مشاركة

บทที่ 1.4

last update تاريخ النشر: 2026-03-18 06:34:19

รุ่งเช้าวันต่อมาเฟิ่งหนิงกลับเข้มแข็งกว่าที่หญิงสาวคาด เด็กสาวไม่ร้องไห้แม้ด้วงตาแดงก่ำ นางมารู้ทีหลังว่าอีกฝ่ายได้สัญญากับชิงเจี้ยนเอาไว้ หากเขาสิ้นใจห้ามนางร้องไห้เสียใจจนเสียสุขภาพ ให้นางติดตามและเชื่อฟังตนดีๆ อย่าดื้อ อย่าเหลวไหล

ทั้งสองช่วยกันฝังศพของชิงเจี้ยนเอาไว้ริมทะเลสาบ ข้างๆ กันนั้นยังมีหลุมศพอีกหลุมที่ไม่มีป้ายชื่อ ความลับนี้มีเพียงหญิงสาว เฟิ่งหนิง และชิงเจี้ยนที่ล่วงรู้ว่าหลุมศพนั้นเป็นของผู้ใด

เก็บข้าวของจากนั้นเผากระท่อมและออกเดินทาง มองเห็นทะเลสาบลับสายตาหัวใจของเซี่ยไห่ถางสงบกว่าที่คาด หลักฐานหนึ่งเดียวเกี่ยวกับตัวนางอยู่ที่นี่

ก่อนหน้านี้นางดำน้ำลงไปยังพื้นผิวทะเลสาบ ที่นั่นมียานรูปทรงประหลาดแต่เป็นวิวัฒนาการล้ำหน้าซึ่งไม่มีทางมีในยุคล้าหลังนี้

...มันคือสิ่งที่นำพานางมายังสถานที่แห่งนี้

ขณะเดินห่างออกไปจากทะเลสาบ บทสนทนาของนางและชิงเจี้ยนยังคงดังก้องในความทรงจำ ตอนนั้นนางบาดเจ็บและไม่อาจลุกจากเตียง ความทรงจำมากมายที่นางนำมาปะติดปะต่อ

‘ข้าอาจเป็น...นักฆ่า’ นางบอกเขาเช่นนั้น

‘ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แล้ว’ นางจำได้ว่าเขาตอบนางเช่นนั้น

ตอนที่ร่างกายของนางหายดี ขาทั้งสองข้างของนางกลับแทบเดินไม่ได้เช่นคนปกติ ชิงเจี้ยนครุ่นคิดเคร่งเครียดอยู่นานมาก กระทั่งตัดสินใจได้ ‘เจ้าจะเดินได้หากฝึกเคล็ดวิชากระบี่เดียวดาย แม้อาจใช้เวลาหลายปีแต่เจ้าจะเดินได้แน่นอน’

ตอนนั้นนางไม่เชื่อเพราะเขาเองก็พิการเดินไม่ได้ เขาคล้ายตระหนักในสิ่งที่นางคิด ‘ข้าเดินไม่ได้เพราะเส้นเอ็นถูกตัดขาด ต่างจากเจ้าที่เพียงบาดเจ็บเล็กน้อย’

นางก้มลงมองสภาพตัวเองในเวลานั้น รู้สึกโกรธกับคำพูดประโยคหลังของเขาขึ้นมา นางนอนซมรักษาตัวอยู่บนเตียงนานนับเดือน เขากลับบอกว่าบาดเจ็บเล็กน้อย?!

สองข้างแก้มของนางเปียกชื้น...

เพิ่งรู้ตัวว่าสามปีมานี้นางผูกพันกับชิงเจี้ยนกว่าที่คิด ที่สำคัญไปกว่านั้นนางพบว่าฝึกกระบี่ด้วยกันมานาน เขากับนางกลับกลายมาเป็นสหาย เป็นญาติสนิทที่ไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือด เป็นผู้รู้ใจที่เพียงกล่าวหนึ่งประโยคกลับเข้าใจไปถึงความคิด

แรงสะอื้นจากมือซ้ายทำให้นางก้มลงมองเฟิ่งหนิง เด็กสาวร้องไห้ราวกับกลั้นไม่อยู่

เซี่ยไห่ถางเช็ดน้ำตาออกลวกๆ “เจ้าร้องไห้ออกมาเถิด  ร้องไห้ให้เขาไม่เป็นไรหรอก แต่จากนี้จะร้องไม่ได้แล้วเพราะเจ้าต้องเข้มแข็ง”

เฟิ่งหนิงเงยหน้าขึ้นมองนาง เซี่ยไห่ถางนั่งลงจึงถูกอีกฝ่ายโผเข้ากอด

เด็กสาวร้องไห้โฮออกมาไม่พยายามข่มกลั้นแม้แต่น้อยหญิงสาวเพียงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนเงียบๆ กระทั่งนานมากจึงหลงเหลือเพียงเสียงสะอื้น ไม่นานทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางต่อ เส้นทางที่มุ่งตรงไปก็คือ...ชายแดนแคว้นต้าเยวี่ย

คล้อยหลังเซี่ยไห่ถางจากไปได้เพียงวันหนึ่ง เฟิ่งอวิ๋นฉีกับคนของเขาก็แกะรอยมาจนถึงริมทะเลสาบ ร่องรอยหลายๆ อย่างยังคงใหม่ แต่หลักฐานหลายๆ อย่างกลับมอดไหม้ในกองเพลิงที่หลงเหลือเพียงเถ้าธุลี

“นายท่าน ริมทะเลสาบมีหลุมศพขอรับ”

เฟิ่งอวิ๋นฉีรีบเข้าไปดูทันที อักษรงดงามบนป้ายหน้าหลุมศพกลับไม่ใช่ชื่อแซ่ ‘สหายผู้รู้ใจและท่านลุงอันเป็นที่รัก ขอจงหลับใหลอย่างสงบ’

“ในสี่แคว้น...ข้าไม่เคยเห็นวิธีเขียนป้ายหน้าหลุมศพเช่นนี้” คิ้วเข้มมุ่นลงเล็กน้อย “เดาว่านี่คงจะเป็นหลุมศพของชิงเจี้ยน”

“ยังมีอีกขอรับ แต่ไม่มีป้ายหน้าหลุมศพ”

มองไปรอบๆ ทะเลสาบอันเงียบสงบเฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจด้วยความเสียดาย ชายหนุ่มล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ลูกดอกขนาดเล็กเป็นอาวุธสังหารที่หญิงสาวใช้ปลิดชีพลั่วอวี้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด

“เราควรมาเร็วกว่านี้ น่าเสียดาย...”

อาวุธเช่นนี้เขายังไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งวัสดุที่ทำขึ้น ยังมีความแข็งแกร่ง คงทน แหลมคม เล็กเรียว นอกจากกระบี่แล้วเขาสืบเสาะไปทั่วก็ยังไม่พบช่างตีเหล็กคนใดเคยพบเห็นมาก่อน...

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.3 จบ

    หญิงสาวหัวเราะ “เขาเป็นกุนซือคู่ใจท่าน พูดถึงเขาท่านต้องทำร้ายเขาทุกครั้งเลยหรือ” เห็นชัดว่าสนิทและไว้ใจกันถึงเพียงนี้“เอาเถิดกลับไปครานี้ข้าให้เขาลาพักออกท่องเที่ยวบ้างก็ได้” เฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจ “แต่อยู่ที่เขาว่าจะยอมไปหรือไม่นะ”...ปีนั้นมีบันทึกกล่าวว่าหนานฉีหวางและหวางเฟยไม่อยู่ที่หลานโจว ผู้ที่นำกองทัพมีชัยเหนือต้าหวางเป่ยโจวคือองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง ศิษย์รักของหนานฉีหวางผู้ซึ่งลือกันว่านางพูดไม่ได้เรื่องนี้ได้ยินไปถึงที่ใดก็ล้วนมีแต่เสียงชื่นชม หนานฉีหวางเก่งกาจแม้ไร้วรยุทธ์ หนานฉีหวางเฟยเองก็ไม่แตกต่าง ปีนั้นนางนำทัพมีชัยเหนือองค์หญิงตัวเอ่อซือซือ กระทั่งตอนนี้องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเองก็เป็นดังลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นต่อมาบันทึกต้าเยวี่ยยังกล่าวว่าหนานฉีหวางทรงร่างกายอ่อนแอ หวางเฟยทรงอยู่เป็นเพื่อนสวามีเงียบๆ ในจวน เรื่องการทหารและการรบ ล้วนมีองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงดูแลทั้งสิ้น แม้แต่ราชบุตรเขยเองก็เป็นบุรุษที่แต่งเข้าจวน ทั้งยังทำหน้าที่กุนซือผู้เฉลียวฉลาดหลายสิบปีต่อมา...บนเตียงนอนกว้างใหญ่เฟิ่งอวิ๋นฉีในวัยหกสิบห้านอนหายใจรวยริน เขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี บัดนี้อาการหนักไม่อาจ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.2

    เขาฟังประโยคนั้นของนางด้วยความซาบซึ้ง “ข้ามีความสุขมาก และแน่นอนข้ายินดี”“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไป ลุกขึ้นได้”“หา” เฟิ่งอวิ๋นฉีกะพริบตามองนาง “ไป ไปไหน”“ก็เข้าหอน่ะสิ” นางกล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง “ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นบุรุษที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องดังเช่นที่ท่านเคยกล่าวหรือไม่”“ชะ ช้าก่อน หวางเฟย นี่เจ้า”เซี่ยไห่ถางเห็นสีหน้าของเขาก็หัวเราะออกมา “ข้าเพียงล้อท่านเล่น ต้องจริงจังถึงเพียงนี้?”เฟิ่งอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าล้อเล่น?” เขาหน้าบึ้ง “แต่ข้าจริงจังนะ” กล่าวจบเขาก็อุ้มนางขึ้นจากนั้นเดิมไปที่เตียงม่านหน้าเตียงสีแดงถูกปลดลง เจ้าสาวเจ้าบ่าวส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข หลังหยอกล้อกันไปมาในที่สุดก็เงียบเสียงลง หลงเหลือเอาไว้เพียงความสุขที่ลอยละล่องในอากาศ...บ่าวสาวในที่สุดก็เข้าหอแล้วสามปีต่อมา...ริมทะเลสาบไม่ไกลจากเสวี่ยซาน ปรากฏกระท่อมหลังเล็กที่สร้างขึ้นลวกๆ ข้างๆ กันนั้นหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังยืนเคียงข้างกันพร้อมกับมองไปหลุมศพสองหลุม เซี่ยไห่ถางไม่นึกว่านางต้องรอถึงสามปีกว่าจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้“เฟิ่งอวิ๋นฉี”“ว่าอย่างไร”“รู้หรือไม่ว่าสถานที่นี้สำคัญ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 12.1

    บทส่งท้ายหลังจากสงครามจบลงเซี่ยไห่ถางนอนหลับไปนานถึงสองวันสองคืน เฟิ่งอวิ๋นฉีเห็นว่านางเหน็ดเหนื่อยจึงคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นานๆ ครั้งจะออกไปยังห้องหนังสือหาตำราให้เฟิ่งหนิงอ่าน จากนั้นชี้แนะนางสักหลายประโยคแล้วรีบกลับไปยังเรือนพักกระทั่งวันที่สามหวางเฟยจึงตื่นเต็มตาทั้งยังดูกระปรี้กระเปร่าภาพแรกที่นางลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้าตรู่ นั่นก็คือใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสวามี เขาเองก็หลับสนิทไม่รู้สักนิดว่านางกำลังนอนจ้องหน้าตนอยู่ภาพการเฉลิมฉลองชัยชนะในวันนั้นยังคงติดตา เฟิ่งอวิ๋นฉีที่จ้องจอกสุราในมือนิ่งอย่างใช้ความคิด อยู่ๆ เซี่ยไห่ถางก็นึกขึ้นได้ว่าในวันเสกสมรสเขาพยายามคล้องแขนดื่มสุรามงคลกับนาง“ตื่นแล้วหรือ” เขางัวเงียตื่น “หิวหรือไม่ เจ้าไม่ได้กินข้าวเลยได้แต่ดื่มน้ำแกง เหนื่อยมากกระมังออกศึกบางคราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำ” เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้า“เฟิ่งอวิ๋นฉี นี่มันหน้าที่ของสาวใช้”“ข้ารู้ แต่สองวันมานี้ข้าสั่งไม่ให้พวกนางเข้ามาใกล้เรือนพักเพราะเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้า” เขาช่วยนางล้างหน้าล้างตาอย่างคล่องแคล่ว“สองวัน? เช่นนั้นท่านเองก็ไม่ได้ไปที่ค่าย

