แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: เมียเมียลู่
สีซือเฉิงปรากฏตัวขึ้นที่โรงพยาบาล โดยมีเจียงซินเดินตามมาติด ๆ

แม้เขาจะนั่งอยู่บนรถเข็น ทว่ากลิ่นอายความสง่างามสูงศักดิ์ที่หล่อหลอมมาเนิ่นนานกลับไม่ลดทอนลงไปเลยแม้แต่น้อย

เจียงซินเป็นคนเข็นรถให้เขา ชุดเดรสยาวสีเบจยิ่งขับเน้นให้เธอดูนุ่มนวลบอบบางน่าทะนุถนอม

ใครเห็นต่างก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า: ช่างเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างมาโดยแท้

“ซือเฉิงเอ๊ย...”

ทันทีที่คุณนายผู้เฒ่าเห็นหน้าหลานชาย ก็ราวกับหาที่ระบายความอัดอั้นเจอ เธอร้องไห้โฮจนแทบยืนไม่อยู่ “ดูสิว่าแกแต่งกับภรรยาแสนดีแบบไหนเข้ามา! ปู่ของแกตายไปทั้งคน เธอยังไม่หลั่งน้ำตาสักแอะ นังคนไร้หัวใจ”

“คุณย่าครับ อย่าพูดแบบนั้นเลย...”

เขาเอ่ยแทรก “ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือจัดการพิธีศพของคุณปู่ให้เรียบร้อย หนิงหนิงเธอไม่ได้ตั้งใจ ถ้าจะโทษก็...”

สีซือเฉิงทอดสายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนมองเคอหนิงซึ่งยืนนิ่งอึ้งอยู่ด้านข้าง บนแก้มซ้ายที่บวมเจ่อเล็กน้อยของเธอมีรอยนิ้วมือทั้งห้าประทับอยู่อย่างชัดเจน

ประกายความปวดใจสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของเขาอย่างยากจะสังเกตเห็น ก่อนที่เขาจะออกรับผิดแทนเหมือนอย่างเคย “ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ผมมัวแต่คุยธุรกิจจนไม่ได้ดูโทรศัพท์ เลยพลาดสายและข้อความจากหนิงหนิง คุณย่าครับ... ถ้าคุณย่าโกรธจนทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ตีผมเพื่อระบายเถอะ เป็นผมเองที่ผิดต่อคุณปู่...”

เคอหนิงมองท่าทีที่ดูจริงใจของเขา ช่างเหมือนสามีจอมคลั่งรักผู้ปกป้องภรรยาเสียเหลือเกิน

แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเขาแกล้งพิการมานานหลายปี เธอจะต้องมาทนรับความอัปยศมากมายขนาดนี้ทำไม...

ทั้งที่เป็นตัวต้นเหตุแท้ ๆ แต่กลับมาสวมบทบาทเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

คุณนายผู้เฒ่าสีกล้าดุด่าเคอหนิง แต่กลับทำใจตำหนิหลานชายแท้ ๆ ของตัวเองไม่ลง ได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด

เมื่อเห็นดังนั้น เจียงซินก็ก้าวเข้าไปช่วยลูบหลังปลอบใจ ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตายิ่งดูน่าสงสารจับใจ “คุณย่าคะ พี่รองพูดถูกแล้ว คุณปู่จากไปแล้ว ตอนนี้ตระกูลสีต้องพึ่งคุณย่าเป็นเสาหลักนะคะ ถ้าคุณย่าเศร้าตรอมใจจนเป็นอะไรไป คุณปู่ที่อยู่บนสวรรค์จะหมดห่วงได้อย่างไรคะ?”

เธอเป็นลูกบุญธรรมของลูกชายคนที่สามแห่งตระกูลสี หลังจากที่พ่อบุญธรรมเสียชีวิต เธอก็ถูกเลี้ยงดูมาข้างกายคุณนายผู้เฒ่าตลอด และเป็นหลานสาวที่รู้ใจคุณนายผู้เฒ่ามากที่สุด

ว่ากันว่าเมื่อหกปีก่อนตอนที่เจียงซินจะไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณนายผู้เฒ่าถึงกับร้องไห้หนักตลอดทั้งคืน

หญิงชรามองเจียงซินด้วยความรักใคร่เอ็นดู ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เคอหนิงอย่างดุดัน “ไสหัวไป! นังตัวซวยกินผัวกินโคตร ไสหัวออกไปจากตระกูลสีของฉันเดี๋ยว นี้!”

ถ้อยคำผรุสวาทดังขึ้นไม่ขาดสาย จนสีซือเฉิงเริ่มทนฟังไม่ไหว

เขาบังคับรถเข็นพาเคอหนิงมาส่งที่หน้าลิฟต์ เมื่อเห็นท่าทางเลื่อนลอยไร้สติของเธอ ในใจเขาก็พลันเกิดความรู้สึกสับสนปนเปไปหมด

“เจ็บแก้มอยู่ไหม? ขอผมดูหน่อยสิ”

จังหวะที่เขายื่นมือออกไป เคอหนิงกลับเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ

สีซือเฉิงชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาคิดเพียงว่าเธอคงกำลังเสียใจกับการจากไปของคุณท่าน ประกอบกับเพิ่งถูกกลั่นแกล้งให้ได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจจึงเป็นเช่นนี้

เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยปลอบ “คุณย่าทำเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ แต่ท่านก็แค่เสียใจมากไปหน่อย คุณอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”

“เดี๋ยวพอกลับถึงบ้าน อย่าลืมบอกให้แม่บ้านเตรียมถุงน้ำแข็งมาประคบแก้มด้วยล่ะ ทางฝั่งคุณย่า... เดี๋ยวผมจะช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้เอง คุณไม่ต้องกังวลนะ”

“ซือเฉิง”

เคอหนิงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาจับจ้องไปที่บริเวณข้อพับเข่าของเขา “ขาของคุณ…”

“หืม? ขาผมทำไมเหรอ?”

เขามองตามสายตาของเธอ เสียงร้องไห้จากในห้องพักผู้ป่วยยังคงดังอย่างต่อเนื่อง สีซือเฉิงคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง

เขาระบายยิ้มอบอุ่นที่ทำให้คนมองรู้สึกสบายใจ “วางใจเถอะ ผมไม่เป็นไรหรอก จะไม่ฝืนทำอะไรเกินตัวจนทำให้แผลกำเริบแน่นอน”

“...”

เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีความคิดที่จะพูดความจริง เคอหนิงก็มองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผิดหวัง

จังหวะเดียวกับที่ลิฟต์มาถึงพอดี เธอก้าวเท้าเข้าไป วินาทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง ราวกับว่ามันได้ตัดขาดความผูกพันตลอดห้าปีที่ผ่านมาของเธอและเขาลงไปด้วย...

ออกจากโรงพยาบาล เคอหนิงก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่คฤหาสน์

ทว่าทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ลำน้ำสายหนึ่งก็ฉีดพุ่งเข้าใส่หน้าเธออย่างจัง

เธอหลับตาและเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กดังขึ้น

“ฮ่า ๆ ๆ คนร้ายถูกปราบแล้ว! ฉันคือฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่!”

“คุณผู้หญิง!”

ป้าหลินซึ่งเป็นแม่บ้านร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบวิ่งหน้าตั้งออกมาจากห้องครัวพร้อมกับดึงทิชชู่ออกมาหลายแผ่น “คุณผู้หญิงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? รีบเช็ดหน้าก่อนเถอะค่ะ”

เคอหนิงยกมือขึ้นปาดน้ำบนใบหน้า เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นเด็กผู้ชายวัยสี่ห้าขวบคนหนึ่งกำลังถือปืนฉีดน้ำเล็งมาที่เธอ

เด็กคนนี้เธอรู้จักดี...

เขาชื่อเจียงอวิ๋นฮ่วน เป็นลูกชายของเจียงซิน

สมัยที่เคอหนิงเป็นทนายว่าความให้เจียงซิน เธอเคยเจอเขาอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดู เรียกเธอว่าคุณน้าทุกคำ

คดีเพิ่งจะสิ้นสุดลงได้แค่เดือนกว่า ๆ ลูกแกะน้อยตัวนี้กลับกลายร่างเป็นจอมมารร้ายไปเสียแล้ว

ยังไม่ทันที่เคอหนิงจะเอ่ยปากถาม ป้าหลินก็รีบชิงอธิบายอย่างร้อนรน “เอ่อ คือว่าคุณผู้ชาย... คุณผู้ชายบอกว่าช่วงนี้ที่บ้านเก่ากำลังวุ่นวายเรื่องงานศพของคุณท่าน กลัวว่าจะไม่มีคนดูแลคุณชายน้อย ก็เลยรับตัวกลับมาที่นี่ บอกให้ฉันช่วยดูแลไปก่อนสองสามวันน่ะค่ะ”

“ไม่ใช่นะ!”

เจียงอวิ๋นฮ่วนเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดแทรก “พ่อซือเฉิงบอกว่า ตราบใดที่ผมอยากอยู่ ต่อไปผมก็มาอยู่ที่นี่ได้ตลอดเลย!”

“โธ่ พ่อทูนหัวของป้า!”

ป้าหลินตกใจจนตาแทบถลน รีบยกมือขึ้นปิดปากเด็กน้อยไว้ แต่ก็ไม่กล้าออกแรงมากนักจนเหงื่อซึมเต็มหน้าผากด้วยความร้อนรน “คุณชายรองเป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่คุณชายน้อยนะคะ คุณชายน้อยต้องเรียกว่าคุณลุงสิถึงจะถูก…”

เจียงอวิ๋นฮ่วนกัดมือป้าหลินเข้าอย่างจังพลางเบิกตากว้าง “แม่บอกแล้วไงว่าพ่อซือเฉิงไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ ของแม่! พ่อซือเฉิงต่างหากที่เป็นคนให้ผมเรียกแบบนี้!”

เคอหนิงมองดูท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแม่บ้านที่อยากจะอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แล้วก็รู้สึกขบขันขึ้นมา

หากไม่ใช่เพราะคำพูดประโยคนี้ของเด็กน้อย หากไม่ใช่เพราะเธอเห็นกับตาตัวเองว่าสีซือเฉิงหลอกลวงเธอมาตลอดสามปีเต็ม เธอคงจะเชื่อคำพูดของพวกเขาอย่างสนิทใจไปแล้ว

แต่ตอนนี้...

เธอไม่มีกะจิตกะใจจะไปสืบสาวราวเรื่องอะไรอีกแล้ว

ทำงานเป็นทนายความมาหลายปี เคอหนิงตระหนักดีว่าเมื่อใดที่ฉากหน้าของคำโกหกถูกกระชากออก สิ่งที่ถูกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังย่อมต้องเป็นความจริงที่สกปรกโสมมที่สุดอย่างแน่นอน

เธอเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน “ให้อาหารเจ้าเฉ่าเหมยหรือยังคะ?”

ป้าหลินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังพูดถึงสุนัขพันธุ์บิชองตัวน้อยที่บ้าน จึงรีบพยักหน้ารับ “ให้แล้วค่ะ ๆ ตอนนี้กำลังเล่นอยู่ในห้องสัตว์เลี้ยงค่ะ”

เคอหนิงพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้าห้องนอนไป

คุณท่านจากไปอย่างกะทันหัน แต่ตระกูลสีเป็นถึงตระกูลผู้ดีเก่าแก่แห่งเมืองหลินงานศพจึงจะจัดอย่างลวก ๆ ไม่ได้

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่บ้านเก่ามีแขกเหรื่อมาร่วมไว้อาลัยไม่ขาดสาย

มีเพียงเคอหนิงคนเดียวที่แม้แต่คุณสมบัติจะก้าวเท้าเข้าบ้านเก่าก็ยังไม่มี

สีซือเฉิงอ้างว่าคุณนายผู้เฒ่ายังไม่หายโกรธ เลยบอกให้เธออย่าเพิ่งไปที่บ้านเก่าทุกอย่างเขาและเจียงซินจะเป็นคนจัดการเอง ส่วนเธอมีหน้าที่แค่อยู่บ้านดูแลเจียงอวิ๋นฮ่วนให้ดีก็พอ

ฟังดูราวกับว่าเขานึกถึงจิตใจเธอทุกคำพูด แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการผลักไสให้เธอเป็นคนนอก

งานเลี้ยงของตระกูลสีก่อนหน้านี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน สีซือเฉิงมักจะมีข้ออ้างร้อยแปดมาทำให้เธอต้องขาดร่วมงานเสมอ

เป็นเคอหนิงเองที่โง่งม ถึงขั้นยอมถูกท่าทางสุภาพอ่อนโยนของเขาหลอกลวงมานานหลายปี

แต่เธอก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

เพียงแต่รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ตอนยังมีชีวิตอยู่คุณท่านดีต่อเธอมาก ทว่าหลังจากที่ท่านจากไป เธอกลับไม่มีโอกาสได้ไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย

จนกระทั่งงานศพสิ้นสุดลง สีซือเฉิงก็ยังไม่กลับมา

แต่บรรยากาศในบ้านกลับไม่ได้เงียบเหงาเลยสักนิด ชั้นล่างมีเสียงตึงตังโครมครามดังขึ้นตลอดทั้งวัน เจียงอวิ๋นฮ่วนกระโดดโลดเต้นไปมาเป็นลิงค่าง ส่งเสียงหนวกหูจนเธอปวดหัวไปหมด

แต่เคอหนิงก็คร้านที่จะใส่ใจ เธอมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ

ตอนที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงแล้ว

เธอคิดว่าเป็นสีซือเฉิงโทรมา จึงปัดหน้าจอนับสายด้วยความงัวเงีย ทว่าเสียงที่ดังแว่วมากลับเป็นเสียงของจิ่งจือ

“หนิงหนิง เรื่องเจียงซินที่เธอให้ฉันไปสืบ มีความคืบหน้าแล้วนะ”

จิ่งจือเป็นรุ่นพี่ของเธอ หลังจากเรียนจบก็ได้เป็นหุ้นส่วนของสำนักงานทนายความ หลายปีมานี้เคอหนิงก็ทำงานอยู่ที่สำนักงานทนายความของเธอมาโดยตลอด

“นอกจากข้อมูลที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้ ฉันพบว่าเหตุผลที่เจียงซินไปต่างประเทศในตอนนั้นมีบางอย่างแปลก ๆ เธอไม่ได้สอบติดมหาวิทยาลัยในต่างประเทศหรอกนะ แต่เป็นคุณท่านสีที่ยอมจ่ายเงินใช้เส้นสายส่งเธอไปเรียนต่อ ข้อมูลก่อนที่เธอจะเดินทางไปต่างประเทศมีน้อยมาก ราวกับถูกใครจงใจลบมันทิ้งไป”

เสียงพลิกเอกสารของจิ่งจือดังลอดผ่านสายมา “แต่ฟังจากเพื่อนร่วมชั้นเก่า ๆ ของเธอ เขาเล่าว่าตอนที่เจียงซินยังเรียนอยู่ พฤติกรรมเธอก็ไม่ค่อยดีนัก เห็นว่าไปพัวพันอีรุงตุงนังกับพี่ชายในบ้าน รายละเอียดลึก ๆ ฉันก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก คาดว่าคุณท่านสีคงจะส่งเธอออกไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเอาไว้นั่นแหละ…”

“หนิงหนิง... หรือว่าเธอสงสัยเรื่องของเธอกับสีซือเฉิง…”

จิ่งจือทำงานเป็นทนายความมานานหลายปี สัญชาตญาณย่อมเฉียบแหลมเป็นธรรมดา เพียงประโยคเดียวก็จับจุดสำคัญได้ทันที

เคอหนิงเองก็ไม่คิดจะปิดบัง “แล้วพี่คิดว่าไงล่ะ?”

จิ่งจือเงียบไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “แล้วหลังจากนี้เธอวางแผนจะทำยังไงต่อ?”

“พี่ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันถนัดอะไรที่สุด?”

จิ่งจือตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก “สิ่งที่เธอถนัดที่สุดก็ต้องเป็นการว่าความ”

จู่ ๆ เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงร้องออกมาด้วยความตกใจ “นี่เธอคิดจะหย่าเหรอ?!”

เคอหนิงไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป แต่ความเงียบนั้นกลับคล้ายจะบอกทุกอย่างหมดแล้ว

ร่วมงานกันมาหลายปี จิ่งจือย่อมรู้ใจเธอดี ทว่าถึงกระนั้นก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าการตัดสินใจของเธอครั้งนี้ดูจะบุ่มบ่ามไปสักหน่อย

“หนิงหนิง ยังไงซะนี่ก็เป็นเรื่องเมื่อหกปีก่อน แถมยังไม่มีหลักฐานอะไรแน่ชัด เธออย่าเพิ่งวู่วาม…”

“ฉันไม่ได้วู่วาม”

น้ำเสียงของเธอราบเรียบ “จือจือ... สีซือเฉิงให้ลูกของเจียงซินเรียกเขาว่าพ่อ”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 100

    เขาลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ “นายครับ นี่คุณจะไปไหนครับเนี่ย?” “เมืองหลิน”“หลิน”ทีแรกเขาพยักหน้ารับ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตกใจ “กลับเมืองหลินเหรอครับ? นี่คุณคงไม่ได้จะไปหาคุณเคอหรอกใช่ไหม?!” ลู่วั่งเฉินไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ไม่ได้นะครับ!” ฟางอี้รีบพุ่งเข้าไปขวางเร็วกว่าใคร “คุณก็รู้ดีว่าตอนนี้คุณชายรองกับคุณชายสามกำลังรอหาจุดอ่อนมาข่มขู่คุณอยู่ ถ้าขืนปล่อยให้พวกเขารู้เข้า…” เขาถอนหายใจด้วยความร้อนรนใจ “นายครับ วางใจเถอะ ทางคุณเคอผมคอยจับตาดูให้อยู่ตลอด รับรองว่าไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด” “อีกอย่าง ตอนนี้คุณเคอก็ปลอดภัยดีแล้ว ผมคอยติดตามข่าวเธออยู่ตลอด ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ ผมจะรีบรายงานคุณเป็นคนแรกแน่นอนครับ!”“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว” บรรยากาศรอบตัวลู่วั่งเฉินลดต่ำลงจนน่าอึดอัด แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาบางเบา “ฉันถามแค่ว่า... เคอหนิงได้รับบาดเจ็บได้ยังไง?” “คือเธอ…” ฟางอี้อ้ำอึ้ง คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป “คือว่าเธอ…”ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก เป็นคนในทีมเลขานุการของลู่วั่งเฉินนั่นเอง ทว่าลู่วั่งเฉินไ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 99

    เมืองอวิ๋นจิง ซ่งซื่อกรุ๊ปหลังจากฟางอี้สแกนนิ้วเข้างาน เขาก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานประธาน รอจนได้ยินเสียงตอบรับว่า “เชิญครับ” จากด้านใน ถึงได้กล้าผลักประตูเข้าไป “นายครับ ข่าวสด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตาเลย คุณเคอจะมาที่เมืองอวิ๋นจิงแล้วนะครับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังเซ็นเอกสารของลู่วั่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาตวัดสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของฟางอี้ แล้วจู่ ๆ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เคอหนิงมาเมืองอวิ๋นจิง แล้วนายจะดีใจหน้าบานไปทำไม?” “เอ๋?” ฟางอี้ชะงักไปเล็กน้อย “นี่คุณไม่ดีใจเหรอครับ?”ลู่วั่งเฉินถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนย้อนถาม “พอเลย เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ กลบเกลื่อน พลิกหน้าเอกสารในมือ ทำทีเป็นกวาดสายตาอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เข้าหัวเลยสักตัวอักษรเดียว ก่อนจะแกล้งถามด้วยท่าทีนิ่งขรึมว่า “รู้ไหมว่าเคอหนิงมาทำอะไรที่เมืองอวิ๋นจิง?” “น่าจะมาเรื่องงานนะครับ” ฟางอี้ยืดตัวตรง “คดีภรรยาฆ่าสามีที่กำลังเป็นข่าวดังในเมืองอวิ๋นจิงช่วงนี้น่ะครับ” “แม่ของเด็กผู้ชายคนหน

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 98

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เคอหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลองโทรหาเขาอีกสักรอบดีไหม อย่างน้อยก็ถามไถ่สถานการณ์ดู หรือไม่ก็ลองไปพบลูกความก่อนก็ได้” “ไม่ได้!”จิ่งจือปฏิเสธแทบจะในทันที “ร่างกายเธอยังไม่หายดีเลยนะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” “ไม่เป็นไรหรอก เขาอุตส่าห์ติดต่อมาทั้งที ลองทำความเข้าใจดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่” เคอหนิงส่งยิ้มเชิงปลอบโยนให้จิ่งจือ “ถ้ารับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ปฏิเสธไป” เมื่อได้ยินคำว่าครอบครัวเดิมมีปัญหาหัวใจของเคอหนิงก็พลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสาร เคอหนิงจึงไม่อยากปฏิเสธคดีนี้ไปดื้อ ๆ จิ่งจือมองเธออยู่นาน ในที่สุดก็ขัดใจไม่ได้ จึงยอมต่อสายกลับไปหาปลายทางอีกครั้งต่อหน้าเคอหนิง หลังพูดคุยกันสั้น ๆ สองสามประโยคเธอก็วางสาย “เอาล่ะ เขาบอกว่าอีกสองวันจะมาที่เมืองหลิน ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันต่อหน้า” “มาเมืองหลินเหรอ” เคอหนิงประหลาดใจเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่เมืองหลินหรอกเหรอ” จิ่งจือพยักหน้า “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าครอบครัวเขาย้ายบ้านไปตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก ตอนนี้เหมือนจะตั้งรกรากอยู่ที่เ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 97

    “นี่คุณ!” สีซือเฉิงคาดไม่ถึงเลยว่าเคอหนิงจะปฏิเสธหน้าตาย ปลายนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังเศษแก้วบนพื้น “เศษแก้วก็ยังอยู่ตรงนี้ น้ำร้อนก็เจิ่งนองเต็มพื้น เคอหนิง คุณเป็นคนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “ประธานซีพูดแบบนี้ก็แปลกไปหน่อยมั้งคะ?” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันดังขึ้นจากด้านหลัง จิ่งจือยืนพิงกรอบประตูพลางปรายตาเย็นชาจ้องมองซีซือเฉิง “เคอหนิงของพวกเราเพิ่งถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนระดับปานกลาง ตอนที่อยากดื่มน้ำก็เลยหน้ามืดมือสั่น เผลอทำกาน้ำร้อนตกแตก จะตื่นตูมอะไรนักหนาคะ?” หญิงสาวทั้งสองคนรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุมต้อนสีซือเฉิงจนขยับตัวไม่รอด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “พวกเธอคิดว่าหมอกับตำรวจโง่นักหรือไง? ถ้าเจียงซินแจ้งความขึ้นมา เคอหนิงคิดจะรับมือยังไง?” “คนที่อยากแจ้งความเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่คุณเจียงคนเดียวนะคะ” เคอหนิงช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล ฉันก็ควรจะแจ้งความเหมือนกัน” สีซือเฉิงขมวดคิ้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าจะช่วยคุณตามหาตัวคนร้ายให้?” “แล้วยังไงคะ? พอหาเจอแล้ว คุณตั้งใจจะ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 96

    “ฉัน...” เจียงซินชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่ฉันทำไปก็เพราะ...” “กรี๊ดดดด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย เคอหนิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอคว้ากาต้มน้ำเพื่อสุขภาพตรงหัวเตียงแล้วปาใส่ทันที น้ำร้อนจัดด้านในเป็นน้ำที่จิ่งจือเพิ่งรินให้ก่อนจะออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ มันร้อนลวกเดือดพล่าน และสาดรดลงบนศีรษะของเจียงซินอย่างจัง กาแก้วหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เจียงซินยกมือกุมพวงแก้ม ร่างคุดคู้ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่น เคอหนิงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่จากรอยเลือดที่ไหลซึมตามง่ามนิ้ว เดาว่าใบหน้าน่าจะถูกเศษแก้วบาดเข้าแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สีซือเฉิงหิ้วขนมหวานร้านโปรดของเคอหนิงกลับมาพอดี ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพักผู้ป่วยของเคอหนิง ชายหนุ่มแทบจะพุ่งถลาเข้าไป และภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูคือเจียงซินในสภาพใบหน้าอาบเลือด ในขณะที่เคอหนิงยังคงนั่งตีหน้าตายอยู่บนเตียงผู้ป่วย “ซินซิน!” ถุงขนมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ สีซือเฉิงรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อมากดซับบาดแผ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 95

    “รอให้คุณหายดีก่อน แล้วผมจะเซ็นใบหย่าให้” วินาทีที่สีซือเฉิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกราวกับนักโทษประหารที่ถูกส่งตัวขึ้นแท่น รอรับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทั้งที่ไม่อยากตาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย “แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะช่วยตามหาคนที่ทำร้ายคุณให้เจอ ถือซะว่า...” เขาหลุบตาลง น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเห็น “ถือซะว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้คุณก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โจวเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พอเห็นสีซือเฉิงเดินออกมาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที “ท่านประธานครับ นายหญิงน้อยเธอ...” “ฟื้นแล้วล่ะ” สีซือเฉิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่หาดูได้ยาก “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเคอหนิง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้” โจวเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย หลังจากสั่งงานเสร็จ สีซือเฉิงก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอีก เขามองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไป เห็นจิ่งจือกำลังนั่งปอกแอปเปิลให้เคอหนิงอยู่ข้างเตียง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่เคอหนิงป่วย เธอจะชอบกินขนมหวานร้านหนึ่งที่ย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status