Masukเฟิ่งหนิงหันไปสบตากับเซี่ยไห่ถางแต่หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆ บอกเป็นเชิงว่าอย่าแสดงท่าทีใดๆ
“ข้ากับสหายกำลังเดินทางเข้าต้าเยวี่ย ที่นี่เป็นชายแดนตงโจว-ต้าเยวี่ย มีข่าวว่าที่นี่กำลังจะเกิดสงครามสองแคว้น เจ้ากับน้องชายเองก็คงกำลังหนีสงครามเข้าไปยังต้าเยวี่ยกระมัง ถ้าอย่างไรมิสู้พวกเรา...”
“เสี่ยวหนิง ไปล้างหน้าล้างตากันดีหรือไม่” เซี่ยไห่ถางกล่าวตัดบท นางลุกขึ้นคว้าห่อสัมภาระอีกมือคว้าข้อมือเฟิ่งหนิง ลากให้ลุกขึ้นและออกเดินตามนางไป
เฟิ่งอวิ๋นฉีอ้าปากค้างกะพริบตามองตามไป หลังจากนั้นอยู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมาเสียงเบา
...ไม่เคยมีผู้ใดกล้าเสียมารยาทกับเขาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่นับว่าอีกฝ่ายเป็นสตรี
ชายหนุ่มยกมือเท้าคางมองตามร่างของคนทั้งสองเดินตรงไปยังบ่อน้ำของหมู่บ้าน จากนั้นหญิงสาวก็ตักน้ำขึ้นมาวักล้างมือล้างหน้า กระทั่งช่วยดูแลเด็กน้อยข้างกาย ซึ่งเขาเดาได้ไม่ยากว่าเป็นสตรีเช่นกัน
“นายท่าน” เสี่ยวเฮยมองตามสายตาของผู้เป็นนาย
“จับตาดูพวกนางเอาไว้ให้ดี”
“ท่านคิดว่าพวกนางจะลอบออกไป? เพราะอะไรหรือขอรับ ดูแล้วนางน่าจะเป็นจอมยุทธ์หญิงที่มีคุณ...” เสี่ยวเฮยขมวดคิ้วกล่าวยังไม่ทันจบก็มองดูชาวบ้าน ชายหนุ่มให้รู้สึกสงสารคนเหล่านี้
สถานที่แห่งนี้ก้ำกึ่งระหว่างตงโจวและป้อมเฉียวหงของแม่ทัพหวัง หากคนเหล่านี้หนีเข้าไปในป้อมได้จึงจะนับว่าปลอดภัย แต่การจะหนีเข้าไปในป้อมได้ จำเป็นต้องเดินทางผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไร้ที่หลบซ่อน หากศัตรูลอบจู่โจมก่อนถึงป้อมคนเหล่านี้คงไม่พ้นต้องจบชีวิต
จอมยุทธ์หญิงผู้นั้นช่วยคนไว้คราหนึ่งแล้ว เขาให้อดรู้สึกผิดหวังขึ้นมาไม่ได้หากนางจะละทิ้งคนพวกนี้กลางทาง จริงอยู่พวกเขาสามคนอาจช่วยคุ้มกันคนเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับผู้เป็นนาย แต่หากมีนางอยู่ด้วยเขามั่นใจว่าคนทั้งหมดจะปลอดภัย...
“ดูแล้วนางคงไม่ใคร่จะชอบความยุ่งยากวุ่นวาย หากสังเกตให้ดีจะพบว่านางช่วยชาวบ้านเหล่านี้เพราะเด็กคนนั้น ที่นี่ยิ่งอยู่นานยิ่งอันตราย นางต้องพาเด็กคนนั้นหลบออกไปก่อนฟ้าสางแน่นอน” เฟิ่งอวิ๋นฉีกล่าวเสียงเรียบ
อ๋องหนุ่มกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจขึ้นมาขณะมองไปยังแผ่นหลังของสตรีชุดสีน้ำเงิน
“ช่างเถิด เจ้าหาทางส่งข่าวไปยังคนของเราที่แยกย้ายออกไป ให้พวกเขาไปรอที่ป้อมเฉียวหง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางตั้งแต่แรก เราจะคาดหวังสิ่งใดได้เล่า ไปเถิด” กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปเมื่อกล่าวจบ
เสี่ยวเฮยถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย จากนั้นได้แต่เดินตามผู้เป็นนายไป
เช้ามืดวันต่อมาหญิงสาวหายตัวไปดังคาด เสี่ยวเฮยนับเป็นนักแกะรอยผู้เก่งกาจ ถึงอย่างนั้นชั่วพริบตาที่เขาหันไปมองผู้เป็นนาย ไม่คาดว่าคนก็หายไปแล้ว!!!
ไม่เพียงเท่านั้นคล้อยหลังได้ไม่นาน หั่วเหิงกลับสังหารชาวบ้านสองคนที่อาสาเฝ้ายามจากนั้นหลบหนีไปได้ ทุกคนไม่มีทางเลือกได้แต่รีบออกเดินทางไปยังป้อมเฉียวหงทันที
“ไปเถิด เราต้องคุ้มกันคนเหล่านี้ไปยังป้อมเฉียวหง”
เฟิ่งอวิ๋นฉีมองจุดที่หญิงสาวเคยนอนหลับพักผ่อน ในใจของเขารู้สึกผิดหวังอยู่บ้างแม้เตรียมใจเอาไว้แล้ว ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ปล่อยวางได้อย่างรวดเร็ว
ยอดฝีมือสามคนแม้มากฝีมือ ถึงอย่างนั้นการคุ้มกันผู้เป็นนายและชาวบ้านกลุ่มใหญ่ ทำให้พวกเขาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แม้รั้งท้ายเพื่อคุ้มกันให้ทุกคนเร่งเข้าไปในป้อม ถึงอย่างนั้นกองกำลังที่มากกว่าก็ยังคงล้อมพวกเขาเอาไว้ได้
แรงสะกิดที่แขนเสื้อทำให้เซี่ยไห่ถางถอนหายใจออกมาเสียงเบา ---รู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้อันตรายมาก---
---ข้ารู้ว่าท่านทำได้ ข้าจะเป็นเด็กดีรอท่านที่นี่ไม่ไปไหน ท่านช่วยพวกเขาได้หรือไม่ แค่ครั้งนี้ ครั้งสุดท้าย ขอเพียงพาพวกเขาเข้ามาในป้อม ข้าขอร้อง นับจากนี้รับปากว่าจะเชื่อฟังท่านทุกเรื่อง---
---ทุกเรื่อง?--- เซี่ยไห่ถางหรี่ดวงตามองเฟิ่งหนิง ทั้งสองยืนอยู่มุมหนึ่งเหนือกำแพงป้อมเฉียวหง
เฟิ่งหนิงพยักหน้ารัวๆ
---ได้ ข้าจะไปพาพวกเขาเข้ามาในป้อม เจ้าต้องรักษาคำพูดรอข้าอยู่ตรงนี้ห้ามไปไหน แล้วก็นับจากนี้จะเชื่อฟังข้าทุกเรื่อง---
หญิงสาวผูกห่อสัมภาระไว้กับตัวเฟิ่งหนิง ถอดหน้าไม้ออกจากข้อมือแล้วสวมให้เด็กสาว ---เจ้ารู้ว่าใช้ยังไง จำไว้หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลยิงได้เลยห้ามลังเล หากข้ากลับมาไม่เจอเจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าจะโกรธมาก---
---แต่ท่านต้องใช้มัน---
---ข้ามีมีดสั้นและกระบี่ของชิงเจี้ยน---
เซี่ยไห่ถางเดินลงบันไดไปยังประตูป้อม นางแจ้งขอออกไปคุ้มกันชาวบ้านให้เข้ามาในป้อม นายด่านซึ่งทำหน้าที่เฝ้าประตูกำลังรอคำสั่งจากแม่ทัพหวังเริ่มลังเล เขาเองก็อยากไปช่วยคุ้มกันชาวบ้านเหล่านั้น แต่จนใจด้วยเพราะยังไม่มีคำสั่งของแม่ทัพ
“ข้าให้เจ้ายืมม้าศึก ขอให้เจ้าโชคดี ขอเพียงถ่วงเวลาจนชาวบ้านมาถึงหน้าประตู ข้ารับรองว่าจะเปิดประตูรับพวกเขาเข้ามาในป้อม”
“ขอบใจ” หญิงสาวกระโดดขึ้นไปบนหลังม้า ประตูป้อมค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับม้าศึกหนึ่งเดียวที่ควบตรงไปยังกลุ่มคนที่ถูกล้อมเอาไว้กลางทุ่งหญ้า
หญิงสาวหัวเราะ “เขาเป็นกุนซือคู่ใจท่าน พูดถึงเขาท่านต้องทำร้ายเขาทุกครั้งเลยหรือ” เห็นชัดว่าสนิทและไว้ใจกันถึงเพียงนี้“เอาเถิดกลับไปครานี้ข้าให้เขาลาพักออกท่องเที่ยวบ้างก็ได้” เฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจ “แต่อยู่ที่เขาว่าจะยอมไปหรือไม่นะ”...ปีนั้นมีบันทึกกล่าวว่าหนานฉีหวางและหวางเฟยไม่อยู่ที่หลานโจว ผู้ที่นำกองทัพมีชัยเหนือต้าหวางเป่ยโจวคือองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิง ศิษย์รักของหนานฉีหวางผู้ซึ่งลือกันว่านางพูดไม่ได้เรื่องนี้ได้ยินไปถึงที่ใดก็ล้วนมีแต่เสียงชื่นชม หนานฉีหวางเก่งกาจแม้ไร้วรยุทธ์ หนานฉีหวางเฟยเองก็ไม่แตกต่าง ปีนั้นนางนำทัพมีชัยเหนือองค์หญิงตัวเอ่อซือซือ กระทั่งตอนนี้องค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงเองก็เป็นดังลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นต่อมาบันทึกต้าเยวี่ยยังกล่าวว่าหนานฉีหวางทรงร่างกายอ่อนแอ หวางเฟยทรงอยู่เป็นเพื่อนสวามีเงียบๆ ในจวน เรื่องการทหารและการรบ ล้วนมีองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงดูแลทั้งสิ้น แม้แต่ราชบุตรเขยเองก็เป็นบุรุษที่แต่งเข้าจวน ทั้งยังทำหน้าที่กุนซือผู้เฉลียวฉลาดหลายสิบปีต่อมา...บนเตียงนอนกว้างใหญ่เฟิ่งอวิ๋นฉีในวัยหกสิบห้านอนหายใจรวยริน เขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี บัดนี้อาการหนักไม่อาจ
เขาฟังประโยคนั้นของนางด้วยความซาบซึ้ง “ข้ามีความสุขมาก และแน่นอนข้ายินดี”“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไป ลุกขึ้นได้”“หา” เฟิ่งอวิ๋นฉีกะพริบตามองนาง “ไป ไปไหน”“ก็เข้าหอน่ะสิ” นางกล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง “ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นบุรุษที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องดังเช่นที่ท่านเคยกล่าวหรือไม่”“ชะ ช้าก่อน หวางเฟย นี่เจ้า”เซี่ยไห่ถางเห็นสีหน้าของเขาก็หัวเราะออกมา “ข้าเพียงล้อท่านเล่น ต้องจริงจังถึงเพียงนี้?”เฟิ่งอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออก “เจ้าล้อเล่น?” เขาหน้าบึ้ง “แต่ข้าจริงจังนะ” กล่าวจบเขาก็อุ้มนางขึ้นจากนั้นเดิมไปที่เตียงม่านหน้าเตียงสีแดงถูกปลดลง เจ้าสาวเจ้าบ่าวส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข หลังหยอกล้อกันไปมาในที่สุดก็เงียบเสียงลง หลงเหลือเอาไว้เพียงความสุขที่ลอยละล่องในอากาศ...บ่าวสาวในที่สุดก็เข้าหอแล้วสามปีต่อมา...ริมทะเลสาบไม่ไกลจากเสวี่ยซาน ปรากฏกระท่อมหลังเล็กที่สร้างขึ้นลวกๆ ข้างๆ กันนั้นหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังยืนเคียงข้างกันพร้อมกับมองไปหลุมศพสองหลุม เซี่ยไห่ถางไม่นึกว่านางต้องรอถึงสามปีกว่าจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้“เฟิ่งอวิ๋นฉี”“ว่าอย่างไร”“รู้หรือไม่ว่าสถานที่นี้สำคัญ
บทส่งท้ายหลังจากสงครามจบลงเซี่ยไห่ถางนอนหลับไปนานถึงสองวันสองคืน เฟิ่งอวิ๋นฉีเห็นว่านางเหน็ดเหนื่อยจึงคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นานๆ ครั้งจะออกไปยังห้องหนังสือหาตำราให้เฟิ่งหนิงอ่าน จากนั้นชี้แนะนางสักหลายประโยคแล้วรีบกลับไปยังเรือนพักกระทั่งวันที่สามหวางเฟยจึงตื่นเต็มตาทั้งยังดูกระปรี้กระเปร่าภาพแรกที่นางลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้าตรู่ นั่นก็คือใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นสวามี เขาเองก็หลับสนิทไม่รู้สักนิดว่านางกำลังนอนจ้องหน้าตนอยู่ภาพการเฉลิมฉลองชัยชนะในวันนั้นยังคงติดตา เฟิ่งอวิ๋นฉีที่จ้องจอกสุราในมือนิ่งอย่างใช้ความคิด อยู่ๆ เซี่ยไห่ถางก็นึกขึ้นได้ว่าในวันเสกสมรสเขาพยายามคล้องแขนดื่มสุรามงคลกับนาง“ตื่นแล้วหรือ” เขางัวเงียตื่น “หิวหรือไม่ เจ้าไม่ได้กินข้าวเลยได้แต่ดื่มน้ำแกง เหนื่อยมากกระมังออกศึกบางคราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำ” เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้า“เฟิ่งอวิ๋นฉี นี่มันหน้าที่ของสาวใช้”“ข้ารู้ แต่สองวันมานี้ข้าสั่งไม่ให้พวกนางเข้ามาใกล้เรือนพักเพราะเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้า” เขาช่วยนางล้างหน้าล้างตาอย่างคล่องแคล่ว“สองวัน? เช่นนั้นท่านเองก็ไม่ได้ไปที่ค่าย
ตัวเอ่อซือซือโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางรู้ว่าเซี่ยไห่ถางทำเช่นนี้ก็เพื่อยั่วยุตน “อาวุธไร้ตา หากเกิดการล้มตายก็อย่าได้ดึงสองแคว้นมาเกี่ยวพัน”“ได้” เซี่ยไห่ถางใช้สองขาหนีบท้องม้า นางดึงกระบี่ออกมาจากนั้นกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง กระบวนท่าที่หนึ่ง...การจู่โจมจากบนหลังม้า!กล่าวถึงการใช้กระบี่... กระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยนยังนับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า กำลังภายในของเซี่ยไห่ถางนับว่าไม่เป็นสองรองใคร การต่อสู้ของนางที่เดิมทีเป็นนักฆ่า การลงมือจึงทั้งเด็ดขาดและดุดันไม่นานตัวเอ่อซือซือผู้ซึ่งเป็นนักรบหญิงจากทุ่งหญ้า ทั้งยังนับเป็นนักรบบนหลังม้าที่ไม่เคยพ่ายแพ้ ตอนนี้กลับตกลงจากหลังม้าล้มกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้าม้าของตัวเอ่อซือซือแตกตื่นวิ่งกลับไป เซี่ยไห่ถางเองก็กระโดดลงจากหลังม้า นางปล่อยให้ม้าเดินออกไปจากวงการต่อสู้ “หนึ่งกระบวนท่า ท่านพ่ายแพ้ต่อไปต้องการต่อสู้แบบใด”ตัวเอ่อซือซือโกรธจนพุ่งเข้ามา นางกำลังจู่โจมด้วยหมัดมวย กระบวนท่าทั้งหนักแน่นและดุดัน เพียงแต่เซี่ยไห่ถางกลับโอนอ่อนลดทอนความแข็งกร้าว นางใช้เพียงฝ่ามือทานข้อมือที่จู่โจมเข้ามา ไม่นานก็ใช้ฝ่ามือกระแทกร่างของตัวเอ่อซือซือออกไป“ความโกรธไม
“เป็นเจ้า!” องค์หญิงของเป่ยโจวชี้มือไปยังเซี่ยไห่ถาง จดจำได้ว่าอีกฝ่ายปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้าไปในกระโจมของตน “เจ้านั่นเองที่ลอบเข้าไปในกระโจมของข้า”ตัวเอ่อซือซือไสม้าเข้ามาใกล้กำแพงเมืองโดยไม่ฟังเสียงห้ามของทหารเซี่ยไห่ถางยกมือห้ามพลธนูไม่ให้ทำร้ายอีกฝ่าย สงครามดูเหมือนจะยุติหากยังสังหาร หรือลงมือทำร้ายองค์หญิงของเป่ยโจว นั่นจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้สงครามดำเนินต่อไป สองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็บาดเจ็บล้มตาย นางไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีก“องค์หญิงทรงหมายถึงเรื่องใดหรือเพคะ”“เจ้าอย่ามาตีหน้าซื่อ เจ้าปลอมตัวเข้าไปช่วยหนานฉีหวางในกระโจมของข้า”เซี่ยไห่ถางหัวเราะ “องค์หญิงทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว หม่อมฉันและหนานฉีหวางไม่เคยข้ามชายแดนไปยังเป่ยโจว เช่นนั้นจะเข้าไปในกระโจมขององค์หญิงได้อย่างไร แม้สวามีของหม่อมฉันแต่งชายาแล้ว แต่ชื่อเสียงก็ยังคงต้องรักษา การที่ทรงตรัสว่าเขาอยู่ในกระโจมของพระองค์เรื่องนี้นับเป็นเรื่องเสียหายนะเพคะ”ไม่มีหลักฐานทั้งยังจับคนไม่ได้ ตัวเอ่อซือซือเจ็บใจยิ่งนัก “เจ้าเคยพูดว่าหากสามารถเอาชนะเจ้าในสามกระบวนท่า ไม่ว่าผู้ใดล้วนสามารถเข้าจวนหนานฉีหวางฝู่ เป็นถึงหวางเฟยเจ้าคงไม่
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่ขุนนางคนอื่นๆ ออกไป จะอย่างไรนางก็มีฐานะเป็นฮองเฮา เขาย่อมให้เกียรตินางไม่อาจให้ขุนนางหรือคนอื่นๆ เห็นนางเป็นเช่นนี้ในห้องโถงกว้างขวางมีฮ่องเต้ ฮองเฮา เฟิ่งอวิ๋นฉี ซวี่เลี่ย และซวี่เหิง รอบด้านมีองครักษ์เกราะดำยืนหันหลังคอยคุ้มกัน ฮองเฮามองไปยังเฟิ่งอวิ๋นฉีด้วยดวงตาเกลียดชัง“ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า!”“กระหม่อมรั้งอยู่ชายแดนเหนือมาโดยตลอด ไม่เคยล่วงเกินพระองค์เลยสักครั้ง ที่ทรงมาถึงวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทรงทำตัวเองทั้งสิ้น”ชายหนุ่มส่ายหน้าไม่ยอมรับความผิดที่ถูกโยนโครมมาให้ เขารู้ว่าฮองเฮาวางแผนทำอะไร เขาไม่จำเป็นต้องจัดการด้วยตัวเองเพราะรู้ดีว่าซวี่เหิงเป็นแม่ทัพที่เห็นแก่ส่วนรวมการกระทำทั้งหมดนั้นแม่ทัพซวี่ไม่เคยรู้เห็น ดังนั้นจะจัดการกับฮองเฮามีเพียงให้คนตระกูลซวี่จัดการจึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดซวี่เลี่ยวางแผนสังหารซวี่เหิงแต่อีกฝ่ายรอดมาได้ กองทัพตระกูลซวี่กว่าครึ่งเป็นคนของซวี่เหิง ดังนั้นเมื่อเกิดการต่อสู้เมื่อคนของซวี่เหิงเห็นผู้เป็นนายก็ชะงักการจู่โจม มีเพียงคนของซวี่เลี่ยบุกเข้ามาและพาตัวเข้ามาถึงจุดจบฮ่องเต้ทรงพระพักตร์เย็นชา “นับจากวันนี้เจ้าจะถูกส่งต
หญิงสาวถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เข้าใจในกระบวนการความคิดของคนตระกูลหลี่ในอดีตผู้นำตระกูลไม่ยอมรับเซี่ยไห่ถางที่เป็นบุตรนอกสมรสของปราชญ์เซี่ยและหลี่เซวียน แต่บัดนี้เรื่องราวผ่านไปนานมากแล้วคิดอยากรับนางกลับเข้าตระกูล ติดตรงคำครหาของคนในแคว้นที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามจะให้ดีต้องแต่งนางเข้าตระกูลห
ไม่ใช่แค่เฟิ่งอวิ๋นฉีที่มองเซี่ยไห่ถางในชุดอิสตรีทางการเก้าชั้นด้วยสายตาประหลาดใจ หญิงสาวเองก็มองเขาในชุดขุนนางประดับหมวกยศด้วยสายตาไม่ต่างกัน ในยามที่เขาอยู่ข้างนอกเขาคล้ายคุณชายบัณฑิตที่ดูไร้พิษสง แต่เมื่อสวมชุดขุนนางเขากลับดูน่าเกรงขามกว่าที่คิดเฟิ่งอวิ๋นฉีมองชุดสีม่วงเข้มปักลายพร้อมผมยาวสลวยที
“ในเมื่อคนก็ได้พบแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเห็นจะดี กลางยามเฉิน[1]ข้าจะนำรถม้ามารับองค์หญิงเข้าวังหลวง” เฟิ่งอวิ๋นฉีลุกขึ้น เขาหรุบดวงตาลงซุกซ่อนประกายเจ้าเล่ห์ไม่ให้เผยออกมา“ช้าก่อน” เซี่ยไห่ถางขมวดคิ้วก่อนเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้ “ท่านอ๋อง ไม่ทราบหากข้าขอรบกวนเวลาสักครู่จะทรงสะดวกหรือไม่”ไม่มีใครเห็น
“ไม่ปิดบังท่าน ข้ามาเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษา” ด้วยตลอดมาเขาเองก็ตระหนักดีว่าหวังเซียวเป็นขุนนางตงฉิน อีกทั้งองค์หญิงเฟิ่งจวินหนิงที่หลบเร้นไปหลายปี กลับเลือกที่จะมาหาหวังเซียว ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่อยากอ้อมค้อม เขาส่งจดหมายให้อีกฝ่ายทันทีหวังเซียวอ้าปากค้างทันทีที่เปิดจดหมาย “นะ...นี่เป็นลา







