เข้าสู่ระบบ"ความรักและความภักดี แลกมาด้วยคมดาบที่ปลิดชีพและเลือดที่นองท่วมตระกูล..." นั่นคือจุดจบของ 'หลี่เหม่ยอัน' ในชาติภพก่อน เมื่อนางถูก 'องค์ชายจิ้น' ชายผู้เป็นรักแรก และ 'ซูเฟย' สหายรัก หักหลังอย่างเลือดเย็น ทิ้งร่างนางให้จมกองเลือดท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ทว่าสวรรค์กลับเมตตา... ให้โอกาสนางหวนคืนสู่จุดเริ่มต้น! พอกันทีกับความรักโง่เขลา ชาตินี้ข้าขอลิขิตชะตาตนเอง! จากสตรีอ่อนแอสู่ยอดหญิงผู้กุมอำนาจ นางสาบานว่าจะทวงคืนทุกความแค้น กระชากหน้ากากคนชั่ว และปกป้องตระกูลจากหายนะ ท่ามกลางเกมการเมืองและเล่ห์กลวังหลัง นางกลับได้พบ 'ไป๋อวี้' บุรุษลึกลับในคราบคุณชายขี้โรค ผู้เข้ามาสั่นคลอนหัวใจและกลายเป็นคู่หูในการพลิกกระดานแผ่นดิน! เมื่อพยัคฆ์หนุ่มจับมือมังกรสาว แผนการกบฏซ่อนเงื่อนขององค์ชายจิ้นจึงถูกท้าทาย เส้นทางรักท่ามกลางรอยเลือดจึงบังเกิด... นี่คือนิยายรักจีนโบราณครบรส ทั้งการแก้แค้นสุดสะใจ ชิงไหวชิงพริบ และความรักที่มั่นคงดั่งขุนเขา!
ดูเพิ่มเติมความอบอุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่... กลับกลายเป็นโลหิตฉานที่รินไหลทะลักออกจากปากแผลฉกรรจ์ของตน หยาดเลือดอุ่นซ่านอาบย้อมผืนหิมะขาวโพลนจนด่างพร้อย มิได้ต่างอันใดกับความรักและความภักดีของ ‘หลี่เหม่ยอัน’ ที่ถูกเหยียบย่ำจนจมธรณี ความเจ็บปวดจากการกระแทกมิได้โถมทับในคราเดียว หากแต่ค่อยๆ กัดกินจากปลายเท้า ลามเลียขึ้นสู่ขั้วหัวใจ ผสานกับความหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกซึ้งยิ่งกว่าคมมีดกรีดเฉือน
ท่ามกลางวายุเหมันต์ที่พัดกรรโชกบาดผิว ร่างของ ‘หลี่เหม่ยอัน’ นอนบิดเบี้ยวอยู่ปลายขั้นบันไดหินอ่อน บัดนี้บันไดขาวสะอาดถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากศีรษะที่แตกยับ ความร้าวระบมแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้น กลับเทียบมิได้เลยกับความหนาวเหน็บที่กัดกินดวงใจ ณ เบื้องบนสุดของบันได... จุดที่นางเพิ่งร่วงหล่นลงมา ปรากฏเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง ยืนเคียงคู่กันประหนึ่งภาพวาดเทพยดา
องค์ชายจิ้น... บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวหยกสลัก ผู้ที่เคยพร่ำคำรักหวานหูบอกนางใต้แสงจันทร์ บัดนี้กลับทอดสายตามองลงมาด้วยความว่างเปล่าและเย็นชา ราวกับเห็นเพียงซากสุนัขข้างถนนที่ไร้ค่า และข้างกายเขา... ซูเฟย สหายรักผู้ที่นางมอบความไว้ใจให้ที่สุด สตรีในอาภรณ์สีแดงเพลิง งดงามและร้อนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์ นางกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากเพื่อซ่อนรอยยิ้ม... รอยยิ้มแห่งผู้กำชัยชนะ
“จะ... เจ้า...” เหม่ยอันพยายามเค้นเสียงผ่านลำคอที่มีโลหิตตีตื้นขึ้นมาจุกอก
“จุ๊ๆ... อย่าพยายามเอื้อนเอ่ยเลยอันอัน เก็บแรงไว้สำหรับลมหายใจเฮือกสุดท้ายเถิด”
ซูเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ทว่านัยน์ตากลับฉายแววอำมหิตลึกล้ำ
“ข้าอุตส่าห์มีเมตตา สงเคราะห์ให้เจ้าได้ตายอย่างรวดเร็ว จะได้มิต้องทนเห็นตระกูลหลี่ของเจ้าถูกประหารเก้าชั่วโคตรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
ประหาร... เก้าชั่วโคตร?
ดวงตาที่พร่ามัวของเหม่ยอันเบิกโพลงด้วยความตระหนก องค์ชายจิ้นขยับกายเข้ามาใกล้ราวบันได เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่บาดลึกถึงกระดูกดำ
“บิดาของเจ้าโง่เง่าเกินไปเหม่ยอัน ความซื่อสัตย์คร่ำครึของเขาขวางทางข้ามามากพอแล้ว การกำจัดเจ้า คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดทางให้ข้า... และซูเฟย”
“ข้า... รักท่าน...” เหม่ยอันกระอักโลหิตออกมาคำโต ความรักความภักดีที่มอบให้มาตลอดชีวิต แลกคืนมาได้เพียงเศษธุลีเท่านี้หรือ?
“ความรักของเจ้า มันไร้ค่าพอๆ กับชีวิตของเจ้านั่นแหละ”
ซูเฟยหัวเราะร่วนเสียงใส ก่อนจะเอนศีรษะซบไหล่องค์ชายจิ้นอย่างออดอ้อน
“ไปกันเถอะเพคะองค์ชาย อย่าให้เสนียดจัญไรของคนใกล้ตายมาแปดเปื้อนชุดของหม่อมฉันเลย”
ภาพสุดท้ายที่สะท้อนในแววตาของเหม่ยอัน คือแผ่นหลังของชายหญิงคู่นั้นที่เดินจากไปโดยมิแม้แต่จะเหลียวแล ทิ้งนางให้นอนหนาวตายอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาทับถมร่าง
ความแค้น... เปลวไฟแห่งความอาฆาตลุกโชนขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ หากนรกมีจริง หากสวรรค์ยังมีตา... ข้าขอสาบาน... ต่อให้ต้องกลายเป็นวิญญาณร้าย ข้าจะฉุดกระชากพวกเจ้าลงขุมนรกไปพร้อมกับข้า! หนี้เลือดครั้งนี้ พวกเจ้าทุกคนต้องชดใช้!
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายขาดห้วงไปพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลงค้าง... เต็มไปด้วยไฟแค้นที่ไม่มีวันมอดดับชั่วนิรันดร์
“เฮือก!”
เหม่ยอันผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง ร่างกายกระตุกเป็นจังหวะ ลมหายใจหอบกระชั้นราวกับคนที่เพิ่งโผล่พ้นจากห้วงน้ำลึก มือบางยกขึ้นกุมลำคอและศีรษะตามสัญชาตญาณระวังภัย เจ็บ... นางเตรียมใจรับความเจ็บปวดที่กะโหลกศีรษะแตกละเอียด แต่ทว่า... ไม่มี!!!
ปลายนิ้วของนางสัมผัสได้เพียงผิวเนียนละเอียดและเส้นผมที่นุ่มสลวย ไร้ซึ่งรอยแผล ไร้ซึ่งโลหิตแดงฉานที่ไหลนอง นางก้มลงมองมือตัวเองที่สั่นระริก มันขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วน นี่ข้า... ตายไปแล้วกระนั้นหรือ
“คุณหนู! ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้นางสะดุ้งสุดตัว เหม่ยอันหันขวับไปมองที่ต้นเสียง ร่างเล็กของสาวใช้ในชุดสีเขียวอ่อนกำลังเดินเข้ามาพร้อมอ่างล้างหน้า
“ชุ... ชุนเถา!!!” น้ำเสียงของนางแหบพร่า
“เจ้าค่ะ บ่าวเอง” ชุนเถาวางอ่างน้ำลง สีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเห็นเหงื่อกาฬที่ท่วมตัวผู้เป็นนาย
“คุณหนูฝันร้ายหรือเจ้าคะ หน้าซีดเชียว”
เหม่ยอันไม่ตอบ นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ห้องนอนที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้จันทน์หอม ม่านมุ้งสีชมพูอ่อน และกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง... นี่คือห้องนอนของนางในจวนสกุลหลี่
ไม่ใช่ศาลาในวังหลวง... ไม่ใช่ความตาย
นางตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่!
เพียะ!
ความเจ็บแล่นปราดขึ้นมาที่แก้ม ชุนเถาร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ
“คุณหนู! ทำอะไรเจ้าคะ!”
เจ็บ... เจ็บจริง!
เหม่ยอันน้ำตาไหลพราก นี่ไม่ใช่ความฝัน นางยังไม่ตาย... หรือไม่ก็...