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.5

    ตัวเอ่อซือซือโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางรู้ว่าเซี่ยไห่ถางทำเช่นนี้ก็เพื่อยั่วยุตน “อาวุธไร้ตา หากเกิดการล้มตายก็อย่าได้ดึงสองแคว้นมาเกี่ยวพัน”“ได้” เซี่ยไห่ถางใช้สองขาหนีบท้องม้า นางดึงกระบี่ออกมาจากนั้นกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง กระบวนท่าที่หนึ่ง...การจู่โจมจากบนหลังม้า!กล่าวถึงการใช้กระบี่... กระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยนยังนับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า กำลังภายในของเซี่ยไห่ถางนับว่าไม่เป็นสองรองใคร การต่อสู้ของนางที่เดิมทีเป็นนักฆ่า การลงมือจึงทั้งเด็ดขาดและดุดันไม่นานตัวเอ่อซือซือผู้ซึ่งเป็นนักรบหญิงจากทุ่งหญ้า ทั้งยังนับเป็นนักรบบนหลังม้าที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ตอนนี้กลับตกลงจากหลังม้าล้มกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าม้าของตัวเอ่อซือซือแตกตื่นวิ่งกลับไป เซี่ยไห่ถางเองก็กระโดดลงจากหลังม้า นางปล่อยให้ม้าเดินออกไปจากวงการต่อสู้ “หนึ่งกระบวนท่า ท่านพ่ายแพ้ต่อไปต้องการต่อสู้แบบใด”ตัวเอ่อซือซือโกรธจนพุ่งเข้ามา นางกำลังจู่โจมด้วยหมัดมวย กระบวนท่าทั้งหนักแน่นและดุดัน เพียงแต่เซี่ยไห่ถางกลับโอนอ่อนลดทอนความแข็งกร้าว นางใช้เพียงฝ่ามือทานข้อมือที่จู่โจมเข้ามา ไม่นานก็ใช้ฝ่ามือกระแทกร่างของตัวเอ่อซือซือออกไป“ความโกรธไม

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.4

    “เป็นเจ้า!” องค์หญิงของเป่ยโจวชี้มือไปยังเซี่ยไห่ถาง จดจำได้ว่าอีกฝ่ายปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้าไปในกระโจมของตน “เจ้านั่นเองที่ลอบเข้าไปในกระโจมของข้า”ตัวเอ่อซือซือไสม้าเข้ามาใกล้กำแพงเมืองโดยไม่ฟังเสียงห้ามของทหารเซี่ยไห่ถางยกมือห้ามพลธนูไม่ให้ทำร้ายอีกฝ่าย สงครามดูเหมือนจะยุติหากยังสังหาร หรือลงมือทำร้ายองค์หญิงของเป่ยโจว นั่นจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้สงครามดำเนินต่อไป สองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็บาดเจ็บล้มตาย นางไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีก“องค์หญิงทรงหมายถึงเรื่องใดหรือเพคะ”“เจ้าอย่ามาตีหน้าซื่อ เจ้าปลอมตัวเข้าไปช่วยหนานฉีหวางในกระโจมของข้า”เซี่ยไห่ถางหัวเราะ “องค์หญิงทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว หม่อมฉันและหนานฉีหวางไม่เคยข้ามชายแดนไปยังเป่ยโจว เช่นนั้นจะเข้าไปในกระโจมขององค์หญิงได้อย่างไร แม้สวามีของหม่อมฉันแต่งชายาแล้ว แต่ชื่อเสียงก็ยังคงต้องรักษา การที่ทรงตรัสว่าเขาอยู่ในกระโจมของพระองค์เรื่องนี้นับเป็นเรื่องเสียหายนะเพคะ”ไม่มีหลักฐานทั้งยังจับคนไม่ได้ ตัวเอ่อซือซือเจ็บใจยิ่งนัก “เจ้าเคยพูดว่าหากสามารถเอาชนะเจ้าในสามกระบวนท่า ไม่ว่าผู้ใดล้วนสามารถเข้าจวนหนานฉีหวางฝู่ เป็นถึงหวางเฟยเจ้าคงไม่

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 11.3

    ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่ขุนนางคนอื่นๆ ออกไป จะอย่างไรนางก็มีฐานะเป็นฮองเฮา เขาย่อมให้เกียรตินางไม่อาจให้ขุนนางหรือคนอื่นๆ เห็นนางเป็นเช่นนี้ในห้องโถงกว้างขวางมีฮ่องเต้ ฮองเฮา เฟิ่งอวิ๋นฉี ซวี่เลี่ย และซวี่เหิง รอบด้านมีองครักษ์เกราะดำยืนหันหลังคอยคุ้มกัน ฮองเฮามองไปยังเฟิ่งอวิ๋นฉีด้วยดวงตาเกลียดชัง“ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า!”“กระหม่อมรั้งอยู่ชายแดนเหนือมาโดยตลอด ไม่เคยล่วงเกินพระองค์เลยสักครั้ง ที่ทรงมาถึงวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทรงทำตัวเองทั้งสิ้น”ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่ยอมรับความผิดที่ถูกโยนโครมมาให้ เขารู้ว่าฮองเฮาวางแผนทำอะไร เขาไม่จำเป็นต้องจัดการด้วยตัวเองเพราะรู้ดีว่าซวี่เหิงเป็นแม่ทัพที่เห็นแก่ส่วนรวมการกระทำทั้งหมดนั้นแม่ทัพซวี่ไม่เคยรู้เห็น ดังนั้นจะจัดการกับฮองเฮามีเพียงให้คนตระกูลซวี่จัดการจึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดซวี่เลี่ยวางแผนสังหารซวี่เหิงแต่อีกฝ่ายรอดมาได้ กองทัพตระกูลซวี่กว่าครึ่งเป็นคนของซวี่เหิง ดังนั้นเมื่อเกิดการต่อสู้เมื่อคนของซวี่เหิงเห็นผู้เป็นนายก็ชะงักการจู่โจม มีเพียงคนของซวี่เลี่ยบุกเข้ามาและพาตัวเข้ามาถึงจุดจบฮ่องเต้ทรงพระพักตร์เย็นชา “นับจากวันนี้เจ้าจะถูกส่งต

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.4

    “เสด็จอาเสด็จมาก็ดีแล้ว มีนางกำนัลเห็นว่ามีคนลอบเข้าไปด้านในตำหนักหมู่ตาน บุรุษผู้นั้นก็คือคุณชายลู่ เจ้ากรมโยธาธิการเองก็เพิ่งทราบเรื่อง”“อ้อ ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นนี้” อ๋องหนุ่มพยักหน้าราวเพิ่งรู้เรื่อง“รีบเข้าไปกันเถิดเพคะ ชักช้าคนอาจหนีไปได้ กล้าวางแผนทำเช่นนี้ในวังหลวงต้องจับมาลงโทษให้สาสม” นั

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.3

    หลี่กงกงเห็นท่าไม่ดีกำลังพุ่งตัวไปยังประตู ถึงอย่างนั้นเขาที่นับว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือกลับถูกหญิงสาวร่างเล็กคว้าตัวเหวี่ยงกลับเข้าไปในห้อง“คิดหนี? ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่!!!”กลิ่นกำยานหอมหวนฉุนจมูกทำให้สติของหญิงสาวเริ่มพร่าเลือนไม่เป็นตัวของตัวเอง นางสบถจากนั่นฟาดฝ่ามืออันรุนแรงเข้าจู่โ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.2

    พิธีเสกสมรสถูกกำหนดวันแน่นอนแล้ว เซี่ยไห่ถางยุ่งง่วนเพราะชุดต่างๆ ล้วนต้องเร่งตัดให้ทันวันงาน กว่านางจะรู้ว่าเฟิ่งหนิงถูกเชิญไปยังตำหนักของซูเฟยก็เป็นเวลากลางยามเซิน[1] นางกำนัลตำหนักเฟิ่งซีเพียงรู้มาว่าซูเฟยอยากให้เฟิ่งหนิงไปอยู่เป็นเพื่อน แต่หลายชั่วยามแล้วคนกลับเงียบหายยังไม่ทันได้ออกตามหาคนขัน

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 6.1

    หลังงานเลี้ยงต้อนรับกลับวังหลวงอันยิ่งใหญ่ขององค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง หาได้ทำให้ผู้คนสนใจมากไปกว่าการที่หนานฉีหวางรับองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเป็นศิษย์สาเหตุหนึ่งผู้คนมองว่าอ๋องหนุ่มเป็นบุรุษทั้งยังเป็นจอมทัพที่ไร้วรยุทธ์ องค์หญิงจะเรียนรู้สิ่งใดจากเขากันแน่แต่อีกสาเหตุที่ผู้คนให้ความสนใจยังคงเป็นคานอำ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status