เข้าสู่ระบบ“เฮ้อ! เหนื่อยชะมัด”
หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ห้องพัก ก็เกิดเรื่องวุ่นวายไม่น้อย เดนนิสที่ดูจะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้แต่ยืนแหงนมองห้องตัวเองจากเบื้องล่าง กลับเป็นยาหยีที่จัดการทุกอย่างให้แทนเพราะเจ้าตัวเชื่องช้าเสียไม่มี ตอนอยู่ที่บ้านยังพูดเก่งอยู่เลย แต่พออยู่ข้างนอกดันเงียบเป็นเป่าสาก
“เอาไงต่อล่ะทีนี้ นายมีญาติพี่น้องที่พอจะติดต่อขอความช่วยเหลือได้มั้ย” เธอพาเดนนิสกลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน เพราะเขาไม่มีอะไรที่จะยืนยันตัวตนได้เลยสักอย่าง การจะไปแจ้งดำเนินเรื่องจึงติดขัดพอสมควร เรื่องที่ห้องไฟไหม้อาจเป็นอุบัติเหตุหรือสาเหตุอื่นก็ได้ แต่เรื่องที่เขาไม่มีเอกสารติดตัวมันเป็นความผิดของเธอเอง
“ผมเพิ่งมาถึงไทยเมื่อวาน ยังไม่เจอแม่เลยครับ แอนนี่บอกว่ารู้จักคนที่นามสกุลเดียวกับผม เธอก็เลยพาผมไปที่ผับนั่น” ระหว่างทางเธอสอบถามข้อมูลเข้าไว้พอสมควร เดนนิสเป็นลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงที่ตั้งใจมาตามหาแม่ที่เมืองไทย ก็ไม่รู้ว่าเป็นเดนนิสที่หลอกง่าย หรือว่าเป็นเธอที่โดนเด็กมันหลอกกันแน่ เธอถึงได้เชื่อคำพูดของเขาแล้วมาตกอยู่ในสถานการณ์ในตอนนี้ เจ้าตัวเพิ่งจะลงเครื่องได้ไม่ถึงวันก็ถูกเพื่อนที่เจอกันระหว่างทางพาแวะหลอกถลุงเงินเสียแล้ว
“ฉันว่านายโดนยัยแอนนี่อะไรนี่หลอกแล้วล่ะ ตามหาคนที่ขาดการติดต่อกันไปมันไม่ได้เจอง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ ว่าแต่นายเป็นลูกครึ่ง แม่ของนายเป็นคนไทยเหรอ”
“ใช่ครับ”
“งั้นบอกชื่อนามสกุลของแม่นายกับฉันได้มั้ย เผื่อว่าฉันจะได้ช่วยตามหาให้”
“พี่ไม่ได้จะหลอกผมใช่มั้ย”
กลายเป็นเข้าตัวเองเสียอย่างนั้น ยาหยีถึงกับต้องกุมหัวนวดขมับตัวเองยกใหญ่ มิน่าล่ะทำไมเมื่อวานเดนนิสถึงได้ยอมตามเธอกลับมาที่บ้านง่าย ๆ ก็แค่ขนาดกับยัยแอนนี่ที่ว่านั่นเขายังเชื่อใจง่าย ๆ เลย นับประสาอะไรกับเธอ
“ถ้าฉันจะหลอกนายจริง ๆ ฉันจะไปโยนกระเป๋านายทิ้งแล้วพานายกลับบ้านให้มีหลักฐานทำไมกันล่ะ จะบอกไม่บอก” อีกนิดเธอจะกลายร่างเป็นนางยักษ์แล้วนะ
“ภาริณี ธารน้ำงาม”
“ธารน้ำงามเหรอ งั้นนายก็นามสกุลเหมือนกันรึเปล่า”
“ไม่ครับ ผมใช้นามสกุลพ่อ แต่ถ้าเจอแม่เมื่อไรก็อยากจะขอใช้ของแม่แทน” ดูเหมือนว่าเจ้าตัวกำลังบอกเป็นนัย ๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ดีกว่าทางฝั่งพ่อมากกว่าซึ่งยาหยีก็ไม่ได้คิดจะเจาะลึกไปยังรายละเอียดส่วนนี้เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว
“มีข้อมูลอื่นอีกมั้ย นี่นายมาตามหาแม่แบบนี้ หมายถึงนายไม่ได้อยู่กับแม่มาตั้งแต่แรกเหรอ”
“แม่ผมหนีกลับไทยตอนที่ผมไปเรียนต่อมหาลัย เราไม่ได้เจอกันอีกเลยหลังจากนั้น”
แม้สีหน้าคนพูดจะดูเรียบเฉย แต่ยาหยีสัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง เทียบกับเธอแล้ว ถึงครอบครัวของเธอจะไม่ได้อบอุ่นหวานชื่น แต่ก็ยังพอรู้ความเป็นไป
เด็กคนนี้น่าเห็นใจจริง ๆ
ยาหยีตบบ่าปลอบใจเดนนิส นี่รู้จักกันวันเดียวเธอก็รู้สึกเหมือนได้เรียนรู้ทั้งชีวิตของเจ้าตัวแล้ว
“ไม่เป็นไรนะ ถ้านายยังไม่มีที่ไปก็พักอยู่ที่นี่กับฉันก่อนก็ได้ พวกเสื้อผ้าหรือข้าวของจำเป็น ฉันจะพาไปซื้อ” ถึงจะตัวใหญ่แต่ก็เหมือนลูกหมาน้อยเลย เด็กคนนึงเลี้ยงไม่ยากหรอกมั้ง เธอคิดแบบนั้น
“ขอบคุณที่ใจดีกับผมครับ ยาหยี”
“นี่!” เธอเท้าเอว ถลึงตาให้อีกฝ่าย เธอแก่กว่าตั้งหลายปี กล้าดียังไงมาเรียกเธอเฉย ๆ กัน “เรียกฉันพี่สาวสิ ฉันแก่กว่านายเยอะนะ อยู่เมืองไทยระบบอาวุโสก็สำคัญ นายจะไปเรียกชื่อคนอื่นสุ่มสี่สุ่มหน้าไม่ได้”
“อาวุโส?”
“ก็ระบบที่คนอายุน้อยกว่าต้องให้ความเคารพ เชื่อฟัง ทำตัวนอบน้อมกับคนที่แก่กว่ายังไงล่ะ จริง ๆ คนเอเชียก็น่าจะใช้ระบบนี้ไม่ต่างกันหรอก เท่าที่ฉันเคยดูหนังฮ่องกง มันก็มีเรียกพี่ใหญ่ พี่รองไม่ใช่รึไง แบบนั้นแหละ”
“พี่สาว”
“ดี เก่งที่สุด” ไม่พอเธอยังเกาคางเขา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอย่างลืมตัว
“แต่เรียกยาหยีไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ เราไม่ได้สนิทกัน”
“แต่เมื่อคืนเรานอนด้วยกัน”
พี่สาวจำเป็นดวงตาเบิกโพลง รีบขยับตัวเข้าไปใกล้ปิดปากคนตัวโตเอาไว้ ไอ้เด็กนี่มันวอนละ ได้คืบจะเอาศอก
“ไอ้ลูกหมา ถึงเราจะนอนด้วยกัน แต่เราไม่ได้มีอะไรกัน ฉะนั้นนายจะเอาเรื่องนี้มาอ้างไม่ได้ เข้าใจใช่มั้ย” เธอกัดฟันพูด นึกหมั่นไส้เด็กมันยังไงไม่รู้ บางที่ก็รู้สึกว่าแววตามันเจ้าเล่ห์ แต่บางทีก็รู้สึกว่ามันไร้เดียงสา บอกไม่ถูกเหมือนกัน
“ผมไม่ใช่หมา”
“ฉันไม่ได้หมายความว่านายเป็นหมา มันก็แค่คำที่ติดปาก”
จู่ ๆ เดนนิสก็แตะนิ้วโป้งที่ริมฝีปากล่างของเธอ เดนนิสจ้องมองเนื้อสัมผัสสีแดงเข้มแบบธรรมชาติอย่างตั้งใจ
“ติดปากตรงไหนครับ ผมจะดูให้”
“ช่างเถอะ อธิบายไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก” จริง ๆ ก็อยากจะอธิบายนั่นแหละ แต่พอสบสายตาคมนานเข้าเธอก็รู้สึกประหม่าเหมือนสาวแรกรุ่นที่หัดมีความรักอย่างไรไม่รู้ เลยต้องบอกปัดไปแบบนั้น
ยาหยีผละตัวออกห่างจากเดนนิส น่าแปลกที่เธอกับเขาแทบไม่มีระยะห่างระหว่างกันเลยทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน นี่เธอไว้ใจคนง่ายเกินไปรึเปล่านะ
“วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปหาซื้อเสื้อผ้ากับของใช้ของนายใหม่แล้วกันนะ แล้วก็ที่นอน...”
เธอมองหาความเป็นไปได้ ปกติก็ไม่ค่อยจะมีใครมาค้างด้วยเลยน่ะสิก็เลยไม่มีชุดเครื่องนอนสำรองเตรียมไว้เลย มีมากสุดก็ผ้าห่มที่พับทิ้งไว้ในตู้ จะเอาออกมาตอนนี้กลิ่นคงจะอับน่าดู
“นายนอนโซฟาแล้วกัน” เธอตบมือลงบนโซฟาตัวที่กำลังนั่งกันอยู่ “ไว้ฉันจะรีบเอาผ้าห่มไปซักให้”
“ให้ผมช่วยมั้ย”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวนายทำของฉันพังขึ้นมาจะยุ่ง ว่าแต่เมื่อเช้านายทำความสะอาดพื้นห้องให้ฉันด้วยใช่มั้ย นายนี่มันน่ารักจริง ๆ”
“ผมเก่งทำความสะอาด กับข้าวผมก็ทำได้ พี่พึ่งพาผมเรื่องพวกนี้ได้ ผมฝึกมาหมดแล้ว”
“พูดจริงปะเนี่ย” ท่าทางเหมือนลูกคุณหนูคุณนาย บุคลิกก็เหมือนคุณชายจากตระกูลมั่งคั่ง ขนาดให้ใส่เสื้อสีชมพูลายมุ้งมิ้งยังดูดีเลยให้ตายเถอะ นี่สินะที่เขาเรียกว่ารัศมีของคนโก้
แต่ถ้ารวยจริงคงไม่ได้มาตกระกำลำบากเช่าห้องเท่ารูหนูอยู่หรอก ขนาดเธอขี้ไก่ขี้กายังอยู่ดีกินดีมากกว่าอีก
“ครับ”
“โถ ชีวิตนายคงลำบากมามากสินะ” ไม่งั้นจะทำเป็นทุกอย่างได้ไง เธอคิดเองเออเองเมื่อเห็นว่าเดนนิสเสนอตัวทำในสิ่งที่ผู้ชายทั่วไปไม่ค่อยอยากทำ
“เอาล่ะ ๆ ฉันไม่ใช่คนเข้มงวดหรือเรื่องมากหรอก นายอยู่ที่นี่ทำตัวดี ๆ ว่านอนสอนง่ายก็พอแล้ว ที่เหลือพี่สาวจัดการเอง”
“แล้วผมยังเหมือนหมาอยู่ไหม”
“นายยังติดใจเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ” เธอไม่รู้จะตอบยังไง มันก็แค่คำสบถ โอ๊ย! ลำบากจริง ๆ เมื่อวานก็ยังพูดรู้เรื่องอยู่เลยนี่นา ทำไมวันนี้เกิดภาษาไม่แข็งแรงขึ้นมาได้ หรือเธอจะใช้ศัพท์ยากเกินไป “นี่ฟังฉันนะ การที่เราจะบอกใครสักคนว่าเป็นลูกหมา ไม่ใช่ว่าเราเกลียดอะไรหรอก บางทีเราอาจจะพูดเพราะเอ็นดูเขาอยู่ก็ได้ วันนี้นายเดินตามฉันต้อย ๆ ทั้งวัน ทำตัวสงบเสงี่ยมแถมยังเชื่อฟังฉันอีก บางทีฉันก็แค่รู้สึกว่ามีหมาเด็กตัวโต ๆ เดินตามติดแค่นั้นเอง”
“เอ็นดูคืออะไร”
“เอ็นดูหมายถึงคนที่ถูกพูดถึงมันน่ารัก น่าหยอก น่าแกล้ง น่าเปย์ให้ไงล่ะ โอ๊ย ฉันจะพูดไงดี ฉันก็ไม่ได้เกรด 4 ภาษาไทยด้วยสิ”
“พี่ชอบผมเหรอครับ”
หนักละ ไอ้เด็กนี่ เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย ถึงจะหน้าตาดีก็ใช่ว่าคนอย่างเจ้หยีจะตกหลุมรักง่าย ๆ นะว้อย
“เดี๋ยวมะเหงกจะลงให้ ฉันเอ็นดูนายเหมือนน้องเหมือนนุ่ง อีกอย่างฉันกับนายเรารู้จักกันไม่ถึงวันเลยด้วยซ้ำ จะมาพูดว่าชอบมันไม่เร็วไปหน่อยรึไง”
“ถ้างั้น...คงต้องใช้เวลาอีกนิดพี่ถึงจะชอบผมได้เหรอ”
“ไม่ใช่ย่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับเวลา โอ๊ย! ช่างเถอะ คุยกับนายแล้วปวดหัว ฉันไม่คุยแล้ว ถึงเวลานายก็คงจะเข้าใจได้เองแหละ” ยาหยียีผมตัวเองจนหัวฟู “อ้อ! ลืมบอกไป นายจำไว้ด้วยนะว่าอยู่ที่นี่ห้ามทำอะไรล้ำเส้นหรือล่วงเกินกันเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
“ล้ำเส้นคือ...”
“อ๊ายยยยย” ยาหยีกรี๊ดใส่หน้าเขา ก่อนจะเดินหลบเข้าห้องน้ำไปหยุมหัวตัวเอง พูดไปก็เท่านั้นแหละ เอาไว้ก่อนแล้วกัน
[สามเดือนผ่านไป]วันนี้บ่าวสาวอยู่ในชุดแบบล้านนา ยาหยีสวมเสื้อแขนกระบอกพอดีตัวและผ้าซิ่นตีนจกสีงาช้างเป็นของตกทอดของแม่ของเธอเอง ส่วนของเดนนิสก็เป็นผ้าฝ้ายโทนสีเดียวกัน สั่งตัดเย็บให้เข้าคู่กับชุดของเจ้าสาวอย่างปราณีต“ยินดีโต้ยนะ มีลูกให้ทันเปิ้นเน้อ จะได้เล่นโต้ยกัน” ละอองที่อุ้มท้องได้เกือบห้าเดือนพร้อมกับสามีเข้ามาแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวที่จัดงานแต่งแบบเรียบง่ายพร้อมกับจัดพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่โดยมีผู้ใหญ่บ้านกับคนบ้านใกล้เรือนเคียงและบรรดาผองเพื่อนของยาหยีเป็นสักขีพยานให้ที่บ้านหลังเล็กของเธอเอง ก่อนหน้านั้นทั้งละอองกับเมืองได้เข้ามาสารภาพความจริงทุกอย่างกับยาหยีหมดเปลือก และสิ่งเดียวที่ทำให้ยาหยีเชื่อจนยอมให้อภัยก็คือโซ่ทองคล้องใจที่กำลังก่อตัวตนอยู่ในครรภ์ของละอองที่ตอนนี้ป่องนูนออกจนเห็นได้ชัดเจนนั่นเอง“ขอบคุณมากนะละออง ดูแลตัวเองด้วยล่ะ เมืองเขาไม่ให้ไปเก็บเห็ดก็ฟังเขาบ้าง” ละอองกับเมืองเป็นคนที่ถูกจ้างมาเผื่อคอยตามดูแลยาหยีแต่ก็ดันพบรักกันจริง ๆ นับเป็นเรื่องน่ายินดี และวันนี้ทั้งคู่ก็ตั้งใจมาเป็นสักขีพยานให้กับพวกเขาด้วย“นี่ของฝากจากป๊ากับม้า ขอให้แกกับเดนนิสมีความสุขมา
“เรื่องทั้งหมดมันเป็นแบบนี้เองเหรอ นายไม่ได้ถูกครอบครัวตัวเองเล่นงานแน่ใช่มั้ย” ทันทีที่ยาหยีเข้าใจทุกสิ่ง เธอก็พรูลมหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความโล่งอก แต่เดนนิสยังกลับคลี่ยิ้มอย่างพอใจเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขา“ที่จริงพวกเขาก็ดีกับผม เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนและทุกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ ผมกับแม่อาศัยชายคาพวกเขาอยู่ มีบุญคุณก็ต้องตอบแทน”“ตอบแทนแบบที่ให้นายขึ้นรับตำแหน่งเป็นหนังหน้าไฟเนี่ยนะ นายตายได้เลยนะถ้าเกิดว่ามีใครลงมือซ้ำสองอีกหลังจากที่พ่อกับพี่รองของนายถูกลอบสังหารน่ะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครตาย”“ตาแก่กับพี่รองรอดมาได้อย่างปาฎิหาริย์ แต่ก็เพราะเรื่องนี้ทำให้พวกเขาต้องหลบซ่อนตัวไปก่อนเพื่อหลอกพวกมันให้ตายใจว่าทุกคนไม่รอดแล้ว แต่การจะหาตัวคนบงการไม่ใช่เรื่องง่าย เราใช้เวลาเกือบสองปีถึงได้จบมันได้ โชคดีที่ผมมีสื่อคอยจับตามอง ทำให้พวกมันไม่กล้าทำอะไรนอกจากลอบกัดบ้างตามโอกาส ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เห็นหน้าพี่แล้ว”“สองปีที่ผ่านมานายคงลำบากมากสินะ” เธอประคองใบหน้าของเขาก่อนจะลูกแก้มเบา ๆ“ก็นิดหน่อย แค่พี่ปลอดภัยผมก็ดีใจแล้ว”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความปลอดภัยของฉันกัน ตอนนั้นเราแทบจะไม่มี
“อืม...” ทันทีที่ยาหยีลืมตา เธอก็บิดตัวไปมาด้วยความเมื่อยล้า ความรู้สึกราวกับลูกโป่งที่ใส่น้ำเต็มใบพองตัวใกล้จะแตกอยู่รอมร่อ จะขยับตัวทีก็ต้องใช้เวลากว่าปกติแล้วเธอก็เห็นว่าเดนนิสนอนมองเธออยู่ใกล้ ๆ พร้อมกับยื่นมือมาแตะใบหน้าของเธอ“เมื่อวาน...”เธอคิดไว้แล้วว่ามันก็แค่สัมพันธ์ครั้งคราว ครั้งนี้เธอก็จะพยายามไม่คิดอะไรมากจึงปัดมือเขาออก“ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย”“ทำไมจะพูดถึงไม่ได้ ก็เมื่อวานแทบไม่ได้พูดกันเลย ผมได้ยินแต่เสียงครางหวาน ๆ ของพี่เองนะ”“ไอ้เด็กบ้า เดี๋ยวนี้หัดพูดจาลามกแบบนี้แล้วเหรอ”ยาหยีรีบลุกขึ้นยังไม่ลืมห่อตัวด้วยผ้าห่ม มองหาเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อมาสวมแทนที่ชุดเก่าที่ถูกทิ้งกองอยