Masuk'เหลียงซูอิ่น' นักวาดการ์ตูนวาย วิญญาณหลุดเข้าสู่ร่าง 'เหลียงซูจิน' ว่าที่ฮองเฮาของ 'ฮ่องเต้เสิ่นลู่' Perfectionist ศิลปะแห่งราชวงศ์เวิน แต่หัวใจเจ้าของร่างกลับผูกกับ 'สวี่อวี้ซี' อาจารย์ของฮ่องเต้ "รูปงามทั้งคู่แบบนี้ ขอจับมาจิ้นหน่อยแล้วกันนะเจ้าคะ~!!"
Lihat lebih banyakราชวงศ์เวิน ถูกกล่าวถึงว่าเป็นราชวงศ์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบล้อมด้วยภูเขาในดินแดนปิดล้อม อาณาเขตไม่ใหญ่ถึงขั้นเรียกว่าอาณาจักร แต่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของชาวแว่นแคว้น...มีความมั่งคั่งจากการทำเหมืองแร่ และการค้าอัญมณี
ในช่วงหลายร้อยปี... ราชวงศ์เวินไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของทุกการล่าดินแดนหรืออาณานิคม หลักฐานที่หลงเหลือ เป็นเศษเครื่องแต่งกายที่รูปแบบคล้ายของราชวงศ์จิ้น แต่มีความประณีตในเชิงศิลป์ และพัฒนาไปมากกว่านักแต่กระนั้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับน้อยนิด และไม่พบการกล่าวถึงราชวงศ์เวินจากบันทึกของแว่นแคว้นอื่น ๆ
ทำให้นักประวัติศาสตร์บางคนตั้งคำถามว่า....
ราชวงศ์เล็ก ๆ นี้ ถูกมองข้ามเพราะไม่สำคัญ หรือแท้จริงเป็นเพียงภาพจำของรัชมัยในอุดมคติที่ถูกสร้างขึ้นในตำราของคนรุ่นหลัง และไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น
-
-
-
-
-
-
ซูอิ่น แซ่เหลียง นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเสื้อฮู้ดดี้สีม่วงอ่อนตัวหนา แต่ดันสวมกระโปรงลูกไม้สีดำบางที่โชว์เรียวขา ค่อย ๆ เดินแผ่วเบาด้วยฝีเท้าเยี่ยงแมว ไปตามทางเดินแคบของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นใน ‘หุบเขาปาเฉวียน’ เขตฉางจื้อ ของมณฑลซานซีตอนใต้
เธอเพิ่งข้ามน้ำข้ามทะเล เพราะได้ทุนแลกเปลี่ยนภาษาที่เรียกว่า โครงการพัฒนาศักยภาพภาษาจีนระยะยาว เพื่อเรียนเติมเต็มทักษะในฐานะนักศึกษาปี 3 ที่มีความสามารถโดดเด่น เธอเรียนรู้ภาษาจีนมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจากอาม่าอากงที่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นนักสำหรับเธอในการถูกคัดเลือกครั้งนี้
แต่ก็นั่นแหละ!
จริง ๆ แล้วซูอิ่นมีเป้าหมายในการมายังจีนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ เพื่อลบล้างความน่าเบื่อของชีวิตในฐานะ 'นักวาดการ์ตูนวายอิสระ' ที่หมดไฟ เธอวาดการ์ตูนวายขายในโลกออนไลน์เป็นรายได้หลัก จำนวนผู้ติดตามเพจของเธอก็มีมากกว่า 1xx,xxx ทีเดียว แต่ความกดดันของความดังคือการต้องมีผลงานออกใหม่ตามความคาดหวังของผู้ติดตาม ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
ทั้ง ๆ ที่ควรมีผลงานใหม่ออกมาบ้าง ถึงอย่างนั้นสมองของเธอกลับขาวโพลนราวกับหิมะที่กำลังปกคลุมภูเขารอบ ๆ หุบเขาปาเฉวียนในขณะนี้ก็ไม่ปาน ซึ่งเป็นอาการที่นักวาดหลาย ๆ คนเรียกว่าอาการ Art block หรือ วาดไม่ออก มันเป็นเช่นนั้นมาสักระยะ! การมาเรียนระยะสั้นจึงเป็นเสมือนการหาทางออกในความมืดมน หรือหาแรงบันดาลใจให้กับชีวิตที่ไร้จุดหมาย
“ราชวงศ์เวินเรอะ”
ริมฝีปากสีแดงระเรื่อจากลิปทิ้นต์พึมพำ หลังไล่สายตาอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์เวินที่มีอยู่สั้นกว่าหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่
นี่นักโบราณคดีเขาหมดไฟเหมือนกับเธอ จึงเขียนออกมาน้อยนิด หรือว่าราชวงศ์เวินมีหลักฐานที่โผล่มาเพียงเท่านี้จริง ๆ นะ? ซูอิ่นตั้งคำถามขณะเดินผ่านป้ายไม้ด้าน ๆ แผ่นหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรเล็กสีขาว มันหลุดลอกจนซีดจาง ราวกับบ่งบอกว่าเป็นเพียงข้อมูลที่ไร้ซึ่งความสำคัญ ไม่ถูกสนใจ และถูกละเลยการปรับปรุงมานาน
ซูอิ่นมองเข้าไปในตู้กระจกที่จัดแสดงเศษผ้าเก่าลายปักประณีตในแบบที่เธอไม่เคยเห็นในเครื่องแบบการแต่งกายของราชวงศ์ไหน ๆ แม้มันเป็นเพียงเศษผ้าเก่า ๆ ไม่ครบชิ้นส่วน แต่ดูแล้วกลับดึงดูดเกินจะละสายตา มือบางเอื้อมมือเข้าไปแตะกระจกที่ไม่ได้สะอาดนัก ราวกับว่าอยากลองสัมผัสสิ่งที่อยู่ด้านใน พลันเสียง ๆ หนึ่งก็ได้เรียกเธอจากห้วงภวังค์แห่งความคิด ให้กลับมายังปัจจุบัน
“ซูอิ่น! ไปกันเถอะ จากตรงนี้ไปบ้านพักตากอากาศยังไกลนะ พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ โทรม ๆ แบบนี้จะอยู่นาน ๆ ไปทำไมกัน ไม่มีอะไรให้ดูเสียหน่อย” เหยาเหยาโผล่หน้าเข้ามาจากหัวมุมทางเดิน เธอคือรูมเมทในมหาวิทยาลัยที่เธอมาแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการมาเที่ยวธรรมชาติในหุบเขาปาเฉวียนก่อนเปิดภาคเรียนครั้งนี้
“อ้ะ! อื้อ ไปกันเถอะ” ซูอิ่นยิ้ม ๆ
แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ยังไม่ทันจะดูภายในทั้งหมด แต่เวลาก็ล่วงเลยจนเย็นเกินกว่าที่จะพิรี้พิไร อีกทั้งเธอก็รู้ว่าการเดินทางในพื้นที่บนเขานั้นไม่ง่ายดายนัก สองขาจึงรีบก้าวขาไปทางรูมเมทในทันที แต่ทันใดนั้น! เธอก็เหยียบปลายกระโปรงผ้าลูกไม้ แล้วลื่นวืดไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
วืดดดดดดด
“กรี๊ดดดดดดด” เสียงสูงดังลั่นไปทั่วพิพิธภัณฑ์ที่เสื่อมโทรม ก้องออกไปถึงภายนอก
“แย่แล้ว!!” เหยาเหยาถลึงตาโต เอื้อมสุดตัว ก้าวไปข้างหน้าเพื่อคว้าเพื่อนของเธอ แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า คือภาพซูอิ่นล้มไปด้านหน้าราวกับพุ่งหลาว
มันเหมือนภาพช้าสโลว์โมชั่น
“ไม่น้า~~~” ซูอิ่นร้องก่อนล้มคว่ำลงริมทางเดิน ผ่านวงห้อมล้อมของเสาแบ่งเขตสเตนเลส ศีรษะกระแทกเข้ากับศิลาจารึกก้อนใหญ่อย่างจัง
โครมมม!!!
และร่างบางล้มลงไปพร้อมกับเสาแบ่งเขตเหล่านั้น ที่ล้มต่อตามกันเป็นทางยาว
“ซูอิ่น!!! ซูอิ่น!!! ซูอิ่น!!!” เหยาเหยาเข้าไปเขย่าตัวของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยด้วยความตกใจ แต่แล้วไม่ว่าเรียกเท่าไหร่ เจ้าของชื่อซูอิ่นกลับหลับใหลไป
ไม่ตื่นขึ้นมา
-
-
-
-
-
-
1,700 ปีก่อน ในยุคราชวงศ์เวิน ณ ที่ราบระหว่างช่องหุบเขา ระหว่างแนวผาสูงตระหง่านซึ่งโอบล้อมไว้ทุกทิศ มีแว่นแคว้นหนึ่งตั้งมั่นอย่างเอกเทศราวกับขาดจากโลกภายนอก ...ทั้ง ๆ ที่แคว้นส่วนใหญ่ในโลกนี้ อยู่ในช่วงเวลาแห่งการแย่งชิงอำนาจ แต่พื้นที่แห่งนี้กลับผาสุกอุดมสมบูรณ์ ผู้คนอยู่ดีกินดี ราวกับว่ามันเป็นสรวงสวรรค์บนดินที่เหนือกาลเวลา ทั้งความมั่งคั่ง ตลอดจนความรุ่งเรืองด้านศิลปะก็ถือเป็นหนึ่งของยุคนั้น
ฮ่องเต้ เสิ่นลู่ แห่งแว่นแคว้นไม่เล็กไม่ใหญ่นี้ ถือเป็นตัวแทนแห่งอุดมคติในโลกที่เฟื่องฟูของงานศิลป์ทุกแขนง ด้วยการสืบราชสมบัติต่อจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน ที่อดีตฮ่องเต้ได้พัฒนา แคว้นเซิ่งเวิน อย่างสุดความสามารถตลอดชั่วอายุขัยไปกับงานศิลป์ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะแห่งการออกแบบอาภรณ์ การออกแบบเครื่องประดับ และอื่น ๆ อีกมากในวงการความสุนทรียะ
ด้วยความเชื่ออย่างที่สุดว่า.. ‘ชีวิตมนุษย์เราจะงอกงามได้ก็เมื่อหัวใจได้รับการหล่อเลี้ยง การจรรโลงใจเป็นบ่อเกิดของการพัฒนาทุกสิ่งในโลก และศิลปะคือรากเหง้าของอารยธรรม’ ซึ่งนั่นก็เป็นผลที่ทำให้ ฮ่องเต้เสิ่นลู่องค์ปัจจุบันหมกมุ่นในงานศิลป์อย่างที่ว่า เชื้อไม่ทิ้งพระบิดาเลยแม้เพียงน้อย
“ไหนส่งมาให้ข้าดูหน่อย”
ฮ่องเต้หนุ่มตรัสพลางผายพระหัตถ์มาด้านหน้า พลัน กงกงหลิน กงกงน้อยข้างพระวรกายก็วิ่งลงบันไดมังกรลงไปหยิบฉลองพระองค์ลายมังกรที่ เหลียงเหล่ากั๋ว หัวหน้ากรมเครื่องทรงและเครื่องใช้ราชสำนักนำมาถวาย
“จากแนวคิดของ ‘อวี่โจ้ว [1] (宇宙) ’ ที่ฝ่าบาททรงกำหนดขึ้น กระหม่อมจึงทำการออกแบบเป็นฉลองพระองค์สีครามเข้มไล่เฉดสู่เทาเงิน ใช้ไหมผิวด้านทอแน่น ร่วมกับการปักลวดลายด้วยไหมเงินเป็นภาพกลุ่มดาวพ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้ากรมเครื่องทรงวัยห้าสิบต้น ๆ กราบทูลขณะสองมือประสานค้อมตัวต่ำ โดยเหลือบมองพระพักตร์ของจักรพรรดิบนบัลลังก์เป็นระยะ
ฮ่องเต้หรี่ทอดพระเนตรผืนผ้า ครั้นเมื่อฮ่องเต้ตรัสความในพระทัยออกมานั้น ก็เล่นเอาชายสูงวัยอ้าปากค้างไปชั่วขณะหนึ่ง
“ตื้นเขิน ผิวเผิน ดูมิได้ผ่านการกลั่นกรองอย่างแยบยลเท่าไหร่ ง่ายดายเสียจนข้าอยากทบทวนความสามารถของเจ้าใหม่”
พระองค์ตรัสอย่างเกรงใจแล้ว ต่อหัวหน้ากรมเครื่องทรงผู้เป็นอดีตเสนาบดีกรมคลังในรัชสมัยของพระบิดา ก่อนจะถอนพระทัยบางเบาออกมาด้วยความอดกลั้นต่อความกริ้วของพระองค์เอง
“พระองค์มีความเห็นเช่นไร อยากให้กระหม่อมปรับแก้ตรงไหนพ่ะย่ะค่ะ!” เหลียงเหล่ากั๋วกัดฟันถามเสียงดังลั่นในท้องพระโรงที่เงียบกริบ ยามไร้ขุนนางอื่น
“อวี่โจ้ว...หมายถึงทุกสรรพสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งผืนฟ้าและผืนดิน ทั้งในห้วงของมิติพื้นที่ และทั้งห้วงของกาลเวลา เจ้าควรไปขบคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมัน ยังพอมีเวลาอีกมากพอ กว่าจะถึง คืนฟ้าเรียงดาว จงไปออกแบบมาให้ข้าใหม่ เหลียงต้าฟู่ [2] !” พระองค์เพ่งมองชิ้นงานออกแบบแรกก่อนจะโยนมันลงไปเบื้องหน้าขุนนางสูงวัย อย่างมองว่าขุนนางเบื้องหน้าดูจะไม่เข้าใจแนวคิดที่ให้ ด้วยสิ่งที่ประจักษ์ชัด ไม่ต่างจากการวาดผืนฟ้าลงไปในผืนผ้าเท่านั้น
เหลียงต้าฟู่เดินออกจากท้องพระโรงด้วยใบหน้าตึงเครียด ทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และผิดหวังในตัวเองที่ไม่สามารถทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยได้ หรือการที่เขาเปลี่ยนมาทำงานในกรมเครื่องทรงนั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาดกันแน่ ทั้ง ๆ ที่ฮ่องเต้องค์ก่อนก็พอใจกับงานออกแบบของเขาเสมอ แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ถึงกระนั้น เขาเองก็ยังไม่อยากจะด่าทอตัวเองอยู่ดี
“แย่แล้วเจ้าค่ะ แย่แล้ว! นายท่านเจ้าคะ”
เบื้องหน้าตำหนักว่าราชการอันเจิ้งอี้ สาวใช้ผู้ติดตามของขุนนางแซ่เหลียงวิ่งขึ้นบันไดชันขึ้นมาด้วยความร้อนรน
“ปัญหาอะไรอีก หากไม่สำคัญข้าจะตัดเบี้ยหวัดของเจ้าเสีย” เหลียงต้าฟู่แค่นเสียง ยามนี้ใจของเขาก็ห่อเหี่ยวมากพออยู่แล้ว เขายังไม่อยากจะฟังเรื่องอะไรที่ยุ่งยากไปกว่านี้ทั้งนั้น
“อะ...เอ่อคือ นายท่าน คุณหนูแย่แล้วเจ้าค่ะ! คุณหนูตกลงมาจากดาดฟ้าของ หอศิลป์เจียจิ้นอีเซี่ยว เจ้าค่ะนายท่าน!” ผู้เป็นบ่าวเสียงไม่มั่นคง สองมือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นราวกับจะจิกขาดเสียให้ได้ นางรีบมาแจ้งเรื่องหลังได้รับข่าวจากม้าเร็ว
เหลียงต้าฟู่ได้ยินแล้วก็เซถอยหลังในทันที เนื่องด้วยดาดฟ้าของหอศิลป์เจียจิ้นอีเซี่ยวนั้นสูงเกินกว่าที่คนปกติตกลงมาแล้วจะรอดชีวิตไปได้
“นะ...นางเป็นอย่างไร” เหลียงต้าฟู่สั่นราวกับเป็นโรคเส้นลม
“คุณหนูบาดเจ็บ ตอนนี้อยู่ห้องรับรองในหอศิลป์เจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบตอบ ซึ่งเหลียงต้าฟู่ได้ยินแล้วก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย แม้ฟังดูเกินที่จะปักใจเชื่อในปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ถามเอาความ ชายใต้อาภรณ์เขียวหยกอ่อนลายพู่กันนามธรรมจึงรีบออกเดินไปยังรถม้าอย่างเร่งฝีเท้า
-
-
-
-
-
-
หอศิลป์เจียจิ้นอีเซี่ยว
ร่างบาดเจ็บของคุณหนู เหลียงซูจิน พยายามขยับกายบนตั่งไม้ภายในห้องรับรองของหอศิลป์ เจียจิ้นอีเซี่ยว แม้ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากภายนอก ราวกับมีความวุ่นวายบางอย่างภายนอก แต่ก็ไม่อาจจะขยับกายได้อย่างใจนึก เพราะตลอดทั่วทั้งร่างศีรษะจรดปลายเท้านั้นรู้สึกเจ็บ ราวกับว่ามันจะแตกเป็นเสี่ยง
“คุณหนูเหลียงตกจากที่สูง โชคดีมีต้นไม้ใหญ่จึงซับแรงกระแทก แต่แม้รอดมาได้ กระดูกแขนซ้ายก็แตกหักเป็นสอง ...ข้าได้ดามกระดูกด้วยไม้ให้นางแล้วแล้ว นี่คือรายการของตัวยาและวิธีต้ม”
เสียงของใครบางคนพูดอยู่ไกลออกไป
“อึก...”
‘เหลียง? พูดถึงฉันเหรอ...ทำไมถึงพูดจาแปลกจัง...’
ย้อนไป 1700 ปีก่อน เหลียงซูอิ่น ลืมตาตื่นขึ้นช้า ๆ ในร่างของ เหลียงซูจิน สตรีงามอันดับต้น ๆ ของแคว้น เซิ่งเวิน อย่างปาฏิหาริย์ ภาพตรงหน้าของนางพร่ามัวเหมือนม่านหมอก ก่อนค่อย ๆ ชัดขึ้นจนคมกริบในไม่ช้า ใต้อากาศร้อนแบบที่ไม่ควรจะเป็น เหงื่อเม็ดเล็กผุดชโลมกาย
แต่นางควรจะอยู่ในหน้าหนาวที่มีหิมะปกคลุมทั้งหุบเขาแท้ ๆ
ผู้ที่ตื่นมาก้มมองดูมือตน แล้วพบกับแผลเล็ก ๆ เป็นเส้นสายสีแดงระเรื่อจากการขีดข่วนอยู่เต็มไปหมด
“ฉันบาดเจ็บขนาดนี้เลยงั้นเหรอ จำได้ว่าหัวโขกเท่านั้นนี่นา...”
ขณะพูดก็รู้สึกเสียววาบจากกลางแกนกระดูก เมื่อจับคลำดู ถึงรู้ตัวว่ามีของแข็งบางอย่างที่มัดเอาไว้กับแขนซ้าย นางครางเบา ๆ พลางยันกายลุกขึ้นจากตั่งไม้ ก่อนเดินไปในห้องที่ไม่คุ้นตา ทุกย่างก้าวขณะได้กลิ่นหอมของดอกไม้อ่อน ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าลอยมาจากที่ใด
‘ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์นี่...’ ร่างบางหันมองไปรอบ ๆ
มุมหนึ่งมีโต๊ะแกะสลักลายดอกเหมย ตรงนั้นมีบานกระจกทองเหลืองลายชดช้อยตั้งอยู่ มุมของมันโค้งมนแกะลายดอกท้อ ซึ่งมันสะท้อนภาพมาอย่างไม่คมชัดนัก
แต่ก็ชัดมากพอ...ที่จะเห็นว่าคนในกระจกนั้นคือใคร นั่น...ไม่ใช่ตัวเองที่นางเคยรู้จัก ดวงตากลมทั้งสองเป็นประกายงดงาม ริมฝีปากสีกุหลาบเล็กมีกระจับน่าเอ็นดู ใบหน้าถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางบางเบานุ่มนวล ร่างนั้นอยู่ในชุดฮั่นฝูแบบโบราณสีม่วงอ่อนแบบพาสเทล สวยสดโฉมงามสะพรั่งขับผิวขาวเด่นอย่างล่มเมือง
“ไม่นะ....ไม่!!” เสียงหวานร้องสุดเสียง
นั่นคือเรื่องประหลาดอันใด
ซูอิ่นส่ายหน้า ร่างนั้นล้มพับลงไปกับพื้น เมื่อขาคู่เรียวอ่อนแรงราวกับกลีบดอกไม้ที่ถูกพายุพัดร่วงหล่น สมองน้อย ๆ ของนางตกตะกอนในพริบตาเดียว
แม้ทุกความคิดจะกระจัดกระจาย แต่นางก็เข้าใจได้เพียงสิ่งเดียว ว่าคนในกระจกนั้นไม่ใช่ซูอิ่น... นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกต่อไปแล้ว
‘ฉันทะลุมิติงั้นเรอะ!!!!’
^เอกภพ / จักรวาล
^ตามยุคสมัยนั้น ต้าฟู่ แปลว่า ขุนนาง ในที่นี้จึงหมายถึงขุนนางเหลียง (ยุคหลังจากนั้น ต้าฟู่ใช้เรียกแพทย์)
บทส่งท้าย-----------------------------------------------. ชึบ...ฝีพระบาทของฮ่องเต้หยุดลงในความเงียบ บนพระแท่นบรรทมที่ถูกปูด้วยผ้าแพรแดงสวยสดงดงาม ฮองเฮานั่งรอก่อนแล้วในฉลองพระองค์สีชาดอันสวยสะกดลมพระปัสสาสะ พระหัตถ์เลื่อนไปเปิดผืนแพรที่ซ่อนความงามของพระนางไว้ภายใน “อิ่นเอ๋อร์....” สุรเสียงในลำพระศอเอ่ยเบา.. สตรีผู้นั้นส่ายพระพักตร์อย่างเชื่องช้า เจ้าสาวขยับดวงเนตรขึ้นมองพระพักตร์จักรพรรดิ และก้มลงอีกครั้งอย่างมิกล้าประสานสายพระเนตร ใต้แสงสลัวจากเชิงแท่งเทียนสีแดงสลักอักษรอันเป็นมงคล แสงโคมสีแดงในเรือนหอที่ชวนให้พระทัยสั่นไหว แต่พระองค์กลับรู้สึกเหมือนถูกกระชากและพังทลาย “หม่อมฉันไม่ใช่นางเพคะ” ร่างบางตอบ เสียงนั้นทำให้ดวงหทัยของพระองค์สะเทือน
“ไม่นะ!!” ซูอิ่นพึมพำ ใบหน้าส่ายไปมาท่ามสติอันพร่ามัว ความรู้สึกของพลังงานที่มองไม่เห็นวิ่งพล่านผ่านร่างกายไป รู้สึกร้อนเหมือนถูกเผาไหม้... “ซูอิ่น...ตื่นแล้วเหรอซูอิ่น ฮึก...!! ซูอิ่น เหลียงซูอิ่น ได้ยินฉันไหม” เพื่อนนักศึกษาปริญญาตรีเขย่าร่างบางที่กำลังนอนหนุนตักตนเอง ภายในห้องเล็ก ๆ ของพิพิธภัณฑ์ ในหน้าหนาวของหุบเขาปาเฉวียน มือของเหยาเหยาเปื้อนไปด้วยเหงื่อที่ผุดขึ้นเพราะความกลัว “ไม่!! ไม่ใช่แบบนี้!!” ซูอิ่นตะโกนทันทีที่ลืมตาขึ้นมา ภาพทุกอย่างเบื้องหน้าสั่นไหว แต่มันก็ชัดขึ้นในเสี้ยววินาที ...เพดานไม้และหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ยาวพาดยาวอยู่ด้านบน กลิ่นไม้เก่าลอยข
“หม่อมฉันคิดสงสัยว่า หรือหม่อมฉันจะไม่ต้องกลับไปยังโลกอนาคตกาลเบื้องหน้าแล้วเพคะ พักนี้ใจของหม่อมฉันมันสงบเสียจนน่ากลัวทีเดียว” ซูอิ่นที่กำลังจุ่มขาเรียวลงไปในสระมรกตนั้นเอี้ยวกายเล็กน้อย หันมองฝ่าบาทที่ยืนอยู่เคียงข้าง ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองพระพักตร์จนขนตาสะบัดงอน ทั้งสองอยู่ที่สระมรกตของหอเซียงถาน ที่ถ่อขึ้นมาชมวิวยามเย็นหลังฝ่าบาทเสร็จภารกิจส่วนพระองค์ ซึ่งเกี้ยวหลังงามก็จอดอยู่ตรงปลายทางวนขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้น “ดีแล้วไม่ใช่หรือ ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นลิขิตแท้จริงของสวรรค์ก็เป็นได้ เช่นนี้เจ้าก็พร้อมเข้าพิธีอภิเษกกับข้าแล้ว ใช่หรือไม่ อิ่นเอ๋อร์?” เสิ่นลู่หรี่พระเนตรคมมองนาง แม้รอยพระสรวลจะไม่เผยออกมา แต่ก็แสดงความร่าเริงอยู่ในพระทัย หลังความวุ่นวายผ่านไปกว่าเจ็ดราตรี ความเศร้าเสียใจของทั้งสองได้ซาลง ทั้งคู่ผ่านความเสียใจมาหนักหน่วง แต่ก็นั่งจับเข่าคุยก
“อย่ามอง...” ภาพที่ปรากฏแก่สายพระเนตรทำให้ลมพระปัสสาสะของเสิ่นลู่ติดขัด พระองค์หมุนพระวรกายกลับอย่างรวดเร็วจนชายฉลองพระองค์สีนวลกระทบขอบประตู ก่อนที่ซูอิ่นจะเห็นเต็มสองตานั้น พระหัตถ์หนาก็เลื่อนขึ้นบดบังดวงตาของร่างบางเอาไว้ อย่างพยายามกดไว้ให้มิดที่สุด ที่ตรงนั้น...ร่างสูงโปร่งไร้วิญญาณของอวี้ซีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงกลางห้อง หันออกมายังทั้งสอง ดวงตาที่เคยเฉียบคมปิดลงราวกับหลับไป แต่กลางอก… ปักลึกอยู่เหนือหัวใจ คราบโลหิตสีแดงเข้มไหลอาบลงมาตามอาภรณ์ที่ฉีกออก น้ำสีเข้มยังคงหยดลงสู่พื้นทีละหยดอย่างสดใหม่ แต่มันกลับไม่ใช่เพียงเท่านั้น เมื่อแขนขาทั้งสองข้างของอว
ในเช้าวันถัดมา... ซูอิ่นเริ่มต้นวันด้วยการติวเข้มกับฉีซือผู้สอนวิชาหมากของฮ่องเต้เสิ่นลู่ ที่บัดนี้กลายมาเป็นพี่เลี้ยงจำเป็นที่แสนเย็นชาและโหดร้าย เพร้งงง!!! ถ้วยน้ำชาราคาแพงที่น้ำปริ่มขอบตกลงพื้นหินภายในศาลาแปดเหลี่ยมของคฤหบดีสถานตระกูลเหลียง ในศาลาแห่งนั้น โต๊ะหินอ่อ
“เอาล่ะ! ก็ตามนี้ ขอให้กรมพิธีการใส่ชื่อของคุณหนูเหลียงเข้าไปในรายชื่อผู้เข้าร่วมพิธีและจัดเตรียมบัตรเชิญให้กับคุณหนูเหลียงตามขั้นตอน ส่วนในวันงาน ก็จงเตรียมพื้นที่ให้นางร่วมวาดภาพในคืนฟ้าเรียงดาวด้วยก็แล้วกัน” &nbs
ในร้านน้ำชาสไตล์เปิดโล่ง ข้างสวนดอกเหมยที่มีกลีบสีชมพูร่วงหล่นพรมไปทั่วราวกับทางเดินแห่งสรวงสวรรค์ ซูอิ่นนั่งอยู่ตรงข้ามกับอวี้ซีที่โต๊ะไม้สักขาวมุมพิเศษสำหรับแขกสมาชิก ซึ่งบัดนี้เหนือโต๊ะเรียงรายไปด้วยขนมโบราณหอมหวานนานาชนิด&
เช้าวันถัดมา ซูอิ่นนอนม้วนตัวอยู่ในผ้านวมราวกับซูชิโฮโซมากิ และดิ้นทุรนทุรายอยู่เหนือเตียงกว้างภายในห้องนอนของเหลียงซูจินเพราะออกมาเองไม่ได้ “โอ๊ยแขนข้า! แขนข้า...เจ็บเหลือเกิน” &n





