LOGINรุ่งอรุณวันงานประลองยุทธมาถึงในที่สุด ท้องฟ้าเหนือเมืองสดใสผิดกับหลายวันที่ผ่านมา สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งตามเชิงเขาเส้าหลินราวม่านโปร่งบางที่กำลังเปิดฉากเวทีใหญ่แห่งยุทธภพ เสียงระฆังจากวัดดังสะท้อนก้องลงมาตามหุบเขา ประกาศการเริ่มต้นวันสำคัญที่ผู้คนทั่วหล้ารอคอย
หน้าจวนตระกูลหยาง ขบวนรถม้าและม้าศึกเตรียมพร้อมอย่างเป็นระเบียบ ท่านประมุขหยางฟานไฉสวมชุดยาวสีครามเข้ม ปักลายเมฆเงินเรียบหรู ฮูหยินหยางในชุดสีอ่อนสง่างามยืนเคียงข้าง ส่วนบุตรทั้งห้าต่างแต่งกายตามฐานะผู้เข้าสู่เวทีประลอง หยางห่าวตง สุขุมมั่นคง หยางห่าวฟาง สายตาเฉียบคม หยางห่าวอัน เงียบขรึมดุจภูผา หยางห่าวหมิง เปี่ยมพลังหนุ่ม และรุ่ยหลินในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย หากแววตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ตั้งแต่เหตุลอบสังหารในจวน ทุกคนต่างระวังตัวการเดินทางครั้งนี้เพิ่มกำลังคุ้มกันเป็นสองเท่า ขบวนเคลื่อนออกจากเมือง เส้นทางขึ้นเขาเส้าหลินคดเคี้ยวผ่านป่าสนสูงใหญ่ แสงแดดลอดกิ่งไม้เป็นลายริ้วบนพื้นดิน
ช่วงแรกทุกอย่างสงบ แต่เมื่อขบวนเข้าสู่ทางแคบระหว่างหน้าผาสองด้าน สายลมกลับนิ่งผิดปกติ รุ่ยหลินที่นั่งอยู่ท้ายขบวนรู้สึกถึงบางอย่างก่อนใคร ลมปราณของนางสั่นไหวเบา ๆ คล้ายผิวน้ำที่ถูกรบกวน
“หยุดขบวน!”
นางเอ่ยขึ้นทันที คำพูดของนางทำให้พี่ชายทั้งสี่หันมามองด้วยความประหลาดใจ แต่ยังไม่ทันซักถาม เสียงหวีดแหลมของวัตถุแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันหลายทิศ ลูกศรสีดำพุ่งลงมาจากหน้าผาด้านบน ศิษย์คุ้มกันตะโกนเตือน เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น หยางห่าวตงสะบัดกระบี่รับลูกศรสองดอกในคราวเดียว หยางห่าวอันผลักลมปราณเป็นกำแพงกันด้านหน้า
แต่ลูกศรเหล่านั้นมิใช่ธรรมดา เมื่อปะทะพื้น มันระเบิดเป็นหมอกสีเทาเข้ม แผ่กระจายอย่างรวดเร็ว
“ระวังพิษ!”
หยางห่าวฟางร้องเตือน ในหมอกนั้นเงาร่างสองสายทะยานลงมาจากหน้าผาอย่างไร้เสียง ชายลึกลับสองคนสวมชุดดำสนิท หน้ากากสีเงินเรียบไร้ลวดลาย ปลายแขนเสื้อปักอักษรโบราณจาง ๆ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น แรงกดดันจากลมปราณของพวกเขาก็กดทับทั่วบริเวณ แม้แต่ท่านประมุขยังหรี่ตาลงเล็กน้อย
“พวกเจ้าคือใคร”
เสียงเขาทุ้มต่ำ ชายคนหนึ่งไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นช้า ๆ ทันใดนั้นอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวราวถูกบีบอัด พลังสีคล้ำหมุนวนเป็นวงกว้าง หยางห่าวฟางหน้าซีด
“เป็นไปไม่ได้…วิชาคลื่นสังหารสุริยันอัสดง มันสูญหายไปตั้งแต่ศตวรรษก่อน!”
พลังพุ่งออกมาเป็นวงแหวนกวาดล้างพื้นดิน หินแตกกระจายต้นไม้ล้มเป็นแนว ท่านประมุขก้าวออกมาด้านหน้า ผลักลมปราณต้านรับ แรงปะทะทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็นทางยาว รุ่ยหลินรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกกดทับ ลมปราณในร่างสั่นสะเทือน นี่คือพลังระดับที่นางไม่เคยเผชิญมาก่อน ชายลึกลับอีกคนเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เขากระทืบพื้นหนึ่งครั้ง เงาพลังสีดำแตกแขนงเป็นเส้นแหลมพุ่งเข้าใส่ทุกคนพร้อมกัน กระบวนท่านั้นคล้าย “วิชาเงาทมิฬแยกร่าง” ซึ่งหายสาบสูญไปนานแล้วเช่นกัน
ศิษย์คุ้มกันหลายคนถูกแรงกระแทกกระเด็น หยางห่าวหมิงพุ่งเข้าปะทะ แต่เพียงกระบวนเดียวก็ถูกแรงสะท้อนถอยหลังหลายก้าว สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ท่านประมุขกัดฟัน ใช้พลังเต็มกำลังต้านทั้งสองพร้อมกัน แต่แม้เขาจะแข็งแกร่ง ก็ยากจะรับมือสองยอดฝีมือที่ใช้วิชาสูญหายพร้อมกันได้
ฮูหยินหยางถูกลูกหลงจากแรงสะเทือนจนล้มลง รุ่ยหลินรีบเข้าประคอง ในเสี้ยววินาทีนั้น ชายลึกลับคนหนึ่งชี้นิ้วตรงมาทางท่านประมุข พลังสีดำรวมตัวเป็นหอกพลังยาว
“จบเสียที”
หอกพลังพุ่งออกด้วยความเร็วราวสายฟ้า ทุกอย่างดูช้าลงในสายตารุ่ยหลิน นางผลักลมปราณของตนออกไปโดยสัญชาตญาณ แม้รู้ว่าคงไม่พอ แต่ก่อนที่หอกพลังจะถึงตัว เสียงแหวกอากาศอีกสายดังขึ้น เงาร่างหนึ่งตกลงมาระหว่างกลาง เสียงปะทะดังสนั่นสะเทือนหุบเขา แรงกระแทกทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
เมื่อฝุ่นจางลง ชายผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า เขาสวมชุดสีเทาเรียบง่าย ผมยาวมัดครึ่งหนึ่ง ปลายเสื้อปลิวตามลม แผ่นหลังตั้งตรงดุจคมกระบี่ ในมือเขาถือกระบี่บางเล่มหนึ่ง เพียงกระบวนเดียว เขาสะบัดกระบี่ปัดหอกพลังนั้นแตกสลาย ชายลึกลับทั้งสองชะงักเล็กน้อย
“เจ้าคือใคร”
หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงต่ำ ชายปริศนาไม่ตอบ เพียงหมุนกระบี่ช้า ๆ ลมปราณของเขาแผ่ขยายออกอย่างสงบแต่ลึกซึ้ง มิได้ดุดันเหมือนอีกฝ่าย ทว่าแน่นหนาเกินคาด รุ่ยหลินเบิกตา คลื่นพลังนี้คุ้นเคย คล้ายคืนที่นางถูกแอบดูฝึก ชายลึกลับทั้งสองไม่รอช้า โจมตีพร้อมกัน กระบวนท่าโบราณพุ่งเข้าหาชายปริศนาอย่างดุดัน แต่เขาเคลื่อนไหวเพียงก้าวเดียว หลบหลีกราวกับรู้จังหวะล่วงหน้า กระบี่บางในมือขีดเส้นโค้งกลางอากาศ เสียงพลังปะทะดังต่อเนื่อง พื้นดินแตกเป็นหลุมลึกหลายแห่ง ต้นไม้รอบด้านโค่นล้ม แม้สองฝ่ายต่อสู้ดุเดือด แต่ชายปริศนากลับไม่ถอยแม้ก้าวเดียว ในที่สุดหนึ่งในชายลึกลับเอ่ยเสียงหงุดหงิด
“ถอยก่อน!”
ทั้งสองสะบัดผงควันสีดำอีกครั้ง พลังหดตัวกลับอย่างรวดเร็ว แล้วทะยานขึ้นหน้าผาหายไป ความเงียบเข้าปกคลุมหุบเขา ศิษย์หลายคนบาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตชายปริศนายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะลดกระบี่ลงช้า ๆ ท่านประมุขก้าวเข้ามา
“ท่านช่วยชีวิตเราไว้ ข้าขอขอบคุณ”
ชายผู้นั้นหันหน้ามา ใบหน้าเขาคมคาย ดวงตาลึกดุจทะเลในยามค่ำคืน สายตานั้นสบตากับรุ่ยหลินเพียงชั่วครู่ หัวใจนางสั่นไหว ใช่ดวงตานี้เองก่อนที่ใครจะเอ่ยถาม ชายปริศนากล่าวเพียงสั้น ๆ
“วิชาที่พวกมันใช้ มิได้สูญหายไปไหน เพียงถูกซ่อนไว้”
ทุกคนเงียบฟัง เขากล่าวต่อ
“ศัตรูมิได้อยู่เพียงภายนอก ระวังผู้ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเย็นวาบ
“หมายความว่าอย่างไร”
หยางห่าวตงถาม แต่ชายปริศนาเพียงยิ้มบาง
“เมื่อเงาสะท้อนในกระจกแตก…จงอย่าเชื่อภาพที่เห็น เพราะนั้นคือความจริง”
ประโยคประหลาดนั้นทำให้ทุกคนยิ่งงุนงง ก่อนที่ใครจะถามต่อ เขาหมุนกายกระโดดขึ้นยอดไม้ แล้วหายลับไปอย่างไร้เสียง รุ่ยหลินยืนนิ่งมือกำแน่น จี้หยกในอกเสื้ออุ่นขึ้นอย่างชัดเจน นางรู้แล้วว่าเขาคือคนเดียวกับผู้แอบดูนางฝึก แต่เหตุใดเขาจึงช่วยพวกนาง และคำเตือนนั้นหมายถึงใครกันแน่ ขบวนเดินทางต่อไปยังวัดเส้าหลินด้วยหัวใจหนักอึ้งกว่าเดิม
งานประลองที่ควรเป็นเวทีแห่งเกียรติ กลับกลายเป็นสนามเงามืดที่เต็มไปด้วยปริศนา และรุ่ยหลินรู้ดีว่า กระดานหมากครั้งนี้มิใช่เพียงการชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพ แต่คือกระดานหมากแห่งชีวิตและความลับที่ซ่อนลึกกว่าที่ผู้ใดคาดคิด
ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ
เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง
ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง
หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย
รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ
หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่







