เขาพยายามระมัดระวังมากขึ้น ค่อยๆ ประคองนางไว้ในอ้อมแขนแล้วบรรจงเช็ดทำความสะอาดเนื้อตัวให้อย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากประคองนางขึ้นได้ไม่นานนัก เขาสังเกตเห็นว่าที่หว่างขานางยังมีโลหิตจางๆ ไหลซึมออกมาไม่หยุด อีกทั้ง...ใช่ว่าเขาจะหยาบช้าถึงขั้นคิดกระทำเรื่องต่ำทราม ฉวยโอกาสล่วงเกินนางซ้ำด้วยการมองสิ่งที่ไม่ควรมอง ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เห็นทีจะไม่มองไม่ได้ เพราะถึงแม้นางจะเพิ่งถูกเขาพรากชิงความบริสุทธิ์ ก็ไม่น่าจะเลือดไหลไม่หยุดเนิ่นนานขนาดนี้ อีกทั้งส่วนที่ถูกข่มเหงย่ำยีกว่าส่วนไหนๆ ส่วนนั้น ยังบวมแดงเหมือนใกล้จะปริแยกออกมา พรหมจารีย์ที่ถูกเขาพรากชิงไปนั้นไม่ได้ขาดหายไปธรรมดา แต่กลับทิ้งรอยแผลลากยาว เพียงแรกเห็นก็ทำเอาอกสั่นขวัญผวา
“...ข้า...ขอโทษ...” นางยังคงน้ำตารินไหล ไม่ได้สติ เอาแต่พูดขอโทษซ้ำๆ
ขอโทษอันใดกัน?
เห็นนางถูกตนกระทำย่ำยีถึงเพียงนี้ ตนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่สมควรกล่าวคำนั้น
ตอนนี้แม่ทัพใหญ่โดนกระแสความรู้สึกผิดจู่โจมจนสองหูอื้ออึง
ถูกแล้ว หากจะมีผู้ใดสมควรเอ่ยคำนั้นในยามนี้ คนผู้นั้นสมควรเป็นโจรขืนใจต่ำช้าเช่นเขาต่างหาก!
ต่อให้บอกว่านี่คือการลงทัณฑ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น และภาพตรงหน้านี้ก็นับว่าเกินกว่าเหตุไปสักหน่อย...กระมัง
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ใดเป็นผู้กำหนดว่าเขาคือผู้มีสิทธิ์ลงทัณฑ์ทรมานนางเช่นนี้?
เพราะเขาเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพที่กุมชัยเหลือแว่นแคว้นทั้งหมดเช่นนั้นหรือ?
หรือเป็นเพราะเขามีหนี้เลือดบัญชีแค้นที่ต้องชำระสะสางกับนาง?
จู่ๆ แม่ทัพใหญ่ที่ไม่เคยข้องใจในการกระทำใดใดของตนมาก่อน ก็เกิดสงสัยขึ้นมา ว่าบางที ครั้งนี้ตนอาจจะคิดอ่านผิดไป ทั้งยังกระทำการเกินกว่าเหตุ ทำลายผู้บริสุทธิ์ที่อ่อนแอไร้ทางสู้ผู้หนึ่งจนยับเยิน
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา บุรุษเช่นเขา กล่าวได้ว่า เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ทว่า เรื่องครั้งนี้...นับจากนี้จะให้เขากล้าเงยหน้ามองฟ้าก้มหน้ามองผืนดินที่ย่ำเหยียบอย่างสง่าผ่าเผยได้อย่างไร
เขามองนางเป็นศัตรู มองว่านางเป็นสตรีแพศยา เป็นตัวก่อหายนะที่ยั่วยวนบุรุษให้รบราฆ่าฟัน ชนวนสงครามเช่นนางนับว่าเป็นหญิงงามล่มแคว้นอย่างแท้จริง ทว่า...สิ่งที่นางเคยพูดเอาไว้นั้น...
จู่ๆ เขาก็พลันระลึกได้ขึ้นมา
“ท่านแม่ทัพเรียกข้าว่าหญิงแพศยาอัปมงคล ข้าองค์หญิงขอถามท่านแม่ทัพสักคำ ว่าข้า ที่ต่อมาเมื่อเห็นเค้าลางของความวุ่นวายทั้งหมด ก็ตัดปัญหาด้วยการทูลขอต่อเสด็จพ่อ ส่งตนเองเข้าอารามศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นองค์หญิงศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องครองพรมจรรย์อยู่ในอารามศักดิ์สิทธิ์ไปจวบจนสิ้นอายุขัย นับว่าผิดจริงหรือไม่”
“ใช่บุรุษเช่นพวกเขาเองหรือไม่ ที่เข้าร่วมการประลองเลือกคู่แล้วกลับไร้ความซื่อสัตย์ ต่อให้ได้ผู้ชนะแล้วก็ยังเลือกรังควานประหัตประหารกันไม่สิ้นสุด”
“ใช่พวกเขาเหล่าบุรุษเองหรือไม่ ที่จะอย่างไรก็ไม่วายยึดศักดิ์ศรีเป็นที่ตั้ง คิดแต่จะเอาชนะคะคาน กระทั่งข้าเลือกจองจำตนเองในอารามศักดิ์สิทธิ์ สืบทอดหน้าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์จากพี่หญิงใหญ่แล้วก็ยังไม่ยอมยุติการฆ่าฟัน...ท่านลองบอกข้าสักคำ ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าใช่หรือไม่!”
นึกถึงเรื่องคืนนั้นแล้ว...เขาลดสายตาลงกวาดตามองผิวที่แดงจัดของนาง เมื่อเห็นว่าบนร่างกายนางล้วนเต็มไปด้วยรอยขบกัดและรอยช้ำเขียวแดงเป็นจ้ำๆ น่าเอน็จอนาถเพียงไหน ก็อดพรั่นพรึงมิได้ ในลำคอคล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ในนั้น ความรู้สึกผิดจู่โจมจนเริ่มรู้สึกรังเกียจชิงชังตนเองขึ้นมา ไม่เคยนึกมาก่อนว่าตนเองจะกระทำเรื่องต่ำช้ากับสตรีอ่อนแอไร้ทางสู้ได้อย่างไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้
สิ่งที่ทำลงไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบนั้น ไม่เพียงแค่หลู่เกียรตินาง ยังเป็นการทุบทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของตนเองจนย่อยยับ
เขาไม่เคยนับว่าตนเองเป็นวิญญูชนคนหนึ่ง ทว่า...สิ่งที่ทำลงไปนี้ไม่ใช่การกระทำที่ก้มหน้าไม่อายฟ้าเงยหน้าไม่อายดิน ไม่ใช่วิถีที่พึงปฏิบัติเลยสักนิด กระทั่งสัตว์เพศผู้ที่หวังเพียงสืบพันธุ์ก็ยังไม่หยาบช้าต่ำทรามต่อเพศเมียถึงเพียงนี้ ยังไม่นับอีกว่าตัวเขาเองเป็นผู้ออกกฎ ห้ามมิให้ทหารในกองทัพกระทำย่ำยี หลู่เกียรติสตรี ไม่ว่าจะชนชั้นใด นี่เขา...
เห็นสภาพของนางยามนี้แล้ว กระทั่งตัวเขาเองก็ยังไม่อาจให้อภัยตนเอง
“...สัตว์ป่า...” แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์หลุดพึมพำ คล้ายตกอยู่ในภวังค์
“...กระทั่งสัตว์ป่า ยังไม่ข่มเหงรังแก บังคับสมสู่เพศเมีย รุนแรงป่าเถื่อนเช่นนี้...”
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห