Share

บทที่ 1.3

last update publish date: 2026-03-18 06:34:15

ริมทะเลสาบอันเงียบสงบเงาร่างโดดเดี่ยวกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น สายตาเหม่อลอยไม่อาจหาจุดสิ้นสุด กระทั่งทำให้คนที่กำลังยืนมองอยู่ห่างๆ เกิดความกังวล

แรงสะกิดจากแขนเสื้อทำให้หญิงสาวก้มหน้าลงมอง เด็กสาววัยสิบสองปีสบตากับนาง เมื่อเห็นนางยังคงนิ่งไม่ขยับเด็กสาวก็รีบยกมือขึ้นใช้ภาษามือ

---ท่านรีบเข้าไปหาเขาเร็วเข้า หาไม่เขาอาจกระโดดลงไปในทะเลสาบ---

หญิงสาวหัวเราะเสียงเบาจากนั้นใช้ภาษามือพูดคุยกับเด็กสาว ---ข้าไม่ทำอะไรโดยไม่มีผลตอบแทนจำได้หรือไม่ เจ้าต้องเรียกชื่อข้าก่อน จากนั้นข้าจะไปพาเขากลับเข้ามา---[1]

เด็กสาวหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ ถึงอย่างนั้นนางกลับเม้มปากก่อนพยายามส่งเสียง “....อ...อี...”

“ได้แล้วนี่” หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความยินดี “ชิงเจี้ยน หลานสาวของท่านส่งเสียงได้แล้ว!”

ชิงเจี้ยนหันกลับมาพร้อมกับเลิกคิ้ว เขาใช้แรงจากฝ่ามือเลื่อนล้อรถเข็นกลับมาหาคนทั้งสอง “เฟิ่งหนิงพูดได้แล้ว?”

“นางแค่เรียกชื่อของข้า แม้เสียงจะเบาแต่ก็นับว่าใช่”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้หญิงสาวกลับชะงักพร้อมกับมองไปยังทะเลสาบตรงหน้า ดวงตาเผยประกายเศร้าสร้อยขึ้นวูบหนึ่ง ความทรงจำเลือนลางคล้ายเพิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไรก็ไม่เคยชัดเจน

ชิงเจี้ยนถอนหายใจออกมาเสียงเบา “นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกแล้ว นามของเจ้าคือไห่ถาง แซ่เซี่ย เจ้าเป็นน้องสาวต่างมารดาของข้า หากจะอยู่ที่นี่เจ้าจำเป็นต้องทิ้งอดีตเอาไว้เบื้องหลัง”

หญิงสาวพึมพำเสียงเบา “นั่นสินะ เพราะจะอย่างไรก็กลับไปไม่ได้แล้ว” นางสูญเสียความทรงจนสิ้น ที่ยังพอนึกออกกลับเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่จะดีนัก หากไม่ใช่นางกำลังลงมือสังหารคน ก็เป็นภาพที่นางกำลังหลบหนีการตามล่า...

อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ไอออกมาถี่ๆ เขาพยายามปกปิดอาการป่วยแต่ตอนนี้กลับไม่อาจทำอะไรได้แล้ว เลือดสดๆ หลั่งรินออกมาจากริมฝีปาก สายตาลางเลือนมองไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังจ้องมองเขา

“อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เป็นไร” จนถึงชั่วขณะที่เขาใกล้จะหมดสติก็ยังไม่วายที่จะปลอบโยนผู้อื่น

เด็กน้อยเงยหน้ามองสีหน้าหนักใจของเซี่ยไห่ถาง หลังจากที่อีกฝ่ายจับชีพจรของชิงเจี้ยน เขาป่วยหนักมากเฟิ่งหนิงตระหนักดี เขาพยายามปกปิดนางเองก็ไม่อยากเปิดโปง เขาให้เซี่ยไห่ถางสังหารลั่วเซิงและลั่วอวี้ ทั้งที่พร่ำสั่งสอนนางให้เป็นคนดีมีคุณธรรมนางเองก็เข้าใจได้

ที่สำคัญไปกว่านั้นนางตระหนักดีว่าลั่วเซิงและลั่วอวี้ เป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตเขา แม้ว่าในใจจะยังมีห่วงเกี่ยวกับตัวนาง แต่ถึงตอนนี้เขากลับฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว...

ค่ำคืนหนาวเหน็บเซี่ยไห่ถางกอดเฟิ่งหนิงเอาไว้ในอ้อมแขน บนเตียงมีร่างแน่นิ่งของชิงเจี้ยน เขาจากไปอย่างสงบหลังจากสนทนากับนางขณะที่มองใบหน้าหลับใหลของเฟิ่งหนิงด้วยรอยยิ้ม

‘นัมเบอร์วัน’ [2] เขาเรียกนางด้วยชื่อที่ติดตัวนางมายังดินแดนนี้

ใช่...นางมาจากที่อื่น ที่อันไกลโพ้น ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามกาลเวลามายังสถานที่แห่งนี้อย่างไม่คาดคิด

‘หลายปีมานี้ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าทำเพื่อข้ามากมายเหลือเกิน’

‘ท่านมอบชีวิตใหม่ให้ข้า ทั้งท่านและนาง...’ นางหมายถึงเฟิ่งหนิง

‘ท่านวางใจเถิดข้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี นางเป็นครอบครัวหนึ่งเดียวที่ข้ามี ดังนั้น...ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น’

ชิงเจี้ยนยิ้ม

‘นัมเบอร์วัน ลืมชื่อนี้เสีย ให้ข้าเรียกเจ้าเป็นคนสุดท้าย นับจากวันนี้เจ้าแซ่เซี่ย นามไห่ถาง ข้าส่งจดหมายไปยังจวนหนานฉีหวางทางเหนือแล้ว เจ้าพาเสี่ยวหนิงเดินทางไปยังแคว้นต้าเยวี่ย นำป้ายหยกนี้ไปมอบให้หวังเซียว อัครเสนาบดีต้าเยวี่ย จะอย่างไรเฟิ่งหนิงก็...ต้องกลับบ้าน’

เซี่ยไห่ถางกลับไม่เห็นด้วย ‘ท่านเคยบอกว่าที่นั่นไม่ปลอดภัย’

‘มีเจ้าอยู่ ยังต้องกลัวอะไรเล่า ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็รักเฟิ่งหนิงเหมือนน้องสาวแท้ๆ แต่ชาติกำเนิดของนางสูงส่ง ไม่อาจปล่อยให้นางอยู่ข้างนอกนานเกินไป หากเป็นไปได้ฝากฝังนางกับ...หนานฉีหวาง ขอเพียงเขาจดจำสัญญาที่เคยรับปากเอาไว้ เฟิ่งหนิงก็จะปลอดภัย...’

[1] จากนี้บทสนทนาระหว่างหญิงสาวกับเฟิ่งหนิงผู้เขียนจะใช้สัญลักษณ์ --- นำหน้าและปิดท้ายประโยคนะคะ

[2] หมายเลขหนึ่ง ในภาษาจีนคือ อี

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.4

    ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.3

    “นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.2

    เรื่องที่องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงกลับวังหลวง ถือได้ว่าเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากแล้ว ถึงอย่างนั้นเรื่องที่บุตรสาวปราชญ์หญิงเซี่ยปรากฏตัว ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความคิดของผู้ใดมาก่อนทุกอย่างเป็นไปตามที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าว ขอเพียงหญิงสาวแสดงท่าทีสุขุมห่างเหิน วางตัวให้เย่อหยิ่งสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัล ขันที รวมไปถึงเหล่าราชองครักษ์ในวังหลวง ทุกคนล้วนแสดงท่าทีกริ่งเกรงทั้งสิ้นได้ยินเฟิ่งหนิงกล่าวว่าปราชญ์หญิงเซี่ยทั้งเคร่งครัดและจริงจังในกฎธรรมเนียม ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบจารีตอันดีงาม ตลอดชีวิตสร้างเพียงคุณงามความดีมีชื่อเสียงอันน่าเลื่อมใส แต่เพราะอาการป่วยนางจึงปลีกตัวไปจากเมืองหลวง กระทั่งมีข่าวว่าคลอดบุตรสาวคนหนึ่งเงียบๆ ก่อนสิ้นใจ“ทูลองค์หญิง อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงต้อนรับที่ทรงกลับมา ดังนั้นฮองเฮาจึงส่งนางกำนัลและขันทีเข้ามาดูแลเรื่องต่างๆ ให้ ขอทรงมีรับสั่ง...” กล่าวจบขันทีที่รายงานก็กระอักกระอ่วน เนื่องจากลืมไปว่าเฟิ่งจวินหนิงไม่อาจส่งเสียงพูด“สมควรทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เสียงเย็นเยียบของเซี่ยไห่ถางทำให้ขันทีผู้นั้นสะดุ้ง เขาค้อมกายลงต่ำรับคำจากนั้นรีบล่าถอ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.1

    ไม่ใช่แค่เฟิ่งอวิ๋นฉีที่มองเซี่ยไห่ถางในชุดอิสตรีทางการเก้าชั้นด้วยสายตาประหลาดใจ หญิงสาวเองก็มองเขาในชุดขุนนางประดับหมวกยศด้วยสายตาไม่ต่างกัน ในยามที่เขาอยู่ข้างนอกเขาคล้ายคุณชายบัณฑิตที่ดูไร้พิษสง แต่เมื่อสวมชุดขุนนางเขากลับดูน่าเกรงขามกว่าที่คิดเฟิ่งอวิ๋นฉีมองชุดสีม่วงเข้มปักลายพร้อมผมยาวสลวยที่เกล้ายึดด้วยปิ่นหยก ฮูหยินอัครเสนาบดีช่างเป็นคนที่มีสายตาแหลมคม ในระยะเวลาอันสั้นกลับสามารถหาชุดและเครื่องประดับที่เหมาะสมกับหญิงสาวมาได้ช่าง...น่านับถือยิ่งนักเมื่อสวมชุดบุรุษนางดูสง่าผ่าเผยและองอาจเยี่ยงชาวยุทธ์ แต่เมื่อสวมชุดของอิสตรีแม้ยังคงมีท่าทีไม่คุ้นชิน แต่นางกลับยังคงน่ามองทั้งยังไม่เหลือคราบจอมยุทธ์หญิงซึ่งสามารถสังหารคนโดยที่ตาไม่กะพริบ“สองมือสอดประสานปล่อยแขนเสื้อทิ้งตัวลงตรงหน้าขา ยืดหลังตรง เดินให้ช้าลง หรุบดวงตาลงต่ำเล็กน้อย ไม่ต้องมอง ไม่ต้องสนใจผู้ใด ปราชญ์เซี่ยเป็นคนเย่อหยิ่งไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง เจ้าทำเช่นนางได้ย่อมกีดกันพวกที่ชอบสร้างปัญหาออกไปให้ห่าง พวกเขาไม่มีทางกล้าล่วงเกินเจ้าหากรู้ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนาง”เซี่ยไห่ถางทำตามสิ่งที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกระซิบบอก จากนั้น

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 3.4

    “ในเมื่อคนก็ได้พบแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเห็นจะดี กลางยามเฉิน[1]ข้าจะนำรถม้ามารับองค์หญิงเข้าวังหลวง” เฟิ่งอวิ๋นฉีลุกขึ้น เขาหรุบดวงตาลงซุกซ่อนประกายเจ้าเล่ห์ไม่ให้เผยออกมา“ช้าก่อน” เซี่ยไห่ถางขมวดคิ้วก่อนเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้ “ท่านอ๋อง ไม่ทราบหากข้าขอรบกวนเวลาสักครู่จะทรงสะดวกหรือไม่”ไม่มีใครเห็นว่ามุมปากของอ๋องหนุ่มมีรอยยิ้มผุดขึ้น เขาหมุนตัวกลับมามองนาง “แม่นางเชิญกล่าว”หญิงสาวมองทุกคนด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ นางก้มลงมองเฟิ่งหนิงจงใจพูดกับอีกฝ่ายโดยไม่ใช้ภาษามือ “กลับเรือนไปก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องหารือกับท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงมองคนทั้งสองสลับกัน ---ข้าอยู่ไม่ได้หรือ---“ข้าสัญญาจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง”เฟิ่งหนิงพยักหน้าจากนั้นเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง หวังเซียวเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจจึงขอตัวออกไปด้านนอก คนของเฟิ่งอวิ๋นฉีเองก็ถอยออกไปห่างจากประตู“แม่นางเซี่ยมีเรื่องใดหรือ”“เดาว่าทรงตระหนักดีถึงความนัยที่ชิงเจี้ยนเขียนในจดหมาย”“ก็ไม่นับว่าคาดเดายาก การลอบปลงพระชนม์พระสนมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คดีกลับปิดลงอย่างมีเงื่อนงำ ฮ่องเต้แม้ทรงอยากสืบสาวแต่เพราะขาดทั้งพยานและหลักฐานให้เกี่ยวโยงไปหาคนที่อย

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 3.3

    “ไม่ปิดบังท่าน ข้ามาเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษา” ด้วยตลอดมาเขาเองก็ตระหนักดีว่าหวังเซียวเป็นขุนนางตงฉิน อีกทั้งองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงที่หลบเร้นไปหลายปี กลับเลือกที่จะมาหาหวังเซียว ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่อยากอ้อมค้อม เขาส่งจดหมายให้อีกฝ่ายทันทีหวังเซียวอ้าปากค้างทันทีที่เปิดจดหมาย “นะ...นี่เป็นลายมือของชิงเจี้ยน ใช่แน่ๆ ข้าจำไม่ผิด ไม่มีทางจำผิด”“ชิงเจี้ยน?” เฟิ่งอวิ๋นฉีขมวดคิ้วหวังเซียวยิ้มก่อนถอนหายใจออกมา “เรื่องนี้หากจะเท้าความก็ยาวเล็กน้อย ท่านอ๋องอยู่ชายแดนเหนือตลอดดังนั้นอาจไม่เคยได้ยิน เดิมทีนั้นปราชญ์หญิงแคว้นต้าเยวี่ยไม่ได้มีอวี๋กุ้ยเฟยเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว แท้ที่จริงพวกนางยังมีพี่ชายอีกคน คนผู้นี้ก็คือกระบี่เดียวดายชิงเจี้ยน น่าเสียดายที่เขาสิ้นใจไปเมื่อไม่นานมานี้ ยังดีที่หลังเขาสิ้นใจแม่นางเซี่ย บุตรสาวคนเดียวของปราชญ์หญิงก็พาองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเดินทางกลับเมืองหลวง”“ช้าก่อน” เฟิ่งอวิ๋นฉีเลิกคิ้วก่อนหันไปสบตาคนสนิทของตนทั้งสองที่ต่างก็มีท่าทีประหลาดใจ อ๋องหนุ่มจ้องหวังเซียวเขม็ง “ท่านบอกว่าหลังชิงเจี้ยนสิ้นใจ หนึ่งสตรี หนึ่งเด็กสาว เดินทางจากตะวันออกมายังเมืองหลวง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status