مشاركة

บทที่ 1.3

last update تاريخ النشر: 2026-03-18 06:34:15

ริมทะเลสาบอันเงียบสงบเงาร่างโดดเดี่ยวกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น สายตาเหม่อลอยไม่อาจหาจุดสิ้นสุด กระทั่งทำให้คนที่กำลังยืนมองอยู่ห่างๆ เกิดความกังวล

แรงสะกิดจากแขนเสื้อทำให้หญิงสาวก้มหน้าลงมอง เด็กสาววัยสิบสองปีสบตากับนาง เมื่อเห็นนางยังคงนิ่งไม่ขยับเด็กสาวก็รีบยกมือขึ้นใช้ภาษามือ

---ท่านรีบเข้าไปหาเขาเร็วเข้า หาไม่เขาอาจกระโดดลงไปในทะเลสาบ---

หญิงสาวหัวเราะเสียงเบาจากนั้นใช้ภาษามือพูดคุยกับเด็กสาว ---ข้าไม่ทำอะไรโดยไม่มีผลตอบแทนจำได้หรือไม่ เจ้าต้องเรียกชื่อข้าก่อน จากนั้นข้าจะไปพาเขากลับเข้ามา---[1]

เด็กสาวหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ ถึงอย่างนั้นนางกลับเม้มปากก่อนพยายามส่งเสียง “....อ...อี...”

“ได้แล้วนี่” หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความยินดี “ชิงเจี้ยน หลานสาวของท่านส่งเสียงได้แล้ว!”

ชิงเจี้ยนหันกลับมาพร้อมกับเลิกคิ้ว เขาใช้แรงจากฝ่ามือเลื่อนล้อรถเข็นกลับมาหาคนทั้งสอง “เฟิ่งหนิงพูดได้แล้ว?”

“นางแค่เรียกชื่อของข้า แม้เสียงจะเบาแต่ก็นับว่าใช่”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้หญิงสาวกลับชะงักพร้อมกับมองไปยังทะเลสาบตรงหน้า ดวงตาเผยประกายเศร้าสร้อยขึ้นวูบหนึ่ง ความทรงจำเลือนลางคล้ายเพิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไรก็ไม่เคยชัดเจน

ชิงเจี้ยนถอนหายใจออกมาเสียงเบา “นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกแล้ว นามของเจ้าคือไห่ถาง แซ่เซี่ย เจ้าเป็นน้องสาวต่างมารดาของข้า หากจะอยู่ที่นี่เจ้าจำเป็นต้องทิ้งอดีตเอาไว้เบื้องหลัง”

หญิงสาวพึมพำเสียงเบา “นั่นสินะ เพราะจะอย่างไรก็กลับไปไม่ได้แล้ว” นางสูญเสียความทรงจนสิ้น ที่ยังพอนึกออกกลับเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่จะดีนัก หากไม่ใช่นางกำลังลงมือสังหารคน ก็เป็นภาพที่นางกำลังหลบหนีการตามล่า...

อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ไอออกมาถี่ๆ เขาพยายามปกปิดอาการป่วยแต่ตอนนี้กลับไม่อาจทำอะไรได้แล้ว เลือดสดๆ หลั่งรินออกมาจากริมฝีปาก สายตาลางเลือนมองไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังจ้องมองเขา

“อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เป็นไร” จนถึงชั่วขณะที่เขาใกล้จะหมดสติก็ยังไม่วายที่จะปลอบโยนผู้อื่น

เด็กน้อยเงยหน้ามองสีหน้าหนักใจของเซี่ยไห่ถาง หลังจากที่อีกฝ่ายจับชีพจรของชิงเจี้ยน เขาป่วยหนักมากเฟิ่งหนิงตระหนักดี เขาพยายามปกปิดนางเองก็ไม่อยากเปิดโปง เขาให้เซี่ยไห่ถางสังหารลั่วเซิงและลั่วอวี้ ทั้งที่พร่ำสั่งสอนนางให้เป็นคนดีมีคุณธรรมนางเองก็เข้าใจได้

ที่สำคัญไปกว่านั้นนางตระหนักดีว่าลั่วเซิงและลั่วอวี้ เป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตเขา แม้ว่าในใจจะยังมีห่วงเกี่ยวกับตัวนาง แต่ถึงตอนนี้เขากลับฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว...

ค่ำคืนหนาวเหน็บเซี่ยไห่ถางกอดเฟิ่งหนิงเอาไว้ในอ้อมแขน บนเตียงมีร่างแน่นิ่งของชิงเจี้ยน เขาจากไปอย่างสงบหลังจากสนทนากับนางขณะที่มองใบหน้าหลับใหลของเฟิ่งหนิงด้วยรอยยิ้ม

‘นัมเบอร์วัน’ [2] เขาเรียกนางด้วยชื่อที่ติดตัวนางมายังดินแดนนี้

ใช่...นางมาจากที่อื่น ที่อันไกลโพ้น ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามกาลเวลามายังสถานที่แห่งนี้อย่างไม่คาดคิด

‘หลายปีมานี้ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าทำเพื่อข้ามากมายเหลือเกิน’

‘ท่านมอบชีวิตใหม่ให้ข้า ทั้งท่านและนาง...’ นางหมายถึงเฟิ่งหนิง

‘ท่านวางใจเถิดข้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี นางเป็นครอบครัวหนึ่งเดียวที่ข้ามี ดังนั้น...ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น’

ชิงเจี้ยนยิ้ม

‘นัมเบอร์วัน ลืมชื่อนี้เสีย ให้ข้าเรียกเจ้าเป็นคนสุดท้าย นับจากวันนี้เจ้าแซ่เซี่ย นามไห่ถาง ข้าส่งจดหมายไปยังจวนหนานฉีหวางทางเหนือแล้ว เจ้าพาเสี่ยวหนิงเดินทางไปยังแคว้นต้าเยวี่ย นำป้ายหยกนี้ไปมอบให้หวังเซียว อัครเสนาบดีต้าเยวี่ย จะอย่างไรเฟิ่งหนิงก็...ต้องกลับบ้าน’

เซี่ยไห่ถางกลับไม่เห็นด้วย ‘ท่านเคยบอกว่าที่นั่นไม่ปลอดภัย’

‘มีเจ้าอยู่ ยังต้องกลัวอะไรเล่า ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็รักเฟิ่งหนิงเหมือนน้องสาวแท้ๆ แต่ชาติกำเนิดของนางสูงส่ง ไม่อาจปล่อยให้นางอยู่ข้างนอกนานเกินไป หากเป็นไปได้ฝากฝังนางกับ...หนานฉีหวาง ขอเพียงเขาจดจำสัญญาที่เคยรับปากเอาไว้ เฟิ่งหนิงก็จะปลอดภัย...’

[1] จากนี้บทสนทนาระหว่างหญิงสาวกับเฟิ่งหนิงผู้เขียนจะใช้สัญลักษณ์ --- นำหน้าและปิดท้ายประโยคนะคะ

[2] หมายเลขหนึ่ง ในภาษาจีนคือ อี

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.3 จบ

    หญิงสาวหัวเราะ “เขาเป็นกุนซือคู่ใจท่าน พูดถึงเขาท่านต้องทำร้ายเขาทุกครั้งเลยหรือ” เห็นชัดว่าสนิทและไว้ใจกันถึงเพียงนี้“เอาเถิดกลับไปครานี้ข้าให้เขาลาพักออกท่องเที่ยวบ้างก็ได้” เฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจ “แต่อยู่ที่เขาว่าจะยอมไปหรือไม่นะ”...ปีนั้นมีบันทึกกล่าวว่าหนานฉีหวางและหวางเฟยไม่อยู่ที่หลานโจว ผู้ที่นำกองทัพมีชัยเหนือต้าหวางเป่ยโจวคือองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง ศิษย์รักของหนานฉีหวางผู้ซึ่งลือกันว่านางพูดไม่ได้เรื่องนี้ได้ยินไปถึงที่ใดก็ล้วนมีแต่เสียงชื่นชม หนานฉีหวางเก่งกาจแม้ไร้วรยุทธ์ หนานฉีหวางเฟยเองก็ไม่แตกต่าง ปีนั้นนางนำทัพมีชัยเหนือองค์หญิงตัวเอ่อซือซือ กระทั่งตอนนี้องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเองก็เป็นดังลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นต่อมาบันทึกต้าเยวี่ยยังกล่าวว่าหนานฉีหวางทรงร่างกายอ่อนแอ หวางเฟยทรงอยู่เป็นเพื่อนสวามีเงียบๆ ในจวน เรื่องการทหารและการรบ ล้วนมีองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงดูแลทั้งสิ้น แม้แต่ราชบุตรเขยเองก็เป็นบุรุษที่แต่งเข้าจวน ทั้งยังทำหน้าที่กุนซือผู้เฉลียวฉลาดหลายสิบปีต่อมา...บนเตียงนอนกว้างใหญ่เฟิ่งอวิ๋นฉีในวัยหกสิบห้านอนหายใจรวยริน เขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี บัดนี้อาการหนักไม่อาจ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.2

    เขาฟังประโยคนั้นของนางด้วยความซาบซึ้ง “ข้ามีความสุขมาก และแน่นอนข้ายินดี”“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไป ลุกขึ้นได้”“หา” เฟิ่งอวิ๋นฉีกะพริบตามองนาง “ไป ไปไหน”“ก็เข้าหอน่ะสิ” นางกล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง “ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นบุรุษที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องดังเช่นที่ท่านเคยกล่าวหรือไม่”“ชะ ช้าก่อน หวางเฟย นี่เจ้า”เซี่ยไห่ถางเห็นสีหน้าของเขาก็หัวเราะออกมา “ข้าเพียงล้อท่านเล่น ต้องจริงจังถึงเพียงนี้?”เฟิ่งอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าล้อเล่น?” เขาหน้าบึ้ง “แต่ข้าจริงจังนะ” กล่าวจบเขาก็อุ้มนางขึ้นจากนั้นเดิมไปที่เตียงม่านหน้าเตียงสีแดงถูกปลดลง เจ้าสาวเจ้าบ่าวส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข หลังหยอกล้อกันไปมาในที่สุดก็เงียบเสียงลง หลงเหลือเอาไว้เพียงความสุขที่ลอยละล่องในอากาศ...บ่าวสาวในที่สุดก็เข้าหอแล้วสามปีต่อมา...ริมทะเลสาบไม่ไกลจากเสวี่ยซาน ปรากฏกระท่อมหลังเล็กที่สร้างขึ้นลวกๆ ข้างๆ กันนั้นหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังยืนเคียงข้างกันพร้อมกับมองไปหลุมศพสองหลุม เซี่ยไห่ถางไม่นึกว่านางต้องรอถึงสามปีกว่าจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้“เฟิ่งอวิ๋นฉี”“ว่าอย่างไร”“รู้หรือไม่ว่าสถานที่นี้สำคัญ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.1

    บทส่งท้ายหลังจากสงครามจบลงเซี่ยไห่ถางนอนหลับไปนานถึงสองวันสองคืน เฟิ่งอวิ๋นฉีเห็นว่านางเหน็ดเหนื่อยจึงคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นานๆ ครั้งจะออกไปยังห้องหนังสือหาตำราให้เฟิ่งหนิงอ่าน จากนั้นชี้แนะนางสักหลายประโยคแล้วรีบกลับไปยังเรือนพักกระทั่งวันที่สามหวางเฟยจึงตื่นเต็มตาทั้งยังดูกระปรี้กระเปร่าภาพแรกที่นางลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้าตรู่ นั่นก็คือใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสวามี เขาเองก็หลับสนิทไม่รู้สักนิดว่านางกำลังนอนจ้องหน้าตนอยู่ภาพการเฉลิมฉลองชัยชนะในวันนั้นยังคงติดตา เฟิ่งอวิ๋นฉีที่จ้องจอกสุราในมือนิ่งอย่างใช้ความคิด อยู่ๆ เซี่ยไห่ถางก็นึกขึ้นได้ว่าในวันเสกสมรสเขาพยายามคล้องแขนดื่มสุรามงคลกับนาง“ตื่นแล้วหรือ” เขางัวเงียตื่น “หิวหรือไม่ เจ้าไม่ได้กินข้าวเลยได้แต่ดื่มน้ำแกง เหนื่อยมากกระมังออกศึกบางคราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำ” เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้า“เฟิ่งอวิ๋นฉี นี่มันหน้าที่ของสาวใช้”“ข้ารู้ แต่สองวันมานี้ข้าสั่งไม่ให้พวกนางเข้ามาใกล้เรือนพักเพราะเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้า” เขาช่วยนางล้างหน้าล้างตาอย่างคล่องแคล่ว“สองวัน? เช่นนั้นท่านเองก็ไม่ได้ไปที่ค่าย

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.5

    ตัวเอ่อซือซือโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางรู้ว่าเซี่ยไห่ถางทำเช่นนี้ก็เพื่อยั่วยุตน “อาวุธไร้ตา หากเกิดการล้มตายก็อย่าได้ดึงสองแคว้นมาเกี่ยวพัน”“ได้” เซี่ยไห่ถางใช้สองขาหนีบท้องม้า นางดึงกระบี่ออกมาจากนั้นกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง กระบวนท่าที่หนึ่ง...การจู่โจมจากบนหลังม้า!กล่าวถึงการใช้กระบี่... กระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยนยังนับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า กำลังภายในของเซี่ยไห่ถางนับว่าไม่เป็นสองรองใคร การต่อสู้ของนางที่เดิมทีเป็นนักฆ่า การลงมือจึงทั้งเด็ดขาดและดุดันไม่นานตัวเอ่อซือซือผู้ซึ่งเป็นนักรบหญิงจากทุ่งหญ้า ทั้งยังนับเป็นนักรบบนหลังม้าที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ตอนนี้กลับตกลงจากหลังม้าล้มกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าม้าของตัวเอ่อซือซือแตกตื่นวิ่งกลับไป เซี่ยไห่ถางเองก็กระโดดลงจากหลังม้า นางปล่อยให้ม้าเดินออกไปจากวงการต่อสู้ “หนึ่งกระบวนท่า ท่านพ่ายแพ้ต่อไปต้องการต่อสู้แบบใด”ตัวเอ่อซือซือโกรธจนพุ่งเข้ามา นางกำลังจู่โจมด้วยหมัดมวย กระบวนท่าทั้งหนักแน่นและดุดัน เพียงแต่เซี่ยไห่ถางกลับโอนอ่อนลดทอนความแข็งกร้าว นางใช้เพียงฝ่ามือทานข้อมือที่จู่โจมเข้ามา ไม่นานก็ใช้ฝ่ามือกระแทกร่างของตัวเอ่อซือซือออกไป“ความโกรธไม

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.4

    “เป็นเจ้า!” องค์หญิงของเป่ยโจวชี้มือไปยังเซี่ยไห่ถาง จดจำได้ว่าอีกฝ่ายปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้าไปในกระโจมของตน “เจ้านั่นเองที่ลอบเข้าไปในกระโจมของข้า”ตัวเอ่อซือซือไสม้าเข้ามาใกล้กำแพงเมืองโดยไม่ฟังเสียงห้ามของทหารเซี่ยไห่ถางยกมือห้ามพลธนูไม่ให้ทำร้ายอีกฝ่าย สงครามดูเหมือนจะยุติหากยังสังหาร หรือลงมือทำร้ายองค์หญิงของเป่ยโจว นั่นจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้สงครามดำเนินต่อไป สองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็บาดเจ็บล้มตาย นางไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีก“องค์หญิงทรงหมายถึงเรื่องใดหรือเพคะ”“เจ้าอย่ามาตีหน้าซื่อ เจ้าปลอมตัวเข้าไปช่วยหนานฉีหวางในกระโจมของข้า”เซี่ยไห่ถางหัวเราะ “องค์หญิงทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว หม่อมฉันและหนานฉีหวางไม่เคยข้ามชายแดนไปยังเป่ยโจว เช่นนั้นจะเข้าไปในกระโจมขององค์หญิงได้อย่างไร แม้สวามีของหม่อมฉันแต่งชายาแล้ว แต่ชื่อเสียงก็ยังคงต้องรักษา การที่ทรงตรัสว่าเขาอยู่ในกระโจมของพระองค์เรื่องนี้นับเป็นเรื่องเสียหายนะเพคะ”ไม่มีหลักฐานทั้งยังจับคนไม่ได้ ตัวเอ่อซือซือเจ็บใจยิ่งนัก “เจ้าเคยพูดว่าหากสามารถเอาชนะเจ้าในสามกระบวนท่า ไม่ว่าผู้ใดล้วนสามารถเข้าจวนหนานฉีหวางฝู่ เป็นถึงหวางเฟยเจ้าคงไม่

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.3

    ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่ขุนนางคนอื่นๆ ออกไป จะอย่างไรนางก็มีฐานะเป็นฮองเฮา เขาย่อมให้เกียรตินางไม่อาจให้ขุนนางหรือคนอื่นๆ เห็นนางเป็นเช่นนี้ในห้องโถงกว้างขวางมีฮ่องเต้ ฮองเฮา เฟิ่งอวิ๋นฉี ซวี่เลี่ย และซวี่เหิง รอบด้านมีองครักษ์เกราะดำยืนหันหลังคอยคุ้มกัน ฮองเฮามองไปยังเฟิ่งอวิ๋นฉีด้วยดวงตาเกลียดชัง“ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า!”“กระหม่อมรั้งอยู่ชายแดนเหนือมาโดยตลอด ไม่เคยล่วงเกินพระองค์เลยสักครั้ง ที่ทรงมาถึงวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทรงทำตัวเองทั้งสิ้น”ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่ยอมรับความผิดที่ถูกโยนโครมมาให้ เขารู้ว่าฮองเฮาวางแผนทำอะไร เขาไม่จำเป็นต้องจัดการด้วยตัวเองเพราะรู้ดีว่าซวี่เหิงเป็นแม่ทัพที่เห็นแก่ส่วนรวมการกระทำทั้งหมดนั้นแม่ทัพซวี่ไม่เคยรู้เห็น ดังนั้นจะจัดการกับฮองเฮามีเพียงให้คนตระกูลซวี่จัดการจึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดซวี่เลี่ยวางแผนสังหารซวี่เหิงแต่อีกฝ่ายรอดมาได้ กองทัพตระกูลซวี่กว่าครึ่งเป็นคนของซวี่เหิง ดังนั้นเมื่อเกิดการต่อสู้เมื่อคนของซวี่เหิงเห็นผู้เป็นนายก็ชะงักการจู่โจม มีเพียงคนของซวี่เลี่ยบุกเข้ามาและพาตัวเข้ามาถึงจุดจบฮ่องเต้ทรงพระพักตร์เย็นชา “นับจากวันนี้เจ้าจะถูกส่งต

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.2

    หญิงสาวหันไปสบตากับเสวี่ยอวี้ที่ยืนโล่งใจอยู่ข้างๆ เขาพยักหน้าเร็วๆ ก่อนส่งคนออกไปสอดแนม หากมีคนของเจิ้งกงกงลอบออกไปส่งข่าว เช่นนั้นพวกเขาก็จะให้คนเหล่านั้นได้ข่าวไปจริงๆ หากแต่เป็นข่าวในรูปแบบที่พวกเขาต้องการเจิ้งกงกงถูกพาตัวไปแล้ว เฟิ่งอวิ๋นฉีฝืนต่อไปไม่ไหวเขาแทบจะล้มลงทั้งยืนหากไม่ใช่เสี่ยวเฮยค

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 10.6

    ตัวเอ่อซือซือได้แต่กรีดร้อง ก่อนควบม้าออกจากค่ายตรงไปยังเส้นทางน้ำ นางได้แต่เคียดแค้นผู้ที่ใช้แผนหลอกปั่นหัวนางเช่นนี้ ทว่าเช่นกันกับที่เมี่ยวหรงต้องเจอ เพราะเส้นทางน้ำก็ไม่ต่าง เนื่องจากทันทีที่จวนตัวหุ่นเชิดก็ถูกทิ้งไว้กลางทาง กระทั่งบุรุษชุดดำสามารถข้ามแม่น้ำหลานเหอไปได้อย่างปลอดภัยเสี่ยวเฮยอมย

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 10.4

    “องค์หญิง!” นางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งคล้ายนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรกล่าวเรื่องนี้ แต่ตัวเอ่อซือซือกลับไม่คิดเช่นนั้น“กลัวอะไรกัน เขาอยู่ในมือข้า ที่นี่คือเป่ยโจวหาใช่ต้าเยวี่ย เขารู้แล้วอย่างไรเล่าเขาสามารถหนีเงื้อมมือข้าพ้นหรือ ตอนนี้พี่รองกำลังปลุกปั่นให้เกิดศึกแดนตะวันออก ต้าเยวี่ยไม่มีเวลามาสนใจแดนเหนื

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 10.1

    “ไม่เป็นไร เขาต้องไม่เป็นไร เราจะไปช่วยเขาออกมา ข้าต้องไปช่วยเขาออกมาแน่นอน เขาจะปลอดภัย” นางพูดจบเฟิ่งหนิงก็ไอรุนแรง ริมฝีปากของเด็กสาวมีเลือดซึมออกมา สิ่งที่นางไอออกมานั้นมีเลือดปะปนออกมาด้วย“เสี่ยวหนิง!!!”ก่อนหมดสติภาพที่เด็กสาวมองเห็นก็คือใบหน้าตื่นตระหนกของเซี่ยไห่ถาง พร้อมกันนั้นคนของเฟิ่งอ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status