INICIAR SESIÓNก่อนวันงานประลองยุทธเพียงห้าวัน บรรยากาศในเมืองกลับตึงเครียดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ตระกูลหยางในฐานะหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่มีศิษย์เข้าร่วมประลองหลายคน ย่อมถูกจับตามองจากผู้คนในยุทธภพ แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเงามืดจะกล้าลอบเข้ามาถึงจวนประมุขโดยตรง
คืนนั้นท้องฟ้ามืดสนิทเมฆหนาทึบปิดบังแสงจันทร์ สายลมพัดเอื่อยราวกับกำลังซ่อนเสียงบางอย่าง ยามสามเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังขึ้นจากเรือนหลัก ก่อนที่เสียงเตือนภัยจะทันดังเต็มที่ เงาดำสายหนึ่งก็ทะยานข้ามหลังคาเข้าไปในเรือนของท่านเจ้าสำนักหยางฟานไฉ
ภายในห้องท่านประมุขกำลังนั่งอ่านรายงานเกี่ยวกับการจัดเตรียมคนเข้าร่วมงานประลอง ดวงตาเฉียบคมของเขาสะท้อนแสงตะเกียงอย่างสงบนิ่ง ทันใดนั้นเปลวไฟตะเกียงสั่นไหว
“ใคร!”
เสียงเข้มเอ่ยขึ้นพร้อมแรงลมปราณที่แผ่ออกทันที หน้าต่างถูกผลักเปิดอย่างรุนแรง เงาดำพุ่งเข้ามาพร้อมกระบี่สั้นสีดำสนิท ปลายกระบี่สะท้อนแสงวาบด้วยพิษสีม่วงอ่อน การโจมตีรวดเร็วเกินกว่าสายตาคนธรรมดาจะตามทัน
แต่หยางฟานไฉมิใช่คนธรรมดาเขายกแขนเสื้อขึ้นสะบัด ลมปราณหนาแน่นปะทะกระบี่เสียงดังสนั่น กระบี่เบี่ยงออกเพียงเล็กน้อย แต่แรงกระแทกยังทำให้โต๊ะไม้ด้านหลังแตกเป็นเสี่ยง คนร้ายมิได้ลังเลหมุนกายต่อเนื่อง กระบี่แปรเปลี่ยนเป็นเงาพร่า โจมตีสามจุดสำคัญพร้อมกัน ท่านประมุขถอยเพียงก้าวเดียว ใช้ฝ่ามือรับอย่างแม่นยำ เสียงพลังปะทะกันดังก้องในห้อง
ในพริบตาเดียวทั้งสองแลกกระบวนท่าเกินสิบกระบวน เสียงยามด้านนอกเริ่มดังขึ้น ศิษย์ในจวนรีบวิ่งมาทางเรือนหลัก คนร้ายเห็นสถานการณ์ไม่เป็นใจ จึงถอยหลังครึ่งก้าวก่อนจะสะบัดผงควันดำใส่พื้น หมอกดำฟุ้งกระจาย กลิ่นฉุนแสบจมูก
“หยุดมัน! อย่าให้หนีไปได้”
เสียงศิษย์ตะโกนบอกให้ทุกคนในจวนช่วยกันหยุดคนร้าย แต่เมื่อควันจางลงเงาดำก็หายไปแล้ว เหลือเพียงหน้าต่างที่เปิดอ้า และรอยกระบี่ฝังลึกในเสาไม้
ท่านประมุขยืนสงบนิ่งสีหน้าเย็นเฉียบ แต่ในดวงตามีประกายครุ่นคิด ก่อนจะหลบหนีคนร้ายได้ทิ้งคำพูดไว้ เสียงแหบต่ำดังลอดผ่านหมอกควัน
“อีกไม่นาน…ตระกูลหยางจะสูญสิ้น บุตรชายบุตรสาวของเจ้า ร่วมไปถึงคนอื่นในตระกูลหยางต้องตาย”
คำพูดนั้นก้องอยู่ในใจผู้ที่ได้ยินทุกคน เช้าวันรุ่งขึ้นบรรยากาศในจวนหนักอึ้ง พี่ชายทั้งสี่ของรุ่ยหลินถูกเรียกเข้าประชุมพร้อมหัวหน้าผู้คุมศิษย์ สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียด หยางห่าวตงกล่าวเสียงหนักแน่น
“ท่านพ่อ เราควรเพิ่มการลาดตระเวนรอบจวน และย้ายท่านไปพักเรือนในชั้นในชั่วคราว”
หยางห่าวฟางขมวดคิ้วก่อนที่จะพูดขึ้น
“กระบวนท่าของคนร้ายไม่ใช่วิชาธรรมดา ข้าสัมผัสกลิ่นพิษบางอย่างในห้องเมื่อคืน”
ห่าวอันนิ่งเงียบแต่สายตาคมกริบ หยางห่าวหมิงกำหมัดแน่น
“กล้ามาท้าทายถึงจวนเรา…มันต้องมีผู้หนุนหลัง”
ท่านประมุขฟังทุกคนโดยไม่แทรก ก่อนจะกล่าวช้า ๆ
“เขาไม่ได้มาเพื่อทดสอบกำลัง เขามาเพื่อสังหาร”
ประโยคสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งหนัก รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านนอกห้องประชุม นางมิได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม แต่ลมปราณที่เพิ่งปลุกได้ทำให้นางสัมผัสอารมณ์ภายในห้องได้บางส่วน ความกังวล ความโกรธและความไม่แน่ใจ คำถามเดียวผุดขึ้นในใจทุกคน พวกเขาไปขัดผลประโยชน์ของตระกูลใด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลหยางมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการค้าอาวุธ การฝึกศิษย์ และความสัมพันธ์กับสำนักต่าง ๆ ในยุทธภพ การเติบโตย่อมสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว มีคนเอ่ยชื่อ “ตระกูลเย่” ขึ้นมาเบา ๆ เพราะช่วงหลังมีข้อขัดแย้งด้านเส้นทางการค้า บางคนสงสัย “สำนักหมื่นพิษ” เพราะลักษณะพิษบนกระบี่คล้ายกัน
แต่ไม่มีหลักฐานใดชัดเจน รุ่ยหลินกลับไปยังดงกล้วยในคืนนั้น จี้หยกยังคงซ่อนอยู่กับนาง เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้นางนึกถึงเงาดำที่แอบดูนางฝึก จะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ นางนั่งสมาธิปล่อยลมปราณแผ่ออกอย่างระมัดระวัง คืนนี้บรรยากาศรอบจวนเต็มไปด้วยยามเฝ้าเข้มงวด คลื่นพลังของศิษย์กระจายอยู่ทั่ว แต่ท่ามกลางคลื่นเหล่านั้น นางพยายามค้นหาคลื่นที่คุ้นเคยแต่กลับไม่มี หรืออีกฝ่ายจะรู้ตัวแล้วว่าถูกจับสังเกต หรือเหตุลอบสังหารครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเขา
หลายความคิดพุ่งชนกันในหัวรุ่ยหลิน หากศัตรูตั้งใจจะทำลายตระกูลให้สิ้นจริง งานประลองยุทธที่กำลังจะมาถึงอาจกลายเป็นเวทีอันตราย การรวมตัวของยอดฝีมือจากทั่วสารทิศคือโอกาสทองสำหรับผู้ที่คิดร้าย
สามวันถัดมาจวนหยางเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ศิษย์ผลัดเปลี่ยนเฝ้ายามตลอดคืน กำแพงชั้นนอกถูกเสริมด้วยกับดัก ทว่าเงามืดในใจผู้คนยังไม่จาง แม่บ้านและคนงานกระซิบกระซาบกันเงียบ ๆ เด็กเล็กถูกสั่งให้อยู่แต่ในเรือน แม้ท่านประมุขจะแสดงท่าทีสงบ แต่รุ่ยหลินสัมผัสได้ว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ครุ่นคิดอยู่ลำพัง คืนที่สี่ก่อนงานประลองฝนโปรยบาง ๆ ทั่วจวน รุ่ยหลินยืนมองสายฝนจากหน้าต่าง ความรู้สึกบางอย่างกดทับในอก หากศัตรูลงมืออีกครั้งเป้าหมายอาจไม่ใช่เพียงท่านประมุข อาจเป็นพี่ชายของนางหรือแม้แต่นางเอง นางล้วงจี้หยกออกมาดูใต้แสงเทียน หยกยังคงอุ่นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับลมปราณของนาง
“เจ้าจะรู้เรื่องนี้หรือไม่…”
นางพึมพำกับวัตถุไร้เสียง ในความมืดเงาสะท้อนในหยกดูเหมือนหมอกที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ห้าวันก่อนงานประลองเวลาสั้นเกินกว่าจะคลี่คลายปริศนา แต่ยาวพอให้ศัตรูวางแผนซ้ำ และคำพูดของคนร้ายยังดังก้องในความทรงจำของทุกคน
“จะทำลายตระกูลหยางจะสูญสิ้น”
มันมิใช่คำขู่ลอย ๆ มันคือคำประกาศสงครามเงียบ ที่อาจปะทุขึ้นในวันซึ่งผู้คนทั้งยุทธภพจับตามองเวทีเดียวกัน รุ่ยหลินกำหมัดแน่น ความมุ่งมั่นฉายชัดในดวงตา ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นตระกูลใด ไม่ว่าเกมการเมืองในยุทธภพจะซับซ้อนเพียงใด นางจะไม่ยอมให้ใครทำลายบ้านของตน และบางทีพลังลมปราณที่เพิ่งตื่นขึ้นในร่างของนาง อาจเป็นไพ่ใบหนึ่งที่ศัตรูคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้
“ไม่ว่าใครที่คิดจะมาทำลายตระกูลหยาง ข้าจะช่วยทุกคนให้ปลอดภับเอง... ไม่ต้องห่วงนะรุ่ยหลินท่านพ่อท่านแม่ และพี่ชายทั้งสี่ของเจ้าต้องปลอดภัย จะดูแลพวกเขาแทนเจ้าเอง... เพื่อตอบแทนที่ข้าเข้ามาอยู่ในร่างของเจ้า”
ถึงแม้ปัญหาจะเข้ามามากมายทำให้รุ่ยหลินคิดมาก แต่เขาตั้งใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตแทนรุ่ยหลินตัวจริงให้มีความสุข เพื่อที่ดวงวิญญาณของนางจะได้เป็นห่วง
หลังจากหลุดพ้นจากการไล่ล่าของคนพรรคมารหมื่นพิษได้อย่างหวุดหวิด รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็เร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวทอดยาวผ่านป่าสนและหน้าผาสูงชัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อย ๆ เอียงลงต่ำ ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงซู่ซ่าราวกับกระซิบเตือนสวีอี้เฉินขี่ม้านำหน้าสีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ในดวงตายังมีความระมัดระวังรุ่ยหลินขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย“เจ้าคิดว่าพวกมันจะตามมาอีกหรือไม่” รุ่ยหลินถามขึ้นสวีอี้เฉินเหลือบมองด้านหลังเส้นทาง“พรรคหมื่นพิษไม่ใช่พวกยอมแพ้ง่าย ๆ”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ตอนนี้พวกมันคงต้องถอยไปรวบรวมกำลังใหม่”รุ่ยหลินพยักหน้า“อย่างน้อยคืนนี้เราคงได้พักบ้าง”ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยามภูเขาค่อย ๆ ลดระดับลง ป่าทึบเริ่มกลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันและเสียงชาวบ้านพูดคุยเริ่มดังขึ้นไม่นานนักกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูเมืองสูงใหญ่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เหนือประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนว่า“หังโจว”เมืองหังโจวเป็นเมืองใหญ่และรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของแผ่นดิน ตลาดคึกคักคลองน้ำตัดผ่านตัวเมืองเรือสินค้าลอยไปมา
สายลมยามบ่ายพัดผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลเมฆบางลอยผ่านยอดไม้สูง เส้นทางดินแดงคดเคี้ยวผ่านป่าทึบที่เงียบสงบหลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาหลายวัน รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็ยังคงเดินทางต่อไปตามเส้นทางยุทธภพ ม้าสองตัวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ สวีอี้เฉินนั่งอยู่บนหลังม้ามองเส้นทางข้างหน้าอย่างสงบรุ่ยหลินเดินอยู่ด้านข้างเขามองไปรอบ ๆ อย่างระวังตามนิสัยของคนที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านไปครู่หนึ่งสวีอี้เฉินพูดขึ้น“ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเจอเรื่องไม่หยุดเลย”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ในยุทธภพ ความสงบมักไม่นาน”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“จริง”แต่ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“ฮ่า ๆ ๆ!”เสียงนั้นเย็นและเต็มไปด้วยความดูถูก รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินหยุดทันทีจากเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายหลายคนเดินออกมา ทั้งหมดเจ็ดคนพวกเขาสวมชุดสีดำปนม่วง บนแขนเสื้อปักลายงูพิษพันกันรุ่ยหลินหรี่ตา“พรรคมารหมื่นพิษ”สวีอี้เฉินมองชายที่เดินนำหน้าแล้วดวงตาของเขาก็เย็นลงทันที“เจ้า…”ชายคนนั้นยิ้มเหยียดใบหน้าของเขาผอมยาวดวงตาเล็กเหมือนงู“จ
เสียงฝีเท้าของโจรทั้งห้าคนค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของป่าลึก วัดร้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เปลวไฟในกองฟืนยังคงลุกเบา ๆ ส่งแสงสีส้มสั่นไหวไปทั่ววิหารเก่า เงาของเสาไม้ที่ผุพังทอดยาวบนพื้นหินเหมือนเงาของภูตผีในตำนานลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่แตกหัก เสียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ สวีอี้เฉินนั่งลงข้างกองไฟอีกครั้ง เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านแดงในกองฟืน ประกายไฟกระเด็นขึ้นเล็กน้อย รุ่ยหลินยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูวิหาร สายตาของเขามองออกไปยังความมืดของป่าด้านนอก ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะพูดขึ้น“เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”รุ่ยหลินหันกลับมา“เรื่องอะไร”สวีอี้เฉินตอบทันที“ชายชุดดำ”รุ่ยหลินพยักหน้า“ใช่”เขาเดินกลับมานั่งลงใกล้กองไฟสวีอี้เฉินพูดช้า ๆ“บางทีเราอาจไม่ได้บังเอิญมาที่วัดนี้”รุ่ยหลินใช้ไม้เขี่ยไฟในกองฟืนประกายไฟกระเด็นขึ้น“มีคนกำลังตามดูเรา”สวีอี้เฉินพยักหน้า“หรือไม่ก็…”รุ่ยหลินเลิกคิ้ว“หรืออะไร”สวีอี้เฉินยิ้มบาง ๆ“หรือมีคนกำลังล่อเรา”ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นทันทีประตูวิหารเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลวไฟสั่นไหวอีกครั้ง ความมืดในป่าลึกดูเหมือน
เปลวไฟจากกองฟืนเล็ก ๆ กลางวิหารเก่าลุกไหวอย่างช้า ๆ แสงสีส้มสะท้อนผนังไม้ผุพังจนเงาของเสาแต่ละต้นทอดยาวคล้ายสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับตัวอยู่ในความมืด ลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักทำให้ผืนธงเก่าบนคานหลังคาแกว่งไปมา ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ สวีอี้เฉินเพิ่งพูดจบทันใดนั้น เสียงกรอบเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลังวิหาร ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นทันที เปลวไฟสั่นไหวแรงขึ้นเมื่อสายลมพัดเข้ามา เงามืดบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาไม้เก่าสวีอี้เฉินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบรุ่ยหลินจับกระบี่แน่น ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา ไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็รู้ทันที คืนนี้คงไม่สงบอย่างที่คิด เงาดำด้านหลังเสาไม้ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าชัดเจนเสียงดัง กรอบ กรอบ แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น“ดูเหมือนจะมีคนมาพักอยู่จริง ๆ”ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมเสื้อผ้าหยาบแบบชาวบ้านแต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนธรรมดา มือถือดาบสั้นที่สะท้อนแสงไฟวาววับจากนั้นอีกคนอีกคนและอีกคนเงาห้าร่างค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังเสา โจรห้าคนพวกเขามองรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือ
หลังจากเรื่องราวที่หุบเขาผีจบลง บรรยากาศในหุบเขานั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประมุขหยินถูกเรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าประมุขพรรคหุบเขาผี ศิษย์หลายคนของพรรคถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่บางคนยังคงสับสนว่าความจริงเป็นเช่นไรรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินไม่ได้อยู่รอจนทุกอย่างสิ้นสุด ทั้งสองเพียงส่งตัวผู้กระทำผิดให้กับประมุขพรรคหุบเขาผี แล้วกล่าวคำลาอย่างสุภาพ เพราะเรื่องภายในพรรคมารไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักเช้าวันหนึ่งหมอกในหุบเขาค่อย ๆ ลอยจางลง รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินออกเดินทางจากหุบเขาผี ม้าสองตัวค่อย ๆ เดินออกจากทางแคบระหว่างหน้าผา เมื่อพ้นจากเขตหุบเขาอากาศก็เปลี่ยนไปทันที ลมภูเขาพัดผ่านทุ่งหญ้า เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งต่างจากบรรยากาศหนักอึ้งในหุบเขาผีอย่างสิ้นเชิง สวีอี้เฉินหันกลับไปมองหุบเขาที่อยู่ไกลออกไป“คิดไม่ถึงว่าพรรคมารจะมีเรื่องภายในแบบนี้”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ไม่ว่าพรรคธรรมะหรือพรรคมาร หากมีคนมากก็ย่อมมีความขัดแย้ง”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“พูดเหมือนคนผ่านโลกมามาก”รุ่ยหลินไม่ได้ตอบสายตาของนางมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ถนนดินทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็
หลังจากการต่อสู้ในหมู่บ้านจบลง รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินได้มัดตัวคนของพรรคมารหุบเขาผีทั้งหมดไว้แน่นหนา ก่อนจะพาพวกเขาออกเดินทางไปยังภูเขาลึกที่เป็นที่ตั้งของพรรคมารการเดินทางใช้เวลาหลายวัน ภูเขาที่ตั้งของพรรคมารหุบเขาผีตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาอันซับซ้อน ป่าทึบปกคลุมจนแสงแดดแทบส่องไม่ถึง ทางเดินคดเคี้ยวราวกับเขาวงกต ยิ่งเข้าไปลึกบรรยากาศยิ่งเย็นเยียบ หมอกสีเทาปกคลุมหุบเขาราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาเช้าวันหนึ่งหลังจากเดินทางฝ่าป่ามาหลายชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าหุบเขา หน้าผาสูงตระหง่านสองด้านประกบกันเป็นทางเข้าแคบ ๆ บนหน้าผามีธงสีดำปักอยู่หลายผืน ตรงกลางมีสัญลักษณ์หัวกะโหลกสีดำอันเป็นเครื่องหมายของพรรคมารหุบเขาผี สวีอี้เฉินหยุดฝีเท้าเขามองไปยังปากหุบเขาอย่างระมัดระวัง“ที่นี่แหละ”รุ่ยหลินพยักหน้าพวกเขาผลักตัวนักโทษให้เดินต่อไป ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งถูกจับได้ก่อนหน้านั้นมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นที่ตั้งพรรคของตนเอง เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ ไม่นานนัก คนเฝ้ายามของพรรคมารก็ปรากฏตัวขึ้น ชายชุดดำหลายคนกระโดดลงมาจากหน้าผา ดาบในมือชี้ตรงมายังรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉิน“หยุด!”หนึ่ง







