مشاركة

หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก
หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก
مؤلف: เมียเมียลู่

บทที่ 1

مؤلف: เมียเมียลู่
วันที่เคอหนิงยื่นเรื่องขอหย่ากับสีซือเฉิง เธอถูกชาวเน็ตด่าทอจนพุ่งติดเทรนด์ฮอตเสิร์ช

ทนายชื่อดังแห่งเมืองหลินไร้จรรยาบรรณ รับว่าความให้ชายโฉด ทอดทิ้งสามีพิการ บีบบังคับน้องสาวจนฆ่าตัวตาย

ทว่าชายหนุ่มที่กำลังขมวดคิ้วนั่งอยู่บนรถเข็น พลิกอ่านหนังสือหย่าตรงหน้า กลับคิดเพียงว่าเธอกำลังเล่นแง่เอาแต่ใจ

เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาช่างตามใจราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อย “ผมไม่มีทางยอมหย่าหรอกนะ หนิงหนิง... เลิกงอแงได้แล้ว”

น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวลและอ่อนโยน ราวกับค่ำคืนที่มีฝนตกหนักเมื่อห้าปีก่อน คืนที่เขาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อดึงร่างของเธอออกมาจากซากรถแท็กซี่ที่พังยับเยิน

ทั้งที่ขาทั้งสองข้างของเขาอาบชุ่มไปด้วยเลือดจนเนื้อหนังเหวอะหวะ แต่ปฏิกิริยาแรกของเขากลับเป็นการเอ่ยปากถามว่าเธอได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า

แต่ผู้ชายที่แสนจะอ่อนโยนและอบอุ่นคนนี้นี่แหละ ที่หลอกลวงเธอมาตลอดห้าปีเต็ม

ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน คุณท่านสีล้มป่วยกะทันหัน เคอหนิงยอมทิ้งคดีในมือแล้วรีบรุดไปหาสีซือเฉิงที่บ้านเพื่อนของเขาซึ่งกำลังคุยธุรกิจกันอยู่

ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตู เธอกลับบังเอิญเห็นสามีที่นั่งอยู่บนรถเข็นมาตลอดสามปีเต็ม กำลังหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของตนเอง!

ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนสนิทของเขาที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

“อาเฉิง ขานายหายดีมาตั้งสามปีแล้วนะ นี่นายกะจะปิดบังคนที่บ้านไปตลอดเลยหรือไง?”

“โดยเฉพาะเคอหนิง ภรรยาของนาย เธอทุ่มเทดูแลนายมาตั้งหลายปี คงอยากให้ขาของนายหายดีเร็วกว่าใครเพื่อนเลยล่ะ”

สีซือเฉิงนั่งไขว้ห้าง รถเข็นคู่กายที่เขาไม่เคยห่างถูกทิ้งขว้างไว้ตรงมุมห้องราวกับเศษขยะ ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูสุภาพนุ่มนวลนั้นแฝงไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา “ถ้าไม่ทำแบบนี้... ฉันจะหาข้ออ้างแยกห้องนอนกับเธอได้ยังไง...”

“ว่าไงนะ!”

เพื่อนของเขาอุทานด้วยความตกใจจนเผลอหลุดปากออกไป “เคอหนิงทุ่มเทให้นายขนาดนั้น คอยปรนนิบัติดูแลนายอย่างดีห้าปีไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่นายกลับทำเรื่องระยำแบบนี้ลงคอเนี่ยนะ?”

สิ้นเสียงโวยวาย เขาก็ถูกคนข้าง ๆ เตะเข้าที่หน้าแข้งไปหนึ่งที

ชายคนนั้นยื่นแก้วไวน์แดงส่งให้สีซือเฉิง แววตาของเขาฉายแววซับซ้อน “ได้ยินมาว่าคดีฟ้องหย่าของเจียงซิน นายเป็นคนขอให้เคอหนิงช่วยว่าความจนชนะคดี... ซือเฉิง นี่นายยังตัดใจจากเธอไม่ได้อีกเหรอ?”

เมื่อเห็นเขาเอาแต่เงียบ แววตาค่อย ๆ ดำมืดลึกล้ำขึ้น ผู้เป็นเพื่อนก็พอจะเดาคำตอบได้ไม่ยาก

“เจียงซินกลายเป็นแม่คนไปแล้วนะเว้ย ห้าปีก่อนบ้านตระกูลสีไม่ยอมรับเธอยังไง ห้าปีให้หลังพวกเขาก็ไม่มีทางยอมให้นายแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดหรอก”

“อีกอย่าง นายกับเคอหนิงก็แต่งงานกันมาตั้งห้าปีแล้ว ผู้หญิงคนนั้นดีกับนายจนแทบจะหาที่ติไม่ได้ นายจะใจร้ายทิ้งเธอไปหาคนอื่นจริง ๆ เหรอ?”

“ตลอดห้าปีมานี้ ฉันก็ไม่เคยดูแลเธอให้ขาดตกบกพร่อง ส่วนเรื่องที่จะทิ้ง...”

ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เขาไม่ได้พูดประโยคนั้นจนจบ ทำเพียงแค่หลุบตาลงต่ำจนไม่มีใครสามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกได้

แต่คนที่รู้จักสีซือเฉิงดีต่างก็รู้ว่า หากเขาไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ เขาคงไม่ตอบคำถามแบบกำกวมเช่นนี้แน่

เพื่อนทั้งสองคนยังคงพูดคุยวิจารณ์อะไรกันต่อ แต่เคอหนิงกลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว

ห้าปี...

ห้าปีเต็ม...

ที่แท้ขาของเขาก็หายดีมาตั้งนานแล้ว ที่แท้เขาก็หลอกลวงเธอมาตลอด...

เคอหนิงก้าวถอยหลังไปทีละก้าว ก่อนจะหมุนตัวเดินหนีออกมาอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

จู่ ๆ เธอก็สัมผัสได้ถึงรสชาติขมปร่าและเค็มชืดที่ริมฝีปาก เมื่อยกมือขึ้นแตะใบหน้า ถึงได้รู้ว่าแก้มของตนเองเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา

ซ่งหมิ่นแม่สามีส่งข้อความมาถามอีกครั้งว่าตามหาสีซือเฉิงเจอหรือยัง พร้อมกับกำชับให้ทั้งคู่เดินทางอย่างระมัดระวัง เธอยังบอกอีกว่าตอนนี้อาการของคุณท่านเริ่มทรงตัวแล้ว อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก

ทันทีที่ก้าวพ้นห้องนั่งเล่นที่เปิดฮีตเตอร์เอาไว้ ลมหนาวที่พัดมาปะทะตัวก็หนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำ ทว่ามันกลับเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บอ้างว้างที่เกาะกุมอยู่ในใจของเธอตอนนี้

เรื่องความเป็นความตายของคนในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าเคอหนิงจะไม่อยากเผชิญหน้ากับเขา แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่ควรปิดบังเรื่องนี้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน

เธอตัดสินใจต่อสายหาสีซือเฉิง รอสายอยู่นานแต่ก็ไม่มีคนรับ

เคอหนิงจึงทำได้เพียงส่งต่อข้อความของซ่งหมิ่นไปให้เขา

คิด ๆ ดูก็แปลก ทำไมซ่งหมิ่นถึงไม่ส่งข้อความหาสีซือเฉิงโดยตรง แต่กลับจงใจใช้งานให้เธอเป็นคนวิ่งวุ่นมาตามหาเขาถึงที่นี่

แต่เพราะจิตใจที่กำลังว้าวุ่นสับสน ประกอบกับการถูกหลอกลวงมาตลอดห้าปี ทำให้เธอไม่สามารถตั้งสติขบคิดเรื่องนี้ได้อย่างถี่ถ้วน

อย่างไรเสีย ขาของสีซือเฉิงก็ต้องกลายมาเป็นแบบนี้เพราะช่วยชีวิตเธอ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่าว่าแต่ซ่งหมิ่นเลย แม้แต่ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ในตระกูลสี เมื่อเห็นหน้าเธอต่างก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมและต่อว่าอยู่เสมอ

ยิ่งในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัดแบบนี้ แม่สามีคงอยากจะแกล้งให้เธอต้องมาทนตากลมหนาว เพื่อเป็นการระบายแค้นแทนลูกชายกระมัง

เคอหนิงนั่งแท็กซี่ตรงไปที่โรงพยาบาล แต่ภายในใจก็ยังสลัดประโยคของเพื่อนเขาที่ว่า “ยังตัดใจจากเจียงซินไม่ได้” ออกไปไม่ได้เสียที...

ในที่สุดเธอก็ทนความอยากรู้ไม่ไหว ตัดสินใจต่อสายหาเพื่อนสนิท “พี่จือจือคะ พี่ช่วยสืบเรื่องของเจียงซินก่อนที่เธอจะบินไปเมืองนอกให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

“เจียงซินเหรอ?”

ปลายสายถามกลับด้วยความสงสัย “คดีฟ้องหย่าของเธอมันจบไปแล้วไม่ใช่หรือไง?”

เคอหนิงไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ ทำเพียงเอ่ยปากขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยไปสืบดูอีกครั้ง

รถแท็กซี่จอดเทียบที่หน้าโรงพยาบาล เคอหนิงจ่ายเงินแล้วรีบก้าวลงจากรถ ทว่าเธอก็ยังมาช้าไปก้าวหนึ่ง

ทันทีที่ไปถึงแผนกผู้ป่วยใน เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็ดังระงมออกมาจากหน้าห้องพักฟื้น...

คุณท่านสีจากไปแล้ว

เคอหนิงราวกับถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง เธอยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิมอยู่นานสองนานจนแทบจะไร้การตอบสนอง

กระทั่งซ่งหมิ่นที่กำลังยกมือขึ้นปาดน้ำตาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาหาเธอ “ซือเฉิงล่ะ?”

“ฉันส่งข้อความไปบอกเขาแล้วค่ะ เขา...”

“เพียะ—”

ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค ฝ่ามือก็ฟาดลงบนใบหน้าของเธออย่างจัง

เคอหนิงถูกตบจนร่างเซถลา ยังไม่ทันที่เธอจะทรงตัวยืนได้มั่นคง เสียงก่นด่าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นก็สาดซัดเข้าใส่หน้าเธออย่างไม่ยั้ง

“นังตัวซวย!”

คุณนายผู้เฒ่าสีที่เพิ่งสูญเสียสามีร้องไห้จนดวงตาบวมช้ำ น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือ “สามปีก่อนตอนที่แกโผล่เข้ามา ซือเฉิงก็ต้องมาขาหักเพราะแก มาตอนนี้ แกยังทำให้ปู่หลานเขาไม่ได้ดูใจกันเป็นครั้งสุดท้ายอีก! ตาเฒ่าผู้น่าสงสาร... ก่อนตายก็ยังพร่ำเพ้อเรียกหาแต่หลานชาย...”

คุณนายผู้เฒ่าพูดต่อไม่ไหว ทำได้เพียงปล่อยโฮออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า

เมื่อลูกหลานตระกูลสีคนอื่น ๆ เห็นคุณนายผู้เฒ่าเป็นเช่นนั้น ต่างก็พากันรุมชี้หน้าก่นด่าเคอหนิงกันอย่างสาดเสียเทเสีย

เคอหนิงทำได้เพียงยืนนิ่ง ปวดหนึบไปทั้งศีรษะราวกับโลกหมุนคว้าง

นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่สีซือเฉิงต้องกลายมาเป็นคนพิการเพื่อปกป้องเธอ เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ เธอจึงตัดสินใจตอบตกลงเมื่อเขาเอ่ยปากขอแต่งงาน

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคนตระกูลสีจะดุด่าว่ากล่าวเธอหนักหนาแค่ไหน เธอล้วนก้มหน้าอดทนมาโดยตลอด...

จะมีก็เพียงแค่คุณท่านเท่านั้น

ยามที่เธอถูกคุณนายผู้เฒ่าด่าทอและสั่งทำโทษให้คุกเข่า ก็มีแต่เขาที่คอยบอกให้เธอรีบลุกขึ้น ส่งคนนำยามาให้ ทั้งยังคอยปลอบโยนว่าอุบัติเหตุมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด...

แต่ตอนนี้คุณท่านจากไปแล้ว

ญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในบ้านหลังนี้ที่คอยปกป้องเธอ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด... พอคนที่คอยปกป้องคุ้มครองเธอจากไป เธอก็ถูกกวาดต้อนไล่ออกจากบ้านราวกับเป็นขยะชิ้นหนึ่ง

เคอหนิงเบิกตากว้างจนลืมกะพริบ ดวงตาของเธอแห้งผากจนปวดหนึบไปหมด มันจุกจนแม้แต่จะร้องไห้ก็ยังร้องไม่ออก

เมื่อคุณนายผู้เฒ่าสีเห็นว่าเธอไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยสักหยด ความเศร้าโศกเสียใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น “นังคนไร้หัวใจ!”

