Masukรุ่งเช้าวันต่อมาเฟิ่งหนิงกลับเข้มแข็งกว่าที่หญิงสาวคาด เด็กสาวไม่ร้องไห้แม้ด้วงตาแดงก่ำ นางมารู้ทีหลังว่าอีกฝ่ายได้สัญญากับชิงเจี้ยนเอาไว้ หากเขาสิ้นใจห้ามนางร้องไห้เสียใจจนเสียสุขภาพ ให้นางติดตามและเชื่อฟังตนดีๆ อย่าดื้อ อย่าเหลวไหล
ทั้งสองช่วยกันฝังศพของชิงเจี้ยนเอาไว้ริมทะเลสาบ ข้างๆ กันนั้นยังมีหลุมศพอีกหลุมที่ไม่มีป้ายชื่อ ความลับนี้มีเพียงหญิงสาว เฟิ่งหนิง และชิงเจี้ยนที่ล่วงรู้ว่าหลุมศพนั้นเป็นของผู้ใด
เก็บข้าวของจากนั้นเผากระท่อมและออกเดินทาง มองเห็นทะเลสาบลับสายตาหัวใจของเซี่ยไห่ถางสงบกว่าที่คาด หลักฐานหนึ่งเดียวเกี่ยวกับตัวนางอยู่ที่นี่
ก่อนหน้านี้นางดำน้ำลงไปยังพื้นผิวทะเลสาบ ที่นั่นมียานรูปทรงประหลาดแต่เป็นวิวัฒนาการล้ำหน้าซึ่งไม่มีทางมีในยุคล้าหลังนี้
...มันคือสิ่งที่นำพานางมายังสถานที่แห่งนี้
ขณะเดินห่างออกไปจากทะเลสาบ บทสนทนาของนางและชิงเจี้ยนยังคงดังก้องในความทรงจำ ตอนนั้นนางบาดเจ็บและไม่อาจลุกจากเตียง ความทรงจำมากมายที่นางนำมาปะติดปะต่อ
‘ข้าอาจเป็น...นักฆ่า’ นางบอกเขาเช่นนั้น
‘ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แล้ว’ นางจำได้ว่าเขาตอบนางเช่นนั้น
ตอนที่ร่างกายของนางหายดี ขาทั้งสองข้างของนางกลับแทบเดินไม่ได้เช่นคนปกติ ชิงเจี้ยนครุ่นคิดเคร่งเครียดอยู่นานมาก กระทั่งตัดสินใจได้ ‘เจ้าจะเดินได้หากฝึกเคล็ดวิชากระบี่เดียวดาย แม้อาจใช้เวลาหลายปีแต่เจ้าจะเดินได้แน่นอน’
ตอนนั้นนางไม่เชื่อเพราะเขาเองก็พิการเดินไม่ได้ เขาคล้ายตระหนักในสิ่งที่นางคิด ‘ข้าเดินไม่ได้เพราะเส้นเอ็นถูกตัดขาด ต่างจากเจ้าที่เพียงบาดเจ็บเล็กน้อย’
นางก้มลงมองสภาพตัวเองในเวลานั้น รู้สึกโกรธกับคำพูดประโยคหลังของเขาขึ้นมา นางนอนซมรักษาตัวอยู่บนเตียงนานนับเดือน เขากลับบอกว่าบาดเจ็บเล็กน้อย?!
สองข้างแก้มของนางเปียกชื้น...
เพิ่งรู้ตัวว่าสามปีมานี้นางผูกพันกับชิงเจี้ยนกว่าที่คิด ที่สำคัญไปกว่านั้นนางพบว่าฝึกกระบี่ด้วยกันมานาน เขากับนางกลับกลายมาเป็นสหาย เป็นญาติสนิทที่ไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือด เป็นผู้รู้ใจที่เพียงกล่าวหนึ่งประโยคกลับเข้าใจไปถึงความคิด
แรงสะอื้นจากมือซ้ายทำให้นางก้มลงมองเฟิ่งหนิง เด็กสาวร้องไห้ราวกับกลั้นไม่อยู่
เซี่ยไห่ถางเช็ดน้ำตาออกลวกๆ “เจ้าร้องไห้ออกมาเถิด ร้องไห้ให้เขาไม่เป็นไรหรอก แต่จากนี้จะร้องไม่ได้แล้วเพราะเจ้าต้องเข้มแข็ง”
เฟิ่งหนิงเงยหน้าขึ้นมองนาง เซี่ยไห่ถางนั่งลงจึงถูกอีกฝ่ายโผเข้ากอด
เด็กสาวร้องไห้โฮออกมาไม่พยายามข่มกลั้นแม้แต่น้อยหญิงสาวเพียงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนเงียบๆ กระทั่งนานมากจึงหลงเหลือเพียงเสียงสะอื้น ไม่นานทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางต่อ เส้นทางที่มุ่งตรงไปก็คือ...ชายแดนแคว้นต้าเยวี่ย
คล้อยหลังเซี่ยไห่ถางจากไปได้เพียงวันหนึ่ง เฟิ่งอวิ๋นฉีกับคนของเขาก็แกะรอยมาจนถึงริมทะเลสาบ ร่องรอยหลายๆ อย่างยังคงใหม่ แต่หลักฐานหลายๆ อย่างกลับมอดไหม้ในกองเพลิงที่หลงเหลือเพียงเถ้าธุลี
“นายท่าน ริมทะเลสาบมีหลุมศพขอรับ”
เฟิ่งอวิ๋นฉีรีบเข้าไปดูทันที อักษรงดงามบนป้ายหน้าหลุมศพกลับไม่ใช่ชื่อแซ่ ‘สหายผู้รู้ใจและท่านลุงอันเป็นที่รัก ขอจงหลับใหลอย่างสงบ’
“ในสี่แคว้น...ข้าไม่เคยเห็นวิธีเขียนป้ายหน้าหลุมศพเช่นนี้” คิ้วเข้มมุ่นลงเล็กน้อย “เดาว่านี่คงจะเป็นหลุมศพของชิงเจี้ยน”
“ยังมีอีกขอรับ แต่ไม่มีป้ายหน้าหลุมศพ”
มองไปรอบๆ ทะเลสาบอันเงียบสงบเฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจด้วยความเสียดาย ชายหนุ่มล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ลูกดอกขนาดเล็กเป็นอาวุธสังหารที่หญิงสาวใช้ปลิดชีพลั่วอวี้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด
“เราควรมาเร็วกว่านี้ น่าเสียดาย...”
