เข้าสู่ระบบรุ่งอรุณวันงานประลองยุทธมาถึงในที่สุด ท้องฟ้าเหนือเมืองสดใสผิดกับหลายวันที่ผ่านมา สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งตามเชิงเขาเส้าหลินราวม่านโปร่งบางที่กำลังเปิดฉากเวทีใหญ่แห่งยุทธภพ เสียงระฆังจากวัดดังสะท้อนก้องลงมาตามหุบเขา ประกาศการเริ่มต้นวันสำคัญที่ผู้คนทั่วหล้ารอคอย
หน้าจวนตระกูลหยาง ขบวนรถม้าและม้าศึกเตรียมพร้อมอย่างเป็นระเบียบ ท่านประมุขหยางฟานไฉสวมชุดยาวสีครามเข้ม ปักลายเมฆเงินเรียบหรู ฮูหยินหยางในชุดสีอ่อนสง่างามยืนเคียงข้าง ส่วนบุตรทั้งห้าต่างแต่งกายตามฐานะผู้เข้าสู่เวทีประลอง หยางห่าวตง สุขุมมั่นคง หยางห่าวฟาง สายตาเฉียบคม หยางห่าวอัน เงียบขรึมดุจภูผา หยางห่าวหมิง เปี่ยมพลังหนุ่ม และรุ่ยหลินในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย หากแววตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ตั้งแต่เหตุลอบสังหารในจวน ทุกคนต่างระวังตัวการเดินทางครั้งนี้เพิ่มกำลังคุ้มกันเป็นสองเท่า ขบวนเคลื่อนออกจากเมือง เส้นทางขึ้นเขาเส้าหลินคดเคี้ยวผ่านป่าสนสูงใหญ่ แสงแดดลอดกิ่งไม้เป็นลายริ้วบนพื้นดิน
ช่วงแรกทุกอย่างสงบ แต่เมื่อขบวนเข้าสู่ทางแคบระหว่างหน้าผาสองด้าน สายลมกลับนิ่งผิดปกติ รุ่ยหลินที่นั่งอยู่ท้ายขบวนรู้สึกถึงบางอย่างก่อนใคร ลมปราณของนางสั่นไหวเบา ๆ คล้ายผิวน้ำที่ถูกรบกวน
“หยุดขบวน!”
นางเอ่ยขึ้นทันที คำพูดของนางทำให้พี่ชายทั้งสี่หันมามองด้วยความประหลาดใจ แต่ยังไม่ทันซักถาม เสียงหวีดแหลมของวัตถุแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันหลายทิศ ลูกศรสีดำพุ่งลงมาจากหน้าผาด้านบน ศิษย์คุ้มกันตะโกนเตือน เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น หยางห่าวตงสะบัดกระบี่รับลูกศรสองดอกในคราวเดียว หยางห่าวอันผลักลมปราณเป็นกำแพงกันด้านหน้า
แต่ลูกศรเหล่านั้นมิใช่ธรรมดา เมื่อปะทะพื้น มันระเบิดเป็นหมอกสีเทาเข้ม แผ่กระจายอย่างรวดเร็ว
“ระวังพิษ!”
หยางห่าวฟางร้องเตือน ในหมอกนั้นเงาร่างสองสายทะยานลงมาจากหน้าผาอย่างไร้เสียง ชายลึกลับสองคนสวมชุดดำสนิท หน้ากากสีเงินเรียบไร้ลวดลาย ปลายแขนเสื้อปักอักษรโบราณจาง ๆ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น แรงกดดันจากลมปราณของพวกเขาก็กดทับทั่วบริเวณ แม้แต่ท่านประมุขยังหรี่ตาลงเล็กน้อย
“พวกเจ้าคือใคร”
เสียงเขาทุ้มต่ำ ชายคนหนึ่งไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นช้า ๆ ทันใดนั้นอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวราวถูกบีบอัด พลังสีคล้ำหมุนวนเป็นวงกว้าง หยางห่าวฟางหน้าซีด
“เป็นไปไม่ได้…วิชาคลื่นสังหารสุริยันอัสดง มันสูญหายไปตั้งแต่ศตวรรษก่อน!”
พลังพุ่งออกมาเป็นวงแหวนกวาดล้างพื้นดิน หินแตกกระจายต้นไม้ล้มเป็นแนว ท่านประมุขก้าวออกมาด้านหน้า ผลักลมปราณต้านรับ แรงปะทะทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็นทางยาว รุ่ยหลินรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกกดทับ ลมปราณในร่างสั่นสะเทือน นี่คือพลังระดับที่นางไม่เคยเผชิญมาก่อน ชายลึกลับอีกคนเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เขากระทืบพื้นหนึ่งครั้ง เงาพลังสีดำแตกแขนงเป็นเส้นแหลมพุ่งเข้าใส่ทุกคนพร้อมกัน กระบวนท่านั้นคล้าย “วิชาเงาทมิฬแยกร่าง” ซึ่งหายสาบสูญไปนานแล้วเช่นกัน
ศิษย์คุ้มกันหลายคนถูกแรงกระแทกกระเด็น หยางห่าวหมิงพุ่งเข้าปะทะ แต่เพียงกระบวนเดียวก็ถูกแรงสะท้อนถอยหลังหลายก้าว สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ท่านประมุขกัดฟัน ใช้พลังเต็มกำลังต้านทั้งสองพร้อมกัน แต่แม้เขาจะแข็งแกร่ง ก็ยากจะรับมือสองยอดฝีมือที่ใช้วิชาสูญหายพร้อมกันได้
ฮูหยินหยางถูกลูกหลงจากแรงสะเทือนจนล้มลง รุ่ยหลินรีบเข้าประคอง ในเสี้ยววินาทีนั้น ชายลึกลับคนหนึ่งชี้นิ้วตรงมาทางท่านประมุข พลังสีดำรวมตัวเป็นหอกพลังยาว
“จบเสียที”
หอกพลังพุ่งออกด้วยความเร็วราวสายฟ้า ทุกอย่างดูช้าลงในสายตารุ่ยหลิน นางผลักลมปราณของตนออกไปโดยสัญชาตญาณ แม้รู้ว่าคงไม่พอ แต่ก่อนที่หอกพลังจะถึงตัว เสียงแหวกอากาศอีกสายดังขึ้น เงาร่างหนึ่งตกลงมาระหว่างกลาง เสียงปะทะดังสนั่นสะเทือนหุบเขา แรงกระแทกทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
เมื่อฝุ่นจางลง ชายผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า เขาสวมชุดสีเทาเรียบง่าย ผมยาวมัดครึ่งหนึ่ง ปลายเสื้อปลิวตามลม แผ่นหลังตั้งตรงดุจคมกระบี่ ในมือเขาถือกระบี่บางเล่มหนึ่ง เพียงกระบวนเดียว เขาสะบัดกระบี่ปัดหอกพลังนั้นแตกสลาย ชายลึกลับทั้งสองชะงักเล็กน้อย
“เจ้าคือใคร”
หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงต่ำ ชายปริศนาไม่ตอบ เพียงหมุนกระบี่ช้า ๆ ลมปราณของเขาแผ่ขยายออกอย่างสงบแต่ลึกซึ้ง มิได้ดุดันเหมือนอีกฝ่าย ทว่าแน่นหนาเกินคาด รุ่ยหลินเบิกตา คลื่นพลังนี้คุ้นเคย คล้ายคืนที่นางถูกแอบดูฝึก ชายลึกลับทั้งสองไม่รอช้า โจมตีพร้อมกัน กระบวนท่าโบราณพุ่งเข้าหาชายปริศนาอย่างดุดัน แต่เขาเคลื่อนไหวเพียงก้าวเดียว หลบหลีกราวกับรู้จังหวะล่วงหน้า กระบี่บางในมือขีดเส้นโค้งกลางอากาศ เสียงพลังปะทะดังต่อเนื่อง พื้นดินแตกเป็นหลุมลึกหลายแห่ง ต้นไม้รอบด้านโค่นล้ม แม้สองฝ่ายต่อสู้ดุเดือด แต่ชายปริศนากลับไม่ถอยแม้ก้าวเดียว ในที่สุดหนึ่งในชายลึกลับเอ่ยเสียงหงุดหงิด
“ถอยก่อน!”
ทั้งสองสะบัดผงควันสีดำอีกครั้ง พลังหดตัวกลับอย่างรวดเร็ว แล้วทะยานขึ้นหน้าผาหายไป ความเงียบเข้าปกคลุมหุบเขา ศิษย์หลายคนบาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตชายปริศนายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะลดกระบี่ลงช้า ๆ ท่านประมุขก้าวเข้ามา
“ท่านช่วยชีวิตเราไว้ ข้าขอขอบคุณ”
ชายผู้นั้นหันหน้ามา ใบหน้าเขาคมคาย ดวงตาลึกดุจทะเลในยามค่ำคืน สายตานั้นสบตากับรุ่ยหลินเพียงชั่วครู่ หัวใจนางสั่นไหว ใช่ดวงตานี้เองก่อนที่ใครจะเอ่ยถาม ชายปริศนากล่าวเพียงสั้น ๆ
“วิชาที่พวกมันใช้ มิได้สูญหายไปไหน เพียงถูกซ่อนไว้”
ทุกคนเงียบฟัง เขากล่าวต่อ
“ศัตรูมิได้อยู่เพียงภายนอก ระวังผู้ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเย็นวาบ
“หมายความว่าอย่างไร”
หยางห่าวตงถาม แต่ชายปริศนาเพียงยิ้มบาง
“เมื่อเงาสะท้อนในกระจกแตก…จงอย่าเชื่อภาพที่เห็น เพราะนั้นคือความจริง”
ประโยคประหลาดนั้นทำให้ทุกคนยิ่งงุนงง ก่อนที่ใครจะถามต่อ เขาหมุนกายกระโดดขึ้นยอดไม้ แล้วหายลับไปอย่างไร้เสียง รุ่ยหลินยืนนิ่งมือกำแน่น จี้หยกในอกเสื้ออุ่นขึ้นอย่างชัดเจน นางรู้แล้วว่าเขาคือคนเดียวกับผู้แอบดูนางฝึก แต่เหตุใดเขาจึงช่วยพวกนาง และคำเตือนนั้นหมายถึงใครกันแน่ ขบวนเดินทางต่อไปยังวัดเส้าหลินด้วยหัวใจหนักอึ้งกว่าเดิม
งานประลองที่ควรเป็นเวทีแห่งเกียรติ กลับกลายเป็นสนามเงามืดที่เต็มไปด้วยปริศนา และรุ่ยหลินรู้ดีว่า กระดานหมากครั้งนี้มิใช่เพียงการชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพ แต่คือกระดานหมากแห่งชีวิตและความลับที่ซ่อนลึกกว่าที่ผู้ใดคาดคิด
หลังจากหลุดพ้นจากการไล่ล่าของคนพรรคมารหมื่นพิษได้อย่างหวุดหวิด รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็เร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวทอดยาวผ่านป่าสนและหน้าผาสูงชัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อย ๆ เอียงลงต่ำ ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงซู่ซ่าราวกับกระซิบเตือนสวีอี้เฉินขี่ม้านำหน้าสีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ในดวงตายังมีความระมัดระวังรุ่ยหลินขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย“เจ้าคิดว่าพวกมันจะตามมาอีกหรือไม่” รุ่ยหลินถามขึ้นสวีอี้เฉินเหลือบมองด้านหลังเส้นทาง“พรรคหมื่นพิษไม่ใช่พวกยอมแพ้ง่าย ๆ”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ตอนนี้พวกมันคงต้องถอยไปรวบรวมกำลังใหม่”รุ่ยหลินพยักหน้า“อย่างน้อยคืนนี้เราคงได้พักบ้าง”ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยามภูเขาค่อย ๆ ลดระดับลง ป่าทึบเริ่มกลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันและเสียงชาวบ้านพูดคุยเริ่มดังขึ้นไม่นานนักกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูเมืองสูงใหญ่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เหนือประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนว่า“หังโจว”เมืองหังโจวเป็นเมืองใหญ่และรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของแผ่นดิน ตลาดคึกคักคลองน้ำตัดผ่านตัวเมืองเรือสินค้าลอยไปมา
สายลมยามบ่ายพัดผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลเมฆบางลอยผ่านยอดไม้สูง เส้นทางดินแดงคดเคี้ยวผ่านป่าทึบที่เงียบสงบหลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาหลายวัน รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็ยังคงเดินทางต่อไปตามเส้นทางยุทธภพ ม้าสองตัวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ สวีอี้เฉินนั่งอยู่บนหลังม้ามองเส้นทางข้างหน้าอย่างสงบรุ่ยหลินเดินอยู่ด้านข้างเขามองไปรอบ ๆ อย่างระวังตามนิสัยของคนที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านไปครู่หนึ่งสวีอี้เฉินพูดขึ้น“ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเจอเรื่องไม่หยุดเลย”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ในยุทธภพ ความสงบมักไม่นาน”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“จริง”แต่ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“ฮ่า ๆ ๆ!”เสียงนั้นเย็นและเต็มไปด้วยความดูถูก รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินหยุดทันทีจากเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายหลายคนเดินออกมา ทั้งหมดเจ็ดคนพวกเขาสวมชุดสีดำปนม่วง บนแขนเสื้อปักลายงูพิษพันกันรุ่ยหลินหรี่ตา“พรรคมารหมื่นพิษ”สวีอี้เฉินมองชายที่เดินนำหน้าแล้วดวงตาของเขาก็เย็นลงทันที“เจ้า…”ชายคนนั้นยิ้มเหยียดใบหน้าของเขาผอมยาวดวงตาเล็กเหมือนงู“จ
เสียงฝีเท้าของโจรทั้งห้าคนค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของป่าลึก วัดร้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เปลวไฟในกองฟืนยังคงลุกเบา ๆ ส่งแสงสีส้มสั่นไหวไปทั่ววิหารเก่า เงาของเสาไม้ที่ผุพังทอดยาวบนพื้นหินเหมือนเงาของภูตผีในตำนานลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่แตกหัก เสียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ สวีอี้เฉินนั่งลงข้างกองไฟอีกครั้ง เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านแดงในกองฟืน ประกายไฟกระเด็นขึ้นเล็กน้อย รุ่ยหลินยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูวิหาร สายตาของเขามองออกไปยังความมืดของป่าด้านนอก ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะพูดขึ้น“เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”รุ่ยหลินหันกลับมา“เรื่องอะไร”สวีอี้เฉินตอบทันที“ชายชุดดำ”รุ่ยหลินพยักหน้า“ใช่”เขาเดินกลับมานั่งลงใกล้กองไฟสวีอี้เฉินพูดช้า ๆ“บางทีเราอาจไม่ได้บังเอิญมาที่วัดนี้”รุ่ยหลินใช้ไม้เขี่ยไฟในกองฟืนประกายไฟกระเด็นขึ้น“มีคนกำลังตามดูเรา”สวีอี้เฉินพยักหน้า“หรือไม่ก็…”รุ่ยหลินเลิกคิ้ว“หรืออะไร”สวีอี้เฉินยิ้มบาง ๆ“หรือมีคนกำลังล่อเรา”ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นทันทีประตูวิหารเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลวไฟสั่นไหวอีกครั้ง ความมืดในป่าลึกดูเหมือน
เปลวไฟจากกองฟืนเล็ก ๆ กลางวิหารเก่าลุกไหวอย่างช้า ๆ แสงสีส้มสะท้อนผนังไม้ผุพังจนเงาของเสาแต่ละต้นทอดยาวคล้ายสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับตัวอยู่ในความมืด ลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักทำให้ผืนธงเก่าบนคานหลังคาแกว่งไปมา ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ สวีอี้เฉินเพิ่งพูดจบทันใดนั้น เสียงกรอบเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลังวิหาร ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นทันที เปลวไฟสั่นไหวแรงขึ้นเมื่อสายลมพัดเข้ามา เงามืดบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาไม้เก่าสวีอี้เฉินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบรุ่ยหลินจับกระบี่แน่น ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา ไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็รู้ทันที คืนนี้คงไม่สงบอย่างที่คิด เงาดำด้านหลังเสาไม้ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าชัดเจนเสียงดัง กรอบ กรอบ แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น“ดูเหมือนจะมีคนมาพักอยู่จริง ๆ”ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมเสื้อผ้าหยาบแบบชาวบ้านแต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนธรรมดา มือถือดาบสั้นที่สะท้อนแสงไฟวาววับจากนั้นอีกคนอีกคนและอีกคนเงาห้าร่างค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังเสา โจรห้าคนพวกเขามองรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือ
หลังจากเรื่องราวที่หุบเขาผีจบลง บรรยากาศในหุบเขานั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประมุขหยินถูกเรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าประมุขพรรคหุบเขาผี ศิษย์หลายคนของพรรคถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่บางคนยังคงสับสนว่าความจริงเป็นเช่นไรรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินไม่ได้อยู่รอจนทุกอย่างสิ้นสุด ทั้งสองเพียงส่งตัวผู้กระทำผิดให้กับประมุขพรรคหุบเขาผี แล้วกล่าวคำลาอย่างสุภาพ เพราะเรื่องภายในพรรคมารไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักเช้าวันหนึ่งหมอกในหุบเขาค่อย ๆ ลอยจางลง รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินออกเดินทางจากหุบเขาผี ม้าสองตัวค่อย ๆ เดินออกจากทางแคบระหว่างหน้าผา เมื่อพ้นจากเขตหุบเขาอากาศก็เปลี่ยนไปทันที ลมภูเขาพัดผ่านทุ่งหญ้า เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งต่างจากบรรยากาศหนักอึ้งในหุบเขาผีอย่างสิ้นเชิง สวีอี้เฉินหันกลับไปมองหุบเขาที่อยู่ไกลออกไป“คิดไม่ถึงว่าพรรคมารจะมีเรื่องภายในแบบนี้”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ไม่ว่าพรรคธรรมะหรือพรรคมาร หากมีคนมากก็ย่อมมีความขัดแย้ง”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“พูดเหมือนคนผ่านโลกมามาก”รุ่ยหลินไม่ได้ตอบสายตาของนางมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ถนนดินทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็
หลังจากการต่อสู้ในหมู่บ้านจบลง รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินได้มัดตัวคนของพรรคมารหุบเขาผีทั้งหมดไว้แน่นหนา ก่อนจะพาพวกเขาออกเดินทางไปยังภูเขาลึกที่เป็นที่ตั้งของพรรคมารการเดินทางใช้เวลาหลายวัน ภูเขาที่ตั้งของพรรคมารหุบเขาผีตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาอันซับซ้อน ป่าทึบปกคลุมจนแสงแดดแทบส่องไม่ถึง ทางเดินคดเคี้ยวราวกับเขาวงกต ยิ่งเข้าไปลึกบรรยากาศยิ่งเย็นเยียบ หมอกสีเทาปกคลุมหุบเขาราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาเช้าวันหนึ่งหลังจากเดินทางฝ่าป่ามาหลายชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าหุบเขา หน้าผาสูงตระหง่านสองด้านประกบกันเป็นทางเข้าแคบ ๆ บนหน้าผามีธงสีดำปักอยู่หลายผืน ตรงกลางมีสัญลักษณ์หัวกะโหลกสีดำอันเป็นเครื่องหมายของพรรคมารหุบเขาผี สวีอี้เฉินหยุดฝีเท้าเขามองไปยังปากหุบเขาอย่างระมัดระวัง“ที่นี่แหละ”รุ่ยหลินพยักหน้าพวกเขาผลักตัวนักโทษให้เดินต่อไป ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งถูกจับได้ก่อนหน้านั้นมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นที่ตั้งพรรคของตนเอง เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ ไม่นานนัก คนเฝ้ายามของพรรคมารก็ปรากฏตัวขึ้น ชายชุดดำหลายคนกระโดดลงมาจากหน้าผา ดาบในมือชี้ตรงมายังรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉิน“หยุด!”หนึ่ง