หญิงชราเงื้อไม้เท้าในมือขึ้นสูง ก่อนจะฟาดลงมาที่หัวไหล่ของเธออย่างแรง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 100

    เขาลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ “นายครับ นี่คุณจะไปไหนครับเนี่ย?” “เมืองหลิน”“หลิน”ทีแรกเขาพยักหน้ารับ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตกใจ “กลับเมืองหลินเหรอครับ? นี่คุณคงไม่ได้จะไปหาคุณเคอหรอกใช่ไหม?!” ลู่วั่งเฉินไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ไม่ได้นะครับ!” ฟางอี้รีบพุ่งเข้าไปขวางเร็วกว่าใคร “คุณก็รู้ดีว่าตอนนี้คุณชายรองกับคุณชายสามกำลังรอหาจุดอ่อนมาข่มขู่คุณอยู่ ถ้าขืนปล่อยให้พวกเขารู้เข้า…” เขาถอนหายใจด้วยความร้อนรนใจ “นายครับ วางใจเถอะ ทางคุณเคอผมคอยจับตาดูให้อยู่ตลอด รับรองว่าไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด” “อีกอย่าง ตอนนี้คุณเคอก็ปลอดภัยดีแล้ว ผมคอยติดตามข่าวเธออยู่ตลอด ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ ผมจะรีบรายงานคุณเป็นคนแรกแน่นอนครับ!”“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว” บรรยากาศรอบตัวลู่วั่งเฉินลดต่ำลงจนน่าอึดอัด แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาบางเบา “ฉันถามแค่ว่า... เคอหนิงได้รับบาดเจ็บได้ยังไง?” “คือเธอ…” ฟางอี้อ้ำอึ้ง คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป “คือว่าเธอ…”ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก เป็นคนในทีมเลขานุการของลู่วั่งเฉินนั่นเอง ทว่าลู่วั่งเฉินไ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 99

    เมืองอวิ๋นจิง ซ่งซื่อกรุ๊ปหลังจากฟางอี้สแกนนิ้วเข้างาน เขาก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานประธาน รอจนได้ยินเสียงตอบรับว่า “เชิญครับ” จากด้านใน ถึงได้กล้าผลักประตูเข้าไป “นายครับ ข่าวสด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตาเลย คุณเคอจะมาที่เมืองอวิ๋นจิงแล้วนะครับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังเซ็นเอกสารของลู่วั่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาตวัดสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของฟางอี้ แล้วจู่ ๆ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เคอหนิงมาเมืองอวิ๋นจิง แล้วนายจะดีใจหน้าบานไปทำไม?” “เอ๋?” ฟางอี้ชะงักไปเล็กน้อย “นี่คุณไม่ดีใจเหรอครับ?”ลู่วั่งเฉินถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนย้อนถาม “พอเลย เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ กลบเกลื่อน พลิกหน้าเอกสารในมือ ทำทีเป็นกวาดสายตาอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เข้าหัวเลยสักตัวอักษรเดียว ก่อนจะแกล้งถามด้วยท่าทีนิ่งขรึมว่า “รู้ไหมว่าเคอหนิงมาทำอะไรที่เมืองอวิ๋นจิง?” “น่าจะมาเรื่องงานนะครับ” ฟางอี้ยืดตัวตรง “คดีภรรยาฆ่าสามีที่กำลังเป็นข่าวดังในเมืองอวิ๋นจิงช่วงนี้น่ะครับ” “แม่ของเด็กผู้ชายคนหน

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 98

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เคอหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลองโทรหาเขาอีกสักรอบดีไหม อย่างน้อยก็ถามไถ่สถานการณ์ดู หรือไม่ก็ลองไปพบลูกความก่อนก็ได้” “ไม่ได้!”จิ่งจือปฏิเสธแทบจะในทันที “ร่างกายเธอยังไม่หายดีเลยนะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” “ไม่เป็นไรหรอก เขาอุตส่าห์ติดต่อมาทั้งที ลองทำความเข้าใจดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่” เคอหนิงส่งยิ้มเชิงปลอบโยนให้จิ่งจือ “ถ้ารับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ปฏิเสธไป” เมื่อได้ยินคำว่าครอบครัวเดิมมีปัญหาหัวใจของเคอหนิงก็พลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสาร เคอหนิงจึงไม่อยากปฏิเสธคดีนี้ไปดื้อ ๆ จิ่งจือมองเธออยู่นาน ในที่สุดก็ขัดใจไม่ได้ จึงยอมต่อสายกลับไปหาปลายทางอีกครั้งต่อหน้าเคอหนิง หลังพูดคุยกันสั้น ๆ สองสามประโยคเธอก็วางสาย “เอาล่ะ เขาบอกว่าอีกสองวันจะมาที่เมืองหลิน ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันต่อหน้า” “มาเมืองหลินเหรอ” เคอหนิงประหลาดใจเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่เมืองหลินหรอกเหรอ” จิ่งจือพยักหน้า “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าครอบครัวเขาย้ายบ้านไปตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก ตอนนี้เหมือนจะตั้งรกรากอยู่ที่เ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 97

    “นี่คุณ!” สีซือเฉิงคาดไม่ถึงเลยว่าเคอหนิงจะปฏิเสธหน้าตาย ปลายนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังเศษแก้วบนพื้น “เศษแก้วก็ยังอยู่ตรงนี้ น้ำร้อนก็เจิ่งนองเต็มพื้น เคอหนิง คุณเป็นคนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “ประธานซีพูดแบบนี้ก็แปลกไปหน่อยมั้งคะ?” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันดังขึ้นจากด้านหลัง จิ่งจือยืนพิงกรอบประตูพลางปรายตาเย็นชาจ้องมองซีซือเฉิง “เคอหนิงของพวกเราเพิ่งถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนระดับปานกลาง ตอนที่อยากดื่มน้ำก็เลยหน้ามืดมือสั่น เผลอทำกาน้ำร้อนตกแตก จะตื่นตูมอะไรนักหนาคะ?” หญิงสาวทั้งสองคนรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุมต้อนสีซือเฉิงจนขยับตัวไม่รอด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “พวกเธอคิดว่าหมอกับตำรวจโง่นักหรือไง? ถ้าเจียงซินแจ้งความขึ้นมา เคอหนิงคิดจะรับมือยังไง?” “คนที่อยากแจ้งความเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่คุณเจียงคนเดียวนะคะ” เคอหนิงช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล ฉันก็ควรจะแจ้งความเหมือนกัน” สีซือเฉิงขมวดคิ้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าจะช่วยคุณตามหาตัวคนร้ายให้?” “แล้วยังไงคะ? พอหาเจอแล้ว คุณตั้งใจจะ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 96

    “ฉัน...” เจียงซินชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่ฉันทำไปก็เพราะ...” “กรี๊ดดดด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย เคอหนิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอคว้ากาต้มน้ำเพื่อสุขภาพตรงหัวเตียงแล้วปาใส่ทันที น้ำร้อนจัดด้านในเป็นน้ำที่จิ่งจือเพิ่งรินให้ก่อนจะออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ มันร้อนลวกเดือดพล่าน และสาดรดลงบนศีรษะของเจียงซินอย่างจัง กาแก้วหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เจียงซินยกมือกุมพวงแก้ม ร่างคุดคู้ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่น เคอหนิงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่จากรอยเลือดที่ไหลซึมตามง่ามนิ้ว เดาว่าใบหน้าน่าจะถูกเศษแก้วบาดเข้าแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สีซือเฉิงหิ้วขนมหวานร้านโปรดของเคอหนิงกลับมาพอดี ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพักผู้ป่วยของเคอหนิง ชายหนุ่มแทบจะพุ่งถลาเข้าไป และภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูคือเจียงซินในสภาพใบหน้าอาบเลือด ในขณะที่เคอหนิงยังคงนั่งตีหน้าตายอยู่บนเตียงผู้ป่วย “ซินซิน!” ถุงขนมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ สีซือเฉิงรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อมากดซับบาดแผ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 95

    “รอให้คุณหายดีก่อน แล้วผมจะเซ็นใบหย่าให้” วินาทีที่สีซือเฉิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกราวกับนักโทษประหารที่ถูกส่งตัวขึ้นแท่น รอรับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทั้งที่ไม่อยากตาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย “แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะช่วยตามหาคนที่ทำร้ายคุณให้เจอ ถือซะว่า...” เขาหลุบตาลง น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเห็น “ถือซะว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้คุณก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โจวเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พอเห็นสีซือเฉิงเดินออกมาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที “ท่านประธานครับ นายหญิงน้อยเธอ...” “ฟื้นแล้วล่ะ” สีซือเฉิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่หาดูได้ยาก “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเคอหนิง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้” โจวเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย หลังจากสั่งงานเสร็จ สีซือเฉิงก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอีก เขามองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไป เห็นจิ่งจือกำลังนั่งปอกแอปเปิลให้เคอหนิงอยู่ข้างเตียง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่เคอหนิงป่วย เธอจะชอบกินขนมหวานร้านหนึ่งที่ย

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status