เข้าสู่ระบบแสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาผ่านทางกระจกหน้าต่าง ตกกระทบบนร่างกำยำที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยท่อนบน มีผ้าห่มผืนหนาปกปิดส่วนล่างเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ เปลือกตาสวยขยับ แล้วเปิดขึ้นช้า ๆ ก่อนจะกะพริบถี่สองสามครั้ง เพื่อปรับสภาพสายตา มือหนาเลื่อนขึ้นมาจับที่ศีรษะ เพราะยังรู้สึกปวดหน่วง ๆ จากอาการเมาค้าง
“โอย ทำไมมันปวดอย่างนี้เนี่ย”
ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นจากเตียง ก็มีใครบางคนเปิดประตูห้องเข้ามา ชายหนุ่มรีบหันขวับไปมองก็พบว่าเป็นลลิดานั่นเอง ที่ถือถาดเครื่องดื่มอะไรบางอย่างเข้ามาด้วย
“ตื่นแล้วเหรอคะ ฉันเอาน้ำขิงร้อน ๆ มาให้ ดื่มแล้วคุณจะได้รู้สึกดีขึ้น” เจ้าหล่อนว่าพลางเดินไปวางถาดไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง
ศรัณย์รีบลุกขึ้นนั่งด้วยอาการงัวเงีย มองไปที่ส่วนล่างก็พบว่าตอนนี้มีเพียงผ้าห่มปกปิดเอาไว้ ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว เห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกอายเล็กน้อย จึงดึงผ้าห่มขึ้นมาปกปิดให้มิดชิด
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” คนพูดกล่าวแต่ไม่ยอมมองหน้าเธอ
“เมื่อคืนคุณเมามาก คนขับรถเลยพามาส่งที่บ้านค่ะ” เธอกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่แสดงพิรุธให้เห็นเลยสักนิดเดียว
ศรัณย์พยายามนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เขาฝันว่าได้ร่วมรักกับเพลงดาวอย่างสุดเหวี่ยงในห้องนอนตนเอง แต่แปลกใจว่าทำไมในฝันมันเหมือนจริงมาก แถมตอนนี้ตนเองยังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าอีก
“ฉันมาคนเดียวใช่ไหม” เขาถามเธออย่างไม่เต็มเสียงนัก
“ใช่ค่ะ”
“แล้ว...ใครเป็นคนถอดเสื้อผ้าให้ฉัน”
“เอ่อ...ฉันให้คนขับรถมาช่วยถอดให้ค่ะ คุณไม่ต้องห่วงว่าฉันจะแตะเนื้อต้องตัวคุณหรอก ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวเข้าครัวก่อนนะคะ แล้วก็อย่าลืมดื่มน้ำขิงด้วยล่ะจะได้รู้สึกดีขึ้น” เธอกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วหมุนตัวจะเดินออกไป
“เดี๋ยว!”
ลลิดาชะงักฝีเท้าแต่ยังไม่หันกลับไปมอง เธอกลัวว่าเขาจะนึกเอะใจเรื่องเมื่อคืนนี้ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว
“มะ...มีอะไรคะ” เธอหันกลับมามองหน้าเขา
“เรื่องเมื่อวานตอนเที่ยง เอ่อ...ขอโทษแทนเพลงดาวด้วยนะ เลขาฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใครเลยแสดงกิริยาอย่างนั้นออกไป” ศรัณย์ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจะต้องขอโทษเธอ เหตุผลตื้น ๆ แค่นี้เด็กอนุบาลยังไม่เชื่อเลย แต่เขาไม่รู้ว่าจะเอาเหตุผลไหนมาอ้าง
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันผิดเองที่ไปโดยไม่ได้บอกคุณล่วงหน้า เอาเป็นว่าฉันจะไม่ไปที่นั่นให้คุณเห็นหน้าอีกละกัน ไม่ต้องห่วง” เธอยิ้มอย่างเข้าใจ แต่น้ำเสียงมีความน้อยใจเจืออยู่ หลังจากนั้นก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ศรัณย์นอนแผ่หลาคิดกังวลเรื่องเมื่อคืนนี้ต่อไป ยังคงไม่แน่ใจว่าความจริงมันคืออะไรกันแน่ แต่รู้สึกได้ว่าร่างกายมันเหมือนผ่านการมีเพศสัมพันธ์มา เหมือนทุกครั้งที่เคยเมา แล้วพาเด็กเข้าโรงแรมไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด
..........
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วศรัณย์ก็เดินลงมาจากห้อง ตรงไปยังโต๊ะอาหารเพื่อรับประทานมื้อเช้า พบว่ามีกับข้าววางเตรียมไว้รออยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ยักจะเห็นใครอยู่บริเวณนั้น
“ไปไหนกันหมดนะ” เจ้าตัวไม่รีรอรีบนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตัว กลิ่นอาหารหอมโชยเตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาทันที กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโถข้าวก็ได้ยินเสียงหวานห้ามไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวฉันตักให้ค่ะ” ลลิดาเดินถือถาดน้ำซุปร้อน ๆ ตรงมา วางไว้ข้างจานข้าวสามี แล้วหยิบโถข้าวขึ้นมาตักใส่จานให้ ศรัณย์ได้แต่นั่งนิ่งรอให้เธอทำมันจนเสร็จ
“แล้วจะไปไหนล่ะ” เขาถามเมื่อเห็นเธอจะเดินออกไป
“ฉันจะเข้าไปทานในครัวค่ะ”
“ทำไมต้องเข้าไปทานในครัว” เขาถามเสียงดุ สายตาคมมองเธออย่างคาดโทษ
“ก็ฉัน...กลัวว่าคุณจะทานข้าวไม่อร่อยน่ะสิคะ”
“นั่งลงทานที่นี่ ทำอย่างกับฉันเป็นยักษ์เป็นมารไปได้ อีกอย่างถ้าเธอทำอย่างนี้คนอื่น ๆ ก็มองฉันไม่ดีหมดน่ะสิ”
“ค่ะ”
เธอตอบรับสั้น ๆ แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม ก้มหน้าทานข้าวต่อไป ไม่มีเสียงบทสนทนา คนทั้งสองไม่แม้แต่จะมองหน้ากัน ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด โดยเฉพาะลลิดาที่อยากจะลุกขึ้นก่อน แต่ก็อดทนรักษามารยาทอย่างถึงที่สุด
“แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ไปไหน ทำไมไม่เห็นลงมาทานข้าว”
“ไปต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ ฉันนึกว่าท่านบอกกับคุณแล้วซะอีก”
“ทำไมต้องบอกฉันด้วยล่ะ ก็ฉันไม่ใช่ลูกรักของท่านเหมือนเธอนี่” เขาเอ่ยกระแทกแดกดัน จ้องมองเธอด้วยแววตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตร เห็นอย่างนั้นลลิดาก็รีบหลบตาทันที
“ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนรักคนอื่นมากกว่าลูกตัวเองหรอกนะคะ”
ในขณะที่พ่อกับแม่กำลังจู๋จี๋กันอยู่นั้น เจ้าหนูศิรินที่นอนอยู่ตรงกลาง ก็มองหน้าคนทั้งสองสลับไปมาอยู่อย่างนั้น“แน่นอน เพราะฉันรู้ว่าในหัวคุณคิดแต่เรื่องใต้สะดือ ขนาดมีลูกแล้วยังหื่นไม่เลิก ทำตัวเหมือนเสือที่ตายอดตายอยากมาเป็นสิบ ๆ ชาติซะอย่างนั้น” ตอนนี้ลลิดาไม่ใช่คนที่เอาแต่เงียบ และยอมรับฟังสามีเพียงฝ่ายเดียว แต่เธอกล้าที่จะพูด กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น กล้าที่ต่อล้อต่อเถียงกับเขา ทำให้ชีวิตคู่มีรสชาติมากขึ้น“ยังไม่ชินอีกเหรอ ก็เห็นให้ความร่วมมือด้วยตลอดนี่นา ครางเสียงดังจนนางเอกหนังเอวีต้องยอมแพ้” คนพูดหรี่ตามองอย่างมีเลศนัย ยิ้มมุมปากราวกับเป็นผู้กุมความลับเธอเอาไว้“หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ เดี๋ยวใครก็มาได้ยินเข้าหรอก อย่างน้อยก็หัดอายลูกบ้าง” ลลิดาลุกขึ้นนั่งแล้วชี้หน้าผู้เป็นสามีอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบตัว“จะอายใครครับ ที่นี่บ้านพักตากอากาศส่วนตัว ไม่มีใครเข้ามาได้ยินหรอก”“ก็คุณพ่อคุณแม่ยังไงล่ะ ถ้าท่านได้ยินฉันคงจะอายมาก”“แอ้!”ศรัณย์ได้แต่ยิ้มกวน ๆ แล้วหันไปสนใจลูกสาวที่กำลังส่งเสียงร้อง “ศิรินร้องทำไมคะ หนูเห็นด้วยกับพ่อใช่ไหมเอ่ย” ประจวบเหมาะกับที่เจ้าหนูน้อยยิ
ค่ำคืนแห่งแสงสีในย่านบันเทิงใจกลางเมืองหลวง นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ ต่างก็ทยอยเข้ามาหาความสำราญในผับชื่อดัง ท่ามกลางแสงสีเสียงอันตื่นตา บรรดานักท่องราตรีต่างก็สนุกกันอย่างสุดเหวี่ยง โยกย้ายเข้ากับจังหวะเพลงสากลที่ดีเจกำลังเปิดแต่อีกมุมหนึ่ง...“ขอชนแก้วหน่อยได้ไหมครับคนสวย”“ได้สิคะ”แกร๊ง!เขาและเธอต่างก็จ้องตากันอย่างหวานซึ้ง ในขณะจิบไวน์สีเลือดนกอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ เรือนร่างอรชร ผิวขาวเนียนตัดกับชุดเดรสสั้นเกาะอกสีดำ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์น่าค้นหาในสายตาชายหนุ่ม เป็นดาวเด่นที่ใคร ๆ ต่างก็อยากเข้ามาทำความรู้จัก“ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ ผมต่อ ยินดีที่ได้รู้จัก”“เพลงค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”“แล้วนี่มาคนเดียวเหรอครับ”“ค่ะมาคนเดียว แล้วคุณล่ะ”“ผมก็มาคนเดียวเหมือนกันครับ สวย ๆ อย่างคุณมาคนเดียวอย่างนี้แฟนไม่หวงแย่เหรอครับ” เขาว่าพลางส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้เธอ“โทษทีนะคะ ฉันไม่มีแฟน โสดร้อยเปอร์เซ็นต์”“แสดงว่า...คืนนี้ผมชวนคุณดื่มได้ทั้งคืนเลยใช่ไหม” ชายหนุ่มเอื้อมมือมาลูบไล้ที่ต้นขาขาวเนียน ลองเสี่ยงดวงว่าอีกฝ่ายจะตอบรับอย่างไร“ได้สิคะถ้าเงินคุณหนาพอ พูดแค่นี้คุณ
ลลิดายอมเปลี่ยนอิริยาบถ เอียงหน้าซบแก้มขาวที่หมอนนุ่ม หลับตารอรับการสัมผัสจากชายหนุ่ม ชุดนอนที่เธอสวมใส่นั้นเป็นเดรสยาวสายเดี่ยวสีขาว เมื่อเนื้อผ้าบางแนบกับผิวกาย ทำให้มองเห็นเนื้อหนังมังสาได้อย่างถนัดตาเลยทีเดียวเห็นอย่างนั้นศรัณย์ก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พยายามระงับอารมณ์หื่นของตัวเอง โดยการนับหนึ่งถึงสิบในใจ“จะเริ่มหรือยังคะ”“อ้อ ระ...เริ่มเดี๋ยวนี้ล่ะ” มืออันสั่นเทาเลื้อยลงไปสัมผัสที่แผ่นหลังผ่านเนื้อผ้าบางเบา ชายหนุ่มค่อย ๆ ออกแรงบีบนวดที่ผิวกายของเธอ“อืม คุณนี่ก็เก่งเหมือนกันนะ รู้สึกดีจังเลยค่ะ” เจ้าหล่อนหลับตาพริ้มอย่างรู้สึกผ่อนคลาย“เห็นไหมล่ะบอกแล้วว่าฉันนวดเก่ง”ศรัณย์พยายามห้ามความต้องการแต่กลับทำไม่ได้ เมื่อส่วนที่อยู่กลางกายเริ่มแข็งตัว จนบ๊อกเซอร์ตัวน้อยตุงขึ้นมา จนต้องละมือข้างหนึ่งมากุมเอาไว้“มึงจะมาแข็งอะไรตอนนี้วะ” ศรัณย์บ่นให้กับลูกชายเองเบา ๆ“อะไรนะคะ”“ปะ...เปล่าไม่มีอะไร เป็นไงโอเคไหม”“โอเคมากเลยค่ะ นวดให้ฉันอย่างนี้ทุกคืนเลยได้ไหม”“ได้สิถ้าเธอต้องการ เอาวะเป็นไงเป็นกัน” ในเมื่อห้ามความต้องการของตัวเองไม่ได้ ศรัณย์ตัดสินใจเผด็จศึก โน้มตัวลงไปทับทาบร่างบา
พักฟื้นที่โรงพยาบาลได้สักพัก ลลิดาก็ออกมาพักฟื้นต่อที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต่างก็ช่วยกันดูแลลูกน้อยอย่างแข็งขัน แม้ว่าการเลี้ยงดูเด็กทารกนั้นจะเหนื่อย แต่ทว่าทั้งสองกลับมีความสุขมาก มองข้ามความเหนื่อยล้านั้นไปได้ เมื่อเห็นความน่ารักสดใสของ ‘ศิริน’ ลูกสาวสุดที่รัก“อุแว๊ ๆ ๆ”“ทำไมปล่อยให้ลูกร้องเสียงดังขนาดนั้นคะคุณ” ลลิดาเอ่ยถามผู้เป็นสามี เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วได้ยินเสียงลูกสาวร้อง“ไม่รู้เหมือนกันจู่ ๆ ก็ร้องอ่ะ” คนเป็นพ่อพยายามหยอกลูกสาวเพื่อให้หยุดร้อง แต่ทว่ากลับไม่ได้ผลเสียที“สงสัยคงจะหิวนมมั้ง เอาลูกมานี่” เจ้าหล่อนยื่นมือไปรับลูกสาวมาอุ้มไว้เอง“อุแว๊ ๆ ๆ”“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะหนูรินคนดีของแม่”ศรัณย์ได้แต่นั่งมองตาแป๋วอยู่ข้าง ๆ อย่างตั้งใจ ส่วนตอนนี้ลลิดาถลกเสื้อขึ้นไปกองไว้บนเนินอกเพื่อให้ลูกสาวดื่มนมได้สะดวก“สงสัยจะหิวนมแน่ ๆ ดูสิดูดใหญ่เชียว” ศรัณย์ว่าพลางจ้องมองอย่างตั้งใจลลิดาก้มมองลูกสาวดื่มนมอย่างเอ็นดู ทว่าในตอนนี้กลับไม่ได้ยินเสียงสามี จึงเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นศรัณย์จ้องมองที่เนินอกตนเองอย่างตั้งใจ แถมยังกลืนน้ำลายตามไปด้วย แค่นั้นก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิด
7 เดือนต่อมา…“อุแว้ ๆ ๆ”“ยินดีด้วยนะคะคุณพ่อ ลูกสาวคุณน่ารักมากค่ะ” พยาบาลกล่าวแสดงความยินดี พร้อมทั้งอุ้มทารกตัวน้อยที่เพิ่งจะคลอด มาให้ผู้เป็นพ่อที่ยืนให้กำลังใจภรรยาอยู่ข้างเตียง“ขอบคุณครับ ลูกพ่อน่ารักน่าชังเหลือเกิน”ศรัณย์ยิ้มไม่หุบ รับลูกน้อยมาอุ้มไว้เอง เห็นความน่ารักของเจ้าตัวน้อยน้ำตาก็ไหล ในที่สุดวันที่เขารอคอยก็มาถึงเสียที“ลูกเราน่ารักมากเลยดาดูสิ” ชายหนุ่มอุ้มลูกสาวมาให้ภรรยาดูใกล้ ๆ“ลูกแม่ ฮึก น่ารักเหลือเกิน” ลลิดาน้ำตาไหลพราก ยิ้มอย่างมีความสุข เอื้อมมือไปสัมผัสที่แก้มอย่างทะนุถนอม มองหน้าลูกสาวสลับกับสามีด้วยความปลาบปลื้มใจ ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกอย่างดับลงไปในที่สุด...........เปลือกตาสวยขยับแล้วเปิดขึ้นช้า ๆ ทำให้ภาพของเพดานห้องที่ไม่คุ้นตาชัดขึ้นเรื่อย ๆ ลลิดาไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าไหร่ แต่ก็พอจะรู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล เอียงหน้าไปทางซ้ายเล็กน้อย ก็เห็นใครบางคนนั่งฟุบหน้าหลับอยู่ข้างเตียง“คุณศรัณย์คะ”“...”เมื่อเรียกแล้วเขาไม่ยอมตื่น จึงปล่อยให้นอนหลับต่อไป เธอทำได้เพียงมองแล้วยิ้มให้กับความน่ารักของสามี เอื้อ
มือเรียวข้างหนึ่งถูกศรัณย์จับเอาไว้ ส่วนอีกข้างเธอลูบไล้ที่พวงแก้มเขาอย่างทะนุถนอม ส่งสายตาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ๆ ทำให้ภายในห้องอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก“ขอบคุณนะ ที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาล”“ไม่เห็นจะต้องขอบใจ มันคือหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”“รู้ไหมว่าการที่ได้แกล้งนอนนิ่ง ๆ ฟังเธอบอกว่ารักทุกวัน มันมีความสุขมากแค่ไหน จนฉันไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเลยล่ะ”“คนบ้า ทำอะไรพิเรนทร์เสียจริง รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน”“รู้สิครับ ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ก็มาเฝ้าไม่เคยห่างเลย แถมยังแอบจุ๊บเหม่งเค้าอีกด้วย แล้วตอนนี้ไม่ทำแล้วเหรอครับ” ศรัณย์ทำเสียงอ้อน“ไม่เอาหรอก น่าอายจะตาย ถ้ารู้ว่าคุณรู้สึกตัวฉันจะไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด”“นะครับ อยากให้ทำ”“โอเค ๆ ทำก็ได้ หลับตาก่อนสิคะ”ศรัณย์ยิ้มแล้วรีบหลับตาลง รออย่างใจจดใจจ่อ เห็นอย่างนั้นลลิดาก็ขำ โน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่กลางหน้าผาก แต่ทว่าในช่วงจังหวะนั้น ศรัณย์กลับไม่ยอมให้เธอละใบหน้าออกมา ยกมือขึ้นไปรั้งที่ต้นคอ บดจูบริมฝีปากบางอย่างดูดดื่ม ให้สมกับที่รอคอยมานาน ส่งปลายลิ้นเข้าไปสอดประสานกันอย่างสนุกนาน ได้ลิ้มลองรสชาติความห
ความเครียดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ลลิดาลืมไปว่าวันนี้คือวันเกิดของตัวเอง การได้เห็นศรัณย์ฟื้นขึ้นมาแล้วยิ้มให้ มันถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว“หมดทุกข์หมดโศกสักทีนะลูกรักของแม่ ขอให้ดาและหลานของแม่สุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมดังปรารถนานะจ๊ะ แม่รักดานะ”“ขอบคุณค่ะแม่ ดาก็ร
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอให้แกโชคดีนะ ขอให้พ่อกับแม่ยอมรับในตัวแกและแฟนของแกด้วย” ลลิดาส่งรอยยิ้มแห่งความปรารถนาดีให้ พร้อมกับตบไหล่เพื่อนเบา ๆ“ขอบใจมากเพื่อน ว่าแต่แกเถอะตอนนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง”“ฉันไม่มีวันรู้สึกดีขึ้นหรอก จนกว่าคุณศรัณย์จะฟื้น” แววตาของเธอเศร้าลงทันที หันไปมองหน้าคนป่วยที่นอนหลับตาอ
“ทำไมคุณดาดูเหมือนมีเรื่องโกรธผม มีอะไรพูดมาตรง ๆ ได้เลยนะครับ” ในที่สุดศรุตก็ตัดสินใจเอ่ยถามความจริง ไม่อยากคิดเพียงฝ่ายเดียวอีกแล้ว“จริง ๆ ฉันก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะคะ เพราะถึงพูดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้” เจ้าหล่อนถอนหายใจอย่างรู้สึกอึดอัด จึงอยากจะเคลียร์ให้มันจบ ๆ ไป“คุณดาหมายความว่ายังไง ไปรู้
“ในโลกนี้ยังมีผู้ชายอีกตั้งเยอะที่ดีกว่าฉัน เธอลองเปิดโอกาสให้คนอื่นเถอะนะ เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้แล้วจริง ๆ ฉันแต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว ไม่มีทางที่จะไปคบกับเธอได้อีกแล้ว” ศรัณย์พยายามพูดอย่างใจเย็น“ถ้าไม่ใช่บอสเพลงขอตายดีกว่า” เพลงดาวล้วงเอามีดสั้นออกมาจากกระเป๋ากางเกง ขึ้นมาจ่อที่คอตัวเองทันที







