ทะลุมิติ ไปวาดการ์ตูนวายในราชวงศ์เวิน

ทะลุมิติ ไปวาดการ์ตูนวายในราชวงศ์เวิน

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-07-05
Oleh:  ไป๋ซวงOngoing
Bahasa: Thai
goodnovel4goodnovel
Belum ada penilaian
60Bab
516Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

'เหลียงซูอิ่น' นักวาดการ์ตูนวาย วิญญาณหลุดเข้าสู่ร่าง 'เหลียงซูจิน' ว่าที่ฮองเฮาของ 'ฮ่องเต้เสิ่นลู่' Perfectionist ศิลปะแห่งราชวงศ์เวิน แต่หัวใจเจ้าของร่างกลับผูกกับ 'สวี่อวี้ซี' อาจารย์ของฮ่องเต้ "รูปงามทั้งคู่แบบนี้ ขอจับมาจิ้นหน่อยแล้วกันนะเจ้าคะ~!!"

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทนำ - บันทึกประวัติศาสตร์ ราชวงศ์เวิน -

          ราชวงศ์เวิน ถูกกล่าวถึงว่าเป็นราชวงศ์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบล้อมด้วยภูเขาในดินแดนปิดล้อม อาณาเขตไม่ใหญ่ถึงขั้นเรียกว่าอาณาจักร แต่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของชาวแว่นแคว้น...มีความมั่งคั่งจากการทำเหมืองแร่ และการค้าอัญมณี

          ในช่วงหลายร้อยปี... ราชวงศ์เวินไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของทุกการล่าดินแดนหรืออาณานิคม หลักฐานที่หลงเหลือ เป็นเศษเครื่องแต่งกายที่รูปแบบคล้ายของราชวงศ์จิ้น แต่มีความประณีตในเชิงศิลป์ และพัฒนาไปมากกว่านักแต่กระนั้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับน้อยนิด และไม่พบการกล่าวถึงราชวงศ์เวินจากบันทึกของแว่นแคว้นอื่น ๆ

          ทำให้นักประวัติศาสตร์บางคนตั้งคำถามว่า.... 

          ราชวงศ์เล็ก ๆ นี้ ถูกมองข้ามเพราะไม่สำคัญ หรือแท้จริงเป็นเพียงภาพจำของรัชมัยในอุดมคติที่ถูกสร้างขึ้นในตำราของคนรุ่นหลัง และไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น

-

-

-

-

-

-

          ซูอิ่น แซ่เหลียง นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเสื้อฮู้ดดี้สีม่วงอ่อนตัวหนา แต่ดันสวมกระโปรงลูกไม้สีดำบางที่โชว์เรียวขา ค่อย ๆ เดินแผ่วเบาด้วยฝีเท้าเยี่ยงแมว ไปตามทางเดินแคบของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นใน ‘หุบเขาปาเฉวียน’ เขตฉางจื้อ ของมณฑลซานซีตอนใต้

          เธอเพิ่งข้ามน้ำข้ามทะเล เพราะได้ทุนแลกเปลี่ยนภาษาที่เรียกว่า โครงการพัฒนาศักยภาพภาษาจีนระยะยาว เพื่อเรียนเติมเต็มทักษะในฐานะนักศึกษาปี 3 ที่มีความสามารถโดดเด่น เธอเรียนรู้ภาษาจีนมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจากอาม่าอากงที่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นนักสำหรับเธอในการถูกคัดเลือกครั้งนี้

          แต่ก็นั่นแหละ!

          จริง ๆ แล้วซูอิ่นมีเป้าหมายในการมายังจีนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ เพื่อลบล้างความน่าเบื่อของชีวิตในฐานะ 'นักวาดการ์ตูนวายอิสระ' ที่หมดไฟ เธอวาดการ์ตูนวายขายในโลกออนไลน์เป็นรายได้หลัก จำนวนผู้ติดตามเพจของเธอก็มีมากกว่า 1xx,xxx ทีเดียว แต่ความกดดันของความดังคือการต้องมีผลงานออกใหม่ตามความคาดหวังของผู้ติดตาม ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

          ทั้ง ๆ ที่ควรมีผลงานใหม่ออกมาบ้าง ถึงอย่างนั้นสมองของเธอกลับขาวโพลนราวกับหิมะที่กำลังปกคลุมภูเขารอบ ๆ หุบเขาปาเฉวียนในขณะนี้ก็ไม่ปาน ซึ่งเป็นอาการที่นักวาดหลาย ๆ คนเรียกว่าอาการ Art block หรือ วาดไม่ออก มันเป็นเช่นนั้นมาสักระยะ! การมาเรียนระยะสั้นจึงเป็นเสมือนการหาทางออกในความมืดมน หรือหาแรงบันดาลใจให้กับชีวิตที่ไร้จุดหมาย

          “ราชวงศ์เวินเรอะ”

          ริมฝีปากสีแดงระเรื่อจากลิปทิ้นต์พึมพำ หลังไล่สายตาอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์เวินที่มีอยู่สั้นกว่าหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่

          นี่นักโบราณคดีเขาหมดไฟเหมือนกับเธอ จึงเขียนออกมาน้อยนิด หรือว่าราชวงศ์เวินมีหลักฐานที่โผล่มาเพียงเท่านี้จริง ๆ นะ? ซูอิ่นตั้งคำถามขณะเดินผ่านป้ายไม้ด้าน ๆ แผ่นหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรเล็กสีขาว มันหลุดลอกจนซีดจาง ราวกับบ่งบอกว่าเป็นเพียงข้อมูลที่ไร้ซึ่งความสำคัญ ไม่ถูกสนใจ และถูกละเลยการปรับปรุงมานาน

          ซูอิ่นมองเข้าไปในตู้กระจกที่จัดแสดงเศษผ้าเก่าลายปักประณีตในแบบที่เธอไม่เคยเห็นในเครื่องแบบการแต่งกายของราชวงศ์ไหน ๆ แม้มันเป็นเพียงเศษผ้าเก่า ๆ ไม่ครบชิ้นส่วน แต่ดูแล้วกลับดึงดูดเกินจะละสายตา มือบางเอื้อมมือเข้าไปแตะกระจกที่ไม่ได้สะอาดนัก ราวกับว่าอยากลองสัมผัสสิ่งที่อยู่ด้านใน พลันเสียง ๆ หนึ่งก็ได้เรียกเธอจากห้วงภวังค์แห่งความคิด ให้กลับมายังปัจจุบัน

          “ซูอิ่น! ไปกันเถอะ จากตรงนี้ไปบ้านพักตากอากาศยังไกลนะ พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ โทรม ๆ แบบนี้จะอยู่นาน ๆ ไปทำไมกัน ไม่มีอะไรให้ดูเสียหน่อย” เหยาเหยาโผล่หน้าเข้ามาจากหัวมุมทางเดิน เธอคือรูมเมทในมหาวิทยาลัยที่เธอมาแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการมาเที่ยวธรรมชาติในหุบเขาปาเฉวียนก่อนเปิดภาคเรียนครั้งนี้

          “อ้ะ! อื้อ ไปกันเถอะ” ซูอิ่นยิ้ม ๆ

          แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ยังไม่ทันจะดูภายในทั้งหมด แต่เวลาก็ล่วงเลยจนเย็นเกินกว่าที่จะพิรี้พิไร อีกทั้งเธอก็รู้ว่าการเดินทางในพื้นที่บนเขานั้นไม่ง่ายดายนัก สองขาจึงรีบก้าวขาไปทางรูมเมทในทันที แต่ทันใดนั้น! เธอก็เหยียบปลายกระโปรงผ้าลูกไม้ แล้วลื่นวืดไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว

          วืดดดดดดด

          “กรี๊ดดดดดดด” เสียงสูงดังลั่นไปทั่วพิพิธภัณฑ์ที่เสื่อมโทรม ก้องออกไปถึงภายนอก

          “แย่แล้ว!!” เหยาเหยาถลึงตาโต เอื้อมสุดตัว ก้าวไปข้างหน้าเพื่อคว้าเพื่อนของเธอ แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า คือภาพซูอิ่นล้มไปด้านหน้าราวกับพุ่งหลาว

          มันเหมือนภาพช้าสโลว์โมชั่น

          “ไม่น้า~~~” ซูอิ่นร้องก่อนล้มคว่ำลงริมทางเดิน ผ่านวงห้อมล้อมของเสาแบ่งเขตสเตนเลส ศีรษะกระแทกเข้ากับศิลาจารึกก้อนใหญ่อย่างจัง

          โครมมม!!!

          และร่างบางล้มลงไปพร้อมกับเสาแบ่งเขตเหล่านั้น ที่ล้มต่อตามกันเป็นทางยาว

          “ซูอิ่น!!! ซูอิ่น!!! ซูอิ่น!!!” เหยาเหยาเข้าไปเขย่าตัวของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยด้วยความตกใจ แต่แล้วไม่ว่าเรียกเท่าไหร่ เจ้าของชื่อซูอิ่นกลับหลับใหลไป

          ไม่ตื่นขึ้นมา

-

-

-

-

-

-

          1,700 ปีก่อน ในยุคราชวงศ์เวิน ณ ที่ราบระหว่างช่องหุบเขา ระหว่างแนวผาสูงตระหง่านซึ่งโอบล้อมไว้ทุกทิศ มีแว่นแคว้นหนึ่งตั้งมั่นอย่างเอกเทศราวกับขาดจากโลกภายนอก ...ทั้ง ๆ ที่แคว้นส่วนใหญ่ในโลกนี้ อยู่ในช่วงเวลาแห่งการแย่งชิงอำนาจ แต่พื้นที่แห่งนี้กลับผาสุกอุดมสมบูรณ์ ผู้คนอยู่ดีกินดี ราวกับว่ามันเป็นสรวงสวรรค์บนดินที่เหนือกาลเวลา ทั้งความมั่งคั่ง ตลอดจนความรุ่งเรืองด้านศิลปะก็ถือเป็นหนึ่งของยุคนั้น

          ฮ่องเต้ เสิ่นลู่ แห่งแว่นแคว้นไม่เล็กไม่ใหญ่นี้ ถือเป็นตัวแทนแห่งอุดมคติในโลกที่เฟื่องฟูของงานศิลป์ทุกแขนง ด้วยการสืบราชสมบัติต่อจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน ที่อดีตฮ่องเต้ได้พัฒนา แคว้นเซิ่งเวิน อย่างสุดความสามารถตลอดชั่วอายุขัยไปกับงานศิลป์ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะแห่งการออกแบบอาภรณ์ การออกแบบเครื่องประดับ และอื่น ๆ อีกมากในวงการความสุนทรียะ

ด้วยความเชื่ออย่างที่สุดว่า.. ‘ชีวิตมนุษย์เราจะงอกงามได้ก็เมื่อหัวใจได้รับการหล่อเลี้ยง การจรรโลงใจเป็นบ่อเกิดของการพัฒนาทุกสิ่งในโลก และศิลปะคือรากเหง้าของอารยธรรม’ ซึ่งนั่นก็เป็นผลที่ทำให้ ฮ่องเต้เสิ่นลู่องค์ปัจจุบันหมกมุ่นในงานศิลป์อย่างที่ว่า เชื้อไม่ทิ้งพระบิดาเลยแม้เพียงน้อย

          “ไหนส่งมาให้ข้าดูหน่อย”

          ฮ่องเต้หนุ่มตรัสพลางผายพระหัตถ์มาด้านหน้า พลัน กงกงหลิน กงกงน้อยข้างพระวรกายก็วิ่งลงบันไดมังกรลงไปหยิบฉลองพระองค์ลายมังกรที่ เหลียงเหล่ากั๋ว หัวหน้ากรมเครื่องทรงและเครื่องใช้ราชสำนักนำมาถวาย

          “จากแนวคิดของ ‘อวี่โจ้ว [1] (宇宙) ’ ที่ฝ่าบาททรงกำหนดขึ้น กระหม่อมจึงทำการออกแบบเป็นฉลองพระองค์สีครามเข้มไล่เฉดสู่เทาเงิน ใช้ไหมผิวด้านทอแน่น ร่วมกับการปักลวดลายด้วยไหมเงินเป็นภาพกลุ่มดาวพ่ะย่ะค่ะ”

          หัวหน้ากรมเครื่องทรงวัยห้าสิบต้น ๆ กราบทูลขณะสองมือประสานค้อมตัวต่ำ โดยเหลือบมองพระพักตร์ของจักรพรรดิบนบัลลังก์เป็นระยะ

          ฮ่องเต้หรี่ทอดพระเนตรผืนผ้า ครั้นเมื่อฮ่องเต้ตรัสความในพระทัยออกมานั้น ก็เล่นเอาชายสูงวัยอ้าปากค้างไปชั่วขณะหนึ่ง

          “ตื้นเขิน ผิวเผิน ดูมิได้ผ่านการกลั่นกรองอย่างแยบยลเท่าไหร่ ง่ายดายเสียจนข้าอยากทบทวนความสามารถของเจ้าใหม่”

          พระองค์ตรัสอย่างเกรงใจแล้ว ต่อหัวหน้ากรมเครื่องทรงผู้เป็นอดีตเสนาบดีกรมคลังในรัชสมัยของพระบิดา ก่อนจะถอนพระทัยบางเบาออกมาด้วยความอดกลั้นต่อความกริ้วของพระองค์เอง

          “พระองค์มีความเห็นเช่นไร อยากให้กระหม่อมปรับแก้ตรงไหนพ่ะย่ะค่ะ!” เหลียงเหล่ากั๋วกัดฟันถามเสียงดังลั่นในท้องพระโรงที่เงียบกริบ ยามไร้ขุนนางอื่น

          “อวี่โจ้ว...หมายถึงทุกสรรพสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งผืนฟ้าและผืนดิน ทั้งในห้วงของมิติพื้นที่ และทั้งห้วงของกาลเวลา เจ้าควรไปขบคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมัน ยังพอมีเวลาอีกมากพอ กว่าจะถึง คืนฟ้าเรียงดาว จงไปออกแบบมาให้ข้าใหม่ เหลียงต้าฟู่ [2] !” พระองค์เพ่งมองชิ้นงานออกแบบแรกก่อนจะโยนมันลงไปเบื้องหน้าขุนนางสูงวัย อย่างมองว่าขุนนางเบื้องหน้าดูจะไม่เข้าใจแนวคิดที่ให้ ด้วยสิ่งที่ประจักษ์ชัด ไม่ต่างจากการวาดผืนฟ้าลงไปในผืนผ้าเท่านั้น

          เหลียงต้าฟู่เดินออกจากท้องพระโรงด้วยใบหน้าตึงเครียด ทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และผิดหวังในตัวเองที่ไม่สามารถทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยได้ หรือการที่เขาเปลี่ยนมาทำงานในกรมเครื่องทรงนั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาดกันแน่ ทั้ง ๆ ที่ฮ่องเต้องค์ก่อนก็พอใจกับงานออกแบบของเขาเสมอ แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น

          ถึงกระนั้น เขาเองก็ยังไม่อยากจะด่าทอตัวเองอยู่ดี

          “แย่แล้วเจ้าค่ะ แย่แล้ว! นายท่านเจ้าคะ”

          เบื้องหน้าตำหนักว่าราชการอันเจิ้งอี้ สาวใช้ผู้ติดตามของขุนนางแซ่เหลียงวิ่งขึ้นบันไดชันขึ้นมาด้วยความร้อนรน

          “ปัญหาอะไรอีก หากไม่สำคัญข้าจะตัดเบี้ยหวัดของเจ้าเสีย” เหลียงต้าฟู่แค่นเสียง ยามนี้ใจของเขาก็ห่อเหี่ยวมากพออยู่แล้ว เขายังไม่อยากจะฟังเรื่องอะไรที่ยุ่งยากไปกว่านี้ทั้งนั้น

          “อะ...เอ่อคือ นายท่าน คุณหนูแย่แล้วเจ้าค่ะ! คุณหนูตกลงมาจากดาดฟ้าของ หอศิลป์เจียจิ้นอีเซี่ยว เจ้าค่ะนายท่าน!” ผู้เป็นบ่าวเสียงไม่มั่นคง สองมือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นราวกับจะจิกขาดเสียให้ได้ นางรีบมาแจ้งเรื่องหลังได้รับข่าวจากม้าเร็ว 

          เหลียงต้าฟู่ได้ยินแล้วก็เซถอยหลังในทันที เนื่องด้วยดาดฟ้าของหอศิลป์เจียจิ้นอีเซี่ยวนั้นสูงเกินกว่าที่คนปกติตกลงมาแล้วจะรอดชีวิตไปได้

          “นะ...นางเป็นอย่างไร” เหลียงต้าฟู่สั่นราวกับเป็นโรคเส้นลม 

          “คุณหนูบาดเจ็บ ตอนนี้อยู่ห้องรับรองในหอศิลป์เจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบตอบ ซึ่งเหลียงต้าฟู่ได้ยินแล้วก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย แม้ฟังดูเกินที่จะปักใจเชื่อในปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ถามเอาความ ชายใต้อาภรณ์เขียวหยกอ่อนลายพู่กันนามธรรมจึงรีบออกเดินไปยังรถม้าอย่างเร่งฝีเท้า

-

-

-

-

-

-

หอศิลป์เจียจิ้นอีเซี่ยว

          ร่างบาดเจ็บของคุณหนู เหลียงซูจิน พยายามขยับกายบนตั่งไม้ภายในห้องรับรองของหอศิลป์ เจียจิ้นอีเซี่ยว แม้ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากภายนอก ราวกับมีความวุ่นวายบางอย่างภายนอก แต่ก็ไม่อาจจะขยับกายได้อย่างใจนึก เพราะตลอดทั่วทั้งร่างศีรษะจรดปลายเท้านั้นรู้สึกเจ็บ ราวกับว่ามันจะแตกเป็นเสี่ยง

          “คุณหนูเหลียงตกจากที่สูง โชคดีมีต้นไม้ใหญ่จึงซับแรงกระแทก แต่แม้รอดมาได้ กระดูกแขนซ้ายก็แตกหักเป็นสอง ...ข้าได้ดามกระดูกด้วยไม้ให้นางแล้วแล้ว นี่คือรายการของตัวยาและวิธีต้ม”

          เสียงของใครบางคนพูดอยู่ไกลออกไป

          “อึก...”

          ‘เหลียง? พูดถึงฉันเหรอ...ทำไมถึงพูดจาแปลกจัง...’

          ย้อนไป 1700 ปีก่อน เหลียงซูอิ่น ลืมตาตื่นขึ้นช้า ๆ ในร่างของ เหลียงซูจิน สตรีงามอันดับต้น ๆ ของแคว้น เซิ่งเวิน อย่างปาฏิหาริย์ ภาพตรงหน้าของนางพร่ามัวเหมือนม่านหมอก ก่อนค่อย ๆ ชัดขึ้นจนคมกริบในไม่ช้า ใต้อากาศร้อนแบบที่ไม่ควรจะเป็น เหงื่อเม็ดเล็กผุดชโลมกาย

          แต่นางควรจะอยู่ในหน้าหนาวที่มีหิมะปกคลุมทั้งหุบเขาแท้ ๆ

          ผู้ที่ตื่นมาก้มมองดูมือตน แล้วพบกับแผลเล็ก ๆ เป็นเส้นสายสีแดงระเรื่อจากการขีดข่วนอยู่เต็มไปหมด

          “ฉันบาดเจ็บขนาดนี้เลยงั้นเหรอ จำได้ว่าหัวโขกเท่านั้นนี่นา...”

          ขณะพูดก็รู้สึกเสียววาบจากกลางแกนกระดูก เมื่อจับคลำดู ถึงรู้ตัวว่ามีของแข็งบางอย่างที่มัดเอาไว้กับแขนซ้าย นางครางเบา ๆ พลางยันกายลุกขึ้นจากตั่งไม้ ก่อนเดินไปในห้องที่ไม่คุ้นตา ทุกย่างก้าวขณะได้กลิ่นหอมของดอกไม้อ่อน ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าลอยมาจากที่ใด

          ‘ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์นี่...’ ร่างบางหันมองไปรอบ ๆ

          มุมหนึ่งมีโต๊ะแกะสลักลายดอกเหมย ตรงนั้นมีบานกระจกทองเหลืองลายชดช้อยตั้งอยู่ มุมของมันโค้งมนแกะลายดอกท้อ ซึ่งมันสะท้อนภาพมาอย่างไม่คมชัดนัก

          แต่ก็ชัดมากพอ...ที่จะเห็นว่าคนในกระจกนั้นคือใคร นั่น...ไม่ใช่ตัวเองที่นางเคยรู้จัก ดวงตากลมทั้งสองเป็นประกายงดงาม ริมฝีปากสีกุหลาบเล็กมีกระจับน่าเอ็นดู ใบหน้าถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางบางเบานุ่มนวล ร่างนั้นอยู่ในชุดฮั่นฝูแบบโบราณสีม่วงอ่อนแบบพาสเทล สวยสดโฉมงามสะพรั่งขับผิวขาวเด่นอย่างล่มเมือง

          “ไม่นะ....ไม่!!” เสียงหวานร้องสุดเสียง

          นั่นคือเรื่องประหลาดอันใด

          ซูอิ่นส่ายหน้า ร่างนั้นล้มพับลงไปกับพื้น เมื่อขาคู่เรียวอ่อนแรงราวกับกลีบดอกไม้ที่ถูกพายุพัดร่วงหล่น สมองน้อย ๆ ของนางตกตะกอนในพริบตาเดียว

          แม้ทุกความคิดจะกระจัดกระจาย แต่นางก็เข้าใจได้เพียงสิ่งเดียว ว่าคนในกระจกนั้นไม่ใช่ซูอิ่น... นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกต่อไปแล้ว

          ‘ฉันทะลุมิติงั้นเรอะ!!!!

 

เชิงอรรถ

^เอกภพ / จักรวาล

^ตามยุคสมัยนั้น ต้าฟู่ แปลว่า ขุนนาง ในที่นี้จึงหมายถึงขุนนางเหลียง (ยุคหลังจากนั้น ต้าฟู่ใช้เรียกแพทย์)

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
60 Bab
บทนำ - บันทึกประวัติศาสตร์ ราชวงศ์เวิน -
ราชวงศ์เวิน ถูกกล่าวถึงว่าเป็นราชวงศ์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบล้อมด้วยภูเขาในดินแดนปิดล้อม อาณาเขตไม่ใหญ่ถึงขั้นเรียกว่าอาณาจักร แต่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของชาวแว่นแคว้น...มีความมั่งคั่งจากการทำเหมืองแร่ และการค้าอัญมณี ในช่วงหลายร้อยปี... ราชวงศ์เวินไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของทุกการล่าดินแดนหรืออาณานิคม หลักฐานที่หลงเหลือ เป็นเศษเครื่องแต่งกายที่รูปแบบคล้ายของราชวงศ์จิ้น แต่มีความประณีตในเชิงศิลป์ และพัฒนาไปมากกว่านักแต่กระนั้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับน้อยนิด และไม่พบการกล่าวถึงราชวงศ์เวินจากบันทึกของแว่นแคว้นอื่น ๆ ทำให้นักประวัติศาสตร์บางคนตั้งคำถามว่า.... ราชวงศ์เล็ก ๆ นี้ ถูกมองข้ามเพราะไม่สำคัญ หรือแท้จริงเป็นเพียงภาพจำของรัชมัยในอุดมคติที่ถูกสร้างขึ้นในตำราของคนรุ่นหลัง และไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น------ ซูอิ่น แซ่เหลียง นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเสื้อฮู้ดดี้สีม่วงอ่อนตัวหนา แต่ดันสวมกระโปรงลูกไม้สีดำบางที่โชว์เรียวขา ค่อย ๆ เดินแผ่วเบาด้วยฝีเท้าเยี่ยงแมว ไปตามทางเดินแคบของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ
Baca selengkapnya
บทที่ 1.1 เบาะแสที่หนึ่ง 
“รัชศกอะไรนะ!” ซูอิ่นถามซ้ำกับผู้ที่มารับนางกลับจวน ร่างบางมองหน้าเด็กสาวในชุดผ้าไหมบางทิ้งตัวสีเทาอ่อน กับเหลียงต้าฟู่ในชุดไหมด้านสีเขียวหยกอ่อนสลับไปสลับมา แม้เต็มไปด้วยหนักอึ้งเมื่อได้เข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่เคยรู้จัก แต่นางเองก็ต้องทำความรู้จักโลกใบใหม่นี้ให้เร็วที่สุด จึงตัดสินใจแกล้งความจำเสื่อมเพื่อให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้โดยง่าย แม้อาจไม่สามารถรู้ข้อมูลทั้งหมดในคราเดียว แต่เมื่อประจักษ์แล้วว่าคนหนึ่งเป็นบิดาของเจ้าของร่างและอีกคนหนึ่งเป็นบ่าวรับใช้ที่ใกล้ชิด ก็เริ่มรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร “รัชศกลู่หนิงที่ 3 เจ้าค่ะ” บ่าวตอบเป็นรอบที่สอง ซึ่งเหลียงต้าฟู่ก็ใช้มือหยาบย่นกดนิ้วชี้ลงไปที่หว่างคิ้วของตน อย่างรู้สึกปวดหัว “แล้วตอนนี้ก็จำพ่อไม่ได้รึ” หัวหน้ากรมเครื่องทรงถามคำถามนี้อยู่หลายครั้ง อย่างยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิด “ใช่เจ้าค่ะ..." ทั้งสามคนได้ใช้เวลาพูดคุยเพื่อปรับตัวต่อตัวตนใหม่ที่ต่างออกไปของเหลียงซูจินภายในรถม้าคันหรูที่วิ่งอยู่ อย่างที่ไม่มีใครรู้ว่าจิตวิญญาณที่กำลังพูดคุยไม่ใช่คนเดิมอีกต่อ
Baca selengkapnya
บทที่ 1.2 เบาะแสที่หนึ่ง 
             ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้น ซูอิ่นก็เหลือบไปเห็นสมุดขนาดราว ๆ เอห้าเล่มหนึ่ง ลักษณะของมันเป็นปกแข็งอัดเรียบ บุด้วยผ้าไหมสีครีมเนื้อกึ่งด้านกึ่งเงา วางอยู่ใต้เบาะนั่งที่ว่างอยู่ นางจึงหยิบขึ้นมาอย่างถือวิสาสะ          “ไดอารี่เรอะ!” หญิงสาวอุทานออกมา ดวงตาคู่สวยส่องแสดงประกาย          นั่นแหละแสงสว่าง! อย่างน้อยก็พอมีเบาะแสอะไรให้นางได้สืบถึงสาเหตุการข้ามมิติเวลา และสืบเรื่องราวของ เหลียงซูจิน ได้บ้าง!          “คุณหนูเจ้าคะ น้ำร้อนพอเหมาะแล้วเจ้าค่ะ” จูเหอเดินเข้ามาในห้อง ย่อตัวเล็กน้อยอย่างแสดงความเคารพ          พลันคนในห้องรีบปิดสมุดลงอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าสมุดนั้นเป็นของเจ้าของร่างหรือตัวนางเองในยามนี้ จึงกระแอมออกมาเบา ๆ          “พาข้าไปที” ซูอิ่นลุกขึ้นพรวดแล้วแอบซ่อน
Baca selengkapnya
บทที่ 2 ท่านอาจารย์รูปงาม
           หน้าห้องรับรองฝั่งตะวันตก ซูอิ่นยืนใจเต้นตึกตัก… อย่างไม่รู้ว่าตนเองกำลังกลัวการเผชิญหน้ากับเขา หรือว่ากำลังตื่นเต้นที่จะได้เจอหนุ่มรูปงามในภาพวาดกันแน่ ร่างบางชะโงกหน้าเข้าไปยังห้องรับรองเพื่อแอบส่อง แต่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังสูงโปร่งยืนอยู่ระหว่างประตูบานเฟี้ยมที่เปิดอ้าทะลุไปยังสวน          เขาดูสงบราวกับภาพวาดไม่ต่างจากเส้นสายที่ปรากฏในม้วนกระดาษ จะต่างก็แต่เพียงต้นหลิวสูงใหญ่ที่เป็นฉากหลังให้กับเขาในยามนี้ ส่งให้เขาดูส่องประกายไปกับแสงยามเย็น          ซูอิ่นสูดหายใจเข้าลึก          “ท่านพี่อวี้ซีใช่หรือไม่...” ร่างบางก้าวไปด้านหน้า ด้วยความรู้สึกประหม่าประหนึ่งกำลังจะออกไปพูดหน้าชั้นเรียน          “ซูจิน..” สวี่อวี้ซีผู้นั้นหันมาช้า ๆ คิ้วได้รูปนั้นขมวด หางตาของเขามิได้ชี้ขึ้น แต่กลับคมกริบ ซูอิ่นเผลอกลั้นหายใจไปครู่หนึ่งเมื่อต้องคิดว่าเขาคนนี้อาจเป็นอันตรายต่อตนเอง
Baca selengkapnya
บทที่ 3.1 คิ้วดุจขุนเขานั่นไง
            “ขอบคุณแม่ทัพมู่อย่างยิ่งที่มอบตำรับยาเถาเถี่ยและซานชีให้กับข้า นั่นมีประโยชน์อย่างมาก” อวี้ซีประสานมือแน่นต่อหน้า ‘แม่ทัพมู่จวินหลัว’ ภายในห้องกว้างของชั้นสองของหอสุรา ไป๋จวินฟาหมิง [1]           แม่ทัพใหญ่ของแว่นแคว้นเซิ่งเวินยิ้มตอบจากฝั่งที่นั่งตรงกันข้าม มือแกร่งที่สวมแหวนหยกเรือนใหญ่เอื้อมไปเลื่อนหมากขาวที่กำลังต่อสู้กับหมากดำจนเกิดเสียงขูดเหนือกระดานไม้ ดวงตาสองชั้นลึกนั้นแฝงความนุ่มนวลในแววตา แต่หมากในมือกลับเดินอย่างดุดันและมั่นคง          กึก!          “ของแค่นั้นมันจะเป็นไรไป เจ้าเองก็เอาไปรักษาบุตรีของเจ้ากรมเหลียง หากข้าหวง คงจะดูแล้งน้ำใจเกิดไปหน่อยกระมัง” แม่ทัพมู่หัวเราะเบา ๆ ท่าทีผ่อนคลาย ก่อนหันออกไปมองเวทีแสดงดนตรีเบื้องล่าง ผ่านประตูฝั่งระเบียงที่เปิดอ้าอยู่          “ท่านอยากให้ข้าต
Baca selengkapnya
บทที่ 3.2 คิ้วดุจขุนเขานั่นไง
           ขณะเดียวกันนั้น การเดินหมากของแม่ทัพหลวงกับอวี้ซีก็เดินไปถึงจุดจบ เป็นหมากตาที่มองเพียงผิวเผินก็อาจดูว่าสูสี แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นกระดานที่คนหนุ่มได้อ่อนข้อให้อย่างแนบเนียน โดยที่ผู้มีวุฒิภาวะอย่างชายสูงวัยนั้นไม่อาจล่วงรู้ และได้แต่คิดไปว่า เกือบชนะผู้มีความสามารถระดับแว่นแคว้นอย่างอวี้ซี จนคิดจะกลับไปคุยโวต่อ          ซึ่งผู้ที่แสร้งเล่นแบบพลั้งมือก็ปล่อยให้อีกคนเข้าใจผิดไปเช่นนั้น          หลังแม่ทัพมู่ได้กลับไปแล้ว อวี้ซีได้บิดคอเบา ๆ และเอนตัวไหลไปกับเก้าอี้ไม้จื่อถานสีน้ำตาลแดง เพราะเหมือนว่าคนนอนเร็วอย่างเขาเริ่มที่จะง่วงขึ้นมาเสียแล้ว          กึก...กัก...          เสียงดังเล็กน้อยที่ด้านหลัง แต่ชายหนุ่มบัณฑิตก็ไม่ได้สนใจที่จะหันกลับไปมอง ราวกับรู้ดีว่าใครกำลังก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน          “รอนานหรือไม่”          เสี
Baca selengkapnya
บทที่ 4 เบาะแสที่สอง
            เจ้าสำนักสุราหอไป๋จวินฟาหมิงรีบก้าวออกมาต้อนรับ จากทางเดินยาวที่ทอดตัวหลังห้องชมเวทีชั้นสอง กระแทกเข่าลงอย่างเงียบงันใต้ความตื่นตระหนก สวี่อวี้ซีที่ลุกขึ้นในจังหวะนั้น ก็รีบดึงพัดออกจากแขนอาภรณ์ด้วยความรวดเร็ว คลี่คลายจนเห็นภาพวาดหน้าผาแฝดสามของเมืองเซวียนซาน ก่อนสะบัดข้อมือเลื่อนพัดขึ้นไปปิดบังพระพักตร์ที่หันกลับมาจากฝั่งระเบียง         ชึบ...         “ไม่ทราบว่าฝ่าบาทเสด็จมา กระหม่อมจึงมิได้ออกมารับด้วยตนเอง”         สองมือของเจ้าสำนักสุราประกบกันแน่นท่ามกลางความเงียบงัน แต่ยามนั้นถ้อยคำซุบซิบก็เริ่มก่อตัวที่ชั้นหนึ่ง เพียงพริบตาเสียงของชนชั้นสูงพวกนั้นดังขึ้นทั่วทั้งหอสุรา         “ถวายบังคมฝ่าบาท~ ถวายบังคมฝ่าบาท~ ถวายบังคมฝ่าบาท~”         คนมากมายเริ่มถวายพระพรด้วยอย่างไม่พร้อมเพรียงกันเท่าไหร่นัก เสียงพวกนั้นดังซ้อนกันรา
Baca selengkapnya
บทที่ 5 จรดพู่กัน
            “ไอ้หยา… ความสัมพันธ์นี้ก็ค่อนข้างยุ่งเหยิงเหมือนกันนะ...”          ซูอิ่นกางม้วนภาพวาดของฮ่องเต้เสิ่นลู่และอาจารย์สวี่อวี้ซีเบื้องหน้าพร้อม ๆ กัน นางนั่งกอดอกแม้แขนอีกข้างยังคงดามไม้ จ้องมองลงไปบนแผ่นกระดาษ          ยามนี้นางอยู่เรือนไม้ของชมรมวรรณศิลป์ที่เจ้าของร่างเป็นสมาชิก ภายใต้อาภรณ์ของบุรุษที่สั่งให้บ่าวไปซื้อให้ในยามเช้าเพื่อปลอมเป็นชาย เลี่ยงการซุบซิบของชื่อเสียงที่เพิ่งป่นปี้เพราะความเมา อาภรณ์สีม่วงเปลือกมังคุดหม่นฝ้ายทอละเอียดตัวโคล่งเล็กน้อยนั้นถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน จงใจให้ไม่เงานักเพื่อลดความสะดุดตา แต่ยังคงดูมีราคาสมเป็นสินค้าที่ออกมาจากร้านตัดเย็บอันโด่งดังของเมือง          ‘สรุปก็คือ เหลียงซูจินชอบตาสวี่อวี้ซี แต่ดันเป็นคู่หมายของฮ่องเต้ นี่แหละความจริงของเรื่องทั้งหมด’          ร่างบางทึ่งในความฉลาดของตนเอง มือเรียวลูบหนวดในจินตนาการด้วยคว
Baca selengkapnya
บทที่ 6 ภาพวาดที่บิดายังไม่เห็น
            “เอาล่ะ! อวี้เอ๋อร์… ตามที่ข้าบอกไป อย่างไรการให้ฮ่องเต้แต่งกับคุณหนูเหลียงซูจินนั่นเป็นการดีที่สุดแล้ว การให้ตระกูลแม่ทัพเข้ามามีบทบาทในการเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินไป ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”          ไทเฮาวางพระหัตถ์เรียวลงบนพนักพระกร พระนขายาว [1] เคาะเบา ๆ ที่เนื้อไม้ของพระที่นั่ง พระนางไม่คิดว่าอวี้ซีจะสิ้นคิดจนถึงกับเสนอคุณหนูตระกูลมู่ให้กับฮ่องเต้เช่นนี้          “หลานย่อมเข้าใจในสิ่งที่พระองค์กังวล และรู้ว่าต้องทำอย่างไร”          อวี้ซีกราบทูลกลางห้องโถงของตำหนักอินเทียนกง สองมือประกบแน่นด้วยความเคารพ อย่างที่รู้ดีว่าหน้าที่ของจื๋อเอ๋อร์ [2] อย่างเขา คือการสนับสนุนการอภิเษกของฮ่องเต้กับคุณหนูเหลียงให้เกิดขึ้นในเร็ววันเท่านั้น        &n
Baca selengkapnya
บทที่ 7 พยัคฆ์ขาวไร้ปาก
            “ลูกไม่เข้าไปด้วยได้หรือไม่”          ซูอิ่นจับชายแขนอาภรณ์ของบิดาแล้วเขย่า เบื้องหน้าบันไดที่ก้าวขึ้นไปสู่ตำหนักว่าราชการอันเจิ้งอี้ ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบ ๆ ต่อเจ้ากรมเครื่องทรงราวกับขอความเห็นใจ          เมื่อนางนั้นทั้งไม่กล้าสู้หน้าพระองค์ เพราะเพิ่งชี้พระพักตร์ไป ทั้งรู้สึกบาปอยู่ในใจขายรูปวายคู่ชิป ฮ่องเต้xสวี่อวี้ซี ไปหมาด ๆ          “งั้นก็รออยู่นี้! พ่อจะลองเอาแบบฉลองพระองค์ที่เจ้าวาดไปเสนอดูก่อน แต่หากฝ่าบาทต้องการให้เจ้าเข้าไป เจ้าก็ค่อยเข้าไป”          เหลียงต้าฟู่สะบัดชายแขนเสื้อออกจากมือเล็กอย่างเหนื่อยใจ โดยเดินเข้าไปตัวปลิวอย่างกังวลว่าจะล่าช้า          “อื้อ...”          ซูอิ่นเบ้ปากมองตามตาละห้อย-
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status