INICIAR SESIÓNในห้วงนั้นเองคุณหนูหยางรุ่ยหลินในฝันรับรู้ทุกความเจ็บปวดราวกับเป็นของตนเอง ความอับอาย ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกไร้ค่าไหลทะลักเข้ามาอย่างรุนแรง ราวกับร่างนี้เคยยืนอยู่ ณ จุดนั้นจริง ๆ
เสียงหัวเราะค่อย ๆ ห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงเด็กหญิงที่นั่งทรุดอยู่ข้างกำแพง มือเล็กกำชายเสื้อแน่น หยดน้ำตาตกกระทบพื้นหินทีละหยด
“สักวันหนึ่ง…ข้าจะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีก…”
ภาพทุกอย่างพลันแตกสลายราวกระจก คุณหนูหยางรุ่ยหลินสะดุ้งตื่นกลางดึก หายใจหอบแรง หัวใจเต้นถี่ราวจะทะลุออกมานอกอก เหงื่อเย็นซึมทั่วแผ่นหลัง แม้ห้องนอนจะเงียบสงบ แต่ความรู้สึกในฝันยังชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
นางยกมือแตะหน้าผากตนเองอย่างช้า ๆ คล้ายยังรับรู้ถึงแรงกระแทกนั้น ความฝันหรือคือความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คำถามนั้นลอยอยู่ในความมืด พร้อมกับความจริงที่เริ่มปรากฏชัดสำนักสราญรมย์มิใช่เพียงสถานที่แห่งเกียรติยศของตระกูลหยาง หากยังเป็นสถานที่ที่เคยฝังรอยแผลลึกไว้ในหัวใจของเด็กหญิงคนหนึ่ง และบัดนี้ความทรงจำนั้นกำลังตื่นขึ้นอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นจากฝันอันหนักหน่วง คุณหนูหยางรุ่ยหลินรู้สึกว่าหัวใจของตนมิอาจนิ่งเฉยได้อีก ความทรงจำในฝันยังคงชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ความเจ็บปวดในวัยเยาว์ของเจ้าของร่างเดิมมิใช่สิ่งที่นางจะปล่อยผ่านไปได้ง่าย ๆ
หลังรับประทานอาหารเช้า นางอ้างกับสาวใช้ว่าต้องการออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์เพื่อลดอาการปวดศีรษะ จึงเดินลึกเข้าไปทางป่าหลังจวน ซึ่งปกติไม่ค่อยมีผู้ใดเข้าไปนัก เส้นทางคดเคี้ยวผ่านพุ่มไม้เตี้ยและต้นสนสูงใหญ่ เสียงนกร้องแว่วเป็นระยะ แสงแดดยามสายส่องลอดใบไม้ลงมาเป็นลำ ๆ ดูสงบและปลอดภัย
ยิ่งเดินลึกเข้าไปกลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้สดยิ่งชัดเจน จนกระทั่งสายตานางสะดุดกับพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งเบื้องหน้า ที่นั่นคือดงกล้วยขนาดใหญ่ ต้นกล้วยเรียงตัวหนาแน่น ลำต้นอวบสูงพอประมาณ ใบกว้างแผ่เป็นร่มเงา พื้นดินนุ่มแน่น ไม่เป็นโคลนเกินไป และไม่แข็งกระด้างเกินไปเช่นกัน สถานที่นี้เงียบสงบ ล้อมรอบด้วยพุ่มไม้หนาแน่นจากภายนอก มองจากจวนแทบไม่เห็นร่องรอย
“ที่นี่…เหมาะนัก”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องไตร่ตรองมากนัก ดงกล้วยเช่นนี้เหมาะสำหรับการฝึกกำลังแขนและแรงหมัด ลำต้นกล้วยแม้ดูอ่อนนุ่ม แต่ภายในมีเส้นใยเหนียวแน่น รับแรงกระแทกได้ดีและไม่ทำให้มือบาดเจ็บจนเกินไป หากต้องการรื้อฟื้นวิชามวยที่เคยฝึกในชาติก่อน สถานที่แห่งนี้เหมาะสมยิ่ง ทั้งวันนางเก็บความคิดนี้ไว้ในใจรอจนค่ำคืนมาเยือน
เมื่อทุกคนในจวนหลับใหล คุณหนูหยางรุ่ยหลินเปลี่ยนเป็นชุดเรียบง่ายสีเข้ม แอบออกทางประตูเล็กด้านหลังอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์สาดส่องเป็นทางสีเงินบนพื้นดิน ลมกลางคืนพัดเย็นสบาย กลบเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของนาง
เมื่อมาถึงดงกล้วยเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบต้อนรับ นางยืนกลางพื้นที่โล่ง หลับตา สูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง ร่างกายนี้แม้บอบบางตามฐานะคุณหนู แต่ภายในกลับมีความทรงจำของการฝึกหนักฝังอยู่ นางยกมือขึ้นตั้งท่า หมุนข้อมือช้า ๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า น้ำหนักตัวถ่ายลงครึ่งหนึ่งหมัดแรกพุ่งออกไปอย่างระมัดระวัง
เสียงหมัดกระทบลำต้นกล้วยดังแผ่ว ๆ แรงสะท้อนกลับทำให้ข้อมือชานิดหน่อย แต่มิได้เจ็บจนทนไม่ได้ หมัดที่สอง สาม และสี่ ตามมาอย่างต่อเนื่อง จังหวะแรกยังไม่มั่นคงนัก การทรงตัวของร่างนี้ยังไม่คุ้นชินกับการออกแรงเช่นนี้ แต่ยิ่งเคลื่อนไหว ความทรงจำของกล้ามเนื้อก็ค่อย ๆ ตื่นขึ้น
ใบกล้วยสั่นไหว เสียงกระทบดังขึ้นหนักแน่นกว่าเดิม เหงื่อเริ่มซึมตามหน้าผาก ลมหายใจถี่ขึ้น แต่ดวงตาของนางกลับทอประกายมุ่งมั่นภาพในฝันเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกครั้งเด็กหญิงที่ถูกผลักล้ม ถูกหัวเราะเยาะ ถูกเหยียบย่ำ หมัดของนางหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ปึก!
“ครั้งนี้…ข้าจะไม่อ่อนแออีกแล้ว”
จากหมัดเปลี่ยนเป็นศอก จากศอกเปลี่ยนเป็นเข่า นางฝึกการเคลื่อนไหวพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ร่างกายเริ่มปวดล้าแต่ใจกลับยิ่งแน่วแน่ การฝึกในคืนนี้มิใช่เพียงเพื่อเรียกคืนวิชามวย หากเป็นการยืนยันกับตนเองว่า นางจะไม่ปล่อยให้ความทรงจำในอดีตควบคุมชีวิตอีกต่อไป
“พรุ่งนี้…ข้าจะมาอีก”
เสียงใบกล้วยไหวตอบรับเบา ๆ ใต้แสงจันทร์ และนับจากคืนนั้ ดงกล้วยลับหลังจวนก็กลายเป็นสถานที่แห่งความลับ เป็นที่ซึ่งคุณหนูหยางรุ่ยหลินค่อย ๆ หลอมรวมความทรงจำในอดีตเข้ากับความมุ่งมั่นในปัจจุบัน ฝึกฝนทั้งกายและใจให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะวันหนึ่งเมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่สำนักสราญรมย์อีกครั้ง นางจะไม่ใช่เด็กหญิงที่นั่งก้มหน้ารับความเจ็บปวดอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้ที่ยืนหยัดได้ด้วยสองหมัดของตนเอง
แสงจันทร์คืนนี้สว่างกว่าทุกคืน เงาของใบกล้วยทอดยาวบนพื้นดินเป็นลวดลายสลับซับซ้อน คุณหนูหยางรุ่ยหลินยังคงฝึกหมัดอย่างตั้งใจ ลมหายใจของนางสม่ำเสมอ แม้แขนจะเริ่มล้าแต่แววตายังคงแน่วแน่
เสียงหมัดกระทบลำต้นกล้วยดังสะท้อนในความเงียบ ทว่านางไม่รู้เลยว่าห่างออกไปไม่ไกลนัก หลังพุ่มไม้หนาทึบ มีเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่
บุรุษผู้นั้นสวมชุดสีเข้มกลืนไปกับเงามืดของราตรี เขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่หมัดแรกที่นางปล่อยออกมา เดิมทีเขาเพียงผ่านมาสำรวจพื้นที่รอบจวนตามหน้าที่ แต่กลับได้ยินเสียงผิดปกติจากดงกล้วย จึงแอบเข้ามาดูสิ่งที่เห็นทำให้เขานิ่งงัน
คุณหนูแห่งตระกูลหยาง ผู้ควรนั่งอ่านตำราหรือปักผ้าในเรือน กลับกำลังฝึกมวยอย่างจริงจัง ท่วงท่าของนางมิใช่มือสมัครเล่น แม้บางจังหวะยังขาดความลื่นไหล แต่พื้นฐานมั่นคง แรงหมัดส่งจากสะโพกอย่างถูกต้อง
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยคล้ายกำลังประเมิน เมื่อรุ่ยหลินหมุนตัวเตะเฉียงใส่ลำต้นกล้วย ใบไม้สั่นไหวร่วงกราว เสียงกระทบหนักแน่นเกินกว่าหญิงบอบบางทั่วไปจะทำได้ มุมปากของผู้แอบมองยกขึ้นบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“น่าสนใจ…”
เขาพึมพำเบา ๆ สายตาของเขามิได้มีเจตนาร้าย หากเต็มไปด้วยความสงสัยและครุ่นคิด เหตุใดคุณหนูผู้สูงศักดิ์จึงต้องมาฝึกมวยกลางดึกอย่างลับ ๆ และเหตุใดแววตาของนางจึงเหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับบางสิ่งในใจ
เมื่อเห็นว่านางเริ่มเหนื่อย เขาจึงถอยหลังอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะหายไปในความมืดราวไม่เคยมีตัวตน ทิ้งไว้เพียงความลับอีกหนึ่งชั้นในดงกล้วยแห่งนี้ และรุ่ยหลินยังคงไม่รู้เลยว่า การฝึกของนางได้มีพยานเงียบงันเพิ่มขึ้นแล้วหนึ่งคน
เช้าวันหนึ่งในเมืองหังโจว เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่งดงามและคึกคักที่สุดใต้หล้า แสงแดดอ่อนของฤดูใบไม้ผลิสาดลงบนหลังคากระเบื้องสีเทาและป้ายร้านค้าหลากสี ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามถนนสายใหญ่ กลิ่นอาหารหอมลอยคลุ้งไปทั่วทั้งตลาด ทั้งกลิ่นหมั่นโถวร้อน ๆ เกี๊ยวน้ำ ซาลาเปา และเนื้อย่างที่กำลังส่งเสียงฉ่าอยู่บนเตา เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าแข่งกันดังสนั่น“หมั่นโถวร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตา!”“ผลไม้หวานจากสวนทางใต้ เชิญชิมก่อนซื้อ!”“ผ้าไหมอย่างดีจากซูโจว ราคาย่อมเยา!”ท่ามกลางฝูงชนที่เดินกันแน่นขนัด ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเดินเคียงกันอย่างสบายใจ หญิงสาวสวมชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวยงาม ดวงตาใสเป็นประกาย ริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังสนุกกับทุกสิ่งรอบตัวนางคือรุ่ยหลินข้างกายนางคือชายหนุ่มในชุดสีขาวสะอาด ท่าทางสงบนิ่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาลึกซึ้งราวกับซ่อนเรื่องราวมากมายเอาไว้ เขาคือสวีอี้เฉินหลังจากเดินทางหนีจากเรื่องวุ่นวายมากมาย ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงเมืองหังโจว และตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว วันนี้เป็นวันที่ทั้งสองออกมาเดินเที่ยวตลาดเป็นครั้งแรก รุ่ยหลินมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น“
หลังจากหลุดพ้นจากการไล่ล่าของคนพรรคมารหมื่นพิษได้อย่างหวุดหวิด รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็เร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวทอดยาวผ่านป่าสนและหน้าผาสูงชัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อย ๆ เอียงลงต่ำ ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงซู่ซ่าราวกับกระซิบเตือนสวีอี้เฉินขี่ม้านำหน้าสีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ในดวงตายังมีความระมัดระวังรุ่ยหลินขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย“เจ้าคิดว่าพวกมันจะตามมาอีกหรือไม่” รุ่ยหลินถามขึ้นสวีอี้เฉินเหลือบมองด้านหลังเส้นทาง“พรรคหมื่นพิษไม่ใช่พวกยอมแพ้ง่าย ๆ”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ตอนนี้พวกมันคงต้องถอยไปรวบรวมกำลังใหม่”รุ่ยหลินพยักหน้า“อย่างน้อยคืนนี้เราคงได้พักบ้าง”ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยามภูเขาค่อย ๆ ลดระดับลง ป่าทึบเริ่มกลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันและเสียงชาวบ้านพูดคุยเริ่มดังขึ้นไม่นานนักกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูเมืองสูงใหญ่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เหนือประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนว่า“หังโจว”เมืองหังโจวเป็นเมืองใหญ่และรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของแผ่นดิน ตลาดคึกคักคลองน้ำตัดผ่านตัวเมืองเรือสินค้าลอยไปมา