อาวุธเช่นนี้เขายังไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งวัสดุที่ทำขึ้น ยังมีความแข็งแกร่ง คงทน แหลมคม เล็กเรียว นอกจากกระบี่แล้วเขาสืบเสาะไปทั่วก็ยังไม่พบช่างตีเหล็กคนใดเคยพบเห็นมาก่อน...
ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน
“นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก
เรื่องที่องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงกลับวังหลวง ถือได้ว่าเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากแล้ว ถึงอย่างนั้นเรื่องที่บุตรสาวปราชญ์หญิงเซี่ยปรากฏตัว ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความคิดของผู้ใดมาก่อนทุกอย่างเป็นไปตามที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าว ขอเพียงหญิงสาวแสดงท่าทีสุขุมห่างเหิน วางตัวให้เย่อหยิ่งสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัล ขันที รวมไปถึงเหล่าราชองครักษ์ในวังหลวง ทุกคนล้วนแสดงท่าทีกริ่งเกรงทั้งสิ้นได้ยินเฟิ่งหนิงกล่าวว่าปราชญ์หญิงเซี่ยทั้งเคร่งครัดและจริงจังในกฎธรรมเนียม ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบจารีตอันดีงาม ตลอดชีวิตสร้างเพียงคุณงามความดีมีชื่อเสียงอันน่าเลื่อมใส แต่เพราะอาการป่วยนางจึงปลีกตัวไปจากเมืองหลวง กระทั่งมีข่าวว่าคลอดบุตรสาวคนหนึ่งเงียบๆ ก่อนสิ้นใจ“ทูลองค์หญิง อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงต้อนรับที่ทรงกลับมา ดังนั้นฮองเฮาจึงส่งนางกำนัลและขันทีเข้ามาดูแลเรื่องต่างๆ ให้ ขอทรงมีรับสั่ง...” กล่าวจบขันทีที่รายงานก็กระอักกระอ่วน เนื่องจากลืมไปว่าเฟิ่งจวินหนิงไม่อาจส่งเสียงพูด“สมควรทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เสียงเย็นเยียบของเซี่ยไห่ถางทำให้ขันทีผู้นั้นสะดุ้ง เขาค้อมกายลงต่ำรับคำจากนั้นรีบล่าถอ
ไม่ใช่แค่เฟิ่งอวิ๋นฉีที่มองเซี่ยไห่ถางในชุดอิสตรีทางการเก้าชั้นด้วยสายตาประหลาดใจ หญิงสาวเองก็มองเขาในชุดขุนนางประดับหมวกยศด้วยสายตาไม่ต่างกัน ในยามที่เขาอยู่ข้างนอกเขาคล้ายคุณชายบัณฑิตที่ดูไร้พิษสง แต่เมื่อสวมชุดขุนนางเขากลับดูน่าเกรงขามกว่าที่คิดเฟิ่งอวิ๋นฉีมองชุดสีม่วงเข้มปักลายพร้อมผมยาวสลวยที่เกล้ายึดด้วยปิ่นหยก ฮูหยินอัครเสนาบดีช่างเป็นคนที่มีสายตาแหลมคม ในระยะเวลาอันสั้นกลับสามารถหาชุดและเครื่องประดับที่เหมาะสมกับหญิงสาวมาได้ช่าง...น่านับถือยิ่งนักเมื่อสวมชุดบุรุษนางดูสง่าผ่าเผยและองอาจเยี่ยงชาวยุทธ์ แต่เมื่อสวมชุดของอิสตรีแม้ยังคงมีท่าทีไม่คุ้นชิน แต่นางกลับยังคงน่ามองทั้งยังไม่เหลือคราบจอมยุทธ์หญิงซึ่งสามารถสังหารคนโดยที่ตาไม่กะพริบ“สองมือสอดประสานปล่อยแขนเสื้อทิ้งตัวลงตรงหน้าขา ยืดหลังตรง เดินให้ช้าลง หรุบดวงตาลงต่ำเล็กน้อย ไม่ต้องมอง ไม่ต้องสนใจผู้ใด ปราชญ์เซี่ยเป็นคนเย่อหยิ่งไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง เจ้าทำเช่นนางได้ย่อมกีดกันพวกที่ชอบสร้างปัญหาออกไปให้ห่าง พวกเขาไม่มีทางกล้าล่วงเกินเจ้าหากรู้ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนาง”เซี่ยไห่ถางทำตามสิ่งที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกระซิบบอก จากนั้น
“ในเมื่อคนก็ได้พบแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเห็นจะดี กลางยามเฉิน[1]ข้าจะนำรถม้ามารับองค์หญิงเข้าวังหลวง” เฟิ่งอวิ๋นฉีลุกขึ้น เขาหรุบดวงตาลงซุกซ่อนประกายเจ้าเล่ห์ไม่ให้เผยออกมา“ช้าก่อน” เซี่ยไห่ถางขมวดคิ้วก่อนเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้ “ท่านอ๋อง ไม่ทราบหากข้าขอรบกวนเวลาสักครู่จะทรงสะดวกหรือไม่”ไม่มีใครเห็นว่ามุมปากของอ๋องหนุ่มมีรอยยิ้มผุดขึ้น เขาหมุนตัวกลับมามองนาง “แม่นางเชิญกล่าว”หญิงสาวมองทุกคนด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ นางก้มลงมองเฟิ่งหนิงจงใจพูดกับอีกฝ่ายโดยไม่ใช้ภาษามือ “กลับเรือนไปก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องหารือกับท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงมองคนทั้งสองสลับกัน ---ข้าอยู่ไม่ได้หรือ---“ข้าสัญญาจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง”เฟิ่งหนิงพยักหน้าจากนั้นเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง หวังเซียวเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจจึงขอตัวออกไปด้านนอก คนของเฟิ่งอวิ๋นฉีเองก็ถอยออกไปห่างจากประตู“แม่นางเซี่ยมีเรื่องใดหรือ”“เดาว่าทรงตระหนักดีถึงความนัยที่ชิงเจี้ยนเขียนในจดหมาย”“ก็ไม่นับว่าคาดเดายาก การลอบปลงพระชนม์พระสนมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คดีกลับปิดลงอย่างมีเงื่อนงำ ฮ่องเต้แม้ทรงอยากสืบสาวแต่เพราะขาดทั้งพยานและหลักฐานให้เกี่ยวโยงไปหาคนที่อย
“ไม่ปิดบังท่าน ข้ามาเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษา” ด้วยตลอดมาเขาเองก็ตระหนักดีว่าหวังเซียวเป็นขุนนางตงฉิน อีกทั้งองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงที่หลบเร้นไปหลายปี กลับเลือกที่จะมาหาหวังเซียว ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่อยากอ้อมค้อม เขาส่งจดหมายให้อีกฝ่ายทันทีหวังเซียวอ้าปากค้างทันทีที่เปิดจดหมาย “นะ...นี่เป็นลายมือของชิงเจี้ยน ใช่แน่ๆ ข้าจำไม่ผิด ไม่มีทางจำผิด”“ชิงเจี้ยน?” เฟิ่งอวิ๋นฉีขมวดคิ้วหวังเซียวยิ้มก่อนถอนหายใจออกมา “เรื่องนี้หากจะเท้าความก็ยาวเล็กน้อย ท่านอ๋องอยู่ชายแดนเหนือตลอดดังนั้นอาจไม่เคยได้ยิน เดิมทีนั้นปราชญ์หญิงแคว้นต้าเยวี่ยไม่ได้มีอวี๋กุ้ยเฟยเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว แท้ที่จริงพวกนางยังมีพี่ชายอีกคน คนผู้นี้ก็คือกระบี่เดียวดายชิงเจี้ยน น่าเสียดายที่เขาสิ้นใจไปเมื่อไม่นานมานี้ ยังดีที่หลังเขาสิ้นใจแม่นางเซี่ย บุตรสาวคนเดียวของปราชญ์หญิงก็พาองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเดินทางกลับเมืองหลวง”“ช้าก่อน” เฟิ่งอวิ๋นฉีเลิกคิ้วก่อนหันไปสบตาคนสนิทของตนทั้งสองที่ต่างก็มีท่าทีประหลาดใจ อ๋องหนุ่มจ้องหวังเซียวเขม็ง “ท่านบอกว่าหลังชิงเจี้ยนสิ้นใจ หนึ่งสตรี หนึ่งเด็กสาว เดินทางจากตะวันออกมายังเมืองหลวง







