LOGINสายข่าวของเฟิ่งอวิ๋นฉีรายงานมาว่าพบการเคลื่อนพลที่น่าสงสัยในแนวเขตชายแดน เขาจำต้องแบ่งคนของตนส่วนหนึ่งออกแกะรอยหญิงสาวชุดขาวผู้นั้น ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนคุ้มกัน หากแต่พวกเขากลับไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นนาย
มาถึงตอนนี้ข้างกายอ๋องหนุ่มกลับหลงเหลือคนติดตามคุ้มกันเพียงสามคน ดังนั้นตอนที่พบเข้ากับกองกำลังที่กำลังปล้นชิงกวาดต้อนชาวบ้านตามแนวชายแดน พวกเขาจึงได้แต่ยอมถูกกวาดต้อนเข้าไปในป่า ในใจเฟิ่งอวิ๋นฉีหวังว่าคนเหล่านี้อาจพาไปยังแหล่งกบดาน
มองดูเชลยที่ถูกกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าโจรป่า แต่อาวุธในมือกลับมองออกว่าเป็นทหารปลอมตัวมา เขามั่นใจแล้วว่าสายของตนรายงานถูกต้อง ตงโจวกำลังคิดก่อสงครามขึ้นจริงๆ
เพียงแต่...ยังไม่ทันได้ถูกกวาดต้อนออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆ บุรุษร่างใหญ่กลับถูกโยนเข้ามาตรงหน้าหัวหน้ากองโจร
ท่ามกลางแสงยามเย็นเพราะพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า หนุ่มน้อยหน้าแฉล้มในชุดรัดกุมสีน้ำเงินก็เดินเข้ามา คิ้วเข้มของเฟิ่งอวิ๋นฉีเลิกขึ้นสูง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้น
“ตามหาตัวแทบพลิกแผ่นดิน ที่ไหนได้นางกลับเดินเข้ามาหาข้าเองเสียได้” เขาพึมพำเสียงเบากับคนของตน
หั่วเหิงมองคนของตนที่แน่นิ่งบนพื้น สั่วอิงนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่ติดตามเขามานาน ไม่เพียงเป็นนักรบผู้มีพละกำลังมหาศาล แต่ยังเป็นยอดฝีมือที่หาตัวได้ยากผู้หนึ่ง บัดนี้ถูกจับโยนเข้ามาโดยบุรุษรูปร่างอ้อนแอ้นราวกับอิสตรี...
หั่วเหิงหรี่ดวงตามองพิจารณาเด็กหนุ่มใบหน้านวลเนียนซึ่งกำลังเดินเข้ามา ในที่สุดเขาก็มองออกว่านางเป็นสตรีที่เพียงแต่งกายเช่นบุรุษ
“จอมยุทธ์หญิงท่านนี้ ไม่ทราบรู้กฎระหว่างราชสำนักสี่แคว้นและยุทธภพหรือไม่ เรื่องในยุทธภพสี่แคว้นล้วนไม่สอดมือ เรื่องของราชสำนักทั้งสี่แคว้นชาวยุทธ์เองก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยว”
“อ้อ” นางมองเขาด้วยดวงตาเรียบเฉย “บังเอิญข้าไม่ใช่คนของทั้งสองฝ่าย ข้าเพียงผ่านทางมาเท่านั้น อีกอย่าง...” นางกวาดสายตาไปรอบๆ จากนั้นหยุดสายตาที่หั่วเหิง “ที่เจ้าบอกว่าทั้งสองฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยวเพราะเป็นกฎ เช่นนั้นเจ้าเล่าเป็นคนของฝ่ายใด”
เงียบกริบ...
หญิงสาวยิ้มเย็นชา “กล้าอ้างกฎแต่ไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นฝ่ายใด?”
หั่วเหิงกัดฟันกรอดมองตามสายตาของหญิงสาวที่พุ่งเป้าไปยังร่างเล็กมอมแมม เด็กชายผอมบางที่นั่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อน
หญิงสาวกล่าวขึ้น “เสี่ยวหนิง เราไปกันเถิด”
เซี่ยไห่ถางพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับสบตากับเฟิ่งหนิง นางย้ำนักหนาว่าให้เฟิ่งหนิงรออยู่ที่เดิม หลังจากได้ยินเสียงกรีดร้องเนื่องจากการปล้นฆ่า ที่ไหนได้เฟิ่งหนิงกลับวิ่งออกมาจนถูกกวาดต้อนมากับชาวบ้านกลุ่มนี้
หลายคนแปลกใจกับท่าทีของหญิงสาว ผิดกับหั่วเหิงและคนของเขาที่แม้ประหลาดใจแต่ก็หัวเราะออกมาเนื่องจากพวกเขามีถึงยี่สิบห้าคน อีกทั้งทุกคนยังเป็นนายทหารที่ทั้งกำยำและผ่านการต่อสู้มากมายนับไม่ถ้วน
“เจ้า...มาเพื่อช่วยเด็กคนนี้”
“ใช่” เซี่ยไห่ถางตอบเสียงเรียบ
หั่วเหิงส่งสายตาให้ต้าหู่ อีกฝ่ายคว้าคอเสื้อของเฟิ่งหนิง ยกร่างเล็กขึ้นก่อนเหวี่ยงเด็กสาวลงมาอย่างแรง “เอาไปสิ” ยิ่งเห็นเฟิ่งหนิงใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บ พวกมันก็ยิ่งหัวเราะกันเสียงดัง
เซี่ยไห่ถางเดินเข้าไปนั่งลงตรงหน้าเฟิ่งหนิง นางตรวจดูเด็กสาวอย่างละเอียดเมื่อเห็นแผลเล็กน้อยก็โล่งอก ---ไม่เจ็บใช่หรือไม่---
เฟิ่งหนิงส่ายหน้า ---ช่วยพวกเขาได้หรือไม่ ชาวบ้านพวกนี้ล้วนถูกกวาดต้อนเป็นเชลย มีทั้งพวกเด็กๆ สตรี ไม่นานคงถูกสังหารแน่ พวกเขาเป็นบิดา พี่ น้อง และสามีของใครสักคน พวกเขา...ล้วนมีครอบครัว---
เซี่ยไห่ถางสบตาวิงวอนของเฟิ่งหนิง ---ข้าช่วยก็ได้ แต่เราต้องแยกตัวทันทีเพื่อข้ามไปยังต้าเยวี่ย---
ทั้งสองสนทนาด้วยภาษามือจึงมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดเข้าใจ เนื่องจากภาษามือนี้เป็นหญิงสาวสอนให้เฟิ่งหนิง ด้านหลังเสียงหัวเราะยังคงดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา
เซี่ยไห่ถางไม่ได้หันไปมองด้านหลัง นางกวาดสายตาไปโดยรอบก่อนชี้มือไปยังจุดหนึ่ง ---จำเพลงครอบครัวหมีที่ข้าเคยสอนเจ้าได้หรือไม่ เจ้าไปนั่งหันหลังตรงนั้น ปิดหู หลับตา ร้องเพลงนั้นในใจสักสามรอบ รอข้า---
เฟิ่งหนิงทำตามที่หญิงสาวบอกทันที ยังไม่ทันได้ถึงจุดที่อีกฝ่ายบอกเสียงตุบคราหนึ่งก็ดังขึ้น เด็กสาวสะดุ้งแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง เพียงเดินไปนั่งลง หลับตา สองมือปิดหู จากนั้นนึกเนื้อร้องในใจ
เซี่ยไห่ถางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันใด“เจ้า...แต่งให้อวิ๋นฉี เป็นหนานฉีหวางเฟย เดินทางไปยังชายแดนเหนือพร้อมเขาและจวินหนิง”!!!เซี่ยไห่ถางรู้สึกโกรธจนหน้ามืด ในที่สุดเรื่องที่เฟิ่งหนิงเคยเตือนนางก็เกิดขึ้นแล้ว มีคนต้องการใช้เฟิ่งหนิงข่มขู่บังคับนางจริงๆ และคนผู้นั้นยังเป็นบิดาของเด็กสาวอีกด้วย!!“ทรงรู้หรือไม่เพคะ” เซี่ยไห่ถางไม่ปิดบังความโกรธ “หม่อมฉันสามารถพานางหลบเร้นจนสุดหล้า หากหม่อมฉันทำเช่นนั้น ชาตินี้ทั้งชาติพระองค์จะไม่มีวันได้พบนางอีก”ฮ่องเต้สรวลออกมาเบาๆ “รู้สิ หนานฉีหวางย้ำนักหนาว่าคนเช่นเจ้าไม่อาจบีบบังคับหากเจ้าไม่เต็มใจ เพียงแต่...หากแลกกับอิสระของจวินหนิงเล่า”“ทรงหมายความว่าอย่างไร”“เทียบกับการที่เจ้าต้องพานางหลบๆ ซ่อนๆ หากเจ้ายินยอม...ทั้งเจ้าและจวินหนิงจะกลายเป็นคนของจวนหนานฉีหวาง จวินหนิงจะมีอิสระในการตัดสินใจทุกเรื่องในอนาคต แม้แต่เรื่อง...ราชบุตรเขย”เซี่ยไห่ถางยังคงมองพิจารณาบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจัง “แม้แต่เรื่องที่ว่านางอยากจะกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งหรือไม่?”เห็นอีกฝ่ายชะงักและครุ่นคิดอย่างหนัก หญิงสาวมั่นใจแล้วว่าฮ่องเต้ผู้นี้รักและปรารถนาดีต่อเฟิ่งหนิง
เรื่องที่เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าวหาได้เป็นเรื่องเท็จ เฟิ่งหนิงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเซี่ยไห่ถางแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่นางกับเฟิ่งอวิ๋นฉีกำลังสนทนากันนั้น ฮ่องเต้ก็กำลังสนทนาอยู่กับเซี่ยไห่ถางในอุทยานหญิงสาวไม่คาดว่าการมาตำหนักเฟิ่งหวงครานี้ กลับมีเรื่องบังเอิญเช่นว่า...ฮ่องเต้เองก็เสด็จมาถึงเวลาไล่เลี่ยกับนาง นึกถึงสีหน้าเขียวคล้ำที่พยายามข่มกลั้นของฮองเฮา ขณะฮ่องเต้เสด็จมาผิดเวลา กระทั่งให้นางออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเขาขากลับ หญิงสาวได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นและทูลลาด้วยใบหน้าเรียบเฉย“มาถึงเมืองหลวงหลายวันคุ้นชินบ้างแล้วหรือยัง”“เพคะ”“ได้ยินมาว่าเจ้ากับหนานฉีหวางเคยบังเอิญพบกันก่อนหน้านี้ที่ชายแดนตะวันออก”“เพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันกำลังจะพาองค์หญิงจวินหนิงข้ามชายแดนมาต้าเยวี่ย”“แม่นางเซี่ย ก่อนสิ้นใจจอมยุทธ์ชิงเจี้ยนสั่งเสียสิ่งใดไว้หรือไม่ เรื่องเกี่ยวกับ...จวินหนิง”เซี่ยไห่ถางชะงักและหยุดเดิน ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ให้ผู้ติดตามทั้งหมดล่าถอยออกไป หญิงสาวมองบุรุษผู้เป็นถึงผู้ครองแคว้น “เขากล่าวว่าให้พาองค์หญิงกลับเมืองหลวง หากเป็นไปได้ก็ให้นางอยู่ข้างกายหนานฉีหวางเพคะ”เสียงถอนหายใจดังขึ้นราวกลั
---แม้มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ซุบซิบก็คือคนในวังหลวง หากทันทีที่เกิดเรื่องนางก็หาเรื่องข้า เจ้าไม่คิดหรอกหรือว่าฐานะฮองเฮาของนางจะกลายเป็นตัวตลกทันที---เฟิ่งหนิงมีสีหน้าลังเลไม่เห็นด้วย แต่มาคิดดูอีกทีนางก็เห็นว่าเป็นไปได้ ดังนั้นจนถึงที่สุดก็ไม่ได้ดึงดันตามไป ได้แต่มองส่งเซี่ยไห่ถางเดินออกไปจากตำหนักพร้อมกับนางกำนัลและขันทีถึงอย่างนั้น...อยู่ๆ เด็กสาวกลับขมวดคิ้วและเดินออกไปจากตำหนัก ด้านหลังมีนางกำนัลและขันทีรีบตามไปแม้ถามแต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าผู้เป็นนายจะไปที่ใดกระทั่ง...“ถวายพระพรองค์หญิง มาเข้าเฝ้าท่านอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋จื่อมองนางกำนัลและขันทีที่วิ่งตามมาอย่างแตกตื่นเฟิ่งหนิงใช้ภาษามือสนทนากับไป๋จื่อ แต่ชายหนุ่มกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อย “กระหม่อม...จะให้คนไปรายงานท่านอ๋อง อีกทั้ง...” เขามองเด็กสาวด้วยท่าทางลังเล “จะให้คนจัดเตรียมกระดาษ พู่กัน?”เฟิ่งหนิงยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้าแรงๆภายในห้องโถงตำหนักหล่วนเฟิ่งหลังจากนางกำนัลและขันทีถูกไล่ออกไป เฟิ่งหนิงก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าเฟิ่งอวิ๋นฉีนิ่ง อ๋องหนุ่มปล่อยให้เด็กสาวมองจนพอใจ จากนั้นก็รินชาส่งให้“มาหาข้าคงมีเร
“เจ้าเลือกข้างแล้ว?”“ข้าเลือกได้ด้วยหรือ ถึงที่สุดหากนางไม่หาทางทำร้ายเฟิ่งหนิงก็แล้วไป แต่หากนางทำข้าย่อมอยู่คนละฝั่งกับนางอยู่แล้ว...”เงาร่างของคนหลายคนกำลังเดินตรงมา เซี่ยไห่ถางมองซ้ายขวาจากนั้นคว้าเอวสอบของชายหนุ่ม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเก๋งริมทะเลสาบ จากนั้นดีดปลายเท้าขึ้นไปยังต้นหูกวาง ไม่นานนางก็พาเฟิ่งอวิ๋นฉีเหินกายขึ้นไปหลบบนหลังคาเก๋งหลังน้อยเสียงสนทนาแผ่วเบาดังเข้ามาเป็นระยะ แผนการวางยาลอบส่งตัวเฟิ่งอวิ๋นฉีให้ซวี่อิงอิงผู้เป็นน้องสาวของฮองเฮา นับว่าวางแผนมาได้ดีมาก หากไม่ใช่เพราะเซี่ยไห่ถางอยู่ผิดที่ผิดเวลา เกรงว่าอิทธิพลของตระกูลซวี่คงมีมากกว่าฮ่องเต้เสียอีกขณะนั่งอยู่บนหลังคาเก๋งมือของหญิงสาวแตะลงไปยังข้อมือของชายหนุ่ม เขาดูไร้เรี่ยวแรงและอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่อาการเหล่านี้นางให้สงสัยว่ามันไม่ใช่เพียงเพราะถูกวางยาเท่านั้นคิ้วเรียวขมวดมุ่นสบตากับเขาในความเลือนราง ทั้งสองไม่อาจพูดคุยส่งเสียง เนื่องจากเบื้องล่างยังคงมีขันที นางกำนัลหลายคนกำลังค้นหาอ๋องหนุ่มครู่ใหญ่กลุ่มคนเหล่านั้นแยกกันไปหาด้านอื่น เซี่ยไห่ถางกระชับแขนที่โอบเอวสอบ “เราสมควรไปจากที่นี่” นาง
ในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความครื้นเครง เซี่ยไห่ถางกลับมองไม่ออกว่างานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฟิ่งหนิงจริงๆ หรือเป็นเพียงงานเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายสามารถอวดอ้างความร่ำรวย มั่งคั่ง กระทั่งสามารถเปิดโอกาสให้บุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ สามารถเข้ามาพบปะกับบุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ จากนั้นก็ยกยอกันไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่พระพักตร์เรียบเฉย ฮองเฮาที่วางท่าสูงส่งสง่างาม ส่วนเฟิ่งหนิงผู้เป็นเจ้าของงานกลับเพียงนั่งเงียบ แม้นานๆ ครั้งจะมีของกินน่าสนใจเด็กสาวก็จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่สตรีจวนต่างๆ ล้วนผลัดกันส่งสายตาหวานซึ้งไปให้หนานฉีหวาง ซึ่งบัดนี้เอาแต่สนใจสุราและอาหารเลิศรสตรงหน้า แม้แต่คนงามที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทีอ่อนช้อย เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล---เฮ้อ น่าเบื่อยิ่ง--- หญิงสาวลอบใช้ภาษามือกับเฟิ่งหนิง ---ข้าอยากไปสูดอากาศด้านนอก เจ้าจะไปด้วยหรือไม่ หากไปอีกครู่หนึ่งตามออกมานะ ใช้ข้ออ้างว่าจะไปสุขาก็แล้วกัน---เฟิ่งหนิงพยักหน้าช้าๆ จากนั้นมองตามเซี่ยไห่ถางที่เดินออกมาจากโถงจัดงานเลี้ยง ไม่นานหญิงสาวทั้งสองก็มาพบกันที่ทางเดิน
“นั่นสิลำบากแย่เลย แต่ข้าว่าก็ดีนะ ใช่หรือไม่จวินหนิง วันๆ ไม่ต้องพูดกับผู้ใด ไม่มีใครคอยกวนใจด้วย อยู่เงียบๆ ก็ออกจะสงบ แต่อาจลำบากหากวันใดแต่งงานถึงอย่างนั้นข้าก็ว่าผู้ที่แต่งงานกับเจ้าต้องเข้าใจแน่ๆ ดีไม่ดีหากแต่งให้บุรุษที่ยอมพูดมากๆ หน่อย ชีวิตบั้นปลายอาจไม่เงียบเหงา”“ทำไมเล่าเพคะองค์หญิง”“ก็เขาพูดแทนหมดแล้วอย่างไรเล่า” กล่าวจบทั้งสองก็หัวเราะออกมาราวกับพานพบเรื่องตลกขบขันเฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงมองเฟิ่งจิ้งและซวี่อิงอิงต่างเล่นละครรับกันไปมาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่การย้ำเรื่องเดิมๆ ไปมา ทั้งที่เรื่องเฟิ่งหนิงไม่อาจส่งเสียงพูดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้รักเฟิ่งหนิงมากจนกำชับเรื่องนี้กับทุกๆ ตำหนักให้ระมัดระวัง ไม่มีทางที่สตรีตรงหน้าทั้งสองจะไม่รู้...ถึงอย่างนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายขึ้นจากอีกฟาก“บังเอิญยิ่งข้ากำลังจะไปหาที่ตำหนัก เฟิ่งหนิงที่แท้เจ้าเองก็ออกมาเดินเล่นหรอกหรือ” หนานฉีหวางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในมือยังมีกล่องไม้ลงรักขนาดเล็กแกะลายงดงาม“ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”“ถวายพระพรท่านอ๋อง”เฟิ่งหนิงและเซี่ยไห่ถางเพียงยอบกายให้เขาจาก







