จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่
ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้
ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…
“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”
เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสักอย่าง ทว่าสุดท้ายกลับไม่อาจกล่าวคำใดออกมาเลยสักคำ
เขาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างนางไว้จนถึงคอ แล้วเรียกทหารรับใช้เข้ามา
“เอาโต๊ะนี่ไปเก็บ” เขาสั่ง สั้น กระชับ
เพียงเท่านั้น ทหารรับใช้ก็ทำตามอย่างระมัดระวังและรวดเร็ว
หยางหยางม้วนสารที่หนิงซินเพิ่งเขียนเสร็จ จากนั้นก็ใช้สายรัดเดิมจากราชสาสน์แคว้นป๋ายมารัดไว้ แล้ววางสารนั้นลงบนโต๊ะน้ำชาเล็กๆ ข้างๆ ฟูก ก่อนค่อยๆ ประคองร่างน้อยในอ้อมแขนลงนอนพัก ภายในใจทั้งอึดอัดทั้งสับสน
เขาพอจะเข้าใจเจตนาขององค์หญิงรอง ทว่า...คำกล่าวที่ว่าตัวเขานั้นต้อนรับขับสู้นางอย่างสมฐานะ ทั้งยังเป็นสุภาพชน เชื่อถือได้...ไม่ว่าจะมองจากมุมใด ตัวเขาที่กระทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้นลงไป ซ้ำยังเอาแต่หนีความผิดอย่างคนขลาดเขลาจนลืมสิ้นทุกสิ่ง ลืมกระทั่งทอดทิ้งนางไว้ไม่ดูดำดูดี ก็ไม่คล้ายบุรุษที่นางกล่าวถึงในสารนั่นสักนิด
นึกถึงเนื้อความในสารแล้ว เขาละอายใจยิ่งนัก
หากจะมีสิ่งใดที่สามารถทำเพื่อนางได้... ไวเท่าความคิด หยางหยางหยิบหีบราชสาสน์ที่ทางแคว้นป๋ายส่งมาขึ้นเปิดออก บรรจุสารของหนิงซินลงไป จากนั้นก็ร้องสั่งให้ทหารรับใช้ไปตามอู่เฟิงมาพบ
อู่เฟิงผู้นี้เป็นขุนศึกที่ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ มีชั้นเชิงวาทศิลป์เป็นเลิศ ยิ่งชั้นเชิงการต่อสู้ยิ่งเก่งกาจ กล่าวได้ว่า มีอู่เฟิงคนเดียวเทียบได้กับมีทหารร่วมครึ่งแสน ติดเพียงอู่เฟิงผู้นี้ เป็นผู้รักสันโดษ และสายตามักมองตรงมาที่ผู้เป็นนายจนเกินไป แม้เหมาะจะใช้เป็นยอดขุนพล กลับไม่เหมาะจะแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ
การใช้คน ควรเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน ส่งคนมีความสามารถเช่นนี้ไป ไม่เพียงสามารถเอาตัวรอดกลับมาได้ ยังอาจมีส่วนช่วยให้ความตั้งใจขององค์หญิงรองผู้นี้สัมฤทธิ์ผล
เมื่ออู่เฟิงมาถึง หยางหยางก็นำสารออกไปมอบให้พร้อมทั้งแจกแจงภารกิจที่หน้ากระโจม เสร็จเรื่องส่งสารก็เดินกลับมานั่งข้างกายนาง สัมผัสแก้มนวล อังหน้าผาก ตรวจชีพจร
เมื่อเห็นว่าหนิงซินไข้ลดลงจนแทบจะหายเป็นปกติแล้ว ก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เห็นท่าทีเช่นนี้แล้ว หนิงซินก็พอจะคาดเดาความรู้สึกของผู้เป็นแม่ทัพตรงหน้าได้
ไม่ว่าสิ่งที่นางสัมผัสได้จะเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดจากสำนึกผิดชอบชั่วดีที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือที่แท้แล้วนี่คือตัวตนที่แท้จริงของแม่ทัพทมิฬผู้ฆ่าคนเป็นผักปลา พากองทัพเรือนแสนย่ำเหยียบแว่นแคว้นมากมายนับไม่ถ้วนจนราบเป็นหน้ากลอง นางก็หาได้ใส่ใจ สิ่งที่สำคัญสำหรับนางในยามนี้ คือเรื่องที่ดูเหมือนว่ายามนี้คนผู้นี้จะคล้อยตามนาง ดีต่อนาง ช่วยเหลือนาง...
หากนางสามารถรักษา ‘อารมณ์ความรู้สึก’ เช่นนี้ของเขาเอาไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็กระทั่งเรื่องราวระหว่างแคว้นป๋ายและเฮยเซ่อเย่ว์ยุติลง แม่ทัพทมิฬที่ว่ากันว่าโหดเหี้ยมเย็นชาไร้หัวใจผู้นี้ อาจยอมเว้นทางรอดให้แคว้นป๋ายของนางสักหนึ่งสาย
ยอมรับตามตรงว่ายามนี้นางถูกทุบทำลายมุมมองที่สวยงามของสิ่งรายรอบและความไร้เดียงสาอันน่าขบขัน ซึ่งเป็นรากฐานให้นางเชื่อมั่นเหมือนคนเสียสติว่าทุกสิ่งและผู้คนล้วนแล้วแต่มีเนื้อแท้ที่ดีงาม เพียงแต่ถูกเหตุผลบางอย่างทำให้แปดเปื้อน แปรเปลี่ยนไป
หนิงซินรู้สึกคล้ายเกิดใหม่อีกครั้งในโลกใบใหม่...ไม่แน่ว่าจะเป็นโลกใบที่มารดาของนางคอยพร่ำสอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าบางครั้งโลกนี้ก็ไร้เหตุผล ทั้งไร้เหตุผลและไม่ต้องการเหตุผลใด...ใต้หล้านี้มีเพียงผู้มีอำนาจเท่านั้นที่สามารถครอบครอง ได้ข้าวของ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องตามประสงค์
ความเชื่อของนางมิได้ผิด ความเชื่อของมารดาก็ไม่ผิด ท้ายที่สุดนางก็เข้าใจ...
อำนาจที่เสด็จแม่เคยกล่าวถึงมีอยู่หลายประเภท สำหรับนาง...อำนาจเดียวที่นางมีอยู่ในยามนี้ ก็คืออำนาจแห่งอิสตรี ซ้ำยังเป็นอิสตรีที่ครอบครองความรู้สึกผิดบาปของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้
วัดจากมุมมองของอีกฝ่าย ตัวนางในยามนี้...จากที่เคยดู ‘สง่างามกล้าหาญ’ กลับกลายเป็น ‘อ่อนแอเปราะบาง’ อันเป็นคุณลักษณะที่มารดาของนางเคยกล่าวถึงไว้ว่า เป็นอีกยอดคุณลักษณะ ที่ช่วยปลุกผัสสะของการเป็นผู้นำ ทำให้เหล่าบุรุษซึ่งเปี่ยมด้วยสัญชาตญาณความเป็นผู้นำ และถูกปลูกฝังกันตั้งแต่ยังเยาว์ว่า “ต้องเป็นฝ่ายปกป้องดูแล”, “ต้องเป็นผู้เข้มแข็ง”, “ต้องเป็นผู้นำ”, และ “แข็งแรงแข็งแกร่งกว่าอิสตรีนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์” อยู่ใกล้สตรีที่อ่อนแอเปราะบางผู้ต้องพึ่งพาตนแล้วรู้สึกดี ทั้งยังรู้สึกสงสารเห็นใจ อยากทะนุถนอมปกป้อง คอยดูแล ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นคอยประคองเอาไว้บนฝ่ามือราวไข่มุกล้ำค่าที่ไม่อาจหักใจปล่อยให้กระทบกระแทกสิ่งใดจนเกิดรอยขีดข่วนแม้จางๆ
หนิงซินหัวเราะเยาะเย้ยในใจ แต่ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าหัวเราะให้สิ่งใดกันแน่
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห