Share

บทที่ 12

last update Huling Na-update: 2026-02-26 11:30:52

หลังจากคืนที่รุ่ยหลินปลุกลมปราณสำเร็จ โลกของนางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เช้าวันต่อมานางกลับมายังดงกล้วยลับหลังเรือนตระกูลหยางอีกครั้ง หัวใจเต้นด้วยความตื่นเต้นและระแวดระวังมากกว่าทุกครั้ง เพราะเมื่อคืนขณะฝึก นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างคลื่นพลังบางเบาที่มิใช่ของตน

ตอนแรกนางคิดว่าเป็นเพียงจินตนาการ แต่เมื่อหลับตาเข้าสมาธิอีกครั้ง ปล่อยลมหายใจให้จมลึกลงสู่ตันเถียน กระแสลมปราณที่เคยอ่อนโยนกลับสั่นไหวราวผิวน้ำต้องลม

ไม่ใช่เพราะพลังของนางไม่มั่นคง แต่เพราะมีอีกกระแสหนึ่งปะปนอยู่ รุ่ยหลินลืมตาผับ ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ นางตั้งสมาธิใหม่ คราวนี้มิใช่เพื่อฝึกแต่เพื่อฟัง ลมปราณในร่างแผ่ขยายออกไปอย่างระมัดระวัง คล้ายสายไหมบางที่แทรกซึมไปในอากาศ นางเคยอ่านจากคัมภีร์ว่า ผู้ที่ปลุกลมปราณได้ จะสามารถรับรู้พลังภายนอกได้ในระดับหนึ่งหากจิตนิ่งพอ

และบัดนี้ นางรู้แล้วว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริงเบื้องซ้ายของดงกล้วย หลังแนวกำแพงเตี้ย มีบางอย่างแฝงตัวอยู่ แม้เจ้าของพลังจะพยายามกลบเกลื่อน คลื่นพลังนั้นก็ยังมีจังหวะเฉพาะตัว เหมือนเสียงหัวใจที่ไม่อาจหยุดเต้น

รุ่ยหลินแสร้งหลับตาทำท่าเหมือนไม่รู้ตัว นางเริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ ตามกระบวนท่าที่ฝึกประจำ หมุนกาย ยกแขน ผ่อนลมหายใจ ลมปราณในร่างไหลเวียนราบรื่นขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นนางสะบัดแขนออกไปเบื้องหน้า กระแสลมปราณพุ่งเป็นคลื่นอ่อน ๆ ไปยังพุ่มไม้ด้านซ้าย ใบไม้สั่นสะเทือนแรงกว่าปกติ

เงาร่างหนึ่งขยับ! รุ่ยหลินไม่รอช้าเท้ากระทบดิน พุ่งทะยานตามไปทันที เสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายเบามาก หากเป็นนางในอดีตคงไม่มีวันจับได้ แต่ตอนนี้นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังที่แผ่ผ่านอากาศ อีกฝ่ายเคลื่อนไหวว่องไว ร่างเบาราวขนนก กระโดดข้ามกำแพงเตี้ยอย่างง่ายดาย

รุ่ยหลินกัดฟันกระโดดตาม กำแพงที่เคยสูงเกินกำลัง บัดนี้กลับไม่ใช่อุปสรรค นางผลักลมปราณสู่ฝ่าเท้า ร่างทะยานขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ทันทีที่ลงสู่พื้นอีกด้าน เงาร่างนั้นก็หายไปแล้ว ลานหลังเรือนเงียบสงัด มีเพียงสายลมพัดผ่านกิ่งไม้รุ่ยหลินยืนนิ่ง หลับตาอีกครั้ง ปล่อยจิตสัมผัสคลื่นพลัง ว่างเปล่าอีกฝ่ายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“บ้าจริง…”

ทันใดนั้นแสงบางอย่างสะท้อนเข้าตา นางก้มลงมองบนพื้นดินใกล้โคนต้นบ๊วย มีวัตถุเล็ก ๆ ตกอยู่ รุ่ยหลินเดินเข้าไปหยิบขึ้นมันคือจี้หยก หยกสีเขียวอ่อนโปร่งแสงเล็กน้อย เมื่อยกขึ้นส่องกับแสงแดด ลวดลายภายในดูเหมือนหมอกที่เคลื่อนไหวช้า ๆ บนผิวหยกสลักลายเมฆหมุนวน และตรงกลางมีอักษรตัวหนึ่ง “สวี

หัวใจรุ่ยหลินเต้นแรงนี่ไม่ใช่หยกธรรมดา นางสัมผัสได้ถึงพลังจาง ๆ แฝงอยู่ในนั้น คล้ายกับคลื่นที่ตนเพิ่งรับรู้ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องทำตกโดยไม่ตั้งใจขณะหลบหนี นางกำจี้หยกแน่นความคิดแล่นพล่าน

ตระกูลสวีหรือในเมืองนี้มีตระกูลสวีเพียงแห่งเดียว และเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านวิชาลมปราณสายอ่อน แต่เหตุใดคนของตระกูลนั้นต้องมาแอบดูนาง หรือจะเป็นศิษย์จากสำนักอื่น รุ่ยหลินเก็บจี้หยกใส่แขนเสื้อ ก่อนจะกลับเรือนด้วยสีหน้าเรียบเฉย

คืนนั้นนางนั่งพิจารณาจี้หยกใต้แสงตะเกียงอย่างละเอียด ยิ่งมองใกล้ ๆ ยิ่งเห็นว่าลวดลายเมฆมิได้สลักแบบธรรมดา หากแต่แฝงเส้นสายละเอียดราวกับผังพลัง นางลองส่งลมปราณบางเบาเข้าไปแตะ ทันใดนั้นหยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย หมอกภายในเหมือนหมุนวนเร็วขึ้นชั่วครู่ก่อนจะสงบนิ่ง

รุ่ยหลินเบิกตากว้างหยกชิ้นนี้ตอบสนองต่อพลังของนาง! หรือมันจะเป็นวัตถุเก็บพลัง หรือเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวที่มีความสำคัญต่อเจ้าของ

ยิ่งคิดนางยิ่งมั่นใจว่าผู้ที่แอบดูมิใช่คนธรรมดา คนผู้นั้นสามารถกลบเกลื่อนพลังได้ดี เคลื่อนไหวรวดเร็ว และยังครอบครองหยกที่มีพลังแฝง ที่สำคัญเขาหรือเธอรู้ว่านางกำลังฝึกวิชาลับ ความลับของห้องใต้ดินอาจไม่ได้เป็นของนางเพียงผู้เดียวอีกต่อไป รุ่งเช้ารุ่ยหลินแสร้งเดินผ่านลานฝึกของสำนัก สายตากวาดมองศิษย์แต่ละคนอย่างแนบเนียน นางพยายามจับสัมผัสคลื่นพลัง บางคนมีพลังหยาบกระด้าง บางคนอ่อนแอ บางคนมั่นคง แต่ไม่มีใครให้ความรู้สึกเหมือนเมื่อคืน หรืออีกฝ่ายจะไม่ใช่คนในสำนัก หรือกำลังซ่อนพลังอย่างแนบเนียนยิ่งกว่าเดิม ความคิดนี้ทำให้รุ่ยหลินยิ่งระวังตัว 

คืนนั้นนางกลับไปฝึกอีกครั้ง แต่คราวนี้มิได้มุ่งแต่การเพิ่มพลัง หากแต่ฝึกการรับรู้ นางนั่งนิ่งเป็นเวลานาน ปล่อยลมปราณแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ค่อย ๆ สัมผัสทุกความเคลื่อนไหว เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งคลื่นบางอย่างกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง ไกลกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย แต่ชัดเจนเขากลับมารุ่ยหลินไม่ลืมตาทำเหมือนไม่รู้ตัว ลมปราณของอีกฝ่ายนิ่งกว่าเดิมราวกับระวังเต็มที่

ทันใดนั้นเสียงใบไม้ขยับเบา ๆ ดังขึ้น รุ่ยหลินลืมตาพรวด ร่างพุ่งออกไปทันที เงาร่างสีดำทะยานขึ้นสู่ยอดกำแพงอีกครั้ง คราวนี้รุ่ยหลินเตรียมตัวมาก่อน นางส่งลมปราณสู่ฝ่าเท้าเต็มกำลัง ร่างพุ่งเร็วกว่าเดิม ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลง นางเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายชัดขึ้น เสื้อคลุมสีเข้ม ปลายผมยาวสะบัด

“หยุด!” 

ทั้งสองไล่ล่ากันผ่านหลังคาเรือน ข้ามตรอกแคบ ๆ จนถึงริมคลองเล็ก ทันใดนั้นอีกฝ่ายหยุดกะทันหัน มุนกายกลับ สายตาทั้งสองประสานกันเพียงเสี้ยววินาที ภายใต้หน้ากากสีดำดวงตาคู่นั้นเย็นลึก ราวกับทะเลลึกยามราตรี รุ่ยหลินรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ก่อนที่นางจะเอ่ยคำใดอีกฝ่ายก็สะบัดมือ ผงบางอย่างลอยกระจายกลางอากาศ รุ่ยหลินรีบปิดลมหายใจ ถอยหลังหนึ่งก้าว

เมื่อหมอกจางลงเงาร่างนั้นก็หายไปอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบและเสียงน้ำไหลเอื่อย รุ่ยหลินยืนแน่นิ่งมือกำแน่น ครั้งนี้นางเห็นดวงตาคู่นั้นชัดเจนและยิ่งมั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา นางหยิบจี้หยกออกมาจากแขนเสื้อพลิกดูใต้แสงจันทร์

“เจ้าคือใครกันแน่…” 

นางพึมพำสายลมพัดผ่าน เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ บางทีการไล่ล่านี้อาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และจี้หยกชิ้นนี้อาจเป็นกุญแจไขความลับที่เชื่อมโยงนางกับบุรุษปริศนาผู้นั้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ดูเหมือนนางจะพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ...” 

เมื่อพ้นรัศมีของรุ่ยหลินชายลึกลับก็หยุด ตอนแรกเพียงแค่อยากรู้ว่าคุณผู้เคยอ่อนแอ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้แอบมาฝึกกังฟูที่กลางป่าในตอนกลางคืน แต่พอได้เห็นท่าแปลกใหม่ไม่เหมือนกระบวนท่าที่เห็นทั่วไปก็สนใจจึงได้มาแอบดู แต่พอได้เห็นพัฒนาการเรื่อย ๆ ยิ่งทำให้อยากเข้าหา แต่ดูท่าตอนนี้ยังไม่เหมาะไปทำความรู้จักสักเท่าไหร่ คงต้องรอไปอีกสักพักถึงตอนนั้นจะทำความรู้จักก็ยังไม่สาย

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 43

    หลังจากหลุดพ้นจากการไล่ล่าของคนพรรคมารหมื่นพิษได้อย่างหวุดหวิด รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็เร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวทอดยาวผ่านป่าสนและหน้าผาสูงชัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อย ๆ เอียงลงต่ำ ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงซู่ซ่าราวกับกระซิบเตือนสวีอี้เฉินขี่ม้านำหน้าสีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ในดวงตายังมีความระมัดระวังรุ่ยหลินขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย“เจ้าคิดว่าพวกมันจะตามมาอีกหรือไม่” รุ่ยหลินถามขึ้นสวีอี้เฉินเหลือบมองด้านหลังเส้นทาง“พรรคหมื่นพิษไม่ใช่พวกยอมแพ้ง่าย ๆ”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ตอนนี้พวกมันคงต้องถอยไปรวบรวมกำลังใหม่”รุ่ยหลินพยักหน้า“อย่างน้อยคืนนี้เราคงได้พักบ้าง”ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยามภูเขาค่อย ๆ ลดระดับลง ป่าทึบเริ่มกลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันและเสียงชาวบ้านพูดคุยเริ่มดังขึ้นไม่นานนักกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูเมืองสูงใหญ่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เหนือประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนว่า“หังโจว”เมืองหังโจวเป็นเมืองใหญ่และรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของแผ่นดิน ตลาดคึกคักคลองน้ำตัดผ่านตัวเมืองเรือสินค้าลอยไปมา

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 42

    สายลมยามบ่ายพัดผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลเมฆบางลอยผ่านยอดไม้สูง เส้นทางดินแดงคดเคี้ยวผ่านป่าทึบที่เงียบสงบหลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาหลายวัน รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็ยังคงเดินทางต่อไปตามเส้นทางยุทธภพ ม้าสองตัวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ สวีอี้เฉินนั่งอยู่บนหลังม้ามองเส้นทางข้างหน้าอย่างสงบรุ่ยหลินเดินอยู่ด้านข้างเขามองไปรอบ ๆ อย่างระวังตามนิสัยของคนที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านไปครู่หนึ่งสวีอี้เฉินพูดขึ้น“ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเจอเรื่องไม่หยุดเลย”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ในยุทธภพ ความสงบมักไม่นาน”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“จริง”แต่ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“ฮ่า ๆ ๆ!”เสียงนั้นเย็นและเต็มไปด้วยความดูถูก รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินหยุดทันทีจากเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายหลายคนเดินออกมา ทั้งหมดเจ็ดคนพวกเขาสวมชุดสีดำปนม่วง บนแขนเสื้อปักลายงูพิษพันกันรุ่ยหลินหรี่ตา“พรรคมารหมื่นพิษ”สวีอี้เฉินมองชายที่เดินนำหน้าแล้วดวงตาของเขาก็เย็นลงทันที“เจ้า…”ชายคนนั้นยิ้มเหยียดใบหน้าของเขาผอมยาวดวงตาเล็กเหมือนงู“จ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 41

    เสียงฝีเท้าของโจรทั้งห้าคนค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของป่าลึก วัดร้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เปลวไฟในกองฟืนยังคงลุกเบา ๆ ส่งแสงสีส้มสั่นไหวไปทั่ววิหารเก่า เงาของเสาไม้ที่ผุพังทอดยาวบนพื้นหินเหมือนเงาของภูตผีในตำนานลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่แตกหัก เสียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ สวีอี้เฉินนั่งลงข้างกองไฟอีกครั้ง เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านแดงในกองฟืน ประกายไฟกระเด็นขึ้นเล็กน้อย รุ่ยหลินยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูวิหาร สายตาของเขามองออกไปยังความมืดของป่าด้านนอก ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะพูดขึ้น“เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”รุ่ยหลินหันกลับมา“เรื่องอะไร”สวีอี้เฉินตอบทันที“ชายชุดดำ”รุ่ยหลินพยักหน้า“ใช่”เขาเดินกลับมานั่งลงใกล้กองไฟสวีอี้เฉินพูดช้า ๆ“บางทีเราอาจไม่ได้บังเอิญมาที่วัดนี้”รุ่ยหลินใช้ไม้เขี่ยไฟในกองฟืนประกายไฟกระเด็นขึ้น“มีคนกำลังตามดูเรา”สวีอี้เฉินพยักหน้า“หรือไม่ก็…”รุ่ยหลินเลิกคิ้ว“หรืออะไร”สวีอี้เฉินยิ้มบาง ๆ“หรือมีคนกำลังล่อเรา”ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นทันทีประตูวิหารเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลวไฟสั่นไหวอีกครั้ง ความมืดในป่าลึกดูเหมือน

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 40

    เปลวไฟจากกองฟืนเล็ก ๆ กลางวิหารเก่าลุกไหวอย่างช้า ๆ แสงสีส้มสะท้อนผนังไม้ผุพังจนเงาของเสาแต่ละต้นทอดยาวคล้ายสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับตัวอยู่ในความมืด ลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักทำให้ผืนธงเก่าบนคานหลังคาแกว่งไปมา ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ สวีอี้เฉินเพิ่งพูดจบทันใดนั้น เสียงกรอบเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลังวิหาร ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นทันที เปลวไฟสั่นไหวแรงขึ้นเมื่อสายลมพัดเข้ามา เงามืดบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาไม้เก่าสวีอี้เฉินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบรุ่ยหลินจับกระบี่แน่น ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา ไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็รู้ทันที คืนนี้คงไม่สงบอย่างที่คิด เงาดำด้านหลังเสาไม้ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าชัดเจนเสียงดัง กรอบ กรอบ แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น“ดูเหมือนจะมีคนมาพักอยู่จริง ๆ”ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมเสื้อผ้าหยาบแบบชาวบ้านแต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนธรรมดา มือถือดาบสั้นที่สะท้อนแสงไฟวาววับจากนั้นอีกคนอีกคนและอีกคนเงาห้าร่างค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังเสา โจรห้าคนพวกเขามองรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 39

    หลังจากเรื่องราวที่หุบเขาผีจบลง บรรยากาศในหุบเขานั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประมุขหยินถูกเรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าประมุขพรรคหุบเขาผี ศิษย์หลายคนของพรรคถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่บางคนยังคงสับสนว่าความจริงเป็นเช่นไรรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินไม่ได้อยู่รอจนทุกอย่างสิ้นสุด ทั้งสองเพียงส่งตัวผู้กระทำผิดให้กับประมุขพรรคหุบเขาผี แล้วกล่าวคำลาอย่างสุภาพ เพราะเรื่องภายในพรรคมารไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักเช้าวันหนึ่งหมอกในหุบเขาค่อย ๆ ลอยจางลง รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินออกเดินทางจากหุบเขาผี ม้าสองตัวค่อย ๆ เดินออกจากทางแคบระหว่างหน้าผา เมื่อพ้นจากเขตหุบเขาอากาศก็เปลี่ยนไปทันที ลมภูเขาพัดผ่านทุ่งหญ้า เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งต่างจากบรรยากาศหนักอึ้งในหุบเขาผีอย่างสิ้นเชิง สวีอี้เฉินหันกลับไปมองหุบเขาที่อยู่ไกลออกไป“คิดไม่ถึงว่าพรรคมารจะมีเรื่องภายในแบบนี้”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ไม่ว่าพรรคธรรมะหรือพรรคมาร หากมีคนมากก็ย่อมมีความขัดแย้ง”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“พูดเหมือนคนผ่านโลกมามาก”รุ่ยหลินไม่ได้ตอบสายตาของนางมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ถนนดินทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 38

    หลังจากการต่อสู้ในหมู่บ้านจบลง รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินได้มัดตัวคนของพรรคมารหุบเขาผีทั้งหมดไว้แน่นหนา ก่อนจะพาพวกเขาออกเดินทางไปยังภูเขาลึกที่เป็นที่ตั้งของพรรคมารการเดินทางใช้เวลาหลายวัน ภูเขาที่ตั้งของพรรคมารหุบเขาผีตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาอันซับซ้อน ป่าทึบปกคลุมจนแสงแดดแทบส่องไม่ถึง ทางเดินคดเคี้ยวราวกับเขาวงกต ยิ่งเข้าไปลึกบรรยากาศยิ่งเย็นเยียบ หมอกสีเทาปกคลุมหุบเขาราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาเช้าวันหนึ่งหลังจากเดินทางฝ่าป่ามาหลายชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าหุบเขา หน้าผาสูงตระหง่านสองด้านประกบกันเป็นทางเข้าแคบ ๆ บนหน้าผามีธงสีดำปักอยู่หลายผืน ตรงกลางมีสัญลักษณ์หัวกะโหลกสีดำอันเป็นเครื่องหมายของพรรคมารหุบเขาผี สวีอี้เฉินหยุดฝีเท้าเขามองไปยังปากหุบเขาอย่างระมัดระวัง“ที่นี่แหละ”รุ่ยหลินพยักหน้าพวกเขาผลักตัวนักโทษให้เดินต่อไป ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งถูกจับได้ก่อนหน้านั้นมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นที่ตั้งพรรคของตนเอง เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ ไม่นานนัก คนเฝ้ายามของพรรคมารก็ปรากฏตัวขึ้น ชายชุดดำหลายคนกระโดดลงมาจากหน้าผา ดาบในมือชี้ตรงมายังรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉิน“หยุด!”หนึ่ง

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status