สายลมยามบ่ายพัดผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลเมฆบางลอยผ่านยอดไม้สูง เส้นทางดินแดงคดเคี้ยวผ่านป่าทึบที่เงียบสงบหลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาหลายวัน รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็ยังคงเดินทางต่อไปตามเส้นทางยุทธภพ ม้าสองตัวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ สวีอี้เฉินนั่งอยู่บนหลังม้ามองเส้นทางข้างหน้าอย่างสงบรุ่ยหลินเดินอยู่ด้านข้างเขามองไปรอบ ๆ อย่างระวังตามนิสัยของคนที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านไปครู่หนึ่งสวีอี้เฉินพูดขึ้น“ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเจอเรื่องไม่หยุดเลย”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ในยุทธภพ ความสงบมักไม่นาน”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“จริง”แต่ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“ฮ่า ๆ ๆ!”เสียงนั้นเย็นและเต็มไปด้วยความดูถูก รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินหยุดทันทีจากเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายหลายคนเดินออกมา ทั้งหมดเจ็ดคนพวกเขาสวมชุดสีดำปนม่วง บนแขนเสื้อปักลายงูพิษพันกันรุ่ยหลินหรี่ตา“พรรคมารหมื่นพิษ”สวีอี้เฉินมองชายที่เดินนำหน้าแล้วดวงตาของเขาก็เย็นลงทันที“เจ้า…”ชายคนนั้นยิ้มเหยียดใบหน้าของเขาผอมยาวดวงตาเล็กเหมือนงู“จ
เสียงฝีเท้าของโจรทั้งห้าคนค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของป่าลึก วัดร้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เปลวไฟในกองฟืนยังคงลุกเบา ๆ ส่งแสงสีส้มสั่นไหวไปทั่ววิหารเก่า เงาของเสาไม้ที่ผุพังทอดยาวบนพื้นหินเหมือนเงาของภูตผีในตำนานลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่แตกหัก เสียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ สวีอี้เฉินนั่งลงข้างกองไฟอีกครั้ง เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านแดงในกองฟืน ประกายไฟกระเด็นขึ้นเล็กน้อย รุ่ยหลินยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูวิหาร สายตาของเขามองออกไปยังความมืดของป่าด้านนอก ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะพูดขึ้น“เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”รุ่ยหลินหันกลับมา“เรื่องอะไร”สวีอี้เฉินตอบทันที“ชายชุดดำ”รุ่ยหลินพยักหน้า“ใช่”เขาเดินกลับมานั่งลงใกล้กองไฟสวีอี้เฉินพูดช้า ๆ“บางทีเราอาจไม่ได้บังเอิญมาที่วัดนี้”รุ่ยหลินใช้ไม้เขี่ยไฟในกองฟืนประกายไฟกระเด็นขึ้น“มีคนกำลังตามดูเรา”สวีอี้เฉินพยักหน้า“หรือไม่ก็…”รุ่ยหลินเลิกคิ้ว“หรืออะไร”สวีอี้เฉินยิ้มบาง ๆ“หรือมีคนกำลังล่อเรา”ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นทันทีประตูวิหารเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลวไฟสั่นไหวอีกครั้ง ความมืดในป่าลึกดูเหมือน
