ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อน
ทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกัน
ยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม
แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกรรจ์ในกายก็พลันสูบฉีด ลำคอแห้งผาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เผลอใช้นิ้วหัวแม่มือไล้วนบนริมฝีปากนางเสียแล้ว
ต้องยอมรับตามตรงว่าเขาไม่เคยต้องการสตรีใดเช่นนี้มาก่อน นางเป็นคนแรกที่ดึงดูดสายตาและความสนใจจากเขา ทำให้เขาเคยถึงกับขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้เขาคล้ายพร้อมจะกลายร่างเป็นสัตว์ป่าได้ทุกเมื่อ
โดยที่ไม่รู้ตัว หยางหยางเลื่อนมือลงไล้แก้มนวล ลดสายตาลงจ้องริมฝีปากสีแดงระเรื่อ
“ท่าน...แม่ทัพ...” หนิงซินเริ่มจะรู้สึกกลัว
ตอนนี้นางเพิ่งจะอาการดีขึ้น ทว่ายังคง...เจ็บระบมไม่หาย ถ้าหากว่าคนผู้นี้ต้องการนางอย่างที่สังหรณ์ใจ ถ้า...ถ้าสิ่งนั้นที่ใหญ่โตจนน่ากลัวทะลุทะลวงเข้ามาอีกหน ครั้งนี้นาง...นางต้องตายแน่ๆ!
หนิงซินหลับตาลงด้วยความกลัว
ราวกับจะเข้าใจเจตนานางผิด ชั่วอึดใจที่นางหลับตาลง ริมฝีปากอุ่นๆ ก็ทาบทับริมฝีปากนาง มือที่ไล้แก้มก็กลายเป็นสอดเข้าไปใต้เรือนผม กุมท้ายทอยนางไว้มั่น บดริมฝีปากน้อยๆ ที่ไร้ทางสู้จนนางต้องเผยอปากตอบรับ ปล่อยให้แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ลิ้มรสความหวานอย่างไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ
“อา...” เขาครางออกมา คล้ายสุขสมปนทรมาน
แรกเริ่มเดิมทีหนิงซินไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด มารู้สาเหตุก็ตอนที่เขาเริ่มจะกอดก่ายพัวพันกับนาง...
ดูเหมือนสิ่งนั้น...สิ่งที่ใหญ่โตนั้นจะขยายใหญ่เต็มที่แล้ว!
หนิงซินตกใจกลัว นางหนีบขาเข้าหากันทันที เกรงว่าจะเกิดเรื่องอย่างคืนนั้นเข้าจริงๆ ทว่าจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เกิดเรื่องที่นางหวาดกลัว
เขาทำเพียงกอดจูบนาง จับตรงนี้ลูบไล้ตรงนั้นอย่างถือสิทธิ์ ทำเอาร่างกายนางร้อนรุ่มไปหมด ทั้งยังรู้สึกตึงและเห่อร้อนที่หว่างขา จนนางสงสัยว่ายาที่หมอตำแยให้ไว้ใช่หมดฤทธิ์แล้วหรือไม่ ไหนจะยังที่ทรวงอก...หากมิใช่ได้คนผู้นี้ช่วยโลมเลียดับร้อน อาการคัดอกร้อนวูบที่ปทุมถันคงทำให้นางอึดอัดทรมานไม่น้อยเช่นกัน
ยามนี้เสื้อผ้าหนิงซินหลุดรุ่ยจนแทบจะเปลือยเปล่า หยางหยางเคล้นคลึงหน้าอกอวบอิ่มของนางอย่างเบามือ ทั้งโลมเลียทั้งขบเม้มทั้งดูดดม ลุ่มหลง เมามาย
กระนั้นก็เถอะ...นับว่ายังดีที่คนผู้นี้ยังรู้จักกระทำอย่างระมัดระวังทะนุถนอม ไม่กลั่นแกล้งรังแกนางจนเกินไป...
หนิงซินพยายามควบคุมสติ เกรงว่าเขาจะรับรู้ว่ายามนี้หัวใจนางทั้งเต้นเร็วและแรง ลมหายใจหอบถี่ ปากก็จะหลุดครางเสียงน่าอายออกมาอยู่เรื่อย
ตอนนั้นเอง แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ก็จูบไล่ขึ้นมาตามลำคอ จุมพิตนาง ก่อนจ้องลึกลงในตา
“ท่าน...”
เอ่ยได้เท่านี้หนิงซินก็ไม่กล้าพูดต่อ ด้วยน้ำเสียงของนางนั้น ทั้งแปลกแปร่ง ทั้งกระเส่า น่าอับอายยิ่งนัก
แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ยกมุมปากยิ้ม จะว่าดูชั่วร้ายก็ใช่ จะว่าทรงเสน่ห์ก็ไม่ผิด เขาจุมพิตนางอีกหน ครั้งนี้เขาสอดลิ้นเข้ามาข้างใน ยิ่งหนิงซินพยายามเอาลิ้นตนเองดุนดันออกไป อีกฝ่ายกลับยิ่งครางคล้ายพึงพอใจ รุกเร้านางหนักขึ้นเรื่อยๆ มือหนึ่งก็จับมือนางเลื่อนลงไปสัมผัสบางอย่าง...บางอย่างที่ทั้งยาวใหญ่และแข็งตึง!
หนิงซินรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเจ้าแท่งใหญ่โตนั้นคือสิ่งใด นางจะชักมือกลับ แต่เขาหายอมไม่ เขาถอนจุมพิต เลื่อนริมฝีปากกระซิบข้างหูนาง เอ่ยเสียงกระเส่า
“ลองสัมผัสดูสิ”
ลอง...?
จะให้ลองสัมผัสอะไรนะ?
หนิงซินทั้งเขินอายทั้งตกใจ หูอื้อตาลายไปหมด
หลังการกึ่งจะโดนบังคับจับมาบำเพ็ญประโยชน์ของหนิงซินจบลง หยางหยางซบหน้าลงที่ซอกคอหอมละมุน เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นจุมพิต และจูบหน้าผากนางเบาๆ จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นาง ก่อนจัดท่าจัดทางให้นางนอนหนุนแขนเหมือนเคยหนิงซินยังคงหอบหายใจน้อยๆ อยู่อีกพักใหญ่ หลังสงบใจลงแล้วถึงค่อยเอียงคอสบตา เลื่อนมือน้อยขึ้นสัมผัสแก้มเขาเบาๆหยางหยางกุมมือนั้นไว้“อย่าทำแบบนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บ”หนิงซินรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ยามนี้นางไม่โกรธเกลียดชิงชังเขาแล้วไม่ถูก อันที่จริงนางอาจมิได้โกรธเกลียดชิงชังเขาเลยตั้งแต่แรกเฮยเซ่อเย่ว์สูญเสียเชื้อพระวงศ์แทบจะทั้งหมดเพียงเพราะการปรากฏตัวของนาง นางเข้าใจในความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่คนแคว้นนี้มีต่อนางเป็นอย่างดี ฉะนั้น แม้ในตอนแรกนางจะเกลียดและกลัว แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกหนในระหว่างล้มป่วยเจียนตาย นางก็ละวางทุกสิ่งได้ด้วยความเข้าใจถึงเหตุและผลของสรรพสิ่งดั่งที่ท่านอาจารย์ผู้ชราของนางและน้องสี่ในวัยเยาว์กล่าวไว้‘ไม่มีผลใดปราศจากเหตุ
เขาไม่ปล่อยให้นางคิดในตอนที่นางกำลังสับสนลังเลอยู่นั้น เขางับติ่งหูนางเบาๆ ก่อนไล้เลียจุดอ่อนไหวที่ใบหู หนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย เขาก็ย้ายไปรังแกนางทางด้านขวา ยามหนิงซินเบี่ยงหน้าหลบไปทางขวา เขาก็ก้มลงรังแกนางทางฝั่งซ้าย ด้านล่างก็ฉวยโอกาสจับมือนางไปกุมแท่งหยกที่ใหญ่โตนั่น ค่อยๆ จับมือนางรูดสิ่งที่ห่อหุ้มสิ่งนั้นขึ้นและลงอย่างใจเย็น พอนางจะชักมือออกก็กระซิบข่มขู่เสียงทุ้มต่ำแหบห้าว“อย่าดื้อ หากเจ้าไม่ช่วยเหลือข้า ข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”“ชะ...ช่วย...?”หนิงซินพลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับตั้งแต่เทพเซียน ปีศาจ หญิงชาวบ้าน สตรีชนชั้นสูง หญิงงามล่มเมือง ไปจนถึงวีรสตรีกู้ชาติ ของมารดาในบรรดาเรื่องเล่าขานมากมายเหล่านั้น มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทุกส่วนในร่างกายสร้างความพึงพอใจให้บุรุษกล่าวเอาไว้ เป็นต้นว่าการรูดแท่งหยกขึ้นลงด้วยฝ่าเท้าทั้งสองข้างหรือกำมือสอดแทรกอยู่ไม่น้อยนางพลันเข้าใจว่าเขาต้องการให้ ‘ช่วย’ ทำสิ่งใดช่วยอะไรกัน เหตุใดจึงต้องช่วย ข้า...ข้าหาใช่ผู้เริ่มเรื่อง แล้วเหตุใด.
ทีแรกเขาคิดว่าการที่เขาดูแลนาง ดีต่อนาง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเพื่อชดเชยให้กับนาง แม้เทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปในคืนนั้นแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ทำเพื่อนางย่อมไม่อาจชดเชยกันได้ ทว่านี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้ เขาจึงดูแลเอาใจใส่นาง ดีต่อนางอย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อนทว่าความรู้สึกผิดและความคิดที่อยากจะชดเชยให้นาง กับอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในยามนี้นั้น แตกต่างกันยิ่งมองนางเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางช่างนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีและงามพร้อม ขณะเดียวกันก็ยังมีความกล้าหาญ รักราษฎรและแผ่นดินเกิดมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง ทว่าสตรีที่งดงามทั้งภายนอกและภายในเช่นนี้กลับโดนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมแรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเพียงความชื่นชม ทว่ายามนี้ ยามที่เห็นนางกัดริมฝีปากช้อนตามองค้อน หัวใจเขากลับเต้นผิดจังหวะ รู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากบีบแก้มนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ พอหน้านางยิ่งงอเง้าจะได้ระดมจุมพิตทั้งแก้ม ทั้งหน้าผาก ทั้งริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น หยอกเย้ารังแกให้นางเลิกทำหน้างอ แล้วจากนั้น...คิดเพียงเท่านี้ เลือดชายฉกร
วัดจากวิธีที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ปฏิบัติต่อตนในยามนี้ หนิงซินค่อนข้างแน่ใจว่านางได้ครอบครอง ‘อำนาจ’ เหนือคนผู้นี้แล้ว สิ่งที่นางต้องทำจวบจนจะแน่ใจได้ว่าแคว้นป๋าย หรืออย่างน้อยๆ ก็ผู้คนที่เหลือในแคว้นป๋ายจะอยู่รอดปลอดจากภัยสงคราม ก็คือการรักษาอำนาจนี้ไว้ และถ้าเป็นไปได้ นางย่อมต้องทำให้ตนเองมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนผู้นี้ให้มากขึ้น...มากขึ้นไปเรื่อยๆ มารดาเคยสั่งสอนนางด้วยการยกเอาเรื่องราวของสตรีล่มแคว้น นารีล่มเมืองทั้งหลายในอดีตมาเล่าให้นางฟัง เล่าละเอียดถึงขั้นว่าพวกนางใช้กลเม็ดเคล็ดลับใดตอนไหนบ้าง...ซึ่งนางค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเจ็ดส่วน เสด็จแม่ของนางย่อมต้องแต่งเสริมเติมเรื่องราวเข้าไปเพื่อสั่งสอนนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่าขานพวกนั้นจะบอกเล่าละเอียดกันถึงขั้นบรรยายเรื่องกิริยามัดใจบุรุษรวมไปถึงกลยุทธ์ชั้นเชิงกลกามเอาไว้นางใคร่รู้ยิ่งนัก หากนางนำเอากลเม็ดเคล็ดลับเหล่านั้นมาใช้เพื่อการนี้ ตัวนาง นับจากนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นหญิงแพศยาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจปานใด เพราะนับตั้งแต่ผ่านพ้นเรื่องราวในคืนนั้
จากเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา สู่องค์หญิงคนสำคัญของแว่นแคว้น แล้วผันแปรเป็นหญิงเพศยา นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน สุดท้ายก็ต้องมารับบทบาทนางจิ้งจอกในชีวิตจริง ณ ที่นี่ท่ามกลางความเงียบงัน หนิงซินแม้เหนื่อยล้ากับบทบาทของตนเองในงิ้วโรงเรื่องนี้เต็มที ก็ยังพยายามอธิบายเสริมให้ทุกประโยคที่กล่าวออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่น แม้แผ่วเบาราวกับท่วงทำนองหวานล้ำในสายลม กระแสเสียงกลับฟังถนัดชัดเจนทุกถ้อยคำ…“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นบิดาของอดีตพระราชชายาที่ล่วงลับ ในสายตาของข้าแล้วท่านเสนาบดีเป็นขุนนางที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยเห็นเสด็จพ่อพระทัยขุ่นมัวเพราะท่านเสนาบดีท่านนี้มาก่อน...เสนาบดีท่านนี้เป็นผู้รู้จักหนักเบา ซ้ำยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ยามศึกสงครามเช่นนี้ก็ยังสละทรัพย์สินส่วนตนตั้งโรงทานแจกจ่ายแป้งย่างที่เก็บได้นานมากหน่อยและข้าวต้มอย่างไม่เสียดาย...หากเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ย่อมต้องเข้าใจ ว่าสิ่งใดคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่อแคว้นป๋ายและเหล่าราษฎรตาดำๆ”เห็นความพยายามของนางเช่นนี้แล้ว หยางหยางคิดว่าสมควรกล่าวอะไรสัก
คนรักอย่างนั้นรึ?ไม่...ไม่ใช่...มีความเชื่อที่ว่า สตรีที่ดีควรมีชายเดียว ดังนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต บุรุษผู้นั้นให้ไปซ้ายก็ไม่กล้าไปขวา บุรุษผู้นั้นบอกให้ไปขวาก็ไม่กล้าไปซ้าย บุรุษผู้นั้นกล่าวสิ่งใดก็ยอมตาม ไม่มีเกี่ยงงอนขัดขืนใดใดเลยสักคำ ปฏิบัติราวกับบุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าชีวิตก็ไม่ปานแคว้นป๋ายเป็นแคว้นที่เคร่งครัดในมารยาทธรรมเนียมตลอดจนจารีตประเพณี ไม่แน่ว่าองค์หญิงรองเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อตกเป็นของชายใดแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นสมบัติของคนผู้นั้น...วัดจากท่าทีของนางในยามนี้...ไม่ผิดแล้ว นี่ข้า...สตรีดีๆ เช่นนี้...หยางหยางรังเกียจตัวเองนัก ได้แต่ไถ่โทษด้วยการเป็นหลักให้องค์หญิงรองพิงกายเขียนสาร สองมือก็ช่วยจับโต๊ะให้นางให้มั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งนางยอมรับความช่วยเหลือจากตนโดยไม่อิดเอื้อน ในช่องอกก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีลิ่มทิ่มแทงใจหยางหยางไม่รู้ตัวว่าตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่องค์หญิงรองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห