تسجيل الدخولหลินหลิน เด็กหญิงกำพร้าถูกนำมาวางทิ้งไว้หน้าบ้าน อาม่าเฉินเมตตาเลี้ยงดูนางและคอยเป็นแรงบันดาลใจ เมื่อโตขึ้นนางจึงยึดอาชีพเขียนบทละครตามความใฝ่ฝัน ชีวิตของหลินหลินต้องพลิกผันเมื่อซุปตาร์คนดังปฏิเสธบทที่นางเขียนขึ้น และส่งนางย้อนกลับไปในยุคต้าชิง เพื่อแก้ไขทั้งบทละครและเรื่องราวบางอย่าง ที่นั่นหลินหลิน ได้พบกับบุรุษรูปงามที่มีความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ท่านอ๋องเก้า ฉินจิ้นเหอ โอ้สวรรค์ ไยต้องแกล้งกัน ส่งนางลงมายืนงงๆ ในดงคนหื่นเช่นเขา!
عرض المزيدอาชีพไหนๆ มันก็เหนื่อยหมดทุกอาชีพนั่นแหละ คนที่ไม่เหนื่อยคือคนไม่ทำงาน ‘หลินหลิน’ ได้ยินคำนี้ออกจากปากใครคนหนึ่งซึ่งเธอเรียกมาตั้งแต่จำความได้ว่า ‘อาม่าเฉิน’ เสียดายที่เวลานี้ท่านเดินทางไปสวรรค์ได้หลายปีแล้วจึงไม่รู้ว่าเด็กกำพร้าตัวน้อยที่ไม่รู้ว่าใครมาวางลืมไว้ที่หน้าบ้านอาม่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวช่างฝันที่มักจะแต่งนิทานเพื่อนำมาเล่าให้คนสูงวัยอย่างอาม่าฟัง
เวลานี้หลินหลินทำความฝันของเธอสำเร็จแล้วส่วนหนึ่งนั้นหญิงสาวยกให้เป็นความดีของคนติดละครอย่างอาม่า
อาม่าเฉินชอบดูละครเรียกว่าหากเผลอตัวติดตามละครเรื่องไหนแล้วคงถอนตัวได้ยาก ไม่เคยพลาดสักตอน ไม่เพียงแต่ดู แต่อาม่ามักคาดเดาเนื้อหาไปข้างหน้าแล้วมักจะเดาทางถูกเสียด้วย อย่างว่าอาม่าของเธอผ่านโลกมามากจึงมักเดาได้ถูกเสมอ หลายครั้งทำให้หลินหลินที่นั่งดูละครอยู่ใกล้ๆ ต้องหันไปมองพร้อมกับตั้งคำถาม
“ไอหยา หลินเพิ่งรู้ว่าอาม่าแอบไปเขียนบทเอง”
พอถูกสาวน้อยตรงหน้าทักว่าอาม่าเป็นคนเขียนบทเองหรือไง นางฟ้าผู้ใจดีของหลินหลินมักจะมีใบหน้าแต้มรอยยิ้มแห่งความสุขอยู่เป็นนิจแล้วเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงแกมเอ็นดู
“โตขึ้นหลินหลินเขียนบทละครนะ อาม่าจะรอดูละครที่หลินเขียนบทไง”
ดวงตากลมโตสุกใสของสาวน้อยส่งยิ้มหวานไปถึงดวงตา เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นอย่างชอบใจ“แล้วหลินจะทำได้เหรอคะอาม่า”
มือเหี่ยวย่นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนเอื้อมมาจับมือเล็กๆ แล้วบีบกระชับราวกับส่งทอดกำลังใจ
“หลินจำคำของอาม่าไว้นะลูก ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้หรอก หลินมีสองมือเหมือนคนอื่นมี ทำไมถึงทำไม่ได้เชื่ออาม่าสิ ความสำเร็จสวรรค์ไม่ได้มอบให้กับทุกคน แต่สวรรค์มอบให้กับคนที่ก้าวผ่านความพยายามไปได้เท่านั้น”
“ค่ะอาม่า” เด็กหญิงรับคำมันอย่างเรื่อยเปื่อยที่จริงความสนใจอยู่ที่ขนมมากกว่า มือเล็กๆ เอื้อมไปจิ้ม ‘ขนมจุ๊ยก้วย’ ซึ่งเป็นขนมชนิดหนึ่งที่ใช้แป้งข้าวเจ้าอย่างดีผสมกับน้ำใส่ถ้วยขนาดเล็กแล้วนำไปนึ่งให้สุก ราดหน้าด้วยหัวไชโป๊ผัดตามสูตร เป็นของว่างแสนอร่อยฝีมืออาม่าเฉิน ความอร่อยลิ้นทำให้หลินหลินจิ้มใส่ปากไม่หยุด รอยยิ้มบางๆ คลี่ขึ้นอย่างมีความสุข
“ขนมของอาม่า อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ”
อาม่าเฉินมองต้นกล้าอ่อนที่รดน้ำพรวนดินมาตั้งแต่เล็กจนเวลานี้ต้นกล้านั้นเริ่มเติบใหญ่เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเห็นต้นกล้านี้เติบโตได้อีกยาวนานเท่าไหร่ “หลินโตขึ้นให้ตั้งใจทำงาน ให้เหมือนตั้งใจกินนะ”
เด็กหญิงชะงักค้างเมื่อเห็นขนมเหลือชิ้นเดียวในจานแล้วนึกละอายใจที่กินอยู่คนเดียวจนเหลือชิ้นสุดท้าย อาม่ายิ้มให้เด็กหญิงอย่างปราณีแกมเอ็นดู “ชิ้นสุดท้ายแล้ว ถ้ากินไม่หมด แสดงว่าอาม่าฝีมือตก”
หลินหลินกลัวอาม่าเสียใจหากไม่กินให้หมดอาม่าคงผิดผวังแล้วเข้าใจผิดคิดว่าฝีมือตก มือขาวสะอาดยืดแขนไปตรงหน้าแล้วรีบจิ้มขนมจุ๊ยก้วยชิ้นสุดท้ายส่งเข้าปาก พร้อมับผลิยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ในขณะที่ดวงตาทั้งสองหันกลับไปจ้องที่จอสี่เหลี่ยมหนาทึบไม่ได้แบนเรียบเหมือนทีวีจอแบบนในยุคปัจจุบัน โดยไม่คิดเลยว่านั่นคือแรงบันดาลใจให้เธอเลือกทำอาชีพเขียนบทเมื่อเรียนจบ
ในพระราชวังอันกว้างใหญ่ ยามค่ำคืนที่ทุกตำหนักทั่วทั้งฝ่ายในต่างเงียบสงัดแต่ละตำหนักต่างลุ้นระทึกกันอยู่ว่าฮ่องเต้จะเสด็จไปตำหนักใดหรือเจ้า ‘เสี่ยวหลงเปา’ จะเลือกวิ่งไปที่ใด
เสี่ยวหลงเปามันไม่ใช่ซาลาเปาสูตรพิเศษที่มีน้ำซึมออกมาให้ดูดได้แต่เป็นเจ้ากระต่ายน้อยขนปุยแสนเชื่องสัตว์เลี้ยงขององค์จักรพรรดิ ร่างกำยำของบุรุษเพศต้องการได้รับความสำราญแต่บางคืนพระองค์ก็นึกสนุกเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะให้นางใดเป็นผู้ปรนนิบัติดังนั้นจึงเป็นภารกิจของเจ้าสัตว์เลี้ยงน่ารักอย่างเสี่ยวหลงเปา มันวิ่งไปตำหนักใด พระองค์ก็จะเลือกเจ้าของตำหนักเป็นผู้ปรนนิบัติในค่ำคืนนั้นๆ
เสียงหัวใจของฮองเฮาจางชิงหลินก็เต้นระส่ำเมื่อคนจากโรงอาภรณ์คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
“ทูลฮองเฮาเพคะ ยอดแห่งงานทอดิ้น คือผ้าลายดอกบัวผืนนี้ฝ่าบาทให้นำมาถวายฮองเฮาเพคะ”
สีพระพักตร์บึ้งกรุ่นโกรธ ดวงเนตรงามประดุจนางพญาเข้มขึ้น นางรู้แก่ใจว่าฮ่องเต้ประทานผ้าไหมทอดิ้นผืนงามให้นางเพื่ออะไร
นางยังไม่ทันเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักพร้อมเสียงเหล่านางกำนัลน้อยใหญ่กำลังใกล้เข้ามา คิ้วเรียวสวยเลิกสูงขึ้นอย่างใช้ความคิด
“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปีเพคะ” เสียงหวานใสของนางกำนัลในชุดงามแปลกตาหลากสีสันดังกังวานขึ้น จางชิงหลินไม่ต้องหันกลับไปมองก็รับรู้ได้ว่าใครมา หากประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับฮ่องเต้และพิธีในราชสำนักที่มีขั้นตอนมากมายในการปรากฏตัวแต่ละครั้ง นางจะเถียงว่ามันไม่จริงเสมอไปสำหรับฮ่องเต้พระองค์นี้ ‘ฉินซือเฉิง’
‘ฮ่องเต้วิปริต’
‘ฮ่องเต้ไบโพลาร์’
โรคทางจิตที่มีความฟุ้งซ่านและซึมเศร้าปะปนกันไป แม้ได้ยินชื่อของโรคชนิดนี้บ่อยในโลกใบเดิมของนาง แต่จางชิงหลินเชื่อว่าโรคนี้เกิดขึ้นมานานแล้วในยุคประวัติศาสตร์ อย่างน้อยฉินซือเฉิงคือคนหนึ่งที่เป็นโรคนี้เพราะประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย
“พวกเจ้าไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฮองเฮาข้าจะดูแลนางเอง ถึงยามเฉิน (เวลา 07..00 น-08.59 น.)ข้าจะส่งฮองเฮาของพวกเจ้ากลับตำหนัก”
เสียงขานรับและทำความเคารพค่อยๆ ถอยห่างออกไปใครจะกล้าขัดคำสั่งโอรสสวรรค์ คงถูกจักรพรรดิสั่งลากไปตัดคอ
ฮองเฮาในชุดฉลองพระองค์สีทองเหลืองอร่ามกำลังมองที่ครอบนิ้วทำจากทองฉลุลายดอกไม้อย่างพึงพอใจหากนางทำได้จะหันไปตะกุยพระพักตร์ฮ่องเต้ใจร้ายให้เสียโฉมแต่นางเองคงหนีไม่พ้นถูกลากไปประหารอย่างโหดเหี้ยม
“พวกนางกำนัลถูกข้าไล่ไปหมด คราวนี้เจ้าคงถอดชุดออกได้แล้ว เจ้าบอกเองถ้าเจ้าแพ้ข้า จะห่มคลุมด้วยผ้าลายดอกบัวเพียงผืนเดียวยืนกลางอุทยานดอกท้อ”
พระพักตร์ของจางฮองเฮาซีดขาวไม่สู้ดีนัก “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” เมื่อแหงนพระพักตร์งดงามประกอบกับชุดที่สวมใส่ ฉินซือเฉิงอดคิดไม่ได้ร่างอรชรตรงหน้าเป็นฉางเอ๋อเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ในนิทานปรัมปราหรือฮองเฮาคู่บัลลังก์ที่พระองค์พยายามเลื่อยขาเก้าอี้ให้นางตกบัลลังก์ลงมาคอหักตาย
น่าเสียดายรูปโฉมของนางที่งดงามล่มเมืองแต่สติปัญญาโง่เง่าเท่ากับไข่ปลา
“ไม่ ฉันไม่ชอบชื่อนี้” หลินหลินตอบทันที ทว่าเมื่อเห็นดวงตาพิศวงของหญิงสาวทั้งสองก็รู้สึกว่าไม่ได้การแล้วหลินหลินพลันผุดลุกขึ้นอีกครั้ง หันหลังให้คนทั้งสองเพื่อซ่อนความตระหนกเอาไว้เมื่อครู่ผู้หญิงสองคนนั้นเรียกเธอว่าฮองเฮา ต่อมาก็เรียกว่าจางซื่อคือคำเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้ว แต่เธอไม่ชอบ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือยุคปัจจุบัน2018 ไม่มีระบบศักดินาแล้วเท่ากับว่าเธอไม่ได้อยู่ในยุคปัจจุบันแต่หลงภพหลงชาติกลับมาในยุค...หลินหลินก้มมองการแต่งกายของตัวเอง การแต่งกายแบบนี้เห็นบ่อยในกองถ่ายละครจีนย้อนยุค เครื่องที่สวมบนศีรษะนั้นโดดเด่นเรียกว่าหมวกเตี้ยน ก่อนพึมพำออกมา ยุคราชวงศ์ชิง“โอ พระเจ้า เพราะสายฟ้าฟาดนั่นใช่ไหม” ที่จริงฉันเคยเขียนบทแบบนี้บ่อยไป นางเอกในยุคปัจจุบันมีเหตุอะไรสักอย่างทำให้ย้อนยุคไป แล้วเรื่องราวก็จะแฟลชแบคกลับไปกลับมาถึงต้นสายปลายเหตุ แต่นั่นมันบทละครโทรทัศน์ มโนของคนเขียนบทที่ได้รับโจทย์มาให้พาคนดูละครลอยล่องตามจินตนาการ‘มันไม่จริง’‘เป็นไปไม่ได้’‘แต่มันเป็นไปแล้ว’หลินหลินค่อยๆหันหน้ากลับมา แล้วถามผู้หญิงสองคนนั้นช้าๆ “ข้าชื่อจางชิงหลินใช่หรือไม่”ทั้งลู่เจียวและจิวฮุ่ยพยัก
หลินหลินขมวดคิ้ว “ตามหาที่ไหนคะ ห้องสมุดเหรอ” มีหนังสือเล่มไหนที่เธอพลาดไปหรือไงเกี่ยวกับตำนานจิ้งจอกเก้าหางอย่างนั้นเหรอ“ไม่ใช่ห้องสมุด แต่ฉันจะส่งเธอไปสถานที่นั้นเอง ไปสัมผัสความจริงด้วยตัวเอง แล้วหวังว่าเธอจะกลับมาพร้อมบทดีๆ ฉันจะได้มีอารมณ์แสดง ไม่ใช่บทป่วยๆ แบบนี้ จบแบบดรามาน้ำตาแตกแบบนี้ ใครเป็นคนสอนเขียนมาไม่ทราบอย่างน้อยด้านการตลาดเธอควรจะรู้ว่าคนดูต้องการความอิ่มอกอิ่มใจ” นักแสดงสาวพราวเสน่ห์โยนบทใส่หน้าเธอแล้วเผยยิ้มประหลาด“แล้วเทพกับมารมันจะอยู่กันได้อย่างไรในยุคนี้ จบแบบนี้หลินว่าดีแล้วนะคะดาร์กดีออก”“ถ้าเธอไม่แก้บท ฉันจะไม่เล่น เธอก็เตรียมตัวตกงานได้เลย”หลินหลินยิ่งงุนงงมากขึ้น จะอ้าปากถามว่าจะส่งเธอไปที่ไหน อีกฝ่ายพูดราวกับตัวเองมีเวทมนต์อย่างนั้นแหละ แต่หลิวโจวซิ่นก็ไม่อยู่ให้ถาม หมุนตัวเดินหนีไปก่อน“นี่เดี๋ยวก่อนคุณหลิว ฉันไม่เข้าใจ ส่งฉันไปหาคำตอบที่ไหน”หลิวโจวซิ่นไม่ตอบแต่หันกลับมายิ้มประหลาด “คุณหลิว!” หลินหลินเรียกแต่หลิวโจวซิ่นไม่สนใจจะฟัง หันหลังเดินไปโดยไม่คิดจะหยุดฝีเท้า ยิ่งหลินหลินไล่ตาม หลิวโจวซิ่นก็ยิ่งเดินเร็วห่างออกไป จนตามไม่ทันกระทั่งขึ้นรถตู้ที่
“เซียวกุ้ยเฟยขอเข้าเฝ้าฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีประกาศจางชิงหลินกัดฟันแน่น “ให้นางเข้ามา” จางชิงหลินกัดฟันตอบเสียงต่ำ แววตากล้าแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนางจะไม่มีวันอ่อนแอให้เซียวลี่อินเห็นเซียวลี่อินเยื้องย่างเข้ามา กวาดตามองอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นสภาพซีดเซียวของสตรีที่เป็นใหญ่ในหกตำหนักแต่อีกไม่ช้าจะต้อยต่ำกว่านาง“ฮองเฮาเพคะ วันนี้หม่อมฉันมาทูลให้ฮองเฮาทรงทราบว่าฮองเฮาถูกปลดจากตำแหน่งแล้วเพคะ ฝ่าบาททรงทำหนังสือหย่าและมอบหนังสือถอดถอนให้หม่อมฉันถือมาให้ฮองเฮาแล้วเพคะ”จางชิงหลินรับมาแล้วปาทิ้งกับพื้น“เราไปทำอะไรให้เจ้า หรือว่าเจ้าอยากนั่งบัลลังก์หงส์นี้มากจนทำร้ายได้แม้กระทั่งผู้มีพระคุณ”เซียวลี่อินมองหนังสือหย่าที่ตกกระทบพื้นแล้วยิ้มมุมปาก “ใช่แล้วเพคะ หม่อมฉันอยากได้บัลลังก์หงส์ของฮองเฮา หม่อมฉันอยากได้ตำหนักนี้ อยากเป็นใหญ่เหนือสตรีทุกนาง หม่อมฉันอยากอยู่ในจุดที่ฮองเฮาเคยอยู่” นางหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนดวงตาวาวโรจน์ขึ้นแล้วเปลี่ยนสรรพนาม “ตั้งแต่เกิดคุณหนูก็ได้เสพสุขมามากพอแล้วก็ควรสละได้เสียที ข้าลำบากมาตั้งแต่วัยเยาว์ ต้องคอยรับใช้คุณหนูไม่เว้นแต่ละวัน ตอนนี้ข้าจะได้เสพสุข
“ฮองเฮาจะไปไหนเพคะ” เซียวลี่อินผละจากอ้อมกอดโอรสสวรรค์แล้วร้องเรียก “หม่อมฉันกับฝ่าบาทยังไม่ได้ชื่นชมทิวทัศน์งดงามนี้เลย ดูสิเพคะเวลาฮองเฮายืนตากหิมะเป็นภาพที่งดงามจนหม่อมฉันไม่อาจเบือนสายตาไปมองสิ่งอื่น”“ชิงหลินเจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ยืนอยู่ที่เดิมถ้าไม่มีคำสั่งเราห้ามไปไหนเด็ดขาด”“แต่ฝ่าบาทเพคะ ฮองเฮาทรงหนาวมากแล้วนะเพคะ” ลู่เจียวกับจิวฮุ่ยรวบรวมความกล้าหาญเข้าไปทูล พวกนางมองเห็นฮองเฮายืนกอดอกตัวสั่นระริก มองดูแล้วน่าสงสารยิ่งนักกลีบดอกไม้ที่แสนบอบบางเพียงนั้นจะต้านทานสายลมหนาวได้อย่างไร“ใครใช้ให้พวกเจ้าเสนอหน้ามาพูดกับข้า นางบ่าวชั้นต่ำ ทหารอยู่ที่ไหน จับตัวนางกำนัลสองคนนี้ไปประหาร”จางชิงหลินได้ยินชัดเจนก็รีบโผไปห้าม “อย่าทำร้ายคนของหม่อมฉัน จะให้หม่อมฉันยืนอยู่ทั้งคืนก็ได้แต่อย่าทำร้ายพวกนาง”เซียวลี่อินยิ้มเยาะ เพราะจางชิงหลินใจอ่อนแบบนี้ถึงได้มีจุดจบแบบนี้ นางคงไม่รู้ว่าพรุ่งนี้นางจะไม่เหลือแม้แต่คนในครอบครัวอีกแล้ว“ฝ่าบาทเพคะแค่สั่งโบยก็พอ อย่าให้เรื่องของนางกำนัลไร้ค่ามาทำให้หมดความสำราญเลยเพคะ”“ทำตามที่เซียวกุ้ยเฟยสั่ง ทหารนำตัวนางกำนัลสองคนนี้ไปโบยคนละยี่สิบไม้”ลู่

