เปลวไฟจากกองฟืนเล็ก ๆ กลางวิหารเก่าลุกไหวอย่างช้า ๆ แสงสีส้มสะท้อนผนังไม้ผุพังจนเงาของเสาแต่ละต้นทอดยาวคล้ายสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับตัวอยู่ในความมืด ลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักทำให้ผืนธงเก่าบนคานหลังคาแกว่งไปมา ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ สวีอี้เฉินเพิ่งพูดจบทันใดนั้น เสียงกรอบเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลังวิหาร ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นทันที เปลวไฟสั่นไหวแรงขึ้นเมื่อสายลมพัดเข้ามา เงามืดบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาไม้เก่าสวีอี้เฉินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบรุ่ยหลินจับกระบี่แน่น ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา ไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็รู้ทันที คืนนี้คงไม่สงบอย่างที่คิด เงาดำด้านหลังเสาไม้ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าชัดเจนเสียงดัง กรอบ กรอบ แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น“ดูเหมือนจะมีคนมาพักอยู่จริง ๆ”ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมเสื้อผ้าหยาบแบบชาวบ้านแต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนธรรมดา มือถือดาบสั้นที่สะท้อนแสงไฟวาววับจากนั้นอีกคนอีกคนและอีกคนเงาห้าร่างค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังเสา โจรห้าคนพวกเขามองรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือ
หลังจากเรื่องราวที่หุบเขาผีจบลง บรรยากาศในหุบเขานั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประมุขหยินถูกเรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าประมุขพรรคหุบเขาผี ศิษย์หลายคนของพรรคถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่บางคนยังคงสับสนว่าความจริงเป็นเช่นไรรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินไม่ได้อยู่รอจนทุกอย่างสิ้นสุด ทั้งสองเพียงส่งตัวผู้กระทำผิดให้กับประมุขพรรคหุบเขาผี แล้วกล่าวคำลาอย่างสุภาพ เพราะเรื่องภายในพรรคมารไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักเช้าวันหนึ่งหมอกในหุบเขาค่อย ๆ ลอยจางลง รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินออกเดินทางจากหุบเขาผี ม้าสองตัวค่อย ๆ เดินออกจากทางแคบระหว่างหน้าผา เมื่อพ้นจากเขตหุบเขาอากาศก็เปลี่ยนไปทันที ลมภูเขาพัดผ่านทุ่งหญ้า เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งต่างจากบรรยากาศหนักอึ้งในหุบเขาผีอย่างสิ้นเชิง สวีอี้เฉินหันกลับไปมองหุบเขาที่อยู่ไกลออกไป“คิดไม่ถึงว่าพรรคมารจะมีเรื่องภายในแบบนี้”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ไม่ว่าพรรคธรรมะหรือพรรคมาร หากมีคนมากก็ย่อมมีความขัดแย้ง”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“พูดเหมือนคนผ่านโลกมามาก”รุ่ยหลินไม่ได้ตอบสายตาของนางมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ถนนดินทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็







