로그인อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ส่งกระบี่ให้หญิงสาวชุดขาว นางมองเขานิ่งก่อนรับกระบี่มา
เฟิ่งอวิ๋นฉีหรี่ดวงตามองเมื่อเห็นริมฝีปากของหญิงสาวขยับ ‘ไว้ชีวิต หรือสังหารสิ้นทั้งพี่ทั้งน้อง’ นางถามชิงเจี้ยนแต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายนั่งหันหลังให้ ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่รู้คำตอบจากอีกฝ่าย
“ได้ยินมาว่าลั่วเซิงฝีมือร้ายกาจมาก?”
ไป๋จื่อได้ยินก็ค้อมกายลงมาหาผู้เป็นนาย กระซิบตอบ “ขอรับ นับจากชิงเจี้ยนที่เคยประมือและเอาชนะเขาได้เมื่อสิบหกปีก่อน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเอาชนะเขา แต่ตอนที่เกิดเรื่องการตามล่าล้างแค้น ข้าน้อยเคยได้ยินข่าวลือมาว่าลั่วเซิงใช้คนมากกว่าจึงสามารถเอาชนะกระทั่งแทงอีกฝ่ายไปหลายกระบี่ วันนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ แต่น่าแปลกที่ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าชิงเจี้ยนตายไปแล้ว”
“นาง...น่าจะอายุไม่ถึงสิบแปด?”
ไป๋จื่อเลิกคิ้วมองตามสายตาผู้เป็นนาย “นาง?” เขากะพริบตามองเด็กหนุ่มชุดขาวที่กำลังเหินกายขึ้นไปบนแท่นอ่างทองคำ “สตรี?”
เฟิ่งอวิ๋นฉีเหลือบสายตามองคนของตนจากนั้นถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “เจ้าสมควรมองคนให้ปรุโปร่งมากกว่านี้ นางไม่พยายามปกปิดแม้แต่น้อยว่าเป็นสตรี นัยว่าที่แต่งตัวเช่นนี้ก็เพื่อความคล่องตัว”
ลั่วเซิงพยายามใช้ความสุภาพถ่อมตัวบ่ายเบี่ยงการประลอง เพราะหากเขาตอบรับย่อมหมายความว่าเขายอมรับว่าสิบห้าปีมานี้เขาโกหกหลอกลวงผู้คนทั้งยุทธภพ ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาคงมีอันต้องย่อยยับ
“ข้าจัดงานนี้ขึ้นเพื่อล้างมือจากความแค้นในยุทธภพ เหตุใดต้องทำให้ข้าลำบากใจด้วย มีเรื่องใดสมควรพูดคุยกันอย่างสันติ”
“สันติ?” สตรีชุดขาวเลิกคิ้ว “หากสันติวิธีใช้ได้ผล เขาจะกลายเป็นคนพิการหรือ? เจ้าจับคนรักของเขาเอาไว้ บีบให้เขายอมมอบเคล็ดกระบี่เดียวดาย นี่คือสันติวิธี? เมื่อได้มาในสิ่งที่ต้องการกลับใช้กระบี่ตัดเส้นเอ็นจนเขาไม่อาจใช้วรยุทธ์ จากนั้นผลักทั้งเขาและคนรักลงไปในหุบเหว นี่เรียกว่าสันติวิธี?”
นางเงยหน้าหัวเราะขึ้นเสียงดังอย่างห้าวหาญ “ลั่วเซิง เก็บสันติจอมปลอมของเจ้ากลับไป ชักกระบี่ของเจ้าออกมา วันนี้หากเจ้าไม่สู้ ข้าสาบานต่อฟ้าดิน ข้าจะสังหารคนตระกูลลั่วจนสิ้น เผาให้วอดไม่ว่าเจ้าจะมีกี่จวน ทำลายการค้าทั้งหมดไม่ให้เหลือซาก!”
“เจ้า!” ลั่วเซิงเดือดดาลจนขีดสุด “ที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยชาวยุทธ์ที่มีคุณธรรมยืดเหนี่ยวจิตใจ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดจึงมายืนข่มขู่ผู้อื่น คิดว่าตัวเจ้าเพียงลำพังสามารถเอาชนะคนที่นี่ได้เช่นนั้นหรือ”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ ดวงตาแน่วแน่ ท่วงท่ายังคงเยือกเย็นมั่นคง “เรื่องราวความแค้นในวันนี้ไม่เกี่ยวกับพวกท่าน กฎของยุทธภพมีความแค้นกับผู้ใดก็ท้าประลองกับผู้นั้นซึ่งหน้า หากผู้อาวุโสทุกท่านเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร เช่นนั้นก็ค้านออกมาเถิด”
เห็นรอบด้านเกิดเสียงซุบซิบอื้ออึง ลั่วเซิงหน้าเสียเพราะไม่คาดว่าชื่อเสียงของเขากลับไม่อาจทำให้ผู้คนในยุทธภพอยู่ข้างเขา
“ลั่วเซิง...ท่านคงไม่ได้กำลังกลัวข้า?” นางหัวเราะ “เป็นจ้าวยุทธภพแม้วันสุดท้ายแต่กลับไม่รับคำท้าประลอง? วางใจเถิดหากข้าพ่ายแพ้ข้าจะพาชิงเจี้ยนจากไปโดยดี ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีผู้ใดพบเห็นข้ากับเขาอีก หากข้าชนะข้าจะละเว้นคนตระกูลลั่วทุกคน ขอเพียงคนเหล่านั้นไม่ยุ่งกับข้าและชิงเจี้ยนอีก เรื่องราวความแค้นหนหลังจบลงเพียงที่ตัวท่าน!”
ท่าทางองอาจห้าวหาญของนางราวกับกระตุ้นความโกรธในใจลั่วเซิง เขาฝึกยุทธ์มาตลอดสามสิบห้าปี ตัวนางกลับอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ วันนี้กลับท้าทายเขาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ เขาที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าชาวยุทธ์ไหนเลยจะปล่อยให้เกิดเรื่องขายหน้า
“ได้!” เขาชักกระบี่ออกมา
สองฝ่ายเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เพลงกระบี่ที่มีความคล้ายคลึงกันทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ความจริงค่อยๆ กระจ่างขึ้นในสายตาชาวยุทธ์มากมาย เพลงกระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยน โลดแล่นในยุทธภพมานานนับสิบปีก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ามีหลายคนเคยดูชมจึงรู้จัก
ยิ่งสตรีชุดขาวออกกระบี่จู่โจมหลอกล่อ ลั่วเซิงที่ไม่รู้เท่าทันก็ยิ่งเผยธาตุแท้ เขาใช้เพลงกระบี่เดียวดายที่ยังฝึกไม่สำเร็จออกมา ทำให้ทุกคนมั่นใจว่าเขากำลังพยายามฝึกจริงๆ และจุดประสงค์ที่เขาออกตามล่าสังหารชิงเจี้ยน แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เพื่อแก้แค้นในเมื่อลั่วอวี้ก็ยังมีชีวิตอยู่
ขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือดอยู่ๆ ลั่วอวี้ก็คว้ามีดสั้นออกมาจากขากางเกง เขาเงื้อขึ้นด้านหลังชิงเจี้ยนหมายเอาชีวิตบุรุษพิการที่ไม่อาจต่อสู้
เฟิ่งอวิ๋นฉีหยัดกายขึ้นอย่างตื่นตระหนก เขากำลังจะอ้าปากบอกคนของตนให้ขัดขวาง ไม่คาดคิด...อาวุธลับกลับพุ่งเข้าไปปักยังลำคอลั่วอวี้อย่างแม่นยำ ร่างท้วมแน่นิ่งตาเบิกกว้างจากนั้นล้มตึงลงกับพื้น
ทุกคนอ้าปากค้างมองไปยังคนลงมือ นาง...หันกลับไปรับมือลั่วเซิงด้วยใบหน้าเรียบเฉย!!!
“สะ...สวรรค์” แม้แต่ไป๋จื่อยังลอบอุทานออกมาเสียงเบา “นางแบ่งสมาธิอย่างไร อีกทางรับมือกับยอดฝีมืออย่างลั่วเซิง อีกทางยังล่วงรู้ว่าชิงเจี้ยนมีภัย”
“อาวุธลับนั่น...” เฟิ่งอวิ๋นฉีกลับพยายามจ้องเขม็งไปยังมือซ้ายของหญิงสาว “มันคืออะไรกันแน่” จากจุดที่นางอยู่นับว่าห่างจากรถเข็นของชิงเจี้ยนมาก ทั้งความเร็ว ระยะห่าง รวมไปถึงความแม่นยำว่องไว...
“ไปสืบมาว่านางเป็นใคร” ในที่สุดเขาก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว สายตาคมจับจ้องไปยังร่างปราดเปรียวของสตรีชุดขาว ใบหน้าเย็นชาของนางยิ่งทำให้เขารู้สึกสนอกสนใจ กระทั่งลืมไปแล้วว่าไม่สมควรแบ่งคนออกไปจากข้างกาย ยิ่งเป็นยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
เซี่ยไห่ถางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันใด“เจ้า...แต่งให้อวิ๋นฉี เป็นหนานฉีหวางเฟย เดินทางไปยังชายแดนเหนือพร้อมเขาและจวินหนิง”!!!เซี่ยไห่ถางรู้สึกโกรธจนหน้ามืด ในที่สุดเรื่องที่เฟิ่งหนิงเคยเตือนนางก็เกิดขึ้นแล้ว มีคนต้องการใช้เฟิ่งหนิงข่มขู่บังคับนางจริงๆ และคนผู้นั้นยังเป็นบิดาของเด็กสาวอีกด้วย!!“ทรงรู้หรือไม่เพคะ” เซี่ยไห่ถางไม่ปิดบังความโกรธ “หม่อมฉันสามารถพานางหลบเร้นจนสุดหล้า หากหม่อมฉันทำเช่นนั้น ชาตินี้ทั้งชาติพระองค์จะไม่มีวันได้พบนางอีก”ฮ่องเต้สรวลออกมาเบาๆ “รู้สิ หนานฉีหวางย้ำนักหนาว่าคนเช่นเจ้าไม่อาจบีบบังคับหากเจ้าไม่เต็มใจ เพียงแต่...หากแลกกับอิสระของจวินหนิงเล่า”“ทรงหมายความว่าอย่างไร”“เทียบกับการที่เจ้าต้องพานางหลบๆ ซ่อนๆ หากเจ้ายินยอม...ทั้งเจ้าและจวินหนิงจะกลายเป็นคนของจวนหนานฉีหวาง จวินหนิงจะมีอิสระในการตัดสินใจทุกเรื่องในอนาคต แม้แต่เรื่อง...ราชบุตรเขย”เซี่ยไห่ถางยังคงมองพิจารณาบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจัง “แม้แต่เรื่องที่ว่านางอยากจะกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งหรือไม่?”เห็นอีกฝ่ายชะงักและครุ่นคิดอย่างหนัก หญิงสาวมั่นใจแล้วว่าฮ่องเต้ผู้นี้รักและปรารถนาดีต่อเฟิ่งหนิง
เรื่องที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าวหาได้เป็นเรื่องเท็จ เฟิ่งหนิงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเซี่ยไห่ถางแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่นางกับเฟิ่งอวิ๋นฉีกำลังสนทนากันนั้น ฮ่องเต้ก็กำลังสนทนาอยู่กับเซี่ยไห่ถางในอุทยานหญิงสาวไม่คาดว่าการมาตำหนักเฟิ่งหวงครานี้ กลับมีเรื่องบังเอิญเช่นว่า...ฮ่องเต้เองก็เสด็จมาถึงเวลาไล่เลี่ยกับนาง นึกถึงสีหน้าเขียวคล้ำที่พยายามข่มกลั้นของฮองเฮา ขณะฮ่องเต้เสด็จมาผิดเวลา กระทั่งให้นางออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเขาขากลับ หญิงสาวได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นและทูลลาด้วยใบหน้าเรียบเฉย“มาถึงเมืองหลวงหลายวันคุ้นชินบ้างแล้วหรือยัง”“เพคะ”“ได้ยินมาว่าเจ้ากับหนานฉีหวางเคยบังเอิญพบกันก่อนหน้านี้ที่ชายแดนตะวันออก”“เพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันกำลังจะพาองค์หญิงจวินหนิงข้ามชายแดนมาต้าเยวี่ย”“แม่นางเซี่ย ก่อนสิ้นใจจอมยุทธ์ชิงเจี้ยนสั่งเสียสิ่งใดไว้หรือไม่ เรื่องเกี่ยวกับ...จวินหนิง”เซี่ยไห่ถางชะงักและหยุดเดิน ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ให้ผู้ติดตามทั้งหมดล่าถอยออกไป หญิงสาวมองบุรุษผู้เป็นถึงผู้ครองแคว้น “เขากล่าวว่าให้พาองค์หญิงกลับเมืองหลวง หากเป็นไปได้ก็ให้นางอยู่ข้างกายหนานฉีหวางเพคะ”เสียงถอนหายใจดังขึ้นราวกลั
---แม้มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ซุบซิบก็คือคนในวังหลวง หากทันทีที่เกิดเรื่องนางก็หาเรื่องข้า เจ้าไม่คิดหรอกหรือว่าฐานะฮองเฮาของนางจะกลายเป็นตัวตลกทันที---เฟิ่งหนิงมีสีหน้าลังเลไม่เห็นด้วย แต่มาคิดดูอีกทีนางก็เห็นว่าเป็นไปได้ ดังนั้นจนถึงที่สุดก็ไม่ได้ดึงดันตามไป ได้แต่มองส่งเซี่ยไห่ถางเดินออกไปจากตำหนักพร้อมกับนางกำนัลและขันทีถึงอย่างนั้น...อยู่ๆ เด็กสาวกลับขมวดคิ้วและเดินออกไปจากตำหนัก ด้านหลังมีนางกำนัลและขันทีรีบตามไปแม้ถามแต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าผู้เป็นนายจะไปที่ใดกระทั่ง...“ถวายพระพรองค์หญิง มาเข้าเฝ้าท่านอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋จื่อมองนางกำนัลและขันทีที่วิ่งตามมาอย่างแตกตื่นเฟิ่งหนิงใช้ภาษามือสนทนากับไป๋จื่อ แต่ชายหนุ่มกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อย “กระหม่อม...จะให้คนไปรายงานท่านอ๋อง อีกทั้ง...” เขามองเด็กสาวด้วยท่าทางลังเล “จะให้คนจัดเตรียมกระดาษ พู่กัน?”เฟิ่งหนิงยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้าแรงๆภายในห้องโถงตำหนักหล่วนเฟิ่งหลังจากนางกำนัลและขันทีถูกไล่ออกไป เฟิ่งหนิงก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าเฟิ่งอวิ๋นฉีนิ่ง อ๋องหนุ่มปล่อยให้เด็กสาวมองจนพอใจ จากนั้นก็รินชาส่งให้“มาหาข้าคงมีเร
“เจ้าเลือกข้างแล้ว?”“ข้าเลือกได้ด้วยหรือ ถึงที่สุดหากนางไม่หาทางทำร้ายเฟิ่งหนิงก็แล้วไป แต่หากนางทำข้าย่อมอยู่คนละฝั่งกับนางอยู่แล้ว...”เงาร่างของคนหลายคนกำลังเดินตรงมา เซี่ยไห่ถางมองซ้ายขวาจากนั้นคว้าเอวสอบของชายหนุ่ม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเก๋งริมทะเลสาบ จากนั้นดีดปลายเท้าขึ้นไปยังต้นหูกวาง ไม่นานนางก็พาเฟิ่งอวิ๋นฉีเหินกายขึ้นไปหลบบนหลังคาเก๋งหลังน้อยเสียงสนทนาแผ่วเบาดังเข้ามาเป็นระยะ แผนการวางยาลอบส่งตัวเฟิ่งอวิ๋นฉีให้ซวี่อิงอิงผู้เป็นน้องสาวของฮองเฮา นับว่าวางแผนมาได้ดีมาก หากไม่ใช่เพราะเซี่ยไห่ถางอยู่ผิดที่ผิดเวลา เกรงว่าอิทธิพลของตระกูลซวี่คงมีมากกว่าฮ่องเต้เสียอีกขณะนั่งอยู่บนหลังคาเก๋งมือของหญิงสาวแตะลงไปยังข้อมือของชายหนุ่ม เขาดูไร้เรี่ยวแรงและอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่อาการเหล่านี้นางให้สงสัยว่ามันไม่ใช่เพียงเพราะถูกวางยาเท่านั้นคิ้วเรียวขมวดมุ่นสบตากับเขาในความเลือนราง ทั้งสองไม่อาจพูดคุยส่งเสียง เนื่องจากเบื้องล่างยังคงมีขันที นางกำนัลหลายคนกำลังค้นหาอ๋องหนุ่มครู่ใหญ่กลุ่มคนเหล่านั้นแยกกันไปหาด้านอื่น เซี่ยไห่ถางกระชับแขนที่โอบเอวสอบ “เราสมควรไปจากที่นี่” นาง
ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน
“นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก







