“...สัตว์ป่า...”
หนิงซินได้ยินเสียงทุ่มต่ำไม่คุ้นหูแว่วๆ ก็อดใคร่รู้ไม่ได้
นับตั้งแต่หมดสติไปในค่ายพักทัพของศัตรู นางก็ตื่นขึ้นมาในรถม้าคันนี้ ดูเหมือนก่อนหน้านี้นางจะฝันร้ายว่าเดินทางไปพบแม่ทัพทมิฬแล้วเกิดเรื่องต่ำทรามขึ้นในกระโจมพักของคนผู้นั้น
แค่ภาพเหล่านั้นวาบขึ้นมาเพียงล็กน้อย หนิงซินก็เวียนหัว รู้สึกเหมือนจะอาเจียน
“องค์หญิง...ท่านเมารถม้าหรือ” เป็นเสียงซูหว่านเอ๋อร์ นางกำนัลคนสนิทของนาง
“เปล่า...” หนิงซินตอบเมื่อรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย “เสียงเมื่อครู่นี้...เจ้าได้ยินหรือไม่” นางถามนางกำนัลคนสนิทที่เอาแต่ใช้ผ้าปิดปากกลั้นสะอื้น
หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้ายิก
เป็นกิริยาที่ไม่สุภาพนัก เมื่อวัดจากการที่คู่สนทนาเป็นเชื้อพระวงศ์ ซ้ำยังเป็นเชื้อพระวงศ์ที่เป็นถึงองค์หญิงศักดิ์สิทธิ์ผู้มีอำนาจดุจประมุขสตรีของอารามศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่ง
“...เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ...” เท่านี้หว่านเอ๋อร์...นางกำนัลน้อยข้างกายนางก็ขวัญเสียมากพอแล้ว ขืนพูดถึงสัตว์ป่าเอาตอนนี้ หว่านเอ๋อร์จะต้องหวาดกลัวเสียจนประคองสติเอาไว้ไม่ไหวเป็นแน่...
จะว่าไปแล้ว...
หนิงซินไล่สายตามองภาพตรงหน้า
นี่ก็คือรถม้าที่ข้านั่งออกมาที่เลี่ยงจินอู่...
หนิงซินสับสนมึนงงเล็กน้อย
สรุปแล้ว ไม่ใช่ว่าข้าได้พบคนผู้นั้นแล้ว เพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น...
ถูกแล้ว...มันก็เป็นแค่...ฝันร้าย...
ตอนนี้นางเริ่มสติพร่าเลือน รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่หว่านเอ๋อร์คุกเข่าลงบนพื้นขณะรถม้ายังคงแล่นไปอย่างรวดเร็ว โขกศีรษะเสียงดังปึง ร้องเสียงดังก้อง
“องค์หญิง หม่อมฉันรู้ว่าเรื่องนี้มิบังควร ทว่า...องค์หญิงเพคะ ได้โปรดเชื่อหว่านเอ๋อร์สักครั้ง พวกเราสับเปลี่ยนเสื้อผ้า สิ่งที่ท่านต้องทำ ขอเพียงบอกกล่าวมา ข้าจะทำแทนท่านทุกสิ่ง ที่ต้องพูดก็จะพูดออกมาไม่ให้ตกหล่นแม้สักนิด!”
ท้ายที่สุดหนิงซินก็ระลึกขึ้นได้
“จริงสิ...” ด้วยความเมตตาของพี่ชายต่างมารดาผู้ปราดเปรื่องและเป็นธรรม องค์ชายสาม ยามนี้นางจึงสามารถลอบออกเดินทางไปเจรจากับฝ่ายเฮยเซ่อเย่ว์ได้ตามประสงค์
ครั้งนี้แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์นำทัพใหญ่ปิดล้อมแคว้นป๋ายทุกด้าน ค่อยๆ โจมตี ชิงเอาหัวเมืองต่างๆ ผู้คนในเมืองหลวง และแน่นอนว่ารวมถึงเหล่าราชวงศ์สกุลป๋ายย่อมไร้ทางหนี ได้แต่รอความตายที่โอบล้อมเข้าสู่เมืองหลวงอย่างอย่างแน่นหนาและรวดเร็ว
ทั้งหมดก็เพราะนาง
หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเสด็จพ่อจะว่าอย่างไร นางคงรีบเสนอตัวเข้าอารามศักดิ์สิทธิ์แทนพี่หญิงใหญ่ไปตั้งแต่แรก เช่นนี้แล้วพี่หญิงใหญ่ของนางอาจไม่ต้องสังเวยชีวิตเพราะพิธีบวงสรวงที่ผิดพลาด หรือ...ต่อให้เป็นนาง และครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์เฉกเช่นเดียวกัน ต่อให้ต้องสังเวยชีวิตเพื่อขอขมาต่อทวยเทพก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็ย่อมดีกว่ากลายมาเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดสงครามระหว่างแว่นแคว้นและชนเผ่านับร้อย ผู้คนไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยหมื่นล้วนต้องหลั่งโลหิตเซ่นสังเวยให้แก่ ‘หญิงงามล่มเมือง’ เช่นนาง
“องค์หญิง...” หว่านเอ๋อร์พยายามอ้อนวอน เลือดบนหน้าผากไหลซิบ
หนิงซินเห็นแล้วให้ปวดใจนัก นางประคองหว่านเอ๋อร์ที่จะอย่างไรก็ปัดป้องอย่างไม่อาจเอื้อมขึ้นนั่งเคียงข้างกัน ใช้ผ้าเช็ดหน้าอันนุ่มละมุนสะอาดตาปักลายต้นหลิว ซับเลือด รินน้ำสะอาดใส่ผ้า แล้วเช็ดทำความสะอาดแผลให้ ท่าทีทะนุถนอมนั้นทำเอาหว่านเอ๋อร์น้ำตาหยดเป็นสาย ยิ่งองค์หญิงของตนอ่อนโยนเท่าใด นางก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเท่านั้น
“ฮึก...องค์หญิง...หากคนพวกนั้นรังแกท่าน...” หว่านเอ๋อร์ก้มลงกอดสองเท้าหนิงซินไว้แน่น “ข้าไม่ให้ท่านไปแล้ว ข้าไม่เชื่อฟังท่านแล้ว...ฮึก องค์ชายสามเห็นดีเห็นงามกับท่านได้อย่างไร องค์ชายสามช่างโหดร้ายนัก โฮ!”
เห็นหว่านเอ๋อร์ร้องไห้เหมือนจะขาดใจ หนิงซินก็สะท้อนใจ ทั้งยังรู้สึกขอบคุณในความรักภักดีสูงสุดที่หว่านเอ๋อร์มอบให้
หว่านเอ๋อร์มักแสดงออกแทนนางที่ “มิอาจไม่สมบูรณ์พร้อม” เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
หว่านเอ๋อร์กำลังร้องไห้แทนนาง นางซาบซึ้งใจนัก
รังแกรึ...
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หนิงซินก็คล้ายจะมองเห็นภาพเหตุการณ์อันน่าตกใจ มันเป็น...ภาพเหตุการณ์ที่...โหดร้าย
ในกระโจมหลังใหญ่...ชายรูปร่างสูงใหญ่...กดนางลงกับพื้น เขา...ทำให้นางเจ็บ?
เขา...ทำอะไร?
เขาฉีกเสื้อผ้านาง!
ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นค่อยๆ ชัดจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเคยเกิดขึ้นจริงจนนางอกสั่นขวัญผวา ยามนี้หนิงซินทั้งหวาดกลัว ทั้งสับสน มือน้อยๆ ข้างหนึ่งกุมขมับแน่น
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห