Share

บทที่ 12

last update Petsa ng paglalathala: 2026-02-26 11:30:52

หลังจากคืนที่รุ่ยหลินปลุกลมปราณสำเร็จ โลกของนางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เช้าวันต่อมานางกลับมายังดงกล้วยลับหลังเรือนตระกูลหยางอีกครั้ง หัวใจเต้นด้วยความตื่นเต้นและระแวดระวังมากกว่าทุกครั้ง เพราะเมื่อคืนขณะฝึก นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างคลื่นพลังบางเบาที่มิใช่ของตน

ตอนแรกนางคิดว่าเป็นเพียงจินตนาการ แต่เมื่อหลับตาเข้าสมาธิอีกครั้ง ปล่อยลมหายใจให้จมลึกลงสู่ตันเถียน กระแสลมปราณที่เคยอ่อนโยนกลับสั่นไหวราวผิวน้ำต้องลม

ไม่ใช่เพราะพลังของนางไม่มั่นคง แต่เพราะมีอีกกระแสหนึ่งปะปนอยู่ รุ่ยหลินลืมตาผับ ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ นางตั้งสมาธิใหม่ คราวนี้มิใช่เพื่อฝึกแต่เพื่อฟัง ลมปราณในร่างแผ่ขยายออกไปอย่างระมัดระวัง คล้ายสายไหมบางที่แทรกซึมไปในอากาศ นางเคยอ่านจากคัมภีร์ว่า ผู้ที่ปลุกลมปราณได้ จะสามารถรับรู้พลังภายนอกได้ในระดับหนึ่งหากจิตนิ่งพอ

และบัดนี้ นางรู้แล้วว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริงเบื้องซ้ายของดงกล้วย หลังแนวกำแพงเตี้ย มีบางอย่างแฝงตัวอยู่ แม้เจ้าของพลังจะพยายามกลบเกลื่อน คลื่นพลังนั้นก็ยังมีจังหวะเฉพาะตัว เหมือนเสียงหัวใจที่ไม่อาจหยุดเต้น

รุ่ยหลินแสร้งหลับตาทำท่าเหมือนไม่รู้ตัว นางเริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ ตามกระบวนท่าที่ฝึกประจำ หมุนกาย ยกแขน ผ่อนลมหายใจ ลมปราณในร่างไหลเวียนราบรื่นขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นนางสะบัดแขนออกไปเบื้องหน้า กระแสลมปราณพุ่งเป็นคลื่นอ่อน ๆ ไปยังพุ่มไม้ด้านซ้าย ใบไม้สั่นสะเทือนแรงกว่าปกติ

เงาร่างหนึ่งขยับ! รุ่ยหลินไม่รอช้าเท้ากระทบดิน พุ่งทะยานตามไปทันที เสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายเบามาก หากเป็นนางในอดีตคงไม่มีวันจับได้ แต่ตอนนี้นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังที่แผ่ผ่านอากาศ อีกฝ่ายเคลื่อนไหวว่องไว ร่างเบาราวขนนก กระโดดข้ามกำแพงเตี้ยอย่างง่ายดาย

รุ่ยหลินกัดฟันกระโดดตาม กำแพงที่เคยสูงเกินกำลัง บัดนี้กลับไม่ใช่อุปสรรค นางผลักลมปราณสู่ฝ่าเท้า ร่างทะยานขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ทันทีที่ลงสู่พื้นอีกด้าน เงาร่างนั้นก็หายไปแล้ว ลานหลังเรือนเงียบสงัด มีเพียงสายลมพัดผ่านกิ่งไม้รุ่ยหลินยืนนิ่ง หลับตาอีกครั้ง ปล่อยจิตสัมผัสคลื่นพลัง ว่างเปล่าอีกฝ่ายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“บ้าจริง…”

ทันใดนั้นแสงบางอย่างสะท้อนเข้าตา นางก้มลงมองบนพื้นดินใกล้โคนต้นบ๊วย มีวัตถุเล็ก ๆ ตกอยู่ รุ่ยหลินเดินเข้าไปหยิบขึ้นมันคือจี้หยก หยกสีเขียวอ่อนโปร่งแสงเล็กน้อย เมื่อยกขึ้นส่องกับแสงแดด ลวดลายภายในดูเหมือนหมอกที่เคลื่อนไหวช้า ๆ บนผิวหยกสลักลายเมฆหมุนวน และตรงกลางมีอักษรตัวหนึ่ง “สวี

หัวใจรุ่ยหลินเต้นแรงนี่ไม่ใช่หยกธรรมดา นางสัมผัสได้ถึงพลังจาง ๆ แฝงอยู่ในนั้น คล้ายกับคลื่นที่ตนเพิ่งรับรู้ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องทำตกโดยไม่ตั้งใจขณะหลบหนี นางกำจี้หยกแน่นความคิดแล่นพล่าน

ตระกูลสวีหรือในเมืองนี้มีตระกูลสวีเพียงแห่งเดียว และเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านวิชาลมปราณสายอ่อน แต่เหตุใดคนของตระกูลนั้นต้องมาแอบดูนาง หรือจะเป็นศิษย์จากสำนักอื่น รุ่ยหลินเก็บจี้หยกใส่แขนเสื้อ ก่อนจะกลับเรือนด้วยสีหน้าเรียบเฉย

คืนนั้นนางนั่งพิจารณาจี้หยกใต้แสงตะเกียงอย่างละเอียด ยิ่งมองใกล้ ๆ ยิ่งเห็นว่าลวดลายเมฆมิได้สลักแบบธรรมดา หากแต่แฝงเส้นสายละเอียดราวกับผังพลัง นางลองส่งลมปราณบางเบาเข้าไปแตะ ทันใดนั้นหยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย หมอกภายในเหมือนหมุนวนเร็วขึ้นชั่วครู่ก่อนจะสงบนิ่ง

รุ่ยหลินเบิกตากว้างหยกชิ้นนี้ตอบสนองต่อพลังของนาง! หรือมันจะเป็นวัตถุเก็บพลัง หรือเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวที่มีความสำคัญต่อเจ้าของ

ยิ่งคิดนางยิ่งมั่นใจว่าผู้ที่แอบดูมิใช่คนธรรมดา คนผู้นั้นสามารถกลบเกลื่อนพลังได้ดี เคลื่อนไหวรวดเร็ว และยังครอบครองหยกที่มีพลังแฝง ที่สำคัญเขาหรือเธอรู้ว่านางกำลังฝึกวิชาลับ ความลับของห้องใต้ดินอาจไม่ได้เป็นของนางเพียงผู้เดียวอีกต่อไป รุ่งเช้ารุ่ยหลินแสร้งเดินผ่านลานฝึกของสำนัก สายตากวาดมองศิษย์แต่ละคนอย่างแนบเนียน นางพยายามจับสัมผัสคลื่นพลัง บางคนมีพลังหยาบกระด้าง บางคนอ่อนแอ บางคนมั่นคง แต่ไม่มีใครให้ความรู้สึกเหมือนเมื่อคืน หรืออีกฝ่ายจะไม่ใช่คนในสำนัก หรือกำลังซ่อนพลังอย่างแนบเนียนยิ่งกว่าเดิม ความคิดนี้ทำให้รุ่ยหลินยิ่งระวังตัว 

คืนนั้นนางกลับไปฝึกอีกครั้ง แต่คราวนี้มิได้มุ่งแต่การเพิ่มพลัง หากแต่ฝึกการรับรู้ นางนั่งนิ่งเป็นเวลานาน ปล่อยลมปราณแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ค่อย ๆ สัมผัสทุกความเคลื่อนไหว เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งคลื่นบางอย่างกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง ไกลกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย แต่ชัดเจนเขากลับมารุ่ยหลินไม่ลืมตาทำเหมือนไม่รู้ตัว ลมปราณของอีกฝ่ายนิ่งกว่าเดิมราวกับระวังเต็มที่

ทันใดนั้นเสียงใบไม้ขยับเบา ๆ ดังขึ้น รุ่ยหลินลืมตาพรวด ร่างพุ่งออกไปทันที เงาร่างสีดำทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงอีกครั้ง คราวนี้รุ่ยหลินเตรียมตัวมาก่อน นางส่งลมปราณสู่ฝ่าเท้าเต็มกำลัง ร่างพุ่งเร็วกว่าเดิม ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลง นางเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายชัดขึ้น เสื้อคลุมสีเข้ม ปลายผมยาวสะบัด

“หยุด!” 

ทั้งสองไล่ล่ากันผ่านหลังคาเรือน ข้ามตรอกแคบ ๆ จนถึงริมคลองเล็ก ทันใดนั้นอีกฝ่ายหยุดกะทันหัน มุนกายกลับ สายตาทั้งสองประสานกันเพียงเสี้ยววินาที ภายใต้หน้ากากสีดำดวงตาคู่นั้นเย็นลึก ราวกับทะเลลึกยามราตรี รุ่ยหลินรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ก่อนที่นางจะเอ่ยคำใดอีกฝ่ายก็สะบัดมือ ผงบางอย่างลอยกระจายกลางอากาศ รุ่ยหลินรีบปิดลมหายใจ ถอยหลังหนึ่งก้าว

เมื่อหมอกจางลงเงาร่างนั้นก็หายไปอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบและเสียงน้ำไหลเอื่อย รุ่ยหลินยืนแน่นิ่งมือกำแน่น ครั้งนี้นางเห็นดวงตาคู่นั้นชัดเจนและยิ่งมั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา นางหยิบจี้หยกออกมาจากแขนเสื้อพลิกดูใต้แสงจันทร์

“เจ้าคือใครกันแน่…” 

นางพึมพำสายลมพัดผ่าน เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ บางทีการไล่ล่านี้อาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และจี้หยกชิ้นนี้อาจเป็นกุญแจไขความลับที่เชื่อมโยงนางกับบุรุษปริศนาผู้นั้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ดูเหมือนนางจะพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ...” 

เมื่อพ้นรัศมีของรุ่ยหลินชายลึกลับก็หยุด ตอนแรกเพียงแค่อยากรู้ว่าคุณผู้เคยอ่อนแอ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้แอบมาฝึกกังฟูที่กลางป่าในตอนกลางคืน แต่พอได้เห็นท่าแปลกใหม่ไม่เหมือนกระบวนท่าที่เห็นทั่วไปก็สนใจจึงได้มาแอบดู แต่พอได้เห็นพัฒนาการเรื่อย ๆ ยิ่งทำให้อยากเข้าหา แต่ดูท่าตอนนี้ยังไม่เหมาะไปทำความรู้จักสักเท่าไหร่ คงต้องรอไปอีกสักพักถึงตอนนั้นจะทำความรู้จักก็ยังไม่สาย

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 68

    ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 67

    เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 66

    ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 65

    หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 64

    รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 63

    หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status