Masukอยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ส่งกระบี่ให้หญิงสาวชุดขาว นางมองเขานิ่งก่อนรับกระบี่มา
เฟิ่งอวิ๋นฉีหรี่ดวงตามองเมื่อเห็นริมฝีปากของหญิงสาวขยับ ‘ไว้ชีวิต หรือสังหารสิ้นทั้งพี่ทั้งน้อง’ นางถามชิงเจี้ยนแต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายนั่งหันหลังให้ ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่รู้คำตอบจากอีกฝ่าย
“ได้ยินมาว่าลั่วเซิงฝีมือร้ายกาจมาก?”
ไป๋จื่อได้ยินก็ค้อมกายลงมาหาผู้เป็นนาย กระซิบตอบ “ขอรับ นับจากชิงเจี้ยนที่เคยประมือและเอาชนะเขาได้เมื่อสิบหกปีก่อน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเอาชนะเขา แต่ตอนที่เกิดเรื่องการตามล่าล้างแค้น ข้าน้อยเคยได้ยินข่าวลือมาว่าลั่วเซิงใช้คนมากกว่าจึงสามารถเอาชนะกระทั่งแทงอีกฝ่ายไปหลายกระบี่ วันนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ แต่น่าแปลกที่ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าชิงเจี้ยนตายไปแล้ว”
“นาง...น่าจะอายุไม่ถึงสิบแปด?”
ไป๋จื่อเลิกคิ้วมองตามสายตาผู้เป็นนาย “นาง?” เขากะพริบตามองเด็กหนุ่มชุดขาวที่กำลังเหินกายขึ้นไปบนแท่นอ่างทองคำ “สตรี?”
เฟิ่งอวิ๋นฉีเหลือบสายตามองคนของตนจากนั้นถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “เจ้าสมควรมองคนให้ปรุโปร่งมากกว่านี้ นางไม่พยายามปกปิดแม้แต่น้อยว่าเป็นสตรี นัยว่าที่แต่งตัวเช่นนี้ก็เพื่อความคล่องตัว”
ลั่วเซิงพยายามใช้ความสุภาพถ่อมตัวบ่ายเบี่ยงการประลอง เพราะหากเขาตอบรับย่อมหมายความว่าเขายอมรับว่าสิบห้าปีมานี้เขาโกหกหลอกลวงผู้คนทั้งยุทธภพ ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาคงมีอันต้องย่อยยับ
“ข้าจัดงานนี้ขึ้นเพื่อล้างมือจากความแค้นในยุทธภพ เหตุใดต้องทำให้ข้าลำบากใจด้วย มีเรื่องใดสมควรพูดคุยกันอย่างสันติ”
“สันติ?” สตรีชุดขาวเลิกคิ้ว “หากสันติวิธีใช้ได้ผล เขาจะกลายเป็นคนพิการหรือ? เจ้าจับคนรักของเขาเอาไว้ บีบให้เขายอมมอบเคล็ดกระบี่เดียวดาย นี่คือสันติวิธี? เมื่อได้มาในสิ่งที่ต้องการกลับใช้กระบี่ตัดเส้นเอ็นจนเขาไม่อาจใช้วรยุทธ์ จากนั้นผลักทั้งเขาและคนรักลงไปในหุบเหว นี่เรียกว่าสันติวิธี?”
นางเงยหน้าหัวเราะขึ้นเสียงดังอย่างห้าวหาญ “ลั่วเซิง เก็บสันติจอมปลอมของเจ้ากลับไป ชักกระบี่ของเจ้าออกมา วันนี้หากเจ้าไม่สู้ ข้าสาบานต่อฟ้าดิน ข้าจะสังหารคนตระกูลลั่วจนสิ้น เผาให้วอดไม่ว่าเจ้าจะมีกี่จวน ทำลายการค้าทั้งหมดไม่ให้เหลือซาก!”
“เจ้า!” ลั่วเซิงเดือดดาลจนขีดสุด “ที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยชาวยุทธ์ที่มีคุณธรรมยืดเหนี่ยวจิตใจ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดจึงมายืนข่มขู่ผู้อื่น คิดว่าตัวเจ้าเพียงลำพังสามารถเอาชนะคนที่นี่ได้เช่นนั้นหรือ”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ ดวงตาแน่วแน่ ท่วงท่ายังคงเยือกเย็นมั่นคง “เรื่องราวความแค้นในวันนี้ไม่เกี่ยวกับพวกท่าน กฎของยุทธภพมีความแค้นกับผู้ใดก็ท้าประลองกับผู้นั้นซึ่งหน้า หากผู้อาวุโสทุกท่านเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร เช่นนั้นก็ค้านออกมาเถิด”
เห็นรอบด้านเกิดเสียงซุบซิบอื้ออึง ลั่วเซิงหน้าเสียเพราะไม่คาดว่าชื่อเสียงของเขากลับไม่อาจทำให้ผู้คนในยุทธภพอยู่ข้างเขา
“ลั่วเซิง...ท่านคงไม่ได้กำลังกลัวข้า?” นางหัวเราะ “เป็นจ้าวยุทธภพแม้วันสุดท้ายแต่กลับไม่รับคำท้าประลอง? วางใจเถิดหากข้าพ่ายแพ้ข้าจะพาชิงเจี้ยนจากไปโดยดี ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีผู้ใดพบเห็นข้ากับเขาอีก หากข้าชนะข้าจะละเว้นคนตระกูลลั่วทุกคน ขอเพียงคนเหล่านั้นไม่ยุ่งกับข้าและชิงเจี้ยนอีก เรื่องราวความแค้นหนหลังจบลงเพียงที่ตัวท่าน!”
ท่าทางองอาจห้าวหาญของนางราวกับกระตุ้นความโกรธในใจลั่วเซิง เขาฝึกยุทธ์มาตลอดสามสิบห้าปี ตัวนางกลับอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ วันนี้กลับท้าทายเขาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ เขาที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าชาวยุทธ์ไหนเลยจะปล่อยให้เกิดเรื่องขายหน้า
“ได้!” เขาชักกระบี่ออกมา
สองฝ่ายเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เพลงกระบี่ที่มีความคล้ายคลึงกันทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ความจริงค่อยๆ กระจ่างขึ้นในสายตาชาวยุทธ์มากมาย เพลงกระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยน โลดแล่นในยุทธภพมานานนับสิบปีก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ามีหลายคนเคยดูชมจึงรู้จัก
ยิ่งสตรีชุดขาวออกกระบี่จู่โจมหลอกล่อ ลั่วเซิงที่ไม่รู้เท่าทันก็ยิ่งเผยธาตุแท้ เขาใช้เพลงกระบี่เดียวดายที่ยังฝึกไม่สำเร็จออกมา ทำให้ทุกคนมั่นใจว่าเขากำลังพยายามฝึกจริงๆ และจุดประสงค์ที่เขาออกตามล่าสังหารชิงเจี้ยน แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เพื่อแก้แค้นในเมื่อลั่วอวี้ก็ยังมีชีวิตอยู่
ขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือดอยู่ๆ ลั่วอวี้ก็คว้ามีดสั้นออกมาจากขากางเกง เขาเงื้อขึ้นด้านหลังชิงเจี้ยนหมายเอาชีวิตบุรุษพิการที่ไม่อาจต่อสู้
เฟิ่งอวิ๋นฉีหยัดกายขึ้นอย่างตื่นตระหนก เขากำลังจะอ้าปากบอกคนของตนให้ขัดขวาง ไม่คาดคิด...อาวุธลับกลับพุ่งเข้าไปปักยังลำคอลั่วอวี้อย่างแม่นยำ ร่างท้วมแน่นิ่งตาเบิกกว้างจากนั้นล้มตึงลงกับพื้น
ทุกคนอ้าปากค้างมองไปยังคนลงมือ นาง...หันกลับไปรับมือลั่วเซิงด้วยใบหน้าเรียบเฉย!!!
“สะ...สวรรค์” แม้แต่ไป๋จื่อยังลอบอุทานออกมาเสียงเบา “นางแบ่งสมาธิอย่างไร อีกทางรับมือกับยอดฝีมืออย่างลั่วเซิง อีกทางยังล่วงรู้ว่าชิงเจี้ยนมีภัย”
“อาวุธลับนั่น...” เฟิ่งอวิ๋นฉีกลับพยายามจ้องเขม็งไปยังมือซ้ายของหญิงสาว “มันคืออะไรกันแน่” จากจุดที่นางอยู่นับว่าห่างจากรถเข็นของชิงเจี้ยนมาก ทั้งความเร็ว ระยะห่าง รวมไปถึงความแม่นยำว่องไว...
“ไปสืบมาว่านางเป็นใคร” ในที่สุดเขาก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว สายตาคมจับจ้องไปยังร่างปราดเปรียวของสตรีชุดขาว ใบหน้าเย็นชาของนางยิ่งทำให้เขารู้สึกสนอกสนใจ กระทั่งลืมไปแล้วว่าไม่สมควรแบ่งคนออกไปจากข้างกาย ยิ่งเป็นยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
หญิงสาวหัวเราะ “เขาเป็นกุนซือคู่ใจท่าน พูดถึงเขาท่านต้องทำร้ายเขาทุกครั้งเลยหรือ” เห็นชัดว่าสนิทและไว้ใจกันถึงเพียงนี้“เอาเถิดกลับไปครานี้ข้าให้เขาลาพักออกท่องเที่ยวบ้างก็ได้” เฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจ “แต่อยู่ที่เขาว่าจะยอมไปหรือไม่นะ”...ปีนั้นมีบันทึกกล่าวว่าหนานฉีหวางและหวางเฟยไม่อยู่ที่หลานโจว ผู้ที่นำกองทัพมีชัยเหนือต้าหวางเป่ยโจวคือองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง ศิษย์รักของหนานฉีหวางผู้ซึ่งลือกันว่านางพูดไม่ได้เรื่องนี้ได้ยินไปถึงที่ใดก็ล้วนมีแต่เสียงชื่นชม หนานฉีหวางเก่งกาจแม้ไร้วรยุทธ์ หนานฉีหวางเฟยเองก็ไม่แตกต่าง ปีนั้นนางนำทัพมีชัยเหนือองค์หญิงตัวเอ่อซือซือ กระทั่งตอนนี้องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเองก็เป็นดังลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นต่อมาบันทึกต้าเยวี่ยยังกล่าวว่าหนานฉีหวางทรงร่างกายอ่อนแอ หวางเฟยทรงอยู่เป็นเพื่อนสวามีเงียบๆ ในจวน เรื่องการทหารและการรบ ล้วนมีองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงดูแลทั้งสิ้น แม้แต่ราชบุตรเขยเองก็เป็นบุรุษที่แต่งเข้าจวน ทั้งยังทำหน้าที่กุนซือผู้เฉลียวฉลาดหลายสิบปีต่อมา...บนเตียงนอนกว้างใหญ่เฟิ่งอวิ๋นฉีในวัยหกสิบห้านอนหายใจรวยริน เขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี บัดนี้อาการหนักไม่อาจ
เขาฟังประโยคนั้นของนางด้วยความซาบซึ้ง “ข้ามีความสุขมาก และแน่นอนข้ายินดี”“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไป ลุกขึ้นได้”“หา” เฟิ่งอวิ๋นฉีกะพริบตามองนาง “ไป ไปไหน”“ก็เข้าหอน่ะสิ” นางกล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง “ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นบุรุษที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องดังเช่นที่ท่านเคยกล่าวหรือไม่”“ชะ ช้าก่อน หวางเฟย นี่เจ้า”เซี่ยไห่ถางเห็นสีหน้าของเขาก็หัวเราะออกมา “ข้าเพียงล้อท่านเล่น ต้องจริงจังถึงเพียงนี้?”เฟิ่งอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าล้อเล่น?” เขาหน้าบึ้ง “แต่ข้าจริงจังนะ” กล่าวจบเขาก็อุ้มนางขึ้นจากนั้นเดิมไปที่เตียงม่านหน้าเตียงสีแดงถูกปลดลง เจ้าสาวเจ้าบ่าวส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข หลังหยอกล้อกันไปมาในที่สุดก็เงียบเสียงลง หลงเหลือเอาไว้เพียงความสุขที่ลอยละล่องในอากาศ...บ่าวสาวในที่สุดก็เข้าหอแล้วสามปีต่อมา...ริมทะเลสาบไม่ไกลจากเสวี่ยซาน ปรากฏกระท่อมหลังเล็กที่สร้างขึ้นลวกๆ ข้างๆ กันนั้นหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังยืนเคียงข้างกันพร้อมกับมองไปหลุมศพสองหลุม เซี่ยไห่ถางไม่นึกว่านางต้องรอถึงสามปีกว่าจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้“เฟิ่งอวิ๋นฉี”“ว่าอย่างไร”“รู้หรือไม่ว่าสถานที่นี้สำคัญ
บทส่งท้ายหลังจากสงครามจบลงเซี่ยไห่ถางนอนหลับไปนานถึงสองวันสองคืน เฟิ่งอวิ๋นฉีเห็นว่านางเหน็ดเหนื่อยจึงคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นานๆ ครั้งจะออกไปยังห้องหนังสือหาตำราให้เฟิ่งหนิงอ่าน จากนั้นชี้แนะนางสักหลายประโยคแล้วรีบกลับไปยังเรือนพักกระทั่งวันที่สามหวางเฟยจึงตื่นเต็มตาทั้งยังดูกระปรี้กระเปร่าภาพแรกที่นางลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้าตรู่ นั่นก็คือใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสวามี เขาเองก็หลับสนิทไม่รู้สักนิดว่านางกำลังนอนจ้องหน้าตนอยู่ภาพการเฉลิมฉลองชัยชนะในวันนั้นยังคงติดตา เฟิ่งอวิ๋นฉีที่จ้องจอกสุราในมือนิ่งอย่างใช้ความคิด อยู่ๆ เซี่ยไห่ถางก็นึกขึ้นได้ว่าในวันเสกสมรสเขาพยายามคล้องแขนดื่มสุรามงคลกับนาง“ตื่นแล้วหรือ” เขางัวเงียตื่น “หิวหรือไม่ เจ้าไม่ได้กินข้าวเลยได้แต่ดื่มน้ำแกง เหนื่อยมากกระมังออกศึกบางคราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำ” เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้า“เฟิ่งอวิ๋นฉี นี่มันหน้าที่ของสาวใช้”“ข้ารู้ แต่สองวันมานี้ข้าสั่งไม่ให้พวกนางเข้ามาใกล้เรือนพักเพราะเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้า” เขาช่วยนางล้างหน้าล้างตาอย่างคล่องแคล่ว“สองวัน? เช่นนั้นท่านเองก็ไม่ได้ไปที่ค่าย
ตัวเอ่อซือซือโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางรู้ว่าเซี่ยไห่ถางทำเช่นนี้ก็เพื่อยั่วยุตน “อาวุธไร้ตา หากเกิดการล้มตายก็อย่าได้ดึงสองแคว้นมาเกี่ยวพัน”“ได้” เซี่ยไห่ถางใช้สองขาหนีบท้องม้า นางดึงกระบี่ออกมาจากนั้นกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง กระบวนท่าที่หนึ่ง...การจู่โจมจากบนหลังม้า!กล่าวถึงการใช้กระบี่... กระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยนยังนับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า กำลังภายในของเซี่ยไห่ถางนับว่าไม่เป็นสองรองใคร การต่อสู้ของนางที่เดิมทีเป็นนักฆ่า การลงมือจึงทั้งเด็ดขาดและดุดันไม่นานตัวเอ่อซือซือผู้ซึ่งเป็นนักรบหญิงจากทุ่งหญ้า ทั้งยังนับเป็นนักรบบนหลังม้าที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ตอนนี้กลับตกลงจากหลังม้าล้มกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าม้าของตัวเอ่อซือซือแตกตื่นวิ่งกลับไป เซี่ยไห่ถางเองก็กระโดดลงจากหลังม้า นางปล่อยให้ม้าเดินออกไปจากวงการต่อสู้ “หนึ่งกระบวนท่า ท่านพ่ายแพ้ต่อไปต้องการต่อสู้แบบใด”ตัวเอ่อซือซือโกรธจนพุ่งเข้ามา นางกำลังจู่โจมด้วยหมัดมวย กระบวนท่าทั้งหนักแน่นและดุดัน เพียงแต่เซี่ยไห่ถางกลับโอนอ่อนลดทอนความแข็งกร้าว นางใช้เพียงฝ่ามือทานข้อมือที่จู่โจมเข้ามา ไม่นานก็ใช้ฝ่ามือกระแทกร่างของตัวเอ่อซือซือออกไป“ความโกรธไม
“เป็นเจ้า!” องค์หญิงของเป่ยโจวชี้มือไปยังเซี่ยไห่ถาง จดจำได้ว่าอีกฝ่ายปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้าไปในกระโจมของตน “เจ้านั่นเองที่ลอบเข้าไปในกระโจมของข้า”ตัวเอ่อซือซือไสม้าเข้ามาใกล้กำแพงเมืองโดยไม่ฟังเสียงห้ามของทหารเซี่ยไห่ถางยกมือห้ามพลธนูไม่ให้ทำร้ายอีกฝ่าย สงครามดูเหมือนจะยุติหากยังสังหาร หรือลงมือทำร้ายองค์หญิงของเป่ยโจว นั่นจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้สงครามดำเนินต่อไป สองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็บาดเจ็บล้มตาย นางไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีก“องค์หญิงทรงหมายถึงเรื่องใดหรือเพคะ”“เจ้าอย่ามาตีหน้าซื่อ เจ้าปลอมตัวเข้าไปช่วยหนานฉีหวางในกระโจมของข้า”เซี่ยไห่ถางหัวเราะ “องค์หญิงทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว หม่อมฉันและหนานฉีหวางไม่เคยข้ามชายแดนไปยังเป่ยโจว เช่นนั้นจะเข้าไปในกระโจมขององค์หญิงได้อย่างไร แม้สวามีของหม่อมฉันแต่งชายาแล้ว แต่ชื่อเสียงก็ยังคงต้องรักษา การที่ทรงตรัสว่าเขาอยู่ในกระโจมของพระองค์เรื่องนี้นับเป็นเรื่องเสียหายนะเพคะ”ไม่มีหลักฐานทั้งยังจับคนไม่ได้ ตัวเอ่อซือซือเจ็บใจยิ่งนัก “เจ้าเคยพูดว่าหากสามารถเอาชนะเจ้าในสามกระบวนท่า ไม่ว่าผู้ใดล้วนสามารถเข้าจวนหนานฉีหวางฝู่ เป็นถึงหวางเฟยเจ้าคงไม่
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่ขุนนางคนอื่นๆ ออกไป จะอย่างไรนางก็มีฐานะเป็นฮองเฮา เขาย่อมให้เกียรตินางไม่อาจให้ขุนนางหรือคนอื่นๆ เห็นนางเป็นเช่นนี้ในห้องโถงกว้างขวางมีฮ่องเต้ ฮองเฮา เฟิ่งอวิ๋นฉี ซวี่เลี่ย และซวี่เหิง รอบด้านมีองครักษ์เกราะดำยืนหันหลังคอยคุ้มกัน ฮองเฮามองไปยังเฟิ่งอวิ๋นฉีด้วยดวงตาเกลียดชัง“ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า!”“กระหม่อมรั้งอยู่ชายแดนเหนือมาโดยตลอด ไม่เคยล่วงเกินพระองค์เลยสักครั้ง ที่ทรงมาถึงวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทรงทำตัวเองทั้งสิ้น”ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่ยอมรับความผิดที่ถูกโยนโครมมาให้ เขารู้ว่าฮองเฮาวางแผนทำอะไร เขาไม่จำเป็นต้องจัดการด้วยตัวเองเพราะรู้ดีว่าซวี่เหิงเป็นแม่ทัพที่เห็นแก่ส่วนรวมการกระทำทั้งหมดนั้นแม่ทัพซวี่ไม่เคยรู้เห็น ดังนั้นจะจัดการกับฮองเฮามีเพียงให้คนตระกูลซวี่จัดการจึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดซวี่เลี่ยวางแผนสังหารซวี่เหิงแต่อีกฝ่ายรอดมาได้ กองทัพตระกูลซวี่กว่าครึ่งเป็นคนของซวี่เหิง ดังนั้นเมื่อเกิดการต่อสู้เมื่อคนของซวี่เหิงเห็นผู้เป็นนายก็ชะงักการจู่โจม มีเพียงคนของซวี่เลี่ยบุกเข้ามาและพาตัวเข้ามาถึงจุดจบฮ่องเต้ทรงพระพักตร์เย็นชา “นับจากวันนี้เจ้าจะถูกส่งต
หญิงสาวหันไปสบตากับเสวี่ยอวี้ที่ยืนโล่งใจอยู่ข้างๆ เขาพยักหน้าเร็วๆ ก่อนส่งคนออกไปสอดแนม หากมีคนของเจิ้งกงกงลอบออกไปส่งข่าว เช่นนั้นพวกเขาก็จะให้คนเหล่านั้นได้ข่าวไปจริงๆ หากแต่เป็นข่าวในรูปแบบที่พวกเขาต้องการเจิ้งกงกงถูกพาตัวไปแล้ว เฟิ่งอวิ๋นฉีฝืนต่อไปไม่ไหวเขาแทบจะล้มลงทั้งยืนหากไม่ใช่เสี่ยวเฮยค
ตัวเอ่อซือซือได้แต่กรีดร้อง ก่อนควบม้าออกจากค่ายตรงไปยังเส้นทางน้ำ นางได้แต่เคียดแค้นผู้ที่ใช้แผนหลอกปั่นหัวนางเช่นนี้ ทว่าเช่นกันกับที่เมี่ยวหรงต้องเจอ เพราะเส้นทางน้ำก็ไม่ต่าง เนื่องจากทันทีที่จวนตัวหุ่นเชิดก็ถูกทิ้งไว้กลางทาง กระทั่งบุรุษชุดดำสามารถข้ามแม่น้ำหลานเหอไปได้อย่างปลอดภัยเสี่ยวเฮยอมย
“องค์หญิง!” นางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งคล้ายนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรกล่าวเรื่องนี้ แต่ตัวเอ่อซือซือกลับไม่คิดเช่นนั้น“กลัวอะไรกัน เขาอยู่ในมือข้า ที่นี่คือเป่ยโจวหาใช่ต้าเยวี่ย เขารู้แล้วอย่างไรเล่าเขาสามารถหนีเงื้อมมือข้าพ้นหรือ ตอนนี้พี่รองกำลังปลุกปั่นให้เกิดศึกแดนตะวันออก ต้าเยวี่ยไม่มีเวลามาสนใจแดนเหนื
“ไม่เป็นไร เขาต้องไม่เป็นไร เราจะไปช่วยเขาออกมา ข้าต้องไปช่วยเขาออกมาแน่นอน เขาจะปลอดภัย” นางพูดจบเฟิ่งหนิงก็ไอรุนแรง ริมฝีปากของเด็กสาวมีเลือดซึมออกมา สิ่งที่นางไอออกมานั้นมีเลือดปะปนออกมาด้วย“เสี่ยวหนิง!!!”ก่อนหมดสติภาพที่เด็กสาวมองเห็นก็คือใบหน้าตื่นตระหนกของเซี่ยไห่ถาง พร้อมกันนั้นคนของเฟิ่งอ







