Masukในสามภพภูมิ สี่คาบสมุทร หกดินแดน ล้วนมีเทพผู้มีฤทธิ์เดชกล้าแกร่ง เซียนผู้หลุดพ้น มนุษย์วีรบุรุษ และปีศาจดุร้าย ทว่า หลิวฟางซวง กลับแหวกทุกขนบธรรมเนียมอันพึงมีของเผ่าสวรรค์ เป็นเทพธิดาซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขี้เกียจเป็นงานหลัก นอนหลับเป็นงานอดิเรก ด้วยเหตุนี้เมื่อโดนโทษทัณฑ์ให้ลงมาใช้กรรมบนโลกมนุษย์เป็นเวลาห้าร้อยปี นางจึงเผลอรับเด็กน้อยสามคนมาเลี้ยงดูหวังจะช่วยลดโทษให้เบาลง คนหนึ่ง คือมนุษย์ผู้กินของวิเศษเข้าไป อีกคนหนึ่ง คือครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจงูขาว ส่วนคนสุดท้าย คือครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพมังกร เทพธิดาแสนเอื่อยเฉื่อยต้องมารับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงจำเป็น โดยที่ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าที่มาของบทบาทนี้จะมีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่ นางเห็นชีวิตอันสงบสุขของตนกำลังจะถูกทำลาย จึงทำได้เพียงร้องตะโกนว่า... "ข้าขอนอนสักงีบเถิด!"
Lihat lebih banyak序言
ภพชาติที่หนึ่ง เทพธิดาผู้แสนเกียจคร้าน
“อาซวง...”
เสียงเล็กที่ร้องเรียกมาพร้อมกับแรงสะกิดบนไหล่บาง ปลุกให้ผู้ที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขกดหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีเปลือกลี่จือ[1] ขยับพลางครางออกมาอย่างขัดใจ “อื้อ...”
“ท่านอาซวง ท่านอาซวง”
ครานี้มิใช่แค่การสะกิด ทว่ายังพ่วงมาด้วยการเขย่าไหล่พลางส่งเสียงร้อนรนเป็นพิเศษ
หลิวฟางซวงซึ่งยังเหลือเค้าความงัวเงียสะบัดมือออกหนหนึ่ง เด็กชายร่างเล็กวัยเจ็ดขวบที่มาปลุกก็ถูกคลื่นพลังไร้รูปผลักจนหล่นตุ้บลงไปกองบนพื้นหญ้า
“อย่ามากวนใจข้า ข้าขอนอนหลับอีกสักงีบ” นางกล่าวจบก็พลิกตัวนอนตะแคง หันหนีไปอีกทางอย่างไม่ใส่ใจ
เตียงไม้ขนาดใหญ่ปูรองด้วยขนแกะนุ่มสบายคล้ายก้อนเมฆาบนสรวงสวรรค์เสียสี่ส่วน แสงแดดรำไรสาดผ่านร่มไม้อุ่นนวลกำลังพอดี สายลมยามชุนเทียน[2] เย็นสบายพัดพาเอากลิ่นมวลบุปผาที่กำลังเบ่งบาน ส่งความฟุ้งหอมละมุนละไมเกลี่ยผ่านหมู่แมลงที่โอบล้อม
อา... หากนอนจำศีลสักประเดี๋ยวก็คงครบห้าร้อยปี
ร่างอรชรคิดพลางซุกใบหน้าลงกับหมอนนิ่มมากขึ้น หากพอเคลิ้มใกล้ผล็อยกลับ ก็ถูกเสียงเดิมกวนใจขึ้นมาอีกหน
“ท่านอาซวง! อาจูกับอาหลงทะเลาะกันอีกแล้ว!”
หลิวฟางซวงมินำพาต่อน้ำเสียงร้อนรนของเด็กชายที่แว่วอยู่ข้างหู ดวงตายังคงปิดสนิทขณะที่โบกมือไปมาในอากาศอย่างเกียจคร้าน “เขาอยากจะตีกันก็ปล่อยให้เขาตีกันไป”
ว่าแล้วก็เตรียมนอนต่อ...
“ท่านอาซวง! อาจูกลายร่างเปลี่ยนเป็นงูแล้วขอรับ!”
“ก็ปล่อยให้เปลี่ยนไป”
“อะ...อาหลงปะ...แปลงเป็นมังกรแล้ว!”
“ก็ดีแล้วนี่” นางพึมพำเสียงเนือย
“เขาจะพ่นไฟแล้ว จะพ่นไฟแล้ว!” คนพูดพยายามตะเกียกตะกายปีนขึ้นเตียงมาปลุกนางอีกครั้งด้วยความตื่นตระหนก ทว่าผู้ถูกปลุกกลับอ้าปากหาวพร้อมกับร่ายเวทมนตร์เพิ่มความสูงของเตียงให้มากขึ้นอีกครึ่งผิง[3]
ความสูงที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ร่างเล็กๆ หล่นตุบลงบนพื้นซ้ำรอยเดิม ความเจ็บที่ระบมมากกว่าเดิมทำเอาน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างน่าสงสาร
มู่หรงอู่ลุกขึ้นยืนก่อนจะลูบก้นที่เจ็บป้อยๆ ครั้นแหงนหน้ามองขาเตียงที่พุ่งสูงขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์ก็อ้าปากค้าง ในสุดแดนพงไพรแห่งนี้มีเพียงเด็กน้อยสามคนกับท่านอาหญิงซึ่งได้รับหน้าที่จากท่านผู้เฒ่าให้มาดูแลพวกเขาต่อ ดังนั้นหลังจากนี้พวกเขาจึงมีท่านอาหญิงเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว
ตัวเขาหรือก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ถ้าหากท่านอาหญิงไม่ยอมไปห้ามปรามหงหยางจูกับอี้เฟิงหลงแล้วไซร้ มีหวังผืนป่าแห่งนี้...
เด็กชายจินตนาการภาพในหัวแล้วลอบกลืนน้ำลาย ทันใดนั้นเองเสียงแหวกผ่านอากาศก็ดังกึกก้องขึ้น มู่หรงอู่หันขวับไปมองยังทิศทางดังกล่าวก่อนจะกรีดร้องเสียงหลง
“ว้ากๆๆ!”
โครม!
ต้นไม้ที่หักโค่นล้มระเนระนาดปลุกให้หญิงสาวขี้เซาเปิดเปลือกตาขึ้นมาครึ่งหนึ่ง เห็นหางแหลมยาวที่เต็มไปด้วยเกล็ดขาวโบกสะบัดแหวกผ่านอากาศก็ยกมือปิดปากหาว
อา... หงหยางจูตัวใหญ่ขึ้นอีกแล้ว
หลิวฟางซวงหยัดกายจากท่านอนขึ้นมานั่ง เตรียมร่ายมนตร์ให้เตียงหดเล็กลงเหมือนเดิม ทว่ากลับหยุดมือเมื่ออุณหภูมิรอบกายร้อนระอุขึ้นอย่างกะทันหัน
“นี่มัน...”
ฟู่!
ฉับพลันเปลวเพลิงจากมังกรดำร่างใหญ่ที่พ่นออกมาจากปากเผาผืนป่าพังพินาศไปแถบหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของมู่หรงอู่ที่วิ่งหนีวิถีของไฟที่แผดเผาได้ทันอย่างหวุดหวิด
“อ้ากๆๆ! ท่านอาซวงช่วยข้าด้วย!”
เทพธิดาสาวยกมือเสยเรือนผมดำขลับดั่งเส้นไหมล้ำค่าให้พ้นจากใบหน้าเรียวรูปไข่ทรงมน ดวงตาที่ลืมขึ้นอย่างเต็มที่เผยให้เห็นนัยน์ตาสีอำพันแวววาว งดงามประดุจหยาดน้ำค้างทองคำสะท้อนแสงตะวัน
หญิงงามผู้มีอายุยืนยาวกว่าหมื่นปีเพ่งสมาธิไปที่ปลายนิ้วมือขวาทั้งห้า ยามที่สะบัดออกไปก็เกิดเป็นสายลมวูบใหญ่ พัดเอาเปลวไฟที่ลุกไหม้ให้ดับมอดลงทั้งหมดในคราวเดียว
นางมองภาพเบื้องหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปากที่หาวหวอดอีกครั้ง
หลับอีกสักหน่อย... ประเดี๋ยวค่อยตื่นมาเก็บกวาด
[1] ลี่จือ (荔枝) หมายถึง ลิ้นจี่
[2] ชุนเทียน (春天) หมายถึง ฤดูใบไม้ผลิ
[3] 1 ผิง มีค่าเท่ากับ 3.3 เมตร
第二十章ท่านอากับความเปลี่ยนแปลงความจริงที่รับรู้... กลับไม่สร้างความตกใจให้แก่ผู้ฟังได้มากเท่าไรนักในบรรดาชายหนุ่มทั้งสามมีเพียงมู่หรงอู่ที่อ้าปากค้าง ส่วนหงหยางจูกลับยกมือเท้าคางพลางเลิกคิ้วไม่รู้สิ เขาแค่คิดว่า หากท่านอาเป็นเพียงเทพธิดาทั่วๆ ไปก็คงไม่คู่ควรให้เขาเคารพ ในทางกลับกัน การได้รู้ว่านางเป็น ‘ผู้รักษา’ ที่ว่า เขามองว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้วในใต้หล้านี้ หากมิใช่หลิวฟางซวงก็คงไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่มีสามารถทำให้พวกเขายอมเปิดใจได้ความคิดของปีศาจหนุ่มไม่ได้ถือว่าเกินจริงแม้แต่น้อย และพวกเขาทั้งสามก็รู้ดีอยู่แก่ใจ“ข้ามีคำถามเพียงข้อเดียว” อี้เฟิงหลงซึ่งมีสีหน้าราบเรียบที่สุดในกลุ่มพวกเขากล่าวทำลายความเงียบอันแสนสั้น “เมื่อสงครามครั้งนี้จบลง จะเกิดอะไรขึ้นกับท่านอาซวง”เหอเหยาจวงคาดไม่ถึงว่าคนหนุ่มจะเลือกถามคำถามนี้สิ่งที่ชายชราคาดเดาเอาไว้มีมากมายไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่หลิวฟางซวงกลายเป็นศิษย์ของเขาสาเหตุที่หลิวฟางซวงจำโทษให้อยู่บนโลกมนุษย์หรือแม้กระทั่งสาเหตุที่เผ่าสวรรค์ปิดเรื่องของหลิวฟางซวงไว้เป็นความลับซึ่งน้อยคนจะได้รู้“มีความเป็นไปได้สองทาง” เหอเหยาจวงตอบคำถาม “หนึ่
เด็กชายทั้งสามได้ยินเสียงฉีกขาดของอาภรณ์สีสวมใส่ ครั้นหันมามองหน้ากันอีกครั้งก็ถึงกับผงะ พวกเขากลับคืนสู่ร่างที่แท้จริง ร่างของผู้ใหญ่! มิใช่เพียงเท่านั้น... พลังของพวกเขายังเพิ่มพูนกลับมาเหมือนร่างเดิม ราวกับพวกเขาไม่ได้โดนคำสาปของจอมมารอย่างไรอย่างนั้นเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อยามนี้ไม่มีท่านอาซวงอยู่ใกล้ๆ พวกเขา หรือว่าในป้ายหยกนี้จะมีพลังเดียวกับหญิงสาว พลังวารีพิสุทธิ์ที่แสนหายาก?อี้เฟิงหลง หงหยางจูกับมู่หรงอู่ต่างคิดเห็นไปในทางเดียวกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามเมื่อเหอเหยาจวงผู้มีสีหน้าสงบเรียกผ้าคลุมขึ้นมาห่มร่างของพวกเขาแล้วเอ่ยปากอีกครั้ง “นานมาแล้ว ในช่วงเวลาที่สามพิภพและหกดินแดนเพิ่งถือกำเนิด ทั้งหมดต่างถูกขับเคลื่อนด้วยพลังสามอย่าง นั่นคือผู้สร้าง ผู้รักษาและผู้ทำลาย หลังจากที่ผู้สร้างได้สร้างพิภพทั้งสามเสร็จสิ้นดังที่หวังก็เข้าสู่การหลับใหล ปล่อยให้ผู้รักษาและผู้ทำลายคงสมดุลของพิภพทั้งสาม”ชายชราหยุดพักเพื่อผ่อนลมหายใจ แม้พยายามไม่แสดงออกทางน้ำเสียง ทว่าสีหน้าของเขากลับซีดเซียวลงเรื่อยๆ...เวลาของเขาเหลือน้อยลงทุกทีขอเวลาให้ข้าอีกสักหน่อยเถิด...ผู
สำนักไร้นามมิได้ยิ่งใหญ่โอ่อ่า มิได้หรูหรางดงาม หากกลับแฝงไปด้วยพลังสูงส่งน่าเลื่อมใสมู่หรงอู่กวาดสายตามองไปรอบๆ มิอาจปกปิดความรู้สึกตื่นเต้นในยามที่ตนเดินตามเด็กชายอีกสองคนไปยังห้องโถงกว้างที่คาดว่าใช้เป็นสถานที่รับแขก“เข้ามาเถิด”เสียงแหบเมตตาดังขึ้นทั้งที่พวกเขายังเดินไปไม่ถึง บานประตูที่ปิดสนิทคล้ายถูกมนตราเสกสรร มันเปิดออกกว้างต้อนรับแขกผู้มาเยือนก่อนจะปิดลงเมื่อคนทั้งสามเดินผ่านเข้าไปภายในห้องโถงที่ปิดกั้นด้วยผ้าม่านสีทึม แสงจากเทียนไขร้อยเล่มส่องสว่างดุจหิ่งห้อยอี้เฟิงหลงเหลือบสายตาเห็นเบาะรองนั่งสามที่ตรงข้ามกับโต๊ะเตี้ยซึ่งอยู่ตรงมุมห้อง ใกล้กับชั้นหนังสือ ร่างของชายชรายืนอยู่มิไกล เขาส่งยิ้มน้อยๆ พร้อมกับผายมือให้พวกเขาอย่างเชื้อเชิญนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้มีสายเลือดมังกรได้พบกับเหอเหยาจวงในสงครามครั้งก่อนเขาเคยได้ยินชื่อและเห็นฝีมือของศิษย์เอกคนแรกของเขาในสนามรบ ประกอบกับการปรากฏตัวของหลี่ลู่ที่มุทะลุดุดัน เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงมีกลิ่นอายน่าเกรงขามและภาคภูมิเหมือนกับบิดาของตนแต่ความจริงมันไม่ใช่เช่นนั้นเลย...ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขายามนี้ดูเป็นชายชราที่ใช้ชีวิตอย่างเร
“ข้าขอนอนสักงีบเถิด”เทพธิดาหลับตาพร้อมกับทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยสีหน้าที่สดใสมากกว่าเดิม ปล่อยให้มู่หรงอู่กะพริบตาแล้วยกมือขึ้นมาปิดแก้มที่ร้อนผ่าว“ท่านอาบอกว่าดีใจที่ได้พบพวกเรา” เด็กชายคลี่ยิ้มอย่างน่ารักและไร้เดียงสา “หากอาจูกับอาหลงมาได้ยินเข้าต้องดีใจมากแน่ๆ”“ได้ยินอะไร”“หือ!” มู่หรงอู่อุทานด้วยความตกใจ หันขวับไปมองที่มาของเสียงเมื่อครู่ห้องที่มืดสลัวมีแสงสาดผ่านช่องประตูที่เปิดออก ผู้ที่เดินเข้ามาคือหงหยางจูที่ยังคงมีสีหน้าหงุดหงิดเหมือนตอนที่ถูกเฉียนอวี่นำตัวไปเด็กชายร่างเล็กกระโดดลงจากเตียงพลางวิ่งมาหาเขาอย่างตื่นเต้น “อาจู เมื่อครู่นี้ท่านอาเขา...”คำพูดที่เหลือเงียบหายไปเมื่อผู้พูดสังเกตเห็นใครอีกคนหนึ่งทางด้านหลัง“อาหลง เจ้ามาแล้ว!”ผู้ที่ยืนถัดไปทางด้านหลังหงหยางจูคืออี้เฟิงหลง นัยน์ตาสีมรกตมองผ่านร่างของมู่หรงอู่เข้าไปด้านในห้องอย่างสำรวจ ยามเห็นหญิงสาวกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง สีหน้าที่เรียบเฉยตั้งแต่เมื่อครู่ก็เกิดรอยย่นอันเกิดจากการขมวดคิ้ว“นางยังไม่หายดีหรือ”“ท่านอาซวงแค่ขอนอนพักสักครู่” มู่หรงอู่อธิบาย“แล้วเจ้าก็อยู่กับนางในห้องมืดตามลำพัง”มู่หรงอู่เอียงคอคล้าย
“คงต้องรอให้ ‘ท่านผู้นั้น’ มาหาข้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” หลิวฟางซวงยื่นมือออกไปสัมผัสปลายกิ่งหลิวที่โน้มตัวลงมา กลีบใบสีเขียวขจีเกลี่ยผ่านผิวขาวผ่องอย่างนุ่มนวลชวนผ่อนคลายยิ่ง “อีกอย่าง พวกเขาก็ยังไม่สร้างปัญหาให้ข้าเท่าไรนัก”กิเลนหนุ่มคิดตามคำพูดของนาง เดิมทีอยากโต้เถียง แต่ครั้นเห็นแผ่นหลังบอบ
“ฮึ!” คู่สนทนาพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขากำลังไม่พอใจแต่ไม่พอใจแล้วทำอย่างไรได้ วันนี้เขาไม่มีอารมณ์จะสู้สักเท่าไร ก่อนหน้านี้ที่ร่างกายของเขาเปลี่ยนเป็นร่างชายหนุ่มขึ้นมาอย่างฉับพลันยังสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้แก่ร่างกายไม่หาย“เจ้ามังกร อย่าลืมนะว่าเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน
ยามค่ำคืนจันทราส่องสว่าง แสงเหลืองนวลอาบไล้บึงใหญ่ให้เปล่งประกายวิบวับ อากาศริมน้ำเย็นยะเยือกชวนให้ไหล่บางๆ ของหงหยางจูสั่นสะท้าน ในที่สุดเขาก็ยกมือกอดอกพร้อมกับจามออกมาหนึ่งทีจ๋อม!...ร่างในชุดสีฟ้าน้ำทะเลแตะเท้าลงไปในน้ำ เด็กน้อยทั้งสามพากันตาเหลือกโตด้วยความตกใจเพราะเกรงว่านางจะจมลงไป ทว่ามันกล
ไม่น่าเลย...ร่างเล็กในชุดสีดำนอนตะแคงคิดพลางถอนหายใจเสียงดัง อากาศคืนนี้เดิมทีค่อนข้างหนาว ทว่าเมื่อมีร่างสี่ร่างนอนเบียดเสียดกันอยู่บนเตียงใหญ่ กลับทำให้มันอบอุ่นขึ้นทันตาเห็นอบอุ่นมาก... อบอุ่นจนเหงื่อแตก“นี่เจ้า... เขยิบออกไปหน่อยสิ ข้าอึดอัด”“กะ...ก็เจ้าชอบบ่นว่าขี้หนาวนักมิใช่รึ”หงหยางจูก











