LOGINเมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสให้แก้ไขอดีตที่ผิดพลาด ไป๋หงเหยียนบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ผู้เคยสูญเสียครอบครัวและถูกบีบจนต้องสิ้นใจ ได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งก่อนเหตุโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น นางตั้งใจจะเปลี่ยนชะตาทุกคนที่ตนรักให้ได้ แม้ต้องเผชิญเล่ห์กลของรัชทายาทผู้ทะเยอทะยาน และกุ้ยเฟยผู้ซ่อนปริศนาอันดำมืดไว้ใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน ทว่านางไม่ใช่ผู้เดียวที่ย้อนกลับมา อวี้เหวินหลง ซื่อจื่อผู้สุขุมเย็นชา ก็กลับมาพร้อมความทรงจำจากชาติที่แล้วเช่นกัน เขารู้ว่าหากปล่อยให้อดีตซ้ำรอยเดิม แผ่นดินจะล่มสลาย และนาง สตรีผู้ที่เขาแอบมีใจให้จนชั่วชีวิต จะไม่มีวันได้มีชีวิตที่ควรได้ เมื่อทั้งสองต่างมีความลับที่ไม่อาจพูดกัน ต้องร่วมมือปิดบังพยาน ปกป้องแม่ทัพไป๋ ขัดแผนการกบฏ และต่อสู้กับโชคชะตาที่อาจร้ายแรงกว่าอดีต พร้อมทั้งเอาชนะหัวใจของอีกฝ่ายที่เริ่มเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่เข้าใกล้กัน ชาติก่อน เขาเสียนางไป ชาตินี้ แม้ต้องสู้กับทั้งราชสำนัก เขาก็จะไม่ยอมให้นางหลุดมืออีกครั้ง
View More"ตึก ตึก ตึก"
เสียงฝีเท้าเร่งรีบกำลังเดินเข้ามาในตำหนัก ฮองเฮาไป๋หงเหยียนที่กำลังนั่งเล่นกับนางกำนัลพลันเงยหน้าขึ้น "มีเรื่องใดหรือ" นางมองคนที่เพิ่งมาถึง ใบหน้างดงามนั้นเคร่งขรึมบอกได้ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่สบายใจ "ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมีเรื่องด่วนเพคะ" สวีเยว่ชิง กุ้ยเฟยแห่งองค์ฮ่องเต้กล่าวขึ้น "จะเรื่องอะไรก็บอกมาเถิด" สายตาวิตกกังวลเมื่อครู่สลายหายไป สีหน้าของสวีเยว่ชิงเปลี่ยนไปในทันที นางก้าวเข้ามาช้า ๆ เหยียดยิ้มราวกับเพิ่งชนะศึกใหญ่ "ข้าได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้ อาจได้ขึ้นเป็นฮองเฮาในไม่ช้า" เสียงแหลมของนางดังก้อง นางกำนัลต่างก้มหน้า บ้างซ่อนความไม่สบายใจ บ้างคงไว้ซึ่งความเฉยชา คิ้วเรียวของไป๋หงเหยียนขมวดเข้าหากัน เรื่องน่าประหลาดใจนี้นางยังมิได้รับรายงานมาก่อน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร" สวีเยว่ชิงยกยิ้มพลางหัวเราะแผ่วเบา นางก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อยยกมือกอดอกเชิดหน้าหลังตรง "ก็หมายความว่าอีกไม่นานฮองเฮาคนเก่าอาจถูกลงโทษข้อหาคบชู้จนตั้งครรภ์" เสียงเล็กเผยแววเยาะเย้ยออกมา "เหลวไหล!" "จะเหลวไหลได้อย่างไรเพคะ ทหารคนหนึ่งสารภาพจนสิ้นไส้ ตอนนี้ถูกลากออกไปประหารแล้ว คนต่อไปก็คือเจ้า!" สวีเยว่ชิงกระแทกเสียงพร้อมชี้หน้าไป๋หงเหยียน นางลุกขึ้นโกรธจนตัวสั่นปากสั่นอย่างมิอาจควบคุม "สวีเยว่ชิง เจ้า..." "ข้าเป็นตัวแทนฮ่องเต้มาส่งข่าวแก่เจ้า พระองค์รับสั่งให้ข้านำยามาให้ดื่ม แต่ไม่ต้องกลัว นี่มิใช่ยาพิษ" สวีเยว่ชิงสั่งนางกำนัลที่มาด้วยนำยามาให้ สิ่งเหล่านี้เหมือนมีการเตรียมการมาแล้ว "ข้าไม่กินยาอะไรทั้งสิ้น" ไป๋หงเหยียนตะคอก ทันใดนั้นสวีเยว่ชิงสั่งนางกำนัลจับตัวนางเอาไว้แน่นหนา ไป๋หงเหยียนดิ้นจนสุดแรงก็ดิ้นไม่หลุด สวีเยว่ชิงยกถ้วยยาบีบปากไป๋หงเหยียนกรอกยาลงไปจนหมด "ปล่อยนาง อีกไม่นานยาก็ออกฤทธิ์แล้ว ข้าต้องรีบไปกราบทูลฮ่องเต้แล้ว" สวีเยว่ชิงหัวเราะจนพึงพอใจแล้วนำขบวนออกจากห้อง ชั่วครู่ไป๋หงเหยียนกลับปวดท้องหนักหน่วงดั่งจะขาดใจ "เลือดเพคะ ตามหมอ ตามหมอเร็ว!" เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกมา นางกำนัลช่วยกันอุ้มนางขึ้นไปที่เตียง ทั้งร้องเรียกคนให้ช่วย ทั้งร้องไห้กันระงม สวีเยว่ชิงเดินมาถึงท้องพระโรงพบฮ่องเต้กำลังหารือราชกิจกับขุนนางสามคน นางจึงหยุดยืนที่หน้าประตู "กุ้ยเฟยมีเรื่องใดถึงเข้ามากะทันหัน" ฮ่องเต้ตรัสถามเมื่อเห็นนางเงียบไป "ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันไปเข้าเฝ้าฮองเฮามาเพคะ ไม่รู้เกิดเรื่องใดขึ้น ฮองเฮาดื่มยาทำแท้ง และบอกหม่อมฉันว่านางต้องเอาชนะหม่อมฉันให้ได้ เมื่อไม่มีเด็ก พระองค์จะได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม" ขันทีและขุนนางสามคนต่างได้ยินชัดเจน กุ้ยเฟยกราบทูลโจ่งแจ้งอย่างนี้ นางต้องการอะไรกันแน่ ฮ่องเต้พระพักตร์เปลี่ยนไป "เรื่องนี้เอาไว้ภายหลัง ข้ากำลังหารือราชกิจบ้านเมือง" "เพคะ" สวีเยว่ชิงย่อกายคารวะอ่อนน้อมแล้วเดินออกไป จนกระทั่งตอนบ่ายขณะที่ฮองเฮามีอาการตกเลือด กุ้ยเฟยก็มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ตำหนักอีกครั้ง "เมื่อเช้าเจ้าบอกว่าฮองเฮาดื่มยาทำแท้งรึ" ทรงตรัสถามพระพักตร์เคร่งเครียด "ใช่เพคะ ฮองเฮาตรัสว่า เรื่องลูกไม่สำคัญเท่าพระองค์ ฆ่าเด็กในท้องทิ้งเสีย ฝ่าบาทก็จะทรงยกโทษให้นางแล้ว" สวีเยว่ชิงพูดเสียงแผ่ว พลางลอบมองท่าทีของฮ่องเต้ "แพศยา! คบชู้สู่ชายจนตั้งครรภ์แล้วยังใจดำอำมหิตฆ่าเด็กได้ลงคอ คิดหรือว่าทำเช่นนี้แล้วข้าจะใจอ่อน ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีวันยกโทษให้คนทรยศอย่างนาง!" ฮ่องเต้โกรธจัดเรียกขันทีเข้ามาทันที "ประกาศให้ทั่วเมือง ตระกูลไป๋สมคบกับต่างแคว้นก่อกบฏ ฆ่าล้างตระกูล ส่วนฮองเฮารับโทษดื่มยาพิษเพื่อแสดงความจงรักภักดี!" ขันทีเบิกตากว้าง ตัวสั่นสะท้านเพราะความกลัว "ฝะ...ฝ่าบาท..." "ถ้าเจ้าชักช้า ข้าจะตัดหัวเจ้าเป็นคนแรก" "น้อมรับพระบัญชา..." ขันทีวิ่งเข่าอ่อนออกไปร่างราชโองการขณะที่สวีเยว่ชิงพึงพอใจเป็นล้นพ้น ข่าวตระกูลไป๋ก่อกบฏแพร่ไปทั่วแคว้น ตระกูลไป๋ถูกสังหารล้างตระกูลจนหมดสิ้น ไป๋หงเหยียนเป็นดั่งคนถูกตัดแขนตัดขา หัวใจของนางแตกสลายไม่มีชิ้นดี "ข้าไม่เคยทำความผิดต่อเบื้องสูง ตระกูลไป๋คือผู้บริสุทธิ์" ก่อนดื่มยาพิษนางกล่าวคำพูดสุดท้ายดุจคำสาบานต่อสวรรค์ที่ไม่มีใครรับฟัง ร่างงามล้มลง เลือดไหลทะลักออกจากปากและจมูก ร่างนางกระตุกสองครั้งแล้วแน่นิ่งไป ดวงตาคู่งามตื่นขึ้นในยามเช้า หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างตื่นตระหนก ไป๋หงเหยียนฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตมาสามวันแล้ว นางเพิ่งปรับตัวกับการย้อนเวลาที่แสนแปลกประหลาดแต่ยังคงฝันซ้ำ ๆ ติดต่อกัน นางย้อนเวลามาหนึ่งปีก่อนอภิเษกกับองค์รัชทายาทและขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาหลังจากนั้น เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามใบหน้างดงาม อากาศไม่ร้อน มีลมพัดอ่อนเป็นระยะ แต่ในใจของนางกลับไม่สงบสุข "หลี่เจิ้นเฉิง เจ้าช่างเลือดเย็นนัก หลอกให้ข้าหลงรัก แล้วยังกล้าหักหลังตระกูลไป๋" นางพึมพำออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต "ไม่ ครานี้ข้าจะไม่แต่งงาน ไม่เข้าวัง ตระกูลไป๋ต้องไม่พบจุดจบเช่นนั้นอีก" และหากนางแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ทุกชีวิตในตระกูลไป๋ก็จะอยู่รอดปลอดภัย ไป๋หงเหยียนลุกขึ้นทำธุระส่วนตัวแล้วรีบออกจากห้องไป อีกสามเดือนหลังจากนี้จะมีราชโองการขอหมั้นหมายนางกับองค์รัชทายาท แต่วันนี้ตอนบ่ายจะมีขุนนางจากวังหลวงมาดูตัวนาง ก่อนที่หายนะจะมาเยือนนางต้องออกไปข้างนอก ไม่ให้คนในวังเห็นหน้า อย่างน้อยก็เป็นการเลื่อนเวลาออกไปให้นางได้คิดแก้ปัญหา "คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ" มู่เซียว สาวใช้คนสนิทวิ่งตามนางออกมา วันนี้คุณหนูไป๋ไม่มีธุระข้างนอกแต่เหตุใดถึงรีบร้อนจะไปนัก "ข้าลืมไป ว่านัดกับเสี่ยวซินเอาไว้ว่าจะไปซื้อผ้าตัดชุดใหม่" นางพูดไปพลางเร่งฝีเท้าไปยังลานจอดรถม้า "แต่วันนี้ ขุนนางวังหลวงจะมาดูตัวคุณหนูนะเจ้าคะ นายท่าน..." "เจ้าก็รับหน้าไปก่อนก็แล้วกัน" นางชิ่งขึ้นรถม้าสั่งสารถีออกไปทันที มู่เซียวที่วิ่งตามจนหน้าซีดก็นึกจนปัญญา "จะทำอย่างไรดี คุณหนูนะคุณหนู" ไป๋หงเหยียนในเมื่อก่อนช่างไร้เดียงสานัก นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าการดูตัวนางเป็นแผนการของหลี่เจิ้นเฉิงที่จะบีบให้ตระกูลไป๋สนับสนุนตนเองโดยใช้แผนการมัดมือชกแต่งงานกับนางโดยที่นางก็มิได้ขัดข้อง หลังจากนั้นเขาก็ใช้แผนชั่วบีบบังคับไป๋หงเทียน บิดาของนางให้สนับสนุนตนโดยปริยาย เพราะเป็นบิดาของฝ่ายภรรยา ให้ร่วมมือโค่นล้มราชบัลลังก์โดยเอาชีวิตนางเป็นเดิมพัน ไป๋หงเหยียน แก้วตาดวงใจของแม่ทัพไป๋หงเทียน นางไม่เคยรู้เรื่องใดนอกเหนือจากเรื่องในตำหนักฝ่ายใน ไม่รู้ว่าตนเองได้ตกเป็นเครื่องมือของสามีในการทำความชั่วครั้งยิ่งใหญ่ เรื่องคราวนั้นเป็นเรื่องของบุรุษตัดสินกันเอง แต่ครานี้นางไม่ยินยอมให้ผู้ใดทำเช่นนั้นกับนางอีกเป็นอันขาด ไป๋หงเหยียนยืนอยู่กลางตลาดในเมืองหลวง นางมิได้นัดหมายเสี่ยวซิน ไม่ได้ไปร้านขายผ้าอย่างที่โกหกเอาไว้ นางจึงเดินเตร็ดเตร่ชมตลาดเพื่อฆ่าเวลาแทน "รอจนคณะจากวังหลวงกลับไปก่อนข้าถึงจะกลับจวน" ขณะที่นางกำลังซื้อขนมและเดินออกจากร้าน สายตาสำรวจผู้คนรอบตัว แต่จู่ ๆ เสียงคนตะโกนดังขึ้นอยู่ไม่ไกล ทำให้ทุกคนชะงัก "ระวัง!ม้าเสียการควบคุมกำลังวิ่งมาทางนี้!" นางชะงักพลางหันไปมอง เห็นฝูงชนวิ่งหลบกันอลหม่าน ในที่สุดก็เห็นม้าสีน้ำตาลเข้มพุ่งตรงเข้ามา เสียงเกือกม้าดังจนหัวใจสะเทือน เสียงร้องตกใจของผู้คนผสานกับฝุ่นที่ลอยขึ้นสูงทำให้นางหัวใจเต้นแรงและทำตัวไม่ถูกยืนนิ่งราวกับก้อนหิน ก่อนที่ม้าจะพุ่งเข้าถึงตัวนาง ฉับพลันมือใหญ่คว้าตัวนางไว้แน่น พานางถอยหลังหนึ่งก้าว ร่างบางเซไปเล็กน้อยจากแรงดึงแต่ยังคงยืนมั่นคง นางเงยหน้ามองเป็นบุรุษร่างสูงคนหนึ่ง ใบหน้าคมคายสะอาดเกลี้ยงเกลา เขาสั่งให้คนคุมสถานการณ์ทั้งที่ยังโอบตัวนางแน่นกระชับ ม้าหยุดฝีเท้าลงและมีเจ้าหน้าที่สองคนจูงออกไปทางอื่น "เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่" เสียงทุ้มถามขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแฝงไว้ซึ่งความห่วงใย เขาปล่อยมือจากนางเมื่อเห็นว่านางไม่ได้ล้มลง ไป๋หงเหยียนส่ายหน้า หัวใจนางยังเต้นแรงแต่กลับมีความรู้สึกโล่งขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในเมื่อก่อนหลังจากนางรับหมั้น ม้าวิ่งเฉียดนางจนล้มลงข้อศอกเป็นแผลมีเลือดไหลแต่กลับไม่มีคนช่วยนางสักคน ครั้งนี้อาจเป็นโชคช่วย มิเช่นนั้นแล้วนางก็อาจตกอยู่ในสภาพเดิมอีก กลุ่มคนในตลาดเริ่มกระจายตัว มองตามเจ้าหน้าที่จูงม้าออกไป บ้างก็มองมาที่ไป๋หงเหยียนและบุรุษที่อยู่ข้างนาง แล้วเสียงซุบซิบก็แผ่กระจายเป็นไฟลามทุ่งหลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา
หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน
อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ
หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ
นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ "เอาสุราให้คุณหนูสวี" จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นม
รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดก่อนออกไป เพราะต้องจัดของขวัญและการจัดการที่เคร่งครัด ไป๋หงเหยียนนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีบ่าวรับใช้กำลังเกล้าผมให้หลังจากแต่งหน้าและแต่งตัวเสร็จ ชั่วครู่ไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเร่งบุตรสาว "เสร็จรึยัง เหยียนเอ๋อร์ อย่าปล่
หลังจากเดินออกจากบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางไปเพียงไม่นาน ไป๋หงเหยียนก็เดินมุ่งตรงไปยังลานจอดรถม้า ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา นางหยุดฝีเท้าหยุดกลางลาน เงียบครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปรออีกฝ่ายอย่างสง่างาม สวีเยว่ชิงออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่อย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันของนางจริง ๆ มีแต่เร
หลังจากที่ไป๋หงเหยียนขอตัวจากอวี้เหวินหลงและเดินออกจากสำนักตรวจการ ใจหนึ่งยังรู้สึกโล่งเพราะรอดพ้นคดีสอบสวน อีกใจหนึ่งก็ระแวงเขาแปลก ๆ "เขาเป็นห่วงข้าจริง ๆ หรือมีบางอย่างแอบแฝง" เพราะความรู้สึกนี้เป็นเหตุให้นางปฏิเสธให้เขาไปส่งที่ลานจอดรถม้า แม้เขาจะบอกว่าอยากมั่นใจในความปลอดภัย แต่พอนางแจ้งว่าน






reviews