Share

บทที่ 2.2

last update publish date: 2026-03-19 19:12:00

---ครอบครัวของเรามีกันสามตัว หมีตัวใหญ่คือชิงเจี้ยน หมีอีกตัวคือไห่ถาง ส่วนตัวเล็กคือเสี่ยวหนิง เรามีกันเพียงสามตัวในป่าใหญ่ ทุกวันออกหาของกินอิ่มหนำ ชีวิตเรียบง่ายสงบสุขผ่านไปวันแล้ววันเล่า เราไม่ต้องการสิ่งใด ขอเพียงครอบครัวเรามีสามตัวพร้อมหน้าเช่นทุกๆ วัน---

ขณะที่มองเฟิ่งหนิงเดินไปนั่ง ต้าหู่ก็เดินเข้ามาถึงตัวเซี่ยไห่ถาง นางหลบกรงเล็บที่กำลังตะปบลงมาของชายร่างใหญ่ การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนคนตรงหน้าไม่คาดคิด หญิงสาวหมุนตัวฟาดสันมือเข้าลำคอของอีกฝ่าย

“อึก!” เสียงเบาๆ ดังขึ้นจากลำคอต้าหู่ แต่เขายังไม่ทันขยับเงาร่างปราดเปรียวก็เหยียบเท้าลงบนเข่าเขา หยัดตัวขึ้นฟาดศอกลงไปยังกลางกระหม่อมอย่างแรง

เสียงตุบดังขึ้นตอนที่เฟิ่งหนิงสะดุ้ง แท้ที่จริงก็คือร่างใหญ่ของต้าหู่ล้มลงบนพื้น

คนของหั่วเหิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธกรุ่น สหายถูกเล่นงานตรงหน้าถึงสองคน พวกเขาทุกคนหยิบอาวุธกรูกันเข้ามาหมายโจมตีหญิงสาว นางเลิกแขนเสื้อขึ้นจากนั้นยิงหน้าไม้ออกไปเป็นแนววงกลม

เสียงสวบๆ ดังขึ้นติดๆ กัน ยังไม่ทันได้เข้าใจอะไรดีร่างของบุรุษล่ำสันกลับล้มลงคนแล้วคนเล่า กลางหน้าผากมีรอยเลือดทั้งยังมีอาวุธสังหารเสียบคาอยู่ ดวงตาเบิกโพลงราวกับไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกจู่โจมตั้งแต่เมื่อไร...

หั่วเหิงเบิกตามองคนของตนล้มลงจนสิ้น ในใจเกิดความหวาดกลัวจึงหมุนตัวหมายหลบหนี ที่ไหนได้เพิ่งหมุนตัวข้อเท้ากลับเจ็บแปลบจนล้มลงไปกองกับพื้น มองดูข้อเท้าด้านหลังที่ถูกมีดสั้นกรีดเขามองไปยังผู้ลงมือ

เป็นบุรุษใบหน้าดุดันผู้หนึ่ง...

ลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้นับเป็นยอดฝีมือ เหตุใดเขาไม่รู้ว่าในกลุ่มชาวบ้านกลับมียอดฝีมือซุ่มซ่อนอยู่ น่าตายนัก!!!!

เซี่ยไห่ถางลดหน้าไม้ที่อยู่ข้อมือลง นางจ้องเขม็งไปยังบุรุษที่ลงมือกับหั่วเหิง

“แม่นาง มีชาวบ้านหลายคนถูกจับตัวไปก่อนหน้านี้ หากท่านสังหารเขา เราก็จะไม่มีทางรู้ว่าพวกมันจับคนไปไว้ที่ใด” เป็นไป๋จื่อที่รีบตอบทันทีหลังถูกหญิงสาวจับจ้อง ในใจของเขาเลื่อมใสในฝีมือของหญิงสาวยิ่งนัก

ชั่วพริบตากลับสังหารคนยี่สิบกว่าคนลงได้ ทั้งที่ตัวนางเองก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ทั้งเก่งกาจและ...โหดเหี้ยมอำมหิตโดยแท้

เซี่ยไห่ถางสบตาคมกล้าคู่หนึ่ง บุรุษที่นั่งอยู่เบื้องหลังไป๋จื่อ นางหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยก่อนเลื่อนแขนเสื้อปิดหน้าไม้ของตน

“ความสงสัยฆ่าคนตายได้ จำเอาไว้ใช้ก็ดี” นางกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นึกไม่ถึงว่าหลังสังหารคนนางยังกล้าเดินไปเก็บอาวุธลับกลับมา กระทั่งนับจนมั่นใจว่าเก็บกลับมาจนครบ!!!

เมื่อมั่นใจว่าไม่มีหลักฐานใดตกหล่นหญิงสาวจึงหมุนตัวเดินไปหาเฟิ่งหนิง สะกิดไหล่เด็กสาวให้ลุกขึ้น

เฟิ่งหนิงหันไปมองชาวบ้านหลายคน เสียงร้องไห้ดังขึ้นระงมทั้งจากความเสียใจและความหวาดหวั่น เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยียบและกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มคละคลุ้ง นางมองเซี่ยไห่ถางจากนั้นสอดสองแขนกอดเอวอีกฝ่ายเอาไว้เงียบๆ

ความมืดทำให้ไม่อาจออกเดินทางได้ในทันที อีกทั้งในหมู่บ้านนี้น่าจะยังปลอดภัยชั่วคราว เพราะกลุ่มคนที่เข้ามากวาดต้อนล้วนไม่มีใครรอดออกไปส่งข่าว แต่หากให้ดีรุ่งเช้าทุกคนจะต้องแยกย้ายกันหลบหนีไปจากที่นี่ หาไม่หากมีคนของหั่วเหิงมาที่นี่ ผลที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่ทุกคนคาด

ชาวบ้านกว่าสามสิบคนช่วยกันนำศพมากองรวมกัน พวกเขาไม่รู้ว่าสมควรทำเช่นไรกับศพพวกนี้ หากเผาก็อาจล่อกลุ่มโจรที่เหลือให้เข้ามา หากจะฝังก็ต้องใช้เวลาขุดหลุมขนาดใหญ่

“พวกท่านไม่มีทางเลือกนอกจากขุดหลุมฝัง แบ่งคนออกเป็นสองส่วนเถิด ส่วนหนึ่งเก็บข้าวของเตรียมตัวออกเดินทาง อีกส่วนช่วยกันลำเลียงและขุดหลุมฝังคนเหล่านี้” เสี่ยวเฮยกล่าวจากนั้นสบตาผู้เป็นนาย

เฟิ่งอวิ๋นฉียังคงมองตรงไปยังหญิงสาวชุดสีน้ำเงินที่กำลังห่อตัวเด็กน้อยกับเสื้อคลุมกันลม มองจากห่อสัมภาระที่วางอยู่ข้างๆ นัยว่าทั้งสองคงกำลังเดินทางไปที่ใดสักแห่ง

“เสี่ยวเจิ้งจื่อ”

“ขอรับนายท่าน”

“เสบียงยังเหลือเยอะหรือไม่”

“ขอรับ” เสี่ยวเจิ้งจื่อส่งห่อเสบียงให้ผู้เป็นนาย มองเขาแบ่งแผ่นแป้งย่างไฟออกมาสองแผ่นจากนั้นเดินตรงไปยังสตรีชุดสีน้ำเงิน

“แม่นาง หากไม่รังเกียจข้าพอมีเสบียง แบ่งให้เจ้ากับ...น้องชาย” เฟิ่งอวิ๋นฉีส่งแผ่นแป้งให้ทั้งสอง

เซี่ยไห่ถางปรายตามองเขาจากนั้นล้วงมือเข้าไปในห่อผ้า นางคว้าเนื้อแห้งออกมาห่อหนึ่ง ส่งให้เขาจากนั้นรับแผ่นแป้งมาส่งให้เฟิ่งหนิง

“ข้ากับท่านไม่มีสิ่งใดติดค้างกัน” นางกล่าวจากนั้นมองเฟิ่งหนิงที่รีบกัดแผ่นแป้ง หลายวันมานี้กินแต่เนื้อแห้งเฟิ่งหนิงเองก็เริ่มกินไม่ลง ดังนั้นมีแผ่นแป้งย่างมาให้กินแม้เหนียวไปบ้างแต่ก็น้อยกว่าเนื้อตากแห้งแน่นอน

“พวกเจ้ากำลังเดินทางไปที่ใดหรือ ชายแดนสองแคว้นเริ่มวุ่นวายดูเหมือนอาจเกิดสงคราม”

“เดินทางไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย” นางตอบส่งๆ จากนั้นเงียบไป ถึงอย่างนั้นไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเซ้าซี้ไม่เลิก เขานั่งเยื้องไปด้านหน้าเล็กน้อยจากนั้นเริ่มสนทนาต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.4

    ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.3

    “นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.2

    เรื่องที่องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงกลับวังหลวง ถือได้ว่าเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากแล้ว ถึงอย่างนั้นเรื่องที่บุตรสาวปราชญ์หญิงเซี่ยปรากฏตัว ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความคิดของผู้ใดมาก่อนทุกอย่างเป็นไปตามที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าว ขอเพียงหญิงสาวแสดงท่าทีสุขุมห่างเหิน วางตัวให้เย่อหยิ่งสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัล ขันที รวมไปถึงเหล่าราชองครักษ์ในวังหลวง ทุกคนล้วนแสดงท่าทีกริ่งเกรงทั้งสิ้นได้ยินเฟิ่งหนิงกล่าวว่าปราชญ์หญิงเซี่ยทั้งเคร่งครัดและจริงจังในกฎธรรมเนียม ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบจารีตอันดีงาม ตลอดชีวิตสร้างเพียงคุณงามความดีมีชื่อเสียงอันน่าเลื่อมใส แต่เพราะอาการป่วยนางจึงปลีกตัวไปจากเมืองหลวง กระทั่งมีข่าวว่าคลอดบุตรสาวคนหนึ่งเงียบๆ ก่อนสิ้นใจ“ทูลองค์หญิง อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงต้อนรับที่ทรงกลับมา ดังนั้นฮองเฮาจึงส่งนางกำนัลและขันทีเข้ามาดูแลเรื่องต่างๆ ให้ ขอทรงมีรับสั่ง...” กล่าวจบขันทีที่รายงานก็กระอักกระอ่วน เนื่องจากลืมไปว่าเฟิ่งจวินหนิงไม่อาจส่งเสียงพูด“สมควรทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เสียงเย็นเยียบของเซี่ยไห่ถางทำให้ขันทีผู้นั้นสะดุ้ง เขาค้อมกายลงต่ำรับคำจากนั้นรีบล่าถอ

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 4.1

    ไม่ใช่แค่เฟิ่งอวิ๋นฉีที่มองเซี่ยไห่ถางในชุดอิสตรีทางการเก้าชั้นด้วยสายตาประหลาดใจ หญิงสาวเองก็มองเขาในชุดขุนนางประดับหมวกยศด้วยสายตาไม่ต่างกัน ในยามที่เขาอยู่ข้างนอกเขาคล้ายคุณชายบัณฑิตที่ดูไร้พิษสง แต่เมื่อสวมชุดขุนนางเขากลับดูน่าเกรงขามกว่าที่คิดเฟิ่งอวิ๋นฉีมองชุดสีม่วงเข้มปักลายพร้อมผมยาวสลวยที่เกล้ายึดด้วยปิ่นหยก ฮูหยินอัครเสนาบดีช่างเป็นคนที่มีสายตาแหลมคม ในระยะเวลาอันสั้นกลับสามารถหาชุดและเครื่องประดับที่เหมาะสมกับหญิงสาวมาได้ช่าง...น่านับถือยิ่งนักเมื่อสวมชุดบุรุษนางดูสง่าผ่าเผยและองอาจเยี่ยงชาวยุทธ์ แต่เมื่อสวมชุดของอิสตรีแม้ยังคงมีท่าทีไม่คุ้นชิน แต่นางกลับยังคงน่ามองทั้งยังไม่เหลือคราบจอมยุทธ์หญิงซึ่งสามารถสังหารคนโดยที่ตาไม่กะพริบ“สองมือสอดประสานปล่อยแขนเสื้อทิ้งตัวลงตรงหน้าขา ยืดหลังตรง เดินให้ช้าลง หรุบดวงตาลงต่ำเล็กน้อย ไม่ต้องมอง ไม่ต้องสนใจผู้ใด ปราชญ์เซี่ยเป็นคนเย่อหยิ่งไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง เจ้าทำเช่นนางได้ย่อมกีดกันพวกที่ชอบสร้างปัญหาออกไปให้ห่าง พวกเขาไม่มีทางกล้าล่วงเกินเจ้าหากรู้ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนาง”เซี่ยไห่ถางทำตามสิ่งที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกระซิบบอก จากนั้น

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 3.4

    “ในเมื่อคนก็ได้พบแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเห็นจะดี กลางยามเฉิน[1]ข้าจะนำรถม้ามารับองค์หญิงเข้าวังหลวง” เฟิ่งอวิ๋นฉีลุกขึ้น เขาหรุบดวงตาลงซุกซ่อนประกายเจ้าเล่ห์ไม่ให้เผยออกมา“ช้าก่อน” เซี่ยไห่ถางขมวดคิ้วก่อนเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้ “ท่านอ๋อง ไม่ทราบหากข้าขอรบกวนเวลาสักครู่จะทรงสะดวกหรือไม่”ไม่มีใครเห็นว่ามุมปากของอ๋องหนุ่มมีรอยยิ้มผุดขึ้น เขาหมุนตัวกลับมามองนาง “แม่นางเชิญกล่าว”หญิงสาวมองทุกคนด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ นางก้มลงมองเฟิ่งหนิงจงใจพูดกับอีกฝ่ายโดยไม่ใช้ภาษามือ “กลับเรือนไปก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องหารือกับท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงมองคนทั้งสองสลับกัน ---ข้าอยู่ไม่ได้หรือ---“ข้าสัญญาจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง”เฟิ่งหนิงพยักหน้าจากนั้นเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง หวังเซียวเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจจึงขอตัวออกไปด้านนอก คนของเฟิ่งอวิ๋นฉีเองก็ถอยออกไปห่างจากประตู“แม่นางเซี่ยมีเรื่องใดหรือ”“เดาว่าทรงตระหนักดีถึงความนัยที่ชิงเจี้ยนเขียนในจดหมาย”“ก็ไม่นับว่าคาดเดายาก การลอบปลงพระชนม์พระสนมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คดีกลับปิดลงอย่างมีเงื่อนงำ ฮ่องเต้แม้ทรงอยากสืบสาวแต่เพราะขาดทั้งพยานและหลักฐานให้เกี่ยวโยงไปหาคนที่อย

  • หนานฉีหวางเฟย   บทที่ 3.3

    “ไม่ปิดบังท่าน ข้ามาเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษา” ด้วยตลอดมาเขาเองก็ตระหนักดีว่าหวังเซียวเป็นขุนนางตงฉิน อีกทั้งองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงที่หลบเร้นไปหลายปี กลับเลือกที่จะมาหาหวังเซียว ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่อยากอ้อมค้อม เขาส่งจดหมายให้อีกฝ่ายทันทีหวังเซียวอ้าปากค้างทันทีที่เปิดจดหมาย “นะ...นี่เป็นลายมือของชิงเจี้ยน ใช่แน่ๆ ข้าจำไม่ผิด ไม่มีทางจำผิด”“ชิงเจี้ยน?” เฟิ่งอวิ๋นฉีขมวดคิ้วหวังเซียวยิ้มก่อนถอนหายใจออกมา “เรื่องนี้หากจะเท้าความก็ยาวเล็กน้อย ท่านอ๋องอยู่ชายแดนเหนือตลอดดังนั้นอาจไม่เคยได้ยิน เดิมทีนั้นปราชญ์หญิงแคว้นต้าเยวี่ยไม่ได้มีอวี๋กุ้ยเฟยเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว แท้ที่จริงพวกนางยังมีพี่ชายอีกคน คนผู้นี้ก็คือกระบี่เดียวดายชิงเจี้ยน น่าเสียดายที่เขาสิ้นใจไปเมื่อไม่นานมานี้ ยังดีที่หลังเขาสิ้นใจแม่นางเซี่ย บุตรสาวคนเดียวของปราชญ์หญิงก็พาองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเดินทางกลับเมืองหลวง”“ช้าก่อน” เฟิ่งอวิ๋นฉีเลิกคิ้วก่อนหันไปสบตาคนสนิทของตนทั้งสองที่ต่างก็มีท่าทีประหลาดใจ อ๋องหนุ่มจ้องหวังเซียวเขม็ง “ท่านบอกว่าหลังชิงเจี้ยนสิ้นใจ หนึ่งสตรี หนึ่งเด็กสาว เดินทางจากตะวันออกมายังเมืองหลวง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status