Share

บทที่ 6

last update Tanggal publikasi: 2026-02-25 21:39:06

ยามเช้าแสงแดดอ่อนสาดส่องเหนือซุ้มประตูไม้สลักลายเมฆา “สำนักสราญรมย์” ป้ายชื่อสีดำตัวอักษรทองสะท้อนแสงเป็นประกายสงบขรึม คุณหนูหยางรุ่ยหลินก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีสำรวม งดงามตามฐานะบุตรีตระกูลหยาง วันนี้คือครั้งที่สองที่นางมาสำนักสราญรมย์เพื่อจะเข้ามาเรียนรู้กิจการหลักของตระกูลด้วยตนเอง แม้ก่อนหน้านี้จะเคยได้ยินเพียงคำเล่าขานถึงความรุ่งเรือง แต่การได้มายืนอยู่ตรงหน้า กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นยิ่งกว่าที่คิด

ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่เขตสำนัก กลิ่นหมึกจีนและกระดาษใหม่ลอยอวลปะปนกับกลิ่นไม้เก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลาหลายสิบปี เสียงศิษย์ท่องตำราดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ้างกำลังคัดลอกอักษร บ้างกำลังอภิปรายหลักวิชา บ้างฝึกกระบวนท่ากลางลานกว้าง ทุกอย่างดูเป็นระเบียบและทรงเกียรติสมกับเป็นรากฐานของตระกูลหยาง

ทว่าความรู้สึกของนางกลับไม่สงบตามบรรยากาศ หัวใจเต้นแรงกว่าปกติอย่างไร้สาเหตุ ฝ่ามือเย็นเฉียบ แม้อากาศมิได้หนาว นางพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ บอกตนเองว่านี่เป็นเพียงความตื่นเต้น แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขตด้านใน ความรู้สึกประหลาดนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับมีเงาความทรงจำบางอย่างซ่อนอยู่ในผนังไม้ ในพื้นหิน และในสายลมที่พัดผ่านต้นหลิว

ท่านอาจารย์ใหญ่พานางเยี่ยมชมกิจการอย่างละเอียด ห้องบัญชีถูกจัดวางเป็นสัดส่วน สมุดเล่มหนาเรียงรายตามชั้นไม้ ข้อมูลรายรับรายจ่ายของสำนักในแต่ละฤดูกาลถูกบันทึกอย่างประณีต นางตั้งใจฟังการอธิบายเกี่ยวกับรายได้จากการพิมพ์ตำรา การรับศิษย์ใหม และการจัดสอบประจำปี

ทุกอย่างดูราบรื่นสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเดินผ่านโถงด้านตะวันตก นางรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดชั่วขณะ พื้นหินบริเวณนั้นมีรอยแตกร้าวเล็ก ๆ เหมือนไม่มีความสำคัญ หากสายตานางกลับหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นนานเกินไป ภาพบางอย่างวาบเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วเสียงฝีเท้าเร่งร้อน เสียงหัวเราะแหลมสูงของเด็กหญิง เสียงกระแทกดังปัง

“คุณหนูไม่สบายหรือ” 

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” 

ขณะเดินผ่านลานฝึกสายตาหลายคู่หันมามองนาง บางคนรีบก้มหน้าด้วยความเคารพ บางคนมองอย่างสงสัย แต่มีศิษย์กลุ่มหนึ่งที่สายตาไม่เหมือนผู้อื่น แววตาของพวกเขานิ่งค้างอยู่บนใบหน้านางนานเกินจำเป็น ราวกับกำลังพยายามยืนยันบางสิ่ง

หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้น ๆ เขาชะงักมือจากการคัดลอกตำราเมื่อเห็นนาง สายตาวูบไหวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง เขาก้มหน้าลง แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดยังคงค้างอยู่ในอากาศ

เมื่อเดินผ่านมุมกำแพงด้านหลังอาคารเรียน ความรู้สึกหนาวเย็นพลันแล่นขึ้นมาตามสันหลัง ทั้งที่แสงแดดยามสายส่องถึงเต็มที่ นางมองไปยังผนังไม้เก่าแก่ซึ่งมีรอยครูดจาง ๆ ราวกับเคยมีของแข็งกระแทกซ้ำ ๆ ภาพเลือนรางคล้ายเงาเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ยืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้นผุดขึ้นมาในจิตใจ เสียงกระซิบดังแผ่วเบาในหู

 “อย่าบอกใคร…ถ้าอยากอยู่ที่นี่…”

ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เพียงความหวาดกลัว หากเป็นความเศร้าลึก ๆ ที่ไม่ทราบที่มา เหมือนร่างกายนี้เคยจดจำความเจ็บปวดบางอย่าง แม้จิตวิญญาณของนางจะไม่เคยรับรู้ระหว่างการสนทนาเรื่องการคัดเลือกศิษย์ใหม่ ท่านอาจารย์กล่าวถึงระเบียบวินัยอันเข้มงวดของสำนัก 

“ที่นี่เราสอนให้ศิษย์อดทน แข็งแกร่ง และรู้จักลำดับชั้น” 

สายตาของศิษย์กลุ่มเดิมยังคงลอบมองเป็นระยะ บางครั้งเหมือนหลบเลี่ยง บางครั้งเหมือนจับจ้องอย่างตั้งใจเกินไป คล้ายกำลังรอว่านางจะพูดหรือทำสิ่งใดบางอย่างหรือพวกเขากำลังหวาดกลัว หวาดกลัวว่าคุณหนูแห่งตระกูลหยางจะรู้ความลับบางอย่างในอดีตหรือไม่

ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองค่อย ๆ กดดันอยู่ใต้สำนึก เหมือนมีใครบางคนเคยยืนอยู่ตรงนี้ เคยถูกมองด้วยสายตาเย็นชา เคยถูกกดให้ต่ำกว่าผู้อื่น และวันนี้นางกลับมายืนในฐานะผู้สูงศักดิ์ที่สุดคนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้

ก่อนกลับนางหันมองลานฝึกอีกครั้ง ลมพัดผ่านต้นหลิว ใบไม้ไหวซู่ซ่า แสงแดดสะท้อนพื้นหินจนพร่าเลือนชั่วครู่ ในวินาทีนั้น นางรู้สึกเหมือนมีเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่กลางลาน มองมาที่นางด้วยดวงตาแดงช้ำแต่แน่วแน่

ภาพนั้นหายไปอย่างรวดเร็วรถม้าเคลื่อนออกจากสำนักช้า ๆ คุณหนูหยางรุ่ยหลินเอนกายพิงเบาะ หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมความคิด สำนักสราญรมย์ควรเป็นเพียงสถานที่ทำงาน เป็นรากฐานธุรกิจ เป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจ แต่สำหรับร่างนี้มันเหมือนสถานที่ที่ซ่อนรอยแผลบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น และสายตาของศิษย์บางคนในวันนี้ ยืนยันกับนางอย่างชัดเจนว่า อดีตนั้นอาจไม่เคยเลือนหายไปจริง ๆ เพียงแต่รอวันที่ความทรงจำจะตื่นขึ้นเท่านั้น

คืนนั้นหลังกลับถึงจวน คุณหนูหยางรุ่ยหลินรู้สึกอ่อนล้าอย่างประหลาด ทั้งที่ร่างกายมิได้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากนัก แต่จิตใจกลับหนักอึ้งราวกับแบกบางสิ่งที่มองไม่เห็นไว้บนบ่า เมื่อนางเอนกายลงบนเตียง เสียงลมพัดผ่านชายคาเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบจากแดนไกล เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง และไม่นาน ความมืดก็กลืนทุกสิ่ง ภาพในฝันเปิดขึ้นอย่างฉับพลัน

นางยืนอยู่กลางลานฝึกของสำนักสราญรมย์ ท้องฟ้าในฝันหม่นเทา ต่างจากแสงอาทิตย์สดใสที่เห็นในวันนี้ รอบกายคือกำแพงไม้สูงและต้นหลิวที่ใบไม้ปลิวไหวอย่างเงียบงัน ทว่าเสียงหัวเราะแหลมเล็กกลับดังขึ้นจากด้านหลัง

เมื่อหันไปมอง นางกลับไม่ใช่หญิงสาวในชุดงดงาม หากเป็นเด็กหญิงตัวเล็กในชุดผ้าฝ้ายเก่า สีซีดจาง ปลายแขนเสื้อขาดลุ่ยเล็กน้อย มือเล็กกำแน่นราวกับพยายามควบคุมความหวาดกลัว

“นางมาอีกแล้ว!”

เสียงหนึ่งดังขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะหลายเสียง เด็กหญิงวัยไล่เลี่ยกันสามสี่คนเดินเข้ามาล้อมรอบ ใบหน้าของพวกเขาเลือนราง แต่แววตากลับชัดเจนดูแคลน เยาะเย้ย และเย็นชา

“คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้มาเรียนที่นี่”

มือหนึ่งผลักไหล่เล็ก ๆ จนร่างนั้นเซถอยหลัง อีกคนดึงเปียผมจนศีรษะหงาย เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน เด็กหญิงในฝันพยายามยืนนิ่ง กัดริมฝีปากแน่นไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา แต่แรงผลักอีกครั้งทำให้นางล้มลงกับพื้นหิน ฝ่ามือครูดไปกับพื้นจนแสบช้ำ หัวเข่ากระแทกอย่างแรง ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาถึงอก

“อย่าร้องไห้สิ!” 

“หรือจะไปฟ้องท่านอาจารย์”

เสียงเหล่านั้นก้องสะท้อนในลานกว้าง ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย เด็กหญิงตัวเล็กทำได้เพียงก้มหน้า ปล่อยให้เส้นผมบดบังดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตา

ทันใดนั้นมีแรงกระชากจากด้านหลัง ร่างเล็กถูกผลักเข้าหากำแพง เสียงศีรษะกระแทกดังปัง โลกหมุนคว้าง ภาพรอบตัวสั่นไหวเลือนลาง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 68

    ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 67

    เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 66

    ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 65

    หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 64

    รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 63

    หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status