เข้าสู่ระบบเขาชอบสะสมยอดฝีมือไว้ข้างกายจึงถูกนางดึงดูด นางจำเป็นต้องใช้เขาปกป้องคนผู้หนึ่ง ดังนั้นชะตาจึงคล้ายถูกผูกเอาไว้กับเขา หนานฉีหวาง เฟิ่งอวิ๋นฉี อ๋องหนุ่มผู้ซึ่งไร้วรยุทธ์ แต่กลับมีฐานะเป็นถึงจอมทัพปกป้องแดนเหนือของแคว้นต้าเยวี่ย ทุกอย่างที่ทำเขาล้วนทำเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ทำให้ยอดฝีมือและกุนซือมากมายยอมอยู่รับใช้ข้างกาย ในวัยเยาว์เคยถูกลุงแท้ๆ วางยาพิษ ทำให้ร่างกายต่อต้านสมุนไพรและพิษทุกชนิด เซี่ยไห่ถาง หญิงสาวผู้ซึ่งเดินทางมากับองค์หญิงต้าเยวี่ย ฐานะหนึ่งนางเป็นบุตรสาวของปราชญ์ต้าเยวี่ย แต่อีกฐานะของนางกลับเต็มไปด้วยปริศนาที่นางเองก็ไม่อาจไข ที่รู้ๆ คือนางมาจากที่อื่น เป็นที่ที่ไกลมาก เพราะฝีมือของนางทำให้เฟิ่งอวิ๋นฉีรู้สึกสนใจ กระทั่งได้พบกันอีกครั้งเพราะโชคชะตา ทั้งสองจึงถูกผูกเอาไว้ด้วยกัน กระทั่งที่สุดแล้วนางเองจึงพบว่าเขาเป็นบุรุษที่ไม่เลวเลย...
ดูเพิ่มเติมข่าวลือเรื่องที่ลั่วเซิงผู้ซึ่งเป็นถึงจ้าวยุทธ์คนปัจจุบันกำลังจะทำพิธีล้างมือในอ่างทองคำ ทำให้ชาวยุทธ์ที่มีชื่อเสียงต่างพากันเดินทางมายังเสวี่ยซาน ในบรรดาชาวยุทธ์มากมายส่วนหนึ่งมาเพื่อเป็นสักขีพยาน อีกส่วนมาเพื่อชื่นชมความยิ่งใหญ่มั่งคั่งของคนตระกูลลั่ว แต่อีกส่วนกลับมาเพียงเพื่อชมดูความครึกครื้น
หนึ่งในจำนวนคนที่มาเพียงเพื่อชมดูความครึกครื้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าเขาจะมีฐานะเป็นถึงท่านอ๋องแคว้นต้าเยวี่ย บุรุษที่แม้ไม่มีวรยุทธ์แต่กลับสามารถนำพาแคว้นต้าเยวี่ยพ้นภัยจากการรุกรานของแคว้นเป่ยโจว[1]
ลือกันว่าเขาเป็นเพียงบุรุษที่มีท่าทางคล้ายบัณฑิตอ่อนแอ หากแต่เพราะเขารู้จักเลือกใช้คน ดังนั้นข้างกายเขาจึงมียอดฝีมือมากมายอยู่ข้างกายเพื่อรับใช้
ว่ากันว่าแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องให้เกียรติอนุชาผู้นี้อยู่หลายส่วน ขุนนางในราชสำนักแคว้นต้าเยวี่ยย่อมไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา ดังนั้นฐานะของเขาในแคว้นต้าเยวี่ยจึงนับว่าเป็นรองเพียงหนึ่ง แต่อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้าอย่างแท้จริง
...หนานฉีหวาง เฟิ่งอวิ๋นฉี
การปลอมตัวมาชมดูความครึกครื้นครานี้ นัยหนึ่งมาเพื่อสอดส่องชายแดนตะวันออก อีกนัยก็เพราะข่าวลือที่เริ่มหนาหูขึ้น เกี่ยวกับกองทัพของตงโจวที่ลอบเคลื่อนไหวยังชายแดนตะวันออก
เฟิ่งอวิ๋นฉี...บุรุษอ่อนแอปวกเปียกราวกับคนอมโรค กำลังนั่งปะปนอยู่กับชาวยุทธ์มากมายที่กำลังตื่นเต้นงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ของตระกูลลั่ว ถึงอย่างนั้นข้างกายเขากลับมียอดฝีมือสองคนยืนขนาบซ้ายขวา มองไปยังด้านขวาห่างออกไปสิบก้าวก็มียอดฝีมืออีกสองคน ด้านหลังอีกสาม ซ้ายมืออีกหนึ่ง เห็นชัดว่าการมาครั้งนี้ไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อย
ถึงอย่างนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพิธีล้างมือในอ่างทองคำของจ้าวยุทธ์ จะยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นทันทีที่เจ้าของงานปรากฏกาย ลั่วเซิงจ้องเขม็งไปยังบุรุษที่กำลังใช้มือดันล้อรถเข็นซึ่งยึดกับเก้าอี้ไม้เข้ามาช้าๆ รถเข็นรูปร่างประหลาดแต่กลับสามารถทำให้ชายพิการผู้หนึ่ง สามารถขยับเขยื้อน รวมไปถึงเคลื่อนไหวไปตามทางเดิน เรียกความสนใจของผู้คนในงานได้เป็นอย่างดี
บุรุษพิการผู้นั้นไม่ได้รีบร้อน เขาเพียงเข็นรถไปหยุดตรงหน้าลานซึ่งมีบันไดสูง จากนั้นค่อยๆ ยกมือขึ้นถอดหมวกคลุมออกจากศีรษะ ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนของเขากลับทำให้ลั่วเซิงถึงกับใบหน้าซีดเผือด
เสียงฮือฮาพร้อมกับเสียงซุบซิบอื้ออึงดังขึ้น เฟิ่งอวิ๋นฉีส่งสัญญาณให้คนของตนใจเย็นๆ รอดูสถานการณ์ตรงหน้า เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนข้างๆ เป็นเชิงถาม
ไป๋จื่อก้าวเข้ามาพร้อมกระซิบเสียงเบา “คนผู้นี้หากข้าน้อยเดาไม่ผิดน่าจะเป็น ชิงเจี้ยน กระบี่เดียวดายผู้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้นั้น สิบห้าปีก่อนเพราะเกิดเรื่องชิงรักหักสวาทกับลั่วอวี้ เขาถึงกับสังหารคนในจวนของลั่วอวี้จนสิ้น หลังจากเกิดเรื่องได้เพียงเดือนเดียวลั่วเซิงก็ตามไปแก้แค้น ที่จริงเขานับเป็นคนที่ตายไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าเหตุใดวันนี้จึงปรากฏตัวขึ้น”
เฟิ่งอวิ๋นฉีพยักหน้ารับรู้ จากนั้นสถานการณ์ที่ตึงเครียดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ร่างของบุรุษวัยกลางคนถูกโยนตัวลอยเข้ามา ร่างท้วมหล่นลงไปตรงหน้ารถเข็นของชิงเจี้ยนอย่างแม่นยำ พร้อมกันนั้นเงาร่างในชุดสีขาวก็เหินกายเข้ามา
นาง...เป็นสตรีที่แต่งกายเช่นบุรุษ
เรือนผมรวบสูงตึงแน่นยึดด้วยปิ่นหยกเรียบๆ ชุดรัดกุมสีขาวทั้งชุด ปลิวสะบัดไปกับสายลมในยามที่นางเหินกายลงยืนบนพื้นอย่างมั่นคง
“วิชาตัวเบาล้ำเลิศ” ไป๋จื่อลอบอุทาน
เฟิ่งอวิ๋นฉีมองใบหน้าเย็นชาของสตรีนางนั้น ท่วงท่าสง่างามแต่กลับดูเยือกเย็นน่ากลัว ไหล่เหยียดตรง แขนข้างหนึ่งไขว้กับบั้นเอวเบื้องหลัง อีกข้างยื่นไปจับพนักรถเข็นของชิงเจี้ยน
“เป็นเขา! ลั่วอวี้ นั่นเป็นลั่วอวี้ไม่ผิดแน่ มิใช่ว่าเขาถูก...ถูกชิงเจี้ยนสังหาร...ดังนั้น....ดังนั้น...”
คนที่สมควรตายสองคนกลับยังคงมีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่ยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในยุทธภพอย่างลั่วเซิง กลับปั้นหน้าหลอกลวงผู้คนไปทั่ว เขากล่าวอ้างว่าตำราเพลงกระบี่เดียวดายที่ตนได้มานั้น ไม่ใช่เป็นการช่วงชิงมา แต่กลับพูดได้อย่างไม่ละอายว่าได้มาหลังจากประมือชนะและสังหารชิงเจี้ยนเพื่อแก้แค้นให้ผู้เป็นน้องชาย...
แม้ชิงเจี้ยนยังคงไม่เอ่ยปาก แต่การที่ลั่วอวี้ยังคงมีชีวิตกลับทำให้ผู้คนเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา
“พะ...พี่ใหญ่ช่วยข้าด้วย นะ...นางฝีมือร้ายกาจยิ่ง นาง...นางยังฝึกกระบี่เดียวดายสำเร็จแล้วด้วย นาง...”
“หุบปาก!!” ลั่วเซิงตวาดดังลั่น
“ลั่วเซิง” อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ตะโกนเสียงดังเขาหัวเราะออกมาราวกำลังขบขันเสียเต็มประดา “เจ้าช่างลำบากเสียจริงๆ ซ่อนน้องชายเอาไว้หลังเขานานถึงสิบห้าปี จัดฉากว่าข้าสังหารผู้คนเกือบร้อยชีวิต ใช้ข้ออ้างให้คนในยุทธภพมากมายตามล่าสังหารคนรอบกายข้า เพียงเพื่อให้ได้เคล็ดวิชากระบี่เดียวดาย เจ้า...อยากรู้หรือไม่สิบห้าปีมานี้เหตุใดเจ้าจึงฝึกกระบี่เดียวดายไม่สำเร็จสักที”
[1] แคว้นทางเหนือของต้าเยวี่ย
ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน
“นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก
เรื่องที่องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงกลับวังหลวง ถือได้ว่าเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากแล้ว ถึงอย่างนั้นเรื่องที่บุตรสาวปราชญ์หญิงเซี่ยปรากฏตัว ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความคิดของผู้ใดมาก่อนทุกอย่างเป็นไปตามที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าว ขอเพียงหญิงสาวแสดงท่าทีสุขุมห่างเหิน วางตัวให้เย่อหยิ่งสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัล ขันที รวมไปถึงเหล่าราชองครักษ์ในวังหลวง ทุกคนล้วนแสดงท่าทีกริ่งเกรงทั้งสิ้นได้ยินเฟิ่งหนิงกล่าวว่าปราชญ์หญิงเซี่ยทั้งเคร่งครัดและจริงจังในกฎธรรมเนียม ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบจารีตอันดีงาม ตลอดชีวิตสร้างเพียงคุณงามความดีมีชื่อเสียงอันน่าเลื่อมใส แต่เพราะอาการป่วยนางจึงปลีกตัวไปจากเมืองหลวง กระทั่งมีข่าวว่าคลอดบุตรสาวคนหนึ่งเงียบๆ ก่อนสิ้นใจ“ทูลองค์หญิง อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงต้อนรับที่ทรงกลับมา ดังนั้นฮองเฮาจึงส่งนางกำนัลและขันทีเข้ามาดูแลเรื่องต่างๆ ให้ ขอทรงมีรับสั่ง...” กล่าวจบขันทีที่รายงานก็กระอักกระอ่วน เนื่องจากลืมไปว่าเฟิ่งจวินหนิงไม่อาจส่งเสียงพูด“สมควรทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เสียงเย็นเยียบของเซี่ยไห่ถางทำให้ขันทีผู้นั้นสะดุ้ง เขาค้อมกายลงต่ำรับคำจากนั้นรีบล่าถอ
ไม่ใช่แค่เฟิ่งอวิ๋นฉีที่มองเซี่ยไห่ถางในชุดอิสตรีทางการเก้าชั้นด้วยสายตาประหลาดใจ หญิงสาวเองก็มองเขาในชุดขุนนางประดับหมวกยศด้วยสายตาไม่ต่างกัน ในยามที่เขาอยู่ข้างนอกเขาคล้ายคุณชายบัณฑิตที่ดูไร้พิษสง แต่เมื่อสวมชุดขุนนางเขากลับดูน่าเกรงขามกว่าที่คิดเฟิ่งอวิ๋นฉีมองชุดสีม่วงเข้มปักลายพร้อมผมยาวสลวยที่เกล้ายึดด้วยปิ่นหยก ฮูหยินอัครเสนาบดีช่างเป็นคนที่มีสายตาแหลมคม ในระยะเวลาอันสั้นกลับสามารถหาชุดและเครื่องประดับที่เหมาะสมกับหญิงสาวมาได้ช่าง...น่านับถือยิ่งนักเมื่อสวมชุดบุรุษนางดูสง่าผ่าเผยและองอาจเยี่ยงชาวยุทธ์ แต่เมื่อสวมชุดของอิสตรีแม้ยังคงมีท่าทีไม่คุ้นชิน แต่นางกลับยังคงน่ามองทั้งยังไม่เหลือคราบจอมยุทธ์หญิงซึ่งสามารถสังหารคนโดยที่ตาไม่กะพริบ“สองมือสอดประสานปล่อยแขนเสื้อทิ้งตัวลงตรงหน้าขา ยืดหลังตรง เดินให้ช้าลง หรุบดวงตาลงต่ำเล็กน้อย ไม่ต้องมอง ไม่ต้องสนใจผู้ใด ปราชญ์เซี่ยเป็นคนเย่อหยิ่งไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง เจ้าทำเช่นนางได้ย่อมกีดกันพวกที่ชอบสร้างปัญหาออกไปให้ห่าง พวกเขาไม่มีทางกล้าล่วงเกินเจ้าหากรู้ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนาง”เซี่ยไห่ถางทำตามสิ่งที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกระซิบบอก จากนั้น