“ชุนเถา... วันนี้วันอะไร” นางถามเสียงสั่น รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง
“วันอะไรหรือเจ้าคะ ก็วันที่สิบสอง เดือนสิบไงเจ้าคะ วันที่คุณหนูต้องเข้าวังไปร่วมพิธีคัดเลือก ซิ่วหนวี่ รถม้าจากวังหลวงจะมารับในอีกหนึ่งชั่วยามแล้วนะเจ้าคะ ท่านเสนาบดีกำชับนักหนาว่าห้ามสายเด็ดขาด”
คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาล
วันที่นางเข้าวัง...
วันเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งหมด!
ความทรงจำไหลย้อนกลับมาราวกับทำนบแตก สามปีก่อน... วันนี้คือวันที่นางก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยความหวังและความรัก แต่กลับกลายเป็นการก้าวเท้าลงสู่ขุมนรก และที่สำคัญที่สุด... วันนี้คือวันที่บิดาของนางจะถูกใส่ร้าย!
ในชาติที่แล้ว ก่อนที่นางจะขึ้นรถม้า มีแขกคนหนึ่งมาขอพบบิดา อ้างว่านำของขวัญมงคลมามอบให้แก่บุตรีตระกูลหลี่ แต่แท้จริงแล้วในห่อของขวัญนั้นคือทองคำแท่งตีตราประทับของแคว้นศัตรู... หลักฐานที่จะใช้กล่าวหาว่าบิดานาง...ขายชาติ!
และหลังจากนางเข้าวังไปเพียงครึ่งวัน ทหารหลวงก็จะบุกค้นจวน...
นางมีเวลาไม่มากแล้ว
แววตาที่เคยตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบางจนชุนเถาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ
เด็กสาวผู้ไร้เดียงสาที่ชื่อหลี่เหม่ยอันได้ตายไปแล้ว...
สิ่งที่อยู่ในร่างนี้ คือวิญญาณอาฆาตที่นรกส่งกลับมาทวงคืน!
“เหม่ยอัน!” ไป๋อวี้เรียกเสียงหลง เขารีบถอดหมวกเกราะที่เทอะทะออก ส่งให้ทหารยาม แล้ววิ่งตามนางไปเขาคว้าข้อมือนางไว้ได้ทันก่อนที่นางจะลงบันได“ฟังข้าก่อน!”“ปล่อย!” เหม่ยอันสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม หันกลับมาเผชิญหน้าทั้งน้ำตา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาด้วยความร้าวราน“สนุกมากหรือไม่ ที่เห็นคนโง่งมผู้หนึ่งวิ่งเต้นไปทั่ว ยอมแลกแม้กระทั่งชีวิตเพื่อทวงความยุติธรรมให้คนตาย โดยหารู้ไม่ว่าคนผู้นั้นกำลังยืนหัวเราะอยู่หลังฉาก!”“เหม่ยอัน... ข้ามิเคยเห็นเจ้าเป็นตัวตลก”ไป๋อวี้ก้าวเข้ามาหา แววตาคมกริบคู่นั้นทอประกายเจ็บปวด“ฐานะของข้ามิอาจแพร่งพราย...ชีวิตข้าแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา ที่ข้าต้องปิดบัง ก็เพื่อให้เจ้าห่างไกลจากภยันตรายและปลอดภัยให้มากที่สุด”“ปลอดภัยรึ...” เหม่ยอันแค่นยิ้มทั้งน้ำตา“แล้วหัวใจข้าเล่า? ท่านรู้หรือไม่ว่ายามที่เห็นพัดเปื้อนเลือดด้ามนั้น... โลกทั้งใบของข้ามันพังทลายลงไปแล้ว!”สิ้นคำตัดพ้อ ร่างบางถูกดึงเข้าไป
ความจริงที่เปิดเผยตรงหน้า ทำให้เหม่ยอันยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาปอยู่กลางท้องพระโรง ริมฝีปากบางสั่นระริก อยากจะเอ่ยถามแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา สายตาของนางจับจ้องไปที่บุรุษในชุดเกราะดำ... ไป๋อวี้... ชายที่นางเคยคิดว่ารู้จักดีที่สุด แต่บัดนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่นางไม่เคยรู้จักฮ่องเต้แย้มพระสรวลเย็นชา สุรเสียงราบเรียบทว่ากดดันดุจขุนเขาถล่มทลาย“จบละครฉากนี้เสียที... ข้าดูจนเบื่อเต็มทนแล้ว”“เสด็จพ่อ...” องค์ชายจิ้นหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกต้องธนู “ลูก...”“หุบปาก!”สุรเสียงตวาดก้องกัมปนาทสะท้านท้องพระโรง ความผ่อนคลายจอมปลอมมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงไอสังหารของมังกรผู้พิโรธ“เจ้าคิดว่าบัลลังก์มังกรนี้ เป็นที่นั่งของคนตาบอดหรือไร! ทุกแผนการสกปรกของเจ้า ข้าล่วงรู้มาตั้งแต่ต้น เพียงแค่รอเวลาให้เจ้าเผยหางสุนัขจิ้งจอกออกมาจนหมดเปลือก!”พระองค์ปรายตามองไปทางไป๋อวี้ด้วยสายตาชื่นชมระคนเหนื่อยหน่าย“หากมิได้ ‘หัวหน้าองครักษ์หน่วยเงา’ ผู้นี้ คอยเป็นหูเป็นตาและเอาชีวิตเข้าแลก ป่านนี้ศีรษะของข้าคงถูกลูกทรพีเช่นเจ้า ตัดไปเสียบประจานหน้าประตูเมืองนานแล้ว!”เหม่ยอันมองไป๋อวี้อีกครั้ง
เหม่ยอันไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา นางชูพัดจีบเปื้อนเลือดขึ้นเหนือศีรษะ เสียงของนางก้องกังวานสะกดทุกลมหายใจ“ขอฝ่าบาททรงโปรดเมตตา! หม่อมฉันมิได้เสียสติ แต่หม่อมฉันมาทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์!”นางจ้องมององค์ชายจิ้นด้วยสายตาอาฆาต“เหตุระเบิดเมื่อคืน มิใช่อุบัติเหตุ... แต่เป็นแผนกบฏของคนในราชวงศ์ที่หวังสังหารขุนนางตงฉิน!” เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่“สามหาว! ทหาร! ลากตัวนางออกไป! นางเสียสติไปแล้ว!”องค์ชายจิ้นหน้าซีดเผือด รีบตวาด“ใครกล้า!” เหม่ยอันตวาดกลับ พร้อมดึงปิ่นปักผมออกมาจ่อที่คอหอยตนเอง“วันนี้หากความจริงไม่ปรากฏ ข้าขอใช้เลือดล้างท้องพระโรง เพื่อสาปแช่งคนชั่วให้พินาศ!”“ข้าไม่ได้เสียสติ!” เหม่ยอันชูพัดจีบเปื้อนเลือดขึ้นสูง“นี่คือพัดของพยานปากเอก... คุณชายไป๋อวี้! เขาเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องวังหลวงจากระเบิดที่ ‘องค์ชายจิ้น’ เป็นคนสั่งการ!”“หุบปากนะนังแพศยา!” องค์ชายจิ้นลืมตัว ตะคอกลั่น
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงบนซากปรักหักพังของหอประตูทิศใต้ ควันไฟยังคงลอยกรุ่นพัดพากลิ่นเหม็นไหม้และกลิ่นคาวเลือดตลบอบอวล เหม่ยอันยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้ากองเถ้าถ่าน ร่างกายที่เคยงดงามบัดนี้มอมแมมไปด้วยเขม่าดำ ดวงตาคู่สวยแห้งผากไร้น้ำตา... ราวกับวิญญาณได้หลุดลอยตามเปลวเพลิงเมื่อคืนไปแล้ว“แม่นางหลี่...”แม่ทัพหลิวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าหนักใจ ในมือประคองวัตถุบางอย่างด้วยความระมัดระวัง“เราไม่พบร่างของผู้ใด... พบเพียงสิ่งนี้ตกอยู่กลางกองเพลิง”พัดจีบด้ามจิ้วที่คุ้นตา... บัดนี้ไหม้เกรียมไปกว่าครึ่ง ทว่าลวดลายไผ่ลู่ลมอันองอาจยังคงปรากฏชัด และที่ด้ามพัดไม้ไผ่... มีคราบโลหิตสีแดงคล้ำแห้งกรังติดอยู่เหม่ยอันรับพัดมาประคองไว้ในอุ้งมือที่สั่นระริก ความหวังริบหรี่สุดท้ายดับวูบลงราวเทียนที่ต้องลมพายุนางไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ฟูมฟาย เพียงแต่กระชับพัดด้ามนั้นแนบอกแน่น... แน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายกลั่นตัวเป็นความแค้นที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟนรก“เสียใจด้วยแม่นาง...” แม่ทัพหลิวเอ่ยเสียงเบา&l


















ความคิดเห็น