로그인“หมดเวลา” โจวหลงเฉิงกล่าวพร้อมกับหันกลับมามองด้านหลัง
จางฟานอวี้ที่ผูกเอวเสร็จพอดิบพอดีจึงใช้มือลูบกระโปรงของตนเพื่อจัดแจงให้เรียบร้อย จ้องหน้าของฝ่ายที่เป็นองค์ชายนิ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด
“หันหลัง”
“หันหลัง?” ฟานอวี้ขมวดคิ้วไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยอมหันแต่โดยดี ด้วยตอนนี้ยังต้องพึ่งพาเขาเพื่อออกจากป่า และยังไม่แน่ว่าอาจต้องตามเกาะไปอีกหลายปี
โจวหลงเฉิงจับผมของฟานอวี้มาไว้ในมือ ทำให้ฝ่ายเจ้าของผมขยับหันมามอง เรียกให้เขาต้องดุ “อยู่เฉยๆ ปล่อยผมกระเซิงอย่างนี้ ผู้คนจะได้คิดว่าผีป่าออกอาละวาด”
“เอ๊ะ! ดูงิ้วในวังหลังมากไปหรือไม่จึงได้เติบโตมาปากจัดเช่นนี้” จางฟานอวี้จิกกัดคืนบ้าง เพราะเมื่อคืนเธอเอานิ้วมือสางผมจนแน่ใจแล้วว่าเรียบร้อยดี แต่บุรุษผู้นี้ก็ยังหาเรื่องยกมาก่นด่า
“อย่าให้มากเกินไป เปิ่นหวางยังเป็นองค์ชายสั่งประหารเจ้าได้ทุกเมื่อ แม่นางฟานอวี้ไร้สกุล” เขาพูดไปผูกผมไป แม้มิใช่ปิ่นล้ำค่า แต่ก็เป็นผ้าจากชายเสื้อคลุมของเขาที่อุตส่าห์ฉีกมารวบผมให้แม่นางนกต่อ หากไม่รู้บุญคุณบ้างก็มืดบอดเต็มทน
“จาง”
“อันใดของเจ้า” องค์ชายสามถามหลังจับฟานอวี้หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากัน
“สกุลจางเพคะ จางฟานอวี้” นางตอบเพียงเท่านั้นก็เดินแยกไปหาองครักษ์ที่ยืนหันหลังไม่พูดสิ่งใดเลย “ท่านองครักษ์มีนามว่าอันใดหรือ”
“จางตงฟูขอรับ” เขาค้อมหัวลงนิดๆ
“โอ๊ะ! บังเอิญมาก” ฟานอวี้ทำตาโต ชาติก่อนนางไม่เคยใส่ใจว่าคนขององค์ชายสามมีใครและชื่ออะไรบ้าง เรียกแต่องครักษ์ขององค์ชายสาม บ่าวขององค์ชายสาม พ่อบ้านขององค์ชายสาม กว่าจะมาเริ่มใส่ใจจำชื่อคนก็เป็นตอนที่ต้องย้ายมาเป็นอนุวังสาม และในช่วงเวลานั้น องครักษ์ผู้นี้ก็ไม่ออกมาให้พบเห็นเสียแล้ว
“คุณหนูผู้นี้พอจะไล่เรียงสายตระกูลได้หรือไม่ขอรับ” ตงฟูที่แน่ใจว่าแม่นางตรงหน้ามิใช่ญาติก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจทันที
“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ อาจจะแค่บังเอิญ แต่ไม่มีทางเกี่ยวข้องกันแน่ ลูกชายขี้เมาอย่างข้า จะมีญาติพี่น้องห่างๆ เป็นองครักษ์ขององค์ชายได้หรือ” ฟานอวี้มองเจ้านายลูกน้องลอบส่งสายตากันก็คิดว่าตนเองอาจจะทำผิดพลาดที่บอกสกุลตนไปเช่นนี้ จะถูกใส่ร้ายจับโยงใหญ่โตอีกก็คราวนี้
“ตามมา” โจวหลงเฉิงดึงแขนข้างที่ไม่ได้มีแผลของฟานอวี้ให้เข้ามายืนข้างกัน แล้วเริ่มออกเดินทันที ยิ่งรู้จักแม่นางจางฟานอวี้ในสายตาขององค์ชายสามก็ยิ่งน่าสงสัย ที่มาที่ไปของนางคลุมเครือ สกุลเดียวกับองครักษ์จาง แต่กล่าวว่าแค่บังเอิญ ไม่ว่าเป็นผู้ใดจัดฉากก็ล้วนแต่สามหาวด้วยกันทั้งสิ้น
“เจ็บเพคะ อย่าลากเช่นนั้น” ฟานอวี้พยายามดึงมือใหญ่ที่บีบแขนตนออก
“หรือจะให้เปิ่นหวางอุ้ม เลือกมา จะให้ลากไปหรืออุ้ม” องค์ชายสามขู่
“นี่! ก็มันเจ็บ” ฟานอวี้กระทืบเท้าข้างหนึ่ง ขมวดคิ้วจ้องตาสู้
ทว่าโจวหลงเฉิงปล่อยมือออกและทำท่าจะช้อนตัวนางขึ้น ฟานอวี้จึงต้องรีบเบี่ยงหนี “ลากก็ลาก หม่อมฉันจะอดทนเพคะ”
สุดท้ายแล้วจับแขนไปได้ครู่หนึ่ง องค์ชายสามก็รู้สึกหงุดหงิด เพราะจางฟานอวี้เดินได้ช้ากว่าที่เขาต้องการมากเกินไป และไม่ว่าจะลากเท่าไหร่ก็ดูแล้วจะไม่ได้ทำให้เดินเร็วขึ้น ทั้งยังดูเหมือนจะทำให้นางเกือบจะล้มอยู่ตลอดเวลา โจวหลงเฉิงจึงรวบตัวฟานอวี้พาดขึ้นบ่าให้รู้แล้วรู้รอด แม้จะถูกกำปั้นเล็กๆ นั้นทุบก็ไม่ทำให้เขาสะทกสะท้าน
“ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ ไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็ใช่ว่าจะมาทำตามใจได้ ปล่อย!”
“ขืนเดินเอง เดือนหน้าก็ยังไปไม่พ้นชายป่า เลิกโวยวายได้แล้ว เจ้าตั้งใจเสียงดังบอกตำแหน่งนักฆ่าหรือ” โจวหลงเฉิงดุด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“จริงด้วย งั้นรีบวิ่งเลยเพคะ ธนูพิษเช่นนี้ ไม่เอาอีกแล้ว” ฟานอวี้อยู่นิ่งเกร็งตัวบนบ่ากว้าง สายตาสอดส่องรอบกาย แม้เขาจะสงสัยว่านางเป็นพวกคนร้ายหรือไม่ก็ไม่ได้ช่วยให้ธนูนั้นแสบน้อยลง ฟานอวี้ไม่คิดจะเถียงต่อ นางคงต้องยอมปล่อยผ่านและให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านางมิใช่หนอนแฝงกายมา
.
.
.
ในที่สุดคนทั้งสามก็มาพักรอคนขององค์ชายอยู่ที่โรงเตี๊ยมในเมือง คณะหลวงตั้งขบวนกลับไปแล้ว เมืองนี้จึงมีบรรยากาศที่เงียบสงบลงมาบ้าง แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น โรงเตี๊ยมของเมืองติดป่าก็มิได้มีห้องพักมากมายนัก
“มีแค่สองห้อง บุรุษอยู่ห้องหนึ่ง สตรีอยู่อีกห้อง ใช้ได้หรือไม่” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวพลางมองคนทั้งสาม
“ไม่ได้ เพราะข้าจะอยู่ห้องเดียวกับฮูหยิน”
“มะ-” ฟานอวี้ยังไม่ทันพูดจบดี ก็ถูกมือใหญ่ของหลงเฉิงปิดปากไว้แล้วดึงเข้ามาประชิดตัว
“ฮูหยินน้อยกับข้าเพิ่งจะตบแต่งได้ไม่นาน นางชอบหาเรื่องแยกกันนอนกับสามี ข้าพามาท่องเที่ยวก็หวังจะใช้เวลาร่วมกันให้คุ้นชินเท่านั้น” องค์ชายสามโกหกไม่พอ ยังแสดงสีหน้ายกยิ้มเขินอายออกไปให้เถ้าแก่ชม
จางฟานอวี้ในที่สุดก็กระชากมือออกได้ “ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่ฮูหยินท่าน!”
“เอ๋? หากไม่ใช่ ข้าไม่อาจให้อยู่ห้องหับร่วมกันได้นะขอรับ ผิดต่อฟ้าดินยิ่ง”
โจวหลงเฉิงแสร้งก้มหน้า เสมือนว่าปวดใจหนักหนา เขาตัดพ้อตามออกมาหลายคำ “เหตุใดโกหกเช่นนี้ ข้ารู้ว่าเดิมทีสัญญาหมั้นหมายของเจ้า มีไว้กับน้องชายข้า แต่เมื่อเขาปักใจรักผู้อื่น ข้าก็สละตนรับผิดชอบชื่อเสียงเจ้าแล้ว สัญญาจะไม่รับสตรีอื่นเข้าบ้าน เท่านี้ไม่เพียงพอให้นับเป็นสามีหรือ”
“ท่านสิโกหก เรามิได้เป็นอันใดกัน” ฟานอวี้กำมือตั้งท่าจะทุบหลงเฉิง “อย่ามาหาโอกาสเอาเปรียบข้านะเจ้าคะ”
“คุณชายท่านนี้พิสูจน์ได้หรือไม่เล่าว่าเจ้าสองคนแต่งกันแล้วจริงๆ พูดไม่ตรงกันเช่นนี้ เฮ้อ ข้าเองก็เหนื่อยใจ” เถ้าแก่ส่ายหัว
“ข้ายืนยันได้ขอรับ คุณหนูผู้นี้เพิ่งจะแต่งให้เจ้านายของข้าได้เจ็ดวัน นางไม่ยอมรับ แต่เรื่องนี้เป็นความจริง” องครักษ์จางค้อมหัวน้อยๆ สอดปากช่วยเจ้านาย
“เอ๊ะ! พวกเดียวกันก็ต้องเข้าข้างกันสิ ผู้ช่วยจาง คิดว่าข้าเป็นน้องสาวผู้หนึ่งดูเถิด จะยอมปล่อยให้บุรุษเอาเปรียบเช่นนี้หรือ”
จางฟานอวี้ใช้ความที่ชื่อสกุลเหมือนกัน หยิบยกตนเองเป็นน้องสาวเขาเพื่อบีบให้รู้สึกผิดที่มาทำกับตัวนางเช่นนี้
“แต่ข้าพิสูจน์ได้ เถ้าแก่หาคนงานหญิงมายืนยันก็ได้” เขาหันมองรอบข้างเห็นว่ามีคนอยู่ในร้านมากมายก็เกิดกลัวว่าฟานอวี้จะอับอายขึ้นมา จึงยื่นหน้าไปกระซิบกับเถ้าแก่พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “…ใต้ทรวงอกของนางมีไฝสีแดงอยู่สามจุด”
“ของเช่นนี้ บุรุษที่จะรู้ก็มีเพียงสามีแล้ว” เขาถอยออกมาพูดเสียงปกติ ขยับคิ้วดูแล้วชวนปวดประสาท
ส่วนคนในร้านด้านล่างที่ได้ยินต่างก็ก้มหน้ายิ้มกริ่มกันทั่ว แม้ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้รับรู้อันใดมา แต่ก็คงจะสำคัญพอให้ยืนยันความสัมพันธ์ได้
นั่นรวมไปถึงองครักษ์จางที่ได้ยินคำกระซิบนั้นชัดเจนด้วย เขาคิดไปไกลว่าเจ้านายและสตรีผู้นี้คงเลยเถิดกันไปจนถึงไหนต่อไหน ทั้งยังไม่ถูกไล่เหมือนกับสตรีรายอื่นอีก หากตรวจสอบแล้วว่ามิใช่ไส้ศึกชายาของวังอาจเป็นนางแล้ว
เถ้าแก่ทำตาโต เห็นจริงว่าเนื้อหนังในที่เช่นนั้น หากไม่ใช่สามีก็คงมีแต่บิดาที่จะเห็นเมื่อยามยังเป็นทารก “แม่นางยินยอมให้คนงานหญิงดูเสียหน่อยเถิด”
“ไม่ต้องแล้ว ฮูหยินก็ฮูหยิน! สามีนำทางด้วยเจ้าค่ะ” ท่าทางกระเง้ากระงอดไม่ได้ทำให้ฟานอวี้ดูน่ารำคาญ แต่มันกลับดูน่าเอ็นดูในสายตาของผู้คนรอบข้าง เมื่อรู้ว่าแพ้ก็รู้จักแพ้ แต่ท่าทีนั้นหาได้จำยอม ม้าพยศเช่นนี้เหล่าผู้ใหญ่ที่มองมาล้วนแต่เห็นว่าเป็นเรื่องสนุกของสามีที่จะหัดกำราบ
“แสนงอนเช่นนี้ อาจเหนื่อยไปบ้าง แต่จวนของคุณชายจะไม่เงียบเหงาแน่” เถ้าแก่เดินไปส่งที่ห้องใหญ่สำหรับสองคน จากนั้นก็เลยไปส่งองครักษ์จางต่อ
จางฟานอวี้รอจนประตูปิดก็ยกมือกอดอกสีหน้าไม่ยิ้มแย้ม “เพิ่งพูดว่าหม่อมฉันเป็นพวกเดียวกับนักฆ่า ไม่กลัวหม่อมฉันตื่นมาหักคอให้ตายหรือ”
“ถ้าคิดว่ามีความสามารถถึงเพียงนั้นก็ลองดูเถิด” โจวหลงเฉิงจับมือของจางฟานอวี้มาวางบนคอของตนเอง “จับให้มั่นคงแล้วกดตรงหลอดลม หากบีบด้านข้างเช่นที่คนทั่วไปเข้าใจกัน นอกจากไม่ตายแล้ว มันยังเสียแรงเปล่าอีก”
ฟานอวี้รีบชักมือกลับ เดินหนีไปนั่งตรงเก้าอี้ริมหน้าต่าง พึมพำด่าองค์ชายสามอยู่ผู้เดียว “ไอ้โรคจิต ไอ้บ้า ไอ้คนไม่ปกติ!”
บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา
บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก
บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต
บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&
บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้
บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ
บทที่ 67 ชินอ๋องใจร้ายจางเมิ่งฟานอวี้เป็นลมหมดสติไปก่อนที่จะได้เห็นว่าชินอ๋อง นำตัวหมอหลวงกลับมาที่จวนจางสายหลัก แต่ทว่าหมอหลวงก็ไม่อาจช่วยเหลือจ
บทที่ 58 เลือกทางใด“ไม่เป็นอันใด พวกจ้าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และข้าอยากแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าคำนินทาทำอันใดข้าไม่ได้” หลี่ม่านม่านตอบด้วยดวงตามุ่งมั่นมั่นคง เรียกให้ผู้ใหญ่โดยร
บทที่ 55 งามหรือไม่ในที่สุดชินอ๋องโจวหลงเฉิงก็สะสางทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งงานภายในของกองทัพ และการตั้งเหมืองเองก็พร้อมที่จะเริ่มการหยกส่งเข้
บทที่ 38 จวนจางสายรองรถม้าที่ติดป้ายสัญลักษณ์ของวังองค์ชายสามในเมืองหลวงแล่นมาจอดหน้าจวนเล็กๆ ที่จางหวนกงซื้อไว้ให้ฮูหยินอยู่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้อ







