LOGINตุ๊บ! องค์ชายสามที่ถูกผลักกลิ้งหล่นจากเตียง จางฟานอวี้ที่เป็นผู้ผลักรีบยื่นหน้าออกไปดู เมื่อเห็นว่าหลงเฉิงยังไม่ตื่นขึ้นมาก่นด่าก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“เมาขนาดนี้ ถ้าจำสิ่งที่รับปากไว้ไม่ได้ล่ะ” ฟานอวี้พูดกับตนเอง ก่อนจะส่ายหัวไล่ความคิด แล้วก้าวลงเตียงไปลากคนเมาให้ขึ้นมานอนบนเตียง
“ความเมาเนี่ยเป็นจุดอ่อนไม่พอ มันลำบากผู้อื่นด้วยนะเพคะ”
ตัวขององค์ชายสามที่ฟานอวี้กะเกณฑ์ดูแล้วน่าจะเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของโลกปัจจุบัน ทำให้ตัวนางที่สูงเพียงแค่ร้อยหกสิบหลังโกงความสูงด้วยการยกโคนผมลำบากไม่น้อย ไหนจะมัดกล้ามเนื้อของคนฝ่ายบู๊ที่ออกกำลังอยู่เป็นประจำนั่นอีก กว่านางจะดึงขึ้นมาสำเร็จเล่นเอาฟานอวี้หอบหายใจเหนื่อยเกือบตาย
“หน้าตาก็ดี เหตุใดเป็นคนพูดจาดีกว่านี้หน่อยไม่ได้กัน” จางฟานอวี้กอดอกมององค์ชายสามที่หลับไม่รู้เรื่องราว เทน้ำใส่อ่างคิดจะเช็ดตัวให้เขาสบายขึ้น แต่แล้วความคิดสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
เรื่องที่ขอติดตามไป แม้โจวหลงเฉิงรับปากแล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจลืมคำที่ให้ไว้ หรืออาจเปลี่ยนใจภายหลังขึ้นมาก็ได้ หากนางต้องการทำลายองค์ชายรอง มันจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์ชายสักพระองค์จะต้องเป็นผู้ออกหน้า และมีอยู่หนึ่งวิธีที่ไม่ว่าจะอย่างไรองค์ชายสามก็ไม่อาจสละนางทิ้งได้โดยไม่กระทบต่อชื่อเสียงตนเอง
“ชาติก่อนข้าผิดต่อท่าน ชาตินี้ก็กำลังจะผิดต่อท่าน อภัยให้ข้าเถิด…แต่ก็ได้มาเกิดใหม่แล้ว ถือว่าหายกันได้หรือไม่”
ฟานอวี้พูดกับตัวเองคล้ายคนเสียสติ “แล้วก็มีแค่องค์ชายสามเท่านั้นที่สามารถเป็นหมากในกระดานแก้แค้นครั้งนี้ องค์ชายสี่..ตายแล้วหรือไม่” นางพยายามนึกย้อนแต่ก็คิดอันใดเกี่ยวกับองค์ชายผู้นี้ไม่ออกเลย
“องค์ชายห้าก็เด็กเกินไป องค์ชายใหญ่ อันนี้มั่นใจว่าตายแน่ๆ เห็นไหมเพคะ ไม่มีทางเลือกเลย เพราะฉะนั้น…อภัยให้กันด้วยเถิด” เมื่อคำนับขออภัยเต็มพิธีการแล้ว ฟานอวี้ก็เหลือเพียงความแน่วแน่ เดินไปปิดม่านเอาไว้ จุดตะเกียงให้พอมีแสง การกระทำนี้อาจทำให้องค์ชายสามเกลียดนางไปตลอดกาลหากได้รู้ความจริง แต่จะมีทางใดให้ฟานอวี้ได้เลือกอีกเล่า
อาภรณ์ของเขาถูกถอดออกจนไม่เหลือไว้สักชิ้นเดียว จากนั้นจางฟานอวี้ก็เริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ที่ตนเองสวมอยู่ออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงร่างเปลือยเปล่าเฉกเช่นเดียวกัน หากทุกคนรวมถึงตัวเขาคิดว่าข้าวสารเปลี่ยนเป็นข้าวสุกไปเสียแล้ว การจะทอดทิ้งก็มิใช่ว่าทำง่าย ต่อให้เป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็ยังต้องรับเข้าไปเป็นดูแล ไม่สามารถยอมเสี่ยงให้ศัตรูเอาเรื่องนี้ยกมาเป็นข้อครหา โจมตีระดับคุณธรรมของตัวองค์ชายสามในภายหน้า
งิ้วฉากนี้หากไม่แนบเนียนหัวคงได้หลุดจากบ่า ฟานอวี้จึงจิกเล็บลงไปบนแผลตน เอาเลือดหยดไว้บนผ้าปูเป็นหลักฐาน นางสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ศีรษะเอนนอนอยู่บนแผงอกกว้าง มือสั่นเทาจนไม่กล้าเอาไปสัมผัสกายของหลงเฉิง แต่สุดท้ายก็ต้องเอื้อมมือไปวางไว้บนบ่ากว้างนั้น หากผู้ใดมาพบเห็นย่อมไม่อาจตีความเป็นอื่นไป
“เพื่อกำจัดชายผู้นั้น หม่อมฉันจำเป็น” ฟานอวี้กระซิบเสียงแผ่ว หลับตาของตนลง แล้วให้เวลาและความเหนื่อยอ่อนพาหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทรา
.
.
.
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นายท่าน นายท่านขอรับ” เสียงของจางตงฟูปลุกโจวหลงเฉิงให้ตื่นขึ้นก่อน เขาก้มมองก็ต้องแปลกใจที่สตรีที่ทำท่ารังเกียจอยู่เมื่อครู่กลับมานอนซบอยู่บนอก แต่หัวที่ยังปวดตุบๆ เพราะฤทธิ์เหล้า ทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“รอก่อน!” องค์ชายสามตะโกนบอกคนของตนไปเช่นนั้น จากนั้นก็เรียกแม่นางนกต่อมากเรื่องให้ตื่นขึ้น “ฟานอวี้ ตื่นก่อน ฟานอวี้!”
เมื่อเรียกแล้วไม่ตื่น องค์ชายสามจึงจับตัวนางเขย่า แต่เมื่อจับไปแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่าผิวกายของแม่นางน้อยผู้นี้ร้อนเป็นไฟ แต่ก่อนจะได้พลิกดูแผลก็ต้องตกใจที่บนตัวจางฟานอวี้ไม่มีเสื้อผ้า และเมื่อก้มมองตนเองก็ไม่มีเสื้อผ้าเช่นกัน
มือใหญ่นั้นทุบขมับตนเองไปหลายที แต่ก่อนจะได้คิดหาคำตอบ เขาก็รีบดูแผลให้ฟานอวี้ก่อน หลงเฉิงเห็นว่ามันช้ำมากขึ้น ทั้งยังมีสีม่วงก่ำดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย ตามกรอบใบหน้ามีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาไม่น้อย เขาสวมอาภรณ์ลวกๆ เอาไว้ จากนั้นจึงไปจับจางฟานอวี้แต่งกาย แต่เพราะเบือนหน้าไม่ยอมมองจึงทำให้มือนั้นพลาดไปจับโดนแผล
“อ๊าาส์ เจ็บนะ ฮึก” ฟานอวี้รู้สึกตัวตื่นขึ้นทันที และอาจเป็นเพราะฤทธิ์ไข้ บทนางเอกงิ้วเจ้าน้ำตาที่คิดเอาไว้ก่อนหลับว่าอาจจะเล่นไม่ได้ กลับง่ายดายขึ้นเสียอย่างนั้น น้ำตาหลายสายพรั่งพรูออกมาพร้อมเพรียง
“องค์ชายสามทำอันใดหม่อมฉัน! ฮึก ฮือ องค์ชายเอาเปรียบสตรีไม่มีที่ไปเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” ฟานอวี้โวยวายออกมายกใหญ่ มือคว้าผ้าห่มมาห่อตัวเองเอาไว้ ถอยร่นไปจนหลังติดกำแพง เผยให้เห็นเลือดสีแดงหยดหนึ่งบนผ้าปู ดวงตากลมโตของฟานอวี้ก้มมองสิ่งนั้น แล้วแสร้งเงยหน้ามองโจวหลงเฉิงด้วยความตกตะลึง
“เปิ่น วะ- ข้า…ขะ…ข้าจำไม่ได้” หลงเฉิงเอ่ยจบก็มีเสียงเคาะดังขึ้นจากหน้าห้องอีกคราหนึ่ง
“นายท่านติดปัญหาใดหรือไม่ขอรับ เกิดอันใดขึ้น”
“จิ๊ ไปก่อน! ข้ายุ่งอยู่” องค์ชายสามตวาดไปเช่นนั้น เพราะทางหนึ่งก็ถูกเรียก อีกทางหนึ่งก็สตรีที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เขาที่กำลังปวดหัวรู้สึกเหมือนศีรษะแทบจะระเบิดออกมาให้จงได้
“ไหนว่าหม่อมฉันเป็นสตรีหัวกระเซิง มาทำเช่นนี้กับหม่อมฉันได้อย่างไร ฮืออๆ” ฟานอวี้ก้มหน้าร้องไห้ แผลที่ไหล่เริ่มปวดขึ้นมาจนอดทนได้ยากแล้ว
“ก็บอกแล้วว่าจำไม่ได้!” หลงเฉิงหันไปตะคอกใส่ฟานอวี้ที่สะดุ้งด้วยความตกใจ สิ่งสุดท้ายที่เขาจดจำได้ คือยามที่ขู่ว่าจะจูบนางให้สงบลง หากเลยเถิดจากเหตุนั้นดูแล้วก็คงเป็นไปได้ แต่เขาเลวทรามถึงขนาดหลับนอนกับสตรีที่มิได้เต็มใจเชียวหรือ
“จำไม่ได้เลยจะตีขลุมว่าไม่เคยเกิดขึ้นหรือเพคะ แม้จะต่ำต้อย แต่หม่อมฉันก็มีศักดิ์ศรีและเป็นมนุษย์เหมือนกันองค์ชายทุกประการ ฮึก” ฟานอวี้แข็งใจเงยหน้าสู้ แผนนี้หากไม่ตีให้ตาย นางคงไม่มีโอกาสทำเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่สองแน่ “สิ่งที่สูญเสียไป หาใช่สิ่งที่จะทวงคืนมาได้”
“เงียบหน่อย!” อาการเมาค้างในยามนี้ไม่ช่วยเขาเลยแม้แต่น้อย “เจ้าต้องการอะไร” หลงเฉิงหันกลับไปเผชิญหน้าสตรีที่นั่งชันเข่าอยู่ใต้ผ้าห่มผืนนั้น ตาเหลือบมองหยดเลือดบนเตียง ด้วยต้องการกระตุ้นให้ตนเองจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง แม้เพียงเลือนรางก็ยังดี
“องค์ชายหมายความว่าอย่างไรเพคะ” ฟานอวี้ถามด้วยเสียงสะอื้น
“เจ้าต้องการสิ่งใด ข้าจะหามาให้ทั้งหมด” น้ำเสียงเรียบนิ่งเปล่งออกไป พร้อมกับแววตาที่สบมองฟานอวี้อย่างไม่วางใจ
“หม่อม…ฉัน” มีแว๊บหนึ่งที่ฟานอวี้ต้องการเอ่ยว่าร่างไร้ชีวิตขององค์ชายรอง แต่เมื่อไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายความต้องการนี้ จึงเลือกที่จะสงบคำลง
นางไม่ใช่คนหลักแหลมมาแต่ไหนแต่ไรมา เรียนหนังสือก็เพียงกลางๆ แม้จะเรียนสายวิทย์ก็มีเพียงแค่วิชาเคมีที่พอไปได้ ส่วนที่เหลือหรือขอให้ไม่ตกก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว แต่แม้จะไม่ฉลาดนางก็รู้ว่าหากขอตำแหน่งชายาคงไม่แคล้วถูกประหารเพราะหวังสูงจนเกินศักดิ์ แต่แล้วจะขอเป็นอนุหรือ อาจถูกนำไปขังอยู่ในวังไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอีก แผนที่ยังไม่ทันได้วางไว้ จะหาทางลงมือได้อย่างไรเล่า เป็นนางเองที่มิได้คิดหน้าหลังให้รอบคอบจึงออกมาเป็นเรื่องราวลักษณะนี้
“ว่าอย่างไร อยากได้หลายอย่างจนต้องคิดให้ครบถ้วนหรือ” หลงเฉิงเรียกซ้ำเมื่อเห็นว่าสตรีประหลาดที่พูดไม่หยุดปาก จู่ๆ ก็หมดคำจะเอื้อนเอ่ยเสียอย่างนั้น
“หากที่ได้ยินมาเป็นความจริง องค์ชายสามเป็นแม่ทัพผู้หนึ่ง ย่อมมีกองพลผลิตอาวุธ หม่อมฉันตีเหล็กลับคมไม่เป็น แต่พอจะผสมดอกไม้ไฟเป็นอยู่ ขอทำงานรับเบี้ยหวัดอยู่ที่นั่นได้หรือไม่เพคะ”
จางฟานอวี้คิดว่าการอยู่ค่ายทหารเหมาะสมที่สุด เพราะหากวันใด มิได้เข้าถึงตัวองค์ชายได้อย่างเช่นยามนี้แล้ว ก็ยังมีลูกน้องอีกมากที่ฝากความไปบอกกล่าวได้ อย่างน้อยก็เรื่องเหมืองสักแห่งที่ต้องให้เขาเป็นผู้ถวายฮ่องเต้รับความดีความชอบในอนาคตตัดหน้าซ่งหลงก็ต้องพยายามให้มันเกิดขึ้นเร็วที่สุด
“สนามรบจะเอาดอกไม้ไฟไปจุดเพื่ออันใด” โจวหลงเฉิงส่ายหัว “เขลาเกินไปหรือไม่”
“คำก็โง่ สองคำก็โง่!” ฟานอวี้เอื้อมมือจะยกไปตีอย่างลืมตัว แต่ได้สติกลางคันจึงดึงมือกลับมาได้ทันท่วงที
“ชักช้าเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะดีหรือไม่” หลงเฉิงสะบัดอาภรณ์ลุกขึ้นยืน
ฟานอวี้กล่าวพลางลุกขึ้นจะคว้าไว้ แต่เพราะแขนที่ยังเจ็บจึงทำให้ต้องเอามือมาประคองไว้ “อ๊ะ! ไม่ได้นะเพคะ”
“ฟานอวี้!” องค์ชายสามเข้าไปประคองอีกฝ่ายไว้ ดวงตาสบมองนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของฟานอวี้ไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ
บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา
บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก
บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต
บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&
บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้
บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ
บทที่ 21 ข้าไม่ได้ทำ“ตระกูลซู…ขุนนางในเมืองรองขั้นเจ็ดหรือแปด ข้าพอจะกล่าวถูกหรือไม่” ฟานอวี้ถามกงอี้ออกไปเบาๆ“เจ้าค่ะคุณหนู นางคือคุณหนูซูผิงผิง” กงอี้กระซิบบอก“ที่แท้ก็เป็นเจ้า หมายความว่าอันใด นายท่านก็กล่าวถึงข้าให้ฟังบ้างใช่หรือไม่ หึ รู้แล้วสินะว่าตัวข้าน่ะสำคัญเพียงใด!” ซูผิงผิงตะค
บทที่ 20 เจอตัวหนอน บ่าวหญิงที่ตั้งใจจะนำอาหารที่บ่าวกินกันมาให้ฟานอวี้กินยามเช้าไม่ต้องเล่นลูกไม้อันใดเลย ด้วยป้าจูไม่อยู่กำกับดูแลครัว ด้วยต้องออกไปเลือกวัตถุดิบจากท่าเรือมาจัดงานเลี้ยงภายในของจวนหอการค้า จึงทำให้เป็นบ่าวอีกชุดมาดูแลอาหารทดแทน คนเหล่านั้นเป็นพวกพ้องที่ภักดีต่อคุณหนู
บทที่ 19 นายท่านถังไม่ควรเข้าห้องคุณหนู“อิ่มแล้วหรือไม่เพคะ” ฟานอวี้ที่ถูกปล่อยให้มานั่งรอองค์ชายสามกินอาหารบ้าง เอ่ยถามก่อนที่จะต้องปิดปากหาว“อย่าเพิ่งง่วง กินอิ่มไปไม่นาน นอนทันทีจะไม่ดี”“คืนเดียวไม่เป็นกรดไหลย้อนหรอกหน่า ง่วงจะตายอยู่แล้วเพคะ” ฟานอวี้บ่นอุบ ที่จริงหากไม่ถูกสั่งให้นั่งอยู่เฉยๆ
บทที่ 18 คนสอดรู้มิได้มีเพียงหนึ่ง“ปล่อยนะเจ้าคะ ท้องข้ามันร้องหิวข้าวแล้ว น่าอายจะตาย” ฟานอวี้ที่เห็นว่ามีคนมาก็เปลี่ยนวิธีการพูดให้เหมาะสมกับการปลอมตัวขององค์ชายทันที“อาย? เพราะท้องร้อง? ไม่ใช่ว่าอายที่บ่าวเห็นว่าท่าทางยามนี้ว่าเป็นเช่นไรหรอกหรือ” หลงเฉิงเย้า “แต่-”“ชู่…” หลงเฉิงส่ายหน้าไม่ใ







