลแปรรูปที่มีคุณภาพสูง บรรดาพ่อค้าและผู้บริโภคต่างให้ความไว้วางใจฉงซินไคว่เล่อสิ่งที่ทำให้จ้าวชิงหรานยินดีที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขผลกำไรที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่เป็นเพราะแผนการบริหารทั้งหมดที่เธอวางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่แรก เริ่มผลิดอกออกผลแล้วกิจการทุกส่วนถูกแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ โรงงานมีผู้จัดการ ห้องเย็นมีหัวหน้าคลังสินค้า ฝ่ายขนส่งมีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ บัญชีมีหวังฮุ่ยเหมยช่วยดูแล ส่วนซ่งฉางเยว่ก็คอยกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะยาว ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม จนเจ้าของกิจการอย่างจ้าวชิงหรานแทบไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนในอดีตหลายครั้ง... เธอมีเวลานั่งดื่มชากับแม่จ





