ログインเมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสให้แก้ไขอดีตที่ผิดพลาด ไป๋หงเหยียนบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ผู้เคยสูญเสียครอบครัวและถูกบีบจนต้องสิ้นใจ ได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งก่อนเหตุโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น นางตั้งใจจะเปลี่ยนชะตาทุกคนที่ตนรักให้ได้ แม้ต้องเผชิญเล่ห์กลของรัชทายาทผู้ทะเยอทะยาน และกุ้ยเฟยผู้ซ่อนปริศนาอันดำมืดไว้ใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน ทว่านางไม่ใช่ผู้เดียวที่ย้อนกลับมา อวี้เหวินหลง ซื่อจื่อผู้สุขุมเย็นชา ก็กลับมาพร้อมความทรงจำจากชาติที่แล้วเช่นกัน เขารู้ว่าหากปล่อยให้อดีตซ้ำรอยเดิม แผ่นดินจะล่มสลาย และนาง สตรีผู้ที่เขาแอบมีใจให้จนชั่วชีวิต จะไม่มีวันได้มีชีวิตที่ควรได้ เมื่อทั้งสองต่างมีความลับที่ไม่อาจพูดกัน ต้องร่วมมือปิดบังพยาน ปกป้องแม่ทัพไป๋ ขัดแผนการกบฏ และต่อสู้กับโชคชะตาที่อาจร้ายแรงกว่าอดีต พร้อมทั้งเอาชนะหัวใจของอีกฝ่ายที่เริ่มเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่เข้าใกล้กัน ชาติก่อน เขาเสียนางไป ชาตินี้ แม้ต้องสู้กับทั้งราชสำนัก เขาก็จะไม่ยอมให้นางหลุดมืออีกครั้ง
もっと見る"ตึก ตึก ตึก"
เสียงฝีเท้าเร่งรีบกำลังเดินเข้ามาในตำหนัก ฮองเฮาไป๋หงเหยียนที่กำลังนั่งเล่นกับนางกำนัลพลันเงยหน้าขึ้น "มีเรื่องใดหรือ" นางมองคนที่เพิ่งมาถึง ใบหน้างดงามนั้นเคร่งขรึมบอกได้ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่สบายใจ "ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมีเรื่องด่วนเพคะ" สวีเยว่ชิง กุ้ยเฟยแห่งองค์ฮ่องเต้กล่าวขึ้น "จะเรื่องอะไรก็บอกมาเถิด" สายตาวิตกกังวลเมื่อครู่สลายหายไป สีหน้าของสวีเยว่ชิงเปลี่ยนไปในทันที นางก้าวเข้ามาช้า ๆ เหยียดยิ้มราวกับเพิ่งชนะศึกใหญ่ "ข้าได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้ อาจได้ขึ้นเป็นฮองเฮาในไม่ช้า" เสียงแหลมของนางดังก้อง นางกำนัลต่างก้มหน้า บ้างซ่อนความไม่สบายใจ บ้างคงไว้ซึ่งความเฉยชา คิ้วเรียวของไป๋หงเหยียนขมวดเข้าหากัน เรื่องน่าประหลาดใจนี้นางยังมิได้รับรายงานมาก่อน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร" สวีเยว่ชิงยกยิ้มพลางหัวเราะแผ่วเบา นางก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อยยกมือกอดอกเชิดหน้าหลังตรง "ก็หมายความว่าอีกไม่นานฮองเฮาคนเก่าอาจถูกลงโทษข้อหาคบชู้จนตั้งครรภ์" เสียงเล็กเผยแววเยาะเย้ยออกมา "เหลวไหล!" "จะเหลวไหลได้อย่างไรเพคะ ทหารคนหนึ่งสารภาพจนสิ้นไส้ ตอนนี้ถูกลากออกไปประหารแล้ว คนต่อไปก็คือเจ้า!" สวีเยว่ชิงกระแทกเสียงพร้อมชี้หน้าไป๋หงเหยียน นางลุกขึ้นโกรธจนตัวสั่นปากสั่นอย่างมิอาจควบคุม "สวีเยว่ชิง เจ้า..." "ข้าเป็นตัวแทนฮ่องเต้มาส่งข่าวแก่เจ้า พระองค์รับสั่งให้ข้านำยามาให้ดื่ม แต่ไม่ต้องกลัว นี่มิใช่ยาพิษ" สวีเยว่ชิงสั่งนางกำนัลที่มาด้วยนำยามาให้ สิ่งเหล่านี้เหมือนมีการเตรียมการมาแล้ว "ข้าไม่กินยาอะไรทั้งสิ้น" ไป๋หงเหยียนตะคอก ทันใดนั้นสวีเยว่ชิงสั่งนางกำนัลจับตัวนางเอาไว้แน่นหนา ไป๋หงเหยียนดิ้นจนสุดแรงก็ดิ้นไม่หลุด สวีเยว่ชิงยกถ้วยยาบีบปากไป๋หงเหยียนกรอกยาลงไปจนหมด "ปล่อยนาง อีกไม่นานยาก็ออกฤทธิ์แล้ว ข้าต้องรีบไปกราบทูลฮ่องเต้แล้ว" สวีเยว่ชิงหัวเราะจนพึงพอใจแล้วนำขบวนออกจากห้อง ชั่วครู่ไป๋หงเหยียนกลับปวดท้องหนักหน่วงดั่งจะขาดใจ "เลือดเพคะ ตามหมอ ตามหมอเร็ว!" เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกมา นางกำนัลช่วยกันอุ้มนางขึ้นไปที่เตียง ทั้งร้องเรียกคนให้ช่วย ทั้งร้องไห้กันระงม สวีเยว่ชิงเดินมาถึงท้องพระโรงพบฮ่องเต้กำลังหารือราชกิจกับขุนนางสามคน นางจึงหยุดยืนที่หน้าประตู "กุ้ยเฟยมีเรื่องใดถึงเข้ามากะทันหัน" ฮ่องเต้ตรัสถามเมื่อเห็นนางเงียบไป "ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันไปเข้าเฝ้าฮองเฮามาเพคะ ไม่รู้เกิดเรื่องใดขึ้น ฮองเฮาดื่มยาทำแท้ง และบอกหม่อมฉันว่านางต้องเอาชนะหม่อมฉันให้ได้ เมื่อไม่มีเด็ก พระองค์จะได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม" ขันทีและขุนนางสามคนต่างได้ยินชัดเจน กุ้ยเฟยกราบทูลโจ่งแจ้งอย่างนี้ นางต้องการอะไรกันแน่ ฮ่องเต้พระพักตร์เปลี่ยนไป "เรื่องนี้เอาไว้ภายหลัง ข้ากำลังหารือราชกิจบ้านเมือง" "เพคะ" สวีเยว่ชิงย่อกายคารวะอ่อนน้อมแล้วเดินออกไป จนกระทั่งตอนบ่ายขณะที่ฮองเฮามีอาการตกเลือด กุ้ยเฟยก็มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ตำหนักอีกครั้ง "เมื่อเช้าเจ้าบอกว่าฮองเฮาดื่มยาทำแท้งรึ" ทรงตรัสถามพระพักตร์เคร่งเครียด "ใช่เพคะ ฮองเฮาตรัสว่า เรื่องลูกไม่สำคัญเท่าพระองค์ ฆ่าเด็กในท้องทิ้งเสีย ฝ่าบาทก็จะทรงยกโทษให้นางแล้ว" สวีเยว่ชิงพูดเสียงแผ่ว พลางลอบมองท่าทีของฮ่องเต้ "แพศยา! คบชู้สู่ชายจนตั้งครรภ์แล้วยังใจดำอำมหิตฆ่าเด็กได้ลงคอ คิดหรือว่าทำเช่นนี้แล้วข้าจะใจอ่อน ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีวันยกโทษให้คนทรยศอย่างนาง!" ฮ่องเต้โกรธจัดเรียกขันทีเข้ามาทันที "ประกาศให้ทั่วเมือง ตระกูลไป๋สมคบกับต่างแคว้นก่อกบฏ ฆ่าล้างตระกูล ส่วนฮองเฮารับโทษดื่มยาพิษเพื่อแสดงความจงรักภักดี!" ขันทีเบิกตากว้าง ตัวสั่นสะท้านเพราะความกลัว "ฝะ...ฝ่าบาท..." "ถ้าเจ้าชักช้า ข้าจะตัดหัวเจ้าเป็นคนแรก" "น้อมรับพระบัญชา..." ขันทีวิ่งเข่าอ่อนออกไปร่างราชโองการขณะที่สวีเยว่ชิงพึงพอใจเป็นล้นพ้น ข่าวตระกูลไป๋ก่อกบฏแพร่ไปทั่วแคว้น ตระกูลไป๋ถูกสังหารล้างตระกูลจนหมดสิ้น ไป๋หงเหยียนเป็นดั่งคนถูกตัดแขนตัดขา หัวใจของนางแตกสลายไม่มีชิ้นดี "ข้าไม่เคยทำความผิดต่อเบื้องสูง ตระกูลไป๋คือผู้บริสุทธิ์" ก่อนดื่มยาพิษนางกล่าวคำพูดสุดท้ายดุจคำสาบานต่อสวรรค์ที่ไม่มีใครรับฟัง ร่างงามล้มลง เลือดไหลทะลักออกจากปากและจมูก ร่างนางกระตุกสองครั้งแล้วแน่นิ่งไป ดวงตาคู่งามตื่นขึ้นในยามเช้า หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างตื่นตระหนก ไป๋หงเหยียนฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตมาสามวันแล้ว นางเพิ่งปรับตัวกับการย้อนเวลาที่แสนแปลกประหลาดแต่ยังคงฝันซ้ำ ๆ ติดต่อกัน นางย้อนเวลามาหนึ่งปีก่อนอภิเษกกับองค์รัชทายาทและขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาหลังจากนั้น เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามใบหน้างดงาม อากาศไม่ร้อน มีลมพัดอ่อนเป็นระยะ แต่ในใจของนางกลับไม่สงบสุข "หลี่เจิ้นเฉิง เจ้าช่างเลือดเย็นนัก หลอกให้ข้าหลงรัก แล้วยังกล้าหักหลังตระกูลไป๋" นางพึมพำออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต "ไม่ ครานี้ข้าจะไม่แต่งงาน ไม่เข้าวัง ตระกูลไป๋ต้องไม่พบจุดจบเช่นนั้นอีก" และหากนางแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ทุกชีวิตในตระกูลไป๋ก็จะอยู่รอดปลอดภัย ไป๋หงเหยียนลุกขึ้นทำธุระส่วนตัวแล้วรีบออกจากห้องไป อีกสามเดือนหลังจากนี้จะมีราชโองการขอหมั้นหมายนางกับองค์รัชทายาท แต่วันนี้ตอนบ่ายจะมีขุนนางจากวังหลวงมาดูตัวนาง ก่อนที่หายนะจะมาเยือนนางต้องออกไปข้างนอก ไม่ให้คนในวังเห็นหน้า อย่างน้อยก็เป็นการเลื่อนเวลาออกไปให้นางได้คิดแก้ปัญหา "คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ" มู่เซียว สาวใช้คนสนิทวิ่งตามนางออกมา วันนี้คุณหนูไป๋ไม่มีธุระข้างนอกแต่เหตุใดถึงรีบร้อนจะไปนัก "ข้าลืมไป ว่านัดกับเสี่ยวซินเอาไว้ว่าจะไปซื้อผ้าตัดชุดใหม่" นางพูดไปพลางเร่งฝีเท้าไปยังลานจอดรถม้า "แต่วันนี้ ขุนนางวังหลวงจะมาดูตัวคุณหนูนะเจ้าคะ นายท่าน..." "เจ้าก็รับหน้าไปก่อนก็แล้วกัน" นางชิ่งขึ้นรถม้าสั่งสารถีออกไปทันที มู่เซียวที่วิ่งตามจนหน้าซีดก็นึกจนปัญญา "จะทำอย่างไรดี คุณหนูนะคุณหนู" ไป๋หงเหยียนในเมื่อก่อนช่างไร้เดียงสานัก นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าการดูตัวนางเป็นแผนการของหลี่เจิ้นเฉิงที่จะบีบให้ตระกูลไป๋สนับสนุนตนเองโดยใช้แผนการมัดมือชกแต่งงานกับนางโดยที่นางก็มิได้ขัดข้อง หลังจากนั้นเขาก็ใช้แผนชั่วบีบบังคับไป๋หงเทียน บิดาของนางให้สนับสนุนตนโดยปริยาย เพราะเป็นบิดาของฝ่ายภรรยา ให้ร่วมมือโค่นล้มราชบัลลังก์โดยเอาชีวิตนางเป็นเดิมพัน ไป๋หงเหยียน แก้วตาดวงใจของแม่ทัพไป๋หงเทียน นางไม่เคยรู้เรื่องใดนอกเหนือจากเรื่องในตำหนักฝ่ายใน ไม่รู้ว่าตนเองได้ตกเป็นเครื่องมือของสามีในการทำความชั่วครั้งยิ่งใหญ่ เรื่องคราวนั้นเป็นเรื่องของบุรุษตัดสินกันเอง แต่ครานี้นางไม่ยินยอมให้ผู้ใดทำเช่นนั้นกับนางอีกเป็นอันขาด ไป๋หงเหยียนยืนอยู่กลางตลาดในเมืองหลวง นางมิได้นัดหมายเสี่ยวซิน ไม่ได้ไปร้านขายผ้าอย่างที่โกหกเอาไว้ นางจึงเดินเตร็ดเตร่ชมตลาดเพื่อฆ่าเวลาแทน "รอจนคณะจากวังหลวงกลับไปก่อนข้าถึงจะกลับจวน" ขณะที่นางกำลังซื้อขนมและเดินออกจากร้าน สายตาสำรวจผู้คนรอบตัว แต่จู่ ๆ เสียงคนตะโกนดังขึ้นอยู่ไม่ไกล ทำให้ทุกคนชะงัก "ระวัง!ม้าเสียการควบคุมกำลังวิ่งมาทางนี้!" นางชะงักพลางหันไปมอง เห็นฝูงชนวิ่งหลบกันอลหม่าน ในที่สุดก็เห็นม้าสีน้ำตาลเข้มพุ่งตรงเข้ามา เสียงเกือกม้าดังจนหัวใจสะเทือน เสียงร้องตกใจของผู้คนผสานกับฝุ่นที่ลอยขึ้นสูงทำให้นางหัวใจเต้นแรงและทำตัวไม่ถูกยืนนิ่งราวกับก้อนหิน ก่อนที่ม้าจะพุ่งเข้าถึงตัวนาง ฉับพลันมือใหญ่คว้าตัวนางไว้แน่น พานางถอยหลังหนึ่งก้าว ร่างบางเซไปเล็กน้อยจากแรงดึงแต่ยังคงยืนมั่นคง นางเงยหน้ามองเป็นบุรุษร่างสูงคนหนึ่ง ใบหน้าคมคายสะอาดเกลี้ยงเกลา เขาสั่งให้คนคุมสถานการณ์ทั้งที่ยังโอบตัวนางแน่นกระชับ ม้าหยุดฝีเท้าลงและมีเจ้าหน้าที่สองคนจูงออกไปทางอื่น "เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่" เสียงทุ้มถามขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแฝงไว้ซึ่งความห่วงใย เขาปล่อยมือจากนางเมื่อเห็นว่านางไม่ได้ล้มลง ไป๋หงเหยียนส่ายหน้า หัวใจนางยังเต้นแรงแต่กลับมีความรู้สึกโล่งขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในเมื่อก่อนหลังจากนางรับหมั้น ม้าวิ่งเฉียดนางจนล้มลงข้อศอกเป็นแผลมีเลือดไหลแต่กลับไม่มีคนช่วยนางสักคน ครั้งนี้อาจเป็นโชคช่วย มิเช่นนั้นแล้วนางก็อาจตกอยู่ในสภาพเดิมอีก กลุ่มคนในตลาดเริ่มกระจายตัว มองตามเจ้าหน้าที่จูงม้าออกไป บ้างก็มองมาที่ไป๋หงเหยียนและบุรุษที่อยู่ข้างนาง แล้วเสียงซุบซิบก็แผ่กระจายเป็นไฟลามทุ่งฮ่องเต้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตรัสขึ้น "ข้าจะเรียกอวี้เหวินหลงมาสอบสวน" "ให้ลูกจัดการเถิดพะย่ะค่ะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของสามคน อย่าให้เสด็จพ่อต้องอับอายเลย" ทรงถอนพระทัยยาวก่อนพยักพระพักตร์ "ตกลง เจ้าไปจัดการเองก็แล้วกัน" หลี่เจิ้นเฉิงประสานมือโค้งกายต่ำ "ลูกจะจัดการอย่างยุติธรรมที่สุดพะย่ะค่ะ" เมื่อได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้แล้ว หลี่เจิ้นเฉิงก็จัดการตามแผนการที่ตนวางเอาไว้ "ไปเอาตัวอวี้เหวินหลงมาให้ข้า!" เขาสั่งองครักษ์ฝีมือเยี่ยมที่สุดไปนำตัวอวี้เหวินหลงมา จวนกั๋วกง "มีแขกต้องการเข้าพบซื่อจื่อขอรับ" ทหารคนสนิทของอวี้เหวินหลงเข้ามารายงาน "เชิญเข้ามา" องครักษ์สองนายเดินเข้ามาอย่างองอาจ ดูจากภายนอกก็รู้ว่าจองหองไม่น้อย "ข้าได้รับคำสั่งให้มาเชิญซื่อจื่อไปพบรัชทายาท" เหตุใดเขาจะรู้ไม่เท่าทันคนเจ้าเล่ห์อย่างหลี่เจิ้นเฉิง ส่งองครักษ์อุกอาจเข้ามาในจวนกั๋วกงด้วยท่าทางหยิ่งยโสก็เข้าใจแล้วว่ามีแผนการไม่ธรรมดา "กลับไปบอกรัชทายาทว่าข้าเสร็จธุระเมื่อไหร่จะเดินทางเข้าวังหลวงเอง" ท่าทางไม่ยอมอ่อนข้อเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่อวี้เหวินหลงจะยอมตามไป องค์รักษ์ต่างลังเลเพราะเป็นคำสั่งเด็
"บัดซบ มันทำแผนข้าล้มเหลว!" ฝุ่นควันจางหายไปพร้อมกับคน ไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยใดเอาไว้ หลี่เจิ้นเฉิงโกรธเกรี้ยว ระเบิดอารมณ์กับข้าวของในห้องอย่างไม่ปรานี อวี้เหวินหลงพาไป๋หงเหยียนกลับมาที่จวนแม่ทัพ เมื่อบิดามารดาเห็นหน้าบุตรสาวไป๋ฮูหยินก็ร้องไห้โฮ "เกิดเรื่องใดขึ้น!" ไป๋หงเหยียนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาพยายามเข้มแข็ง แก้มของนางบวมช้ำ เลือดยังไหลซิบ ๆ เล็กน้อย "พาคุณหนูไปพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ นางคงเสียขวัญมากแล้ว" เมื่อไป๋ฮูหยินประคองบุตรสาวไปพร้อมกับคนรับใช้สองคนแล้ว แม่ทัพจึงถามขึ้นใบหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม "นี่มันเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่" อวี้เหวินหลงจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่ต้น "บัดซบ! รัชทายาทคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นนักหรือไร ถึงข่มเหงใครได้ตามใจชอบ ชั่วช้าที่สุด!" ก่อนหน้านี้แม่ทัพไป๋อ่อนข้อให้เพราะเหตุผลหลายอย่าง แต่เมื่อไป๋หงเหยียนประสบเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เข้า เขาก็จะไม่ไว้หน้าใครอีก "ข้าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ยกเลิกการหมั้นหมาย!" อวี้เหวินหลงยังไม่คลายความหนักใจ ในยามนี้ต้องรอดูท่าทีของฮ่องเต้ว่าจะยังเข้าข้างรัชทายาทหรือเห็นแก่มนุษยธรรมของสตรีที่ถูกรังแก "ดูจาก
ตำหนักรัชทายาทเต็มไปด้วยความตึงเครียด เขาไล่ขันทีและนางกำนัลออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงหลางกุ้ยเฟยเพียงคนเดียว "เรื่องการแต่งงานเห็นทีจะไม่เป็นดังคาด ท่านแม่ข้าควรทำเช่นไรดี" แววตาคมทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด หลางกุ้ยเฟยที่พอจะอ่านใจบุตรชายบุญธรรมของนางออกก็เสนอขึ้นมา "ง่ายมากเพคะ มีไม่กี่วิธีหากต้องการจริง ๆ" เขาหันมองมารดายิ้มเหี้ยมเกรียมจนน่าขนลุก ยามนี้หากคิดเล่นงานอวี้เหวินหลงคงมีแต่เสียเปรียบ หันมาจัดการเรื่องแต่งงานให้เป็นจริงเป็นจังก่อนค่อยจัดการซื่อจื่อเจ้าปัญหาก็ยังไม่สาย "ไป๋หงเหยียน เจ้าเป็นคนทำให้ข้าต้องตัดสินใจเช่นนี้เองนะ" จวนตระกูลหวง หวงเสี่ยวซินหรือเสี่ยวซินสหายคนสนิทของไป๋หงเหยียนกำลังนั่งปักผ้ากับคนรับใช้ภายในห้อง ยังไม่ทันมีผู้ใดรู้ตัวก็มีชายชุดดำกระโดดพรวดพราดเข้ามาทางบานหน้าต่าง เสียงกรีดร้องที่กำลังจะเปล่งออกมาถูกสกัดกั้นด้วยคำข่มขู่ที่น่ากลัว "ใครส่งเสียง ต้องตาย!" ชายคนนั้นชักกระบี่แหลมคมออกมาขู่พร้อมเข้าประชิดตัวเสี่ยวซินกระซิบเสียงเบา "พรุ่งนี้ยามโหย่ว ไปรับคุณหนูไป๋ที่จวนแล้วพาไปโรงเตี๊ยมเขตตะวันตก ที่นั่นมีโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียว" "ทะ...ทำไ
ยามสายของวันรุ่งขึ้น อวี้เหวินหลงกลับมาถึงเขตเมืองอย่างลับ ๆ หลังจากพาทหารผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวขี่ม้าเร่งรุดมาทั้งคืน ใบหน้าพยานซีดเผือด บาดแผลเต็มตัว แต่ยังคงหอบหายใจเพราะอยากบอกความจริงให้เร็วที่สุด เมื่อใกล้ถึงจวน อวี้เหวินหลงส่งสัญญาณให้หยุด "คนของรัชทายาทยังตามเราไม่ห่าง ต้องเปลี่ยนแผน" เสียงของเขาเย็นเยียบ แต่สีหน้ากลับมีความตั้งใจชัดเจน เขาส่งคนให้ไปแจ้งไป๋หงเหยียน ขอให้นางช่วยหาห้องลับในจวนไว้เก็บพยานคนดังกล่าวและรออยู่มุมมืดใกล้จวนแม่ทัพ ไป๋หงเหยียนได้รับรายงานลับ ๆ คนของอวี้เหวินหลงแสดงตัวว่ามาจากซื่อจื่อ นางจึงตอบตกลงและให้เขาไปพาคนเจ็บเข้ามาทางกำแพงด้านหลังจวน "ข้าจะรออยู่ประตูลับหลังจวน เมื่อมาถึงให้ส่งสัญญาณข้ามกำแพงมา" ทหารของอวี้เหวินหลงรับคำสั่งแล้วรีบรุดออกไปรับทั้งคู่มาตามนัดหมาย เมื่อมาถึงด้านหลังอวี้เหวินหลงก็ส่งสัญญาณ จากนั้นไป๋หงเหยียนจึงเปิดประตูลับให้พาคนเจ็บเข้ามาอย่างระแวดระวัง นางสวมชุดคลุมบางสีอ่อน รีบร้อนออกมา ดวงตาคมวาวอย่างคนที่คำนวณสถานการณ์ไว้แล้วหลายขั้น ทั้งหมดมาที่ห้องลับในจวนแม่ทัพ มือเรียวแตะกลไกเพียงไม่กี่จุด ก็ได้ยินเสียงประตูไม้เปิ






レビュー