Share

บทที่ 6

last update Last Updated: 2026-02-25 21:39:06

ยามเช้าแสงแดดอ่อนสาดส่องเหนือซุ้มประตูไม้สลักลายเมฆา “สำนักสราญรมย์” ป้ายชื่อสีดำตัวอักษรทองสะท้อนแสงเป็นประกายสงบขรึม คุณหนูหยางรุ่ยหลินก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีสำรวม งดงามตามฐานะบุตรีตระกูลหยาง วันนี้คือครั้งที่สองที่นางมาสำนักสราญรมย์เพื่อจะเข้ามาเรียนรู้กิจการหลักของตระกูลด้วยตนเอง แม้ก่อนหน้านี้จะเคยได้ยินเพียงคำเล่าขานถึงความรุ่งเรือง แต่การได้มายืนอยู่ตรงหน้า กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นยิ่งกว่าที่คิด

ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่เขตสำนัก กลิ่นหมึกจีนและกระดาษใหม่ลอยอวลปะปนกับกลิ่นไม้เก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลาหลายสิบปี เสียงศิษย์ท่องตำราดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ้างกำลังคัดลอกอักษร บ้างกำลังอภิปรายหลักวิชา บ้างฝึกกระบวนท่ากลางลานกว้าง ทุกอย่างดูเป็นระเบียบและทรงเกียรติสมกับเป็นรากฐานของตระกูลหยาง

ทว่าความรู้สึกของนางกลับไม่สงบตามบรรยากาศ หัวใจเต้นแรงกว่าปกติอย่างไร้สาเหตุ ฝ่ามือเย็นเฉียบ แม้อากาศมิได้หนาว นางพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ บอกตนเองว่านี่เป็นเพียงความตื่นเต้น แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขตด้านใน ความรู้สึกประหลาดนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับมีเงาความทรงจำบางอย่างซ่อนอยู่ในผนังไม้ ในพื้นหิน และในสายลมที่พัดผ่านต้นหลิว

ท่านอาจารย์ใหญ่พานางเยี่ยมชมกิจการอย่างละเอียด ห้องบัญชีถูกจัดวางเป็นสัดส่วน สมุดเล่มหนาเรียงรายตามชั้นไม้ ข้อมูลรายรับรายจ่ายของสำนักในแต่ละฤดูกาลถูกบันทึกอย่างประณีต นางตั้งใจฟังการอธิบายเกี่ยวกับรายได้จากการพิมพ์ตำรา การรับศิษย์ใหม และการจัดสอบประจำปี

ทุกอย่างดูราบรื่นสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเดินผ่านโถงด้านตะวันตก นางรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดชั่วขณะ พื้นหินบริเวณนั้นมีรอยแตกร้าวเล็ก ๆ เหมือนไม่มีความสำคัญ หากสายตานางกลับหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นนานเกินไป ภาพบางอย่างวาบเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วเสียงฝีเท้าเร่งร้อน เสียงหัวเราะแหลมสูงของเด็กหญิง เสียงกระแทกดังปัง

“คุณหนูไม่สบายหรือ” 

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” 

ขณะเดินผ่านลานฝึกสายตาหลายคู่หันมามองนาง บางคนรีบก้มหน้าด้วยความเคารพ บางคนมองอย่างสงสัย แต่มีศิษย์กลุ่มหนึ่งที่สายตาไม่เหมือนผู้อื่น แววตาของพวกเขานิ่งค้างอยู่บนใบหน้านางนานเกินจำเป็น ราวกับกำลังพยายามยืนยันบางสิ่ง

หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้น ๆ เขาชะงักมือจากการคัดลอกตำราเมื่อเห็นนาง สายตาวูบไหวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง เขาก้มหน้าลง แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดยังคงค้างอยู่ในอากาศ

เมื่อเดินผ่านมุมกำแพงด้านหลังอาคารเรียน ความรู้สึกหนาวเย็นพลันแล่นขึ้นมาตามสันหลัง ทั้งที่แสงแดดยามสายส่องถึงเต็มที่ นางมองไปยังผนังไม้เก่าแก่ซึ่งมีรอยครูดจาง ๆ ราวกับเคยมีของแข็งกระแทกซ้ำ ๆ ภาพเลือนรางคล้ายเงาเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ยืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้นผุดขึ้นมาในจิตใจ เสียงกระซิบดังแผ่วเบาในหู

 “อย่าบอกใคร…ถ้าอยากอยู่ที่นี่…”

ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เพียงความหวาดกลัว หากเป็นความเศร้าลึก ๆ ที่ไม่ทราบที่มา เหมือนร่างกายนี้เคยจดจำความเจ็บปวดบางอย่าง แม้จิตวิญญาณของนางจะไม่เคยรับรู้ระหว่างการสนทนาเรื่องการคัดเลือกศิษย์ใหม่ ท่านอาจารย์กล่าวถึงระเบียบวินัยอันเข้มงวดของสำนัก 

“ที่นี่เราสอนให้ศิษย์อดทน แข็งแกร่ง และรู้จักลำดับชั้น” 

สายตาของศิษย์กลุ่มเดิมยังคงลอบมองเป็นระยะ บางครั้งเหมือนหลบเลี่ยง บางครั้งเหมือนจับจ้องอย่างตั้งใจเกินไป คล้ายกำลังรอว่านางจะพูดหรือทำสิ่งใดบางอย่างหรือพวกเขากำลังหวาดกลัว หวาดกลัวว่าคุณหนูแห่งตระกูลหยางจะรู้ความลับบางอย่างในอดีตหรือไม่

ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองค่อย ๆ กดดันอยู่ใต้สำนึก เหมือนมีใครบางคนเคยยืนอยู่ตรงนี้ เคยถูกมองด้วยสายตาเย็นชา เคยถูกกดให้ต่ำกว่าผู้อื่น และวันนี้นางกลับมายืนในฐานะผู้สูงศักดิ์ที่สุดคนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้

ก่อนกลับนางหันมองลานฝึกอีกครั้ง ลมพัดผ่านต้นหลิว ใบไม้ไหวซู่ซ่า แสงแดดสะท้อนพื้นหินจนพร่าเลือนชั่วครู่ ในวินาทีนั้น นางรู้สึกเหมือนมีเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่กลางลาน มองมาที่นางด้วยดวงตาแดงช้ำแต่แน่วแน่

ภาพนั้นหายไปอย่างรวดเร็วรถม้าเคลื่อนออกจากสำนักช้า ๆ คุณหนูหยางรุ่ยหลินเอนกายพิงเบาะ หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมความคิด สำนักสราญรมย์ควรเป็นเพียงสถานที่ทำงาน เป็นรากฐานธุรกิจ เป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจ แต่สำหรับร่างนี้มันเหมือนสถานที่ที่ซ่อนรอยแผลบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น และสายตาของศิษย์บางคนในวันนี้ ยืนยันกับนางอย่างชัดเจนว่า อดีตนั้นอาจไม่เคยเลือนหายไปจริง ๆ เพียงแต่รอวันที่ความทรงจำจะตื่นขึ้นเท่านั้น

คืนนั้นหลังกลับถึงจวน คุณหนูหยางรุ่ยหลินรู้สึกอ่อนล้าอย่างประหลาด ทั้งที่ร่างกายมิได้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากนัก แต่จิตใจกลับหนักอึ้งราวกับแบกบางสิ่งที่มองไม่เห็นไว้บนบ่า เมื่อนางเอนกายลงบนเตียง เสียงลมพัดผ่านชายคาเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบจากแดนไกล เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง และไม่นาน ความมืดก็กลืนทุกสิ่ง ภาพในฝันเปิดขึ้นอย่างฉับพลัน

นางยืนอยู่กลางลานฝึกของสำนักสราญรมย์ ท้องฟ้าในฝันหม่นเทา ต่างจากแสงอาทิตย์สดใสที่เห็นในวันนี้ รอบกายคือกำแพงไม้สูงและต้นหลิวที่ใบไม้ปลิวไหวอย่างเงียบงัน ทว่าเสียงหัวเราะแหลมเล็กกลับดังขึ้นจากด้านหลัง

เมื่อหันไปมอง นางกลับไม่ใช่หญิงสาวในชุดงดงาม หากเป็นเด็กหญิงตัวเล็กในชุดผ้าฝ้ายเก่า สีซีดจาง ปลายแขนเสื้อขาดลุ่ยเล็กน้อย มือเล็กกำแน่นราวกับพยายามควบคุมความหวาดกลัว

“นางมาอีกแล้ว!”

เสียงหนึ่งดังขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะหลายเสียง เด็กหญิงวัยไล่เลี่ยกันสามสี่คนเดินเข้ามาล้อมรอบ ใบหน้าของพวกเขาเลือนราง แต่แววตากลับชัดเจนดูแคลน เยาะเย้ย และเย็นชา

“คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้มาเรียนที่นี่”

มือหนึ่งผลักไหล่เล็ก ๆ จนร่างนั้นเซถอยหลัง อีกคนดึงเปียผมจนศีรษะหงาย เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน เด็กหญิงในฝันพยายามยืนนิ่ง กัดริมฝีปากแน่นไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา แต่แรงผลักอีกครั้งทำให้นางล้มลงกับพื้นหิน ฝ่ามือครูดไปกับพื้นจนแสบช้ำ หัวเข่ากระแทกอย่างแรง ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาถึงอก

“อย่าร้องไห้สิ!” 

“หรือจะไปฟ้องท่านอาจารย์”

เสียงเหล่านั้นก้องสะท้อนในลานกว้าง ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย เด็กหญิงตัวเล็กทำได้เพียงก้มหน้า ปล่อยให้เส้นผมบดบังดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตา

ทันใดนั้นมีแรงกระชากจากด้านหลัง ร่างเล็กถูกผลักเข้าหากำแพง เสียงศีรษะกระแทกดังปัง โลกหมุนคว้าง ภาพรอบตัวสั่นไหวเลือนลาง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 44

    เช้าวันหนึ่งในเมืองหังโจว เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่งดงามและคึกคักที่สุดใต้หล้า แสงแดดอ่อนของฤดูใบไม้ผลิสาดลงบนหลังคากระเบื้องสีเทาและป้ายร้านค้าหลากสี ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามถนนสายใหญ่ กลิ่นอาหารหอมลอยคลุ้งไปทั่วทั้งตลาด ทั้งกลิ่นหมั่นโถวร้อน ๆ เกี๊ยวน้ำ ซาลาเปา และเนื้อย่างที่กำลังส่งเสียงฉ่าอยู่บนเตา เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าแข่งกันดังสนั่น“หมั่นโถวร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตา!”“ผลไม้หวานจากสวนทางใต้ เชิญชิมก่อนซื้อ!”“ผ้าไหมอย่างดีจากซูโจว ราคาย่อมเยา!”ท่ามกลางฝูงชนที่เดินกันแน่นขนัด ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเดินเคียงกันอย่างสบายใจ หญิงสาวสวมชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวยงาม ดวงตาใสเป็นประกาย ริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังสนุกกับทุกสิ่งรอบตัวนางคือรุ่ยหลินข้างกายนางคือชายหนุ่มในชุดสีขาวสะอาด ท่าทางสงบนิ่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาลึกซึ้งราวกับซ่อนเรื่องราวมากมายเอาไว้ เขาคือสวีอี้เฉินหลังจากเดินทางหนีจากเรื่องวุ่นวายมากมาย ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงเมืองหังโจว และตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว วันนี้เป็นวันที่ทั้งสองออกมาเดินเที่ยวตลาดเป็นครั้งแรก รุ่ยหลินมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น“

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 43

    หลังจากหลุดพ้นจากการไล่ล่าของคนพรรคมารหมื่นพิษได้อย่างหวุดหวิด รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็เร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวทอดยาวผ่านป่าสนและหน้าผาสูงชัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อย ๆ เอียงลงต่ำ ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงซู่ซ่าราวกับกระซิบเตือนสวีอี้เฉินขี่ม้านำหน้าสีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ในดวงตายังมีความระมัดระวังรุ่ยหลินขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย“เจ้าคิดว่าพวกมันจะตามมาอีกหรือไม่” รุ่ยหลินถามขึ้นสวีอี้เฉินเหลือบมองด้านหลังเส้นทาง“พรรคหมื่นพิษไม่ใช่พวกยอมแพ้ง่าย ๆ”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ตอนนี้พวกมันคงต้องถอยไปรวบรวมกำลังใหม่”รุ่ยหลินพยักหน้า“อย่างน้อยคืนนี้เราคงได้พักบ้าง”ทั้งสองเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยามภูเขาค่อย ๆ ลดระดับลง ป่าทึบเริ่มกลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันและเสียงชาวบ้านพูดคุยเริ่มดังขึ้นไม่นานนักกำแพงเมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูเมืองสูงใหญ่ผู้คนมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เหนือประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนว่า“หังโจว”เมืองหังโจวเป็นเมืองใหญ่และรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของแผ่นดิน ตลาดคึกคักคลองน้ำตัดผ่านตัวเมืองเรือสินค้าลอยไปมา

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 42

    สายลมยามบ่ายพัดผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีครามกว้างไกลเมฆบางลอยผ่านยอดไม้สูง เส้นทางดินแดงคดเคี้ยวผ่านป่าทึบที่เงียบสงบหลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาหลายวัน รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินก็ยังคงเดินทางต่อไปตามเส้นทางยุทธภพ ม้าสองตัวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังเป็นจังหวะ สวีอี้เฉินนั่งอยู่บนหลังม้ามองเส้นทางข้างหน้าอย่างสงบรุ่ยหลินเดินอยู่ด้านข้างเขามองไปรอบ ๆ อย่างระวังตามนิสัยของคนที่ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านไปครู่หนึ่งสวีอี้เฉินพูดขึ้น“ดูเหมือนช่วงนี้เราจะเจอเรื่องไม่หยุดเลย”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ในยุทธภพ ความสงบมักไม่นาน”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“จริง”แต่ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“ฮ่า ๆ ๆ!”เสียงนั้นเย็นและเต็มไปด้วยความดูถูก รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินหยุดทันทีจากเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายหลายคนเดินออกมา ทั้งหมดเจ็ดคนพวกเขาสวมชุดสีดำปนม่วง บนแขนเสื้อปักลายงูพิษพันกันรุ่ยหลินหรี่ตา“พรรคมารหมื่นพิษ”สวีอี้เฉินมองชายที่เดินนำหน้าแล้วดวงตาของเขาก็เย็นลงทันที“เจ้า…”ชายคนนั้นยิ้มเหยียดใบหน้าของเขาผอมยาวดวงตาเล็กเหมือนงู“จ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 41

    เสียงฝีเท้าของโจรทั้งห้าคนค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของป่าลึก วัดร้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เปลวไฟในกองฟืนยังคงลุกเบา ๆ ส่งแสงสีส้มสั่นไหวไปทั่ววิหารเก่า เงาของเสาไม้ที่ผุพังทอดยาวบนพื้นหินเหมือนเงาของภูตผีในตำนานลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่แตกหัก เสียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ สวีอี้เฉินนั่งลงข้างกองไฟอีกครั้ง เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านแดงในกองฟืน ประกายไฟกระเด็นขึ้นเล็กน้อย รุ่ยหลินยังคงยืนอยู่ใกล้ประตูวิหาร สายตาของเขามองออกไปยังความมืดของป่าด้านนอก ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะพูดขึ้น“เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”รุ่ยหลินหันกลับมา“เรื่องอะไร”สวีอี้เฉินตอบทันที“ชายชุดดำ”รุ่ยหลินพยักหน้า“ใช่”เขาเดินกลับมานั่งลงใกล้กองไฟสวีอี้เฉินพูดช้า ๆ“บางทีเราอาจไม่ได้บังเอิญมาที่วัดนี้”รุ่ยหลินใช้ไม้เขี่ยไฟในกองฟืนประกายไฟกระเด็นขึ้น“มีคนกำลังตามดูเรา”สวีอี้เฉินพยักหน้า“หรือไม่ก็…”รุ่ยหลินเลิกคิ้ว“หรืออะไร”สวีอี้เฉินยิ้มบาง ๆ“หรือมีคนกำลังล่อเรา”ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นทันทีประตูวิหารเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลวไฟสั่นไหวอีกครั้ง ความมืดในป่าลึกดูเหมือน

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 40

    เปลวไฟจากกองฟืนเล็ก ๆ กลางวิหารเก่าลุกไหวอย่างช้า ๆ แสงสีส้มสะท้อนผนังไม้ผุพังจนเงาของเสาแต่ละต้นทอดยาวคล้ายสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับตัวอยู่ในความมืด ลมกลางคืนพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักทำให้ผืนธงเก่าบนคานหลังคาแกว่งไปมา ส่งเสียงเสียดสีกันเบา ๆ สวีอี้เฉินเพิ่งพูดจบทันใดนั้น เสียงกรอบเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลังวิหาร ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นทันที เปลวไฟสั่นไหวแรงขึ้นเมื่อสายลมพัดเข้ามา เงามืดบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาไม้เก่าสวีอี้เฉินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบรุ่ยหลินจับกระบี่แน่น ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา ไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็รู้ทันที คืนนี้คงไม่สงบอย่างที่คิด เงาดำด้านหลังเสาไม้ขยับอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงฝีเท้าชัดเจนเสียงดัง กรอบ กรอบ แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น“ดูเหมือนจะมีคนมาพักอยู่จริง ๆ”ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด เขาสวมเสื้อผ้าหยาบแบบชาวบ้านแต่ท่าทางกลับไม่เหมือนคนธรรมดา มือถือดาบสั้นที่สะท้อนแสงไฟวาววับจากนั้นอีกคนอีกคนและอีกคนเงาห้าร่างค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังเสา โจรห้าคนพวกเขามองรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือ

  • หมัดสตรีหาญเหนือยุทธภพ   บทที่ 39

    หลังจากเรื่องราวที่หุบเขาผีจบลง บรรยากาศในหุบเขานั้นยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประมุขหยินถูกเรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าประมุขพรรคหุบเขาผี ศิษย์หลายคนของพรรคถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่บางคนยังคงสับสนว่าความจริงเป็นเช่นไรรุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินไม่ได้อยู่รอจนทุกอย่างสิ้นสุด ทั้งสองเพียงส่งตัวผู้กระทำผิดให้กับประมุขพรรคหุบเขาผี แล้วกล่าวคำลาอย่างสุภาพ เพราะเรื่องภายในพรรคมารไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักเช้าวันหนึ่งหมอกในหุบเขาค่อย ๆ ลอยจางลง รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินออกเดินทางจากหุบเขาผี ม้าสองตัวค่อย ๆ เดินออกจากทางแคบระหว่างหน้าผา เมื่อพ้นจากเขตหุบเขาอากาศก็เปลี่ยนไปทันที ลมภูเขาพัดผ่านทุ่งหญ้า เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งต่างจากบรรยากาศหนักอึ้งในหุบเขาผีอย่างสิ้นเชิง สวีอี้เฉินหันกลับไปมองหุบเขาที่อยู่ไกลออกไป“คิดไม่ถึงว่าพรรคมารจะมีเรื่องภายในแบบนี้”รุ่ยหลินยิ้มบาง ๆ“ไม่ว่าพรรคธรรมะหรือพรรคมาร หากมีคนมากก็ย่อมมีความขัดแย้ง”สวีอี้เฉินหัวเราะเบา ๆ“พูดเหมือนคนผ่านโลกมามาก”รุ่ยหลินไม่ได้ตอบสายตาของนางมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ถนนดินทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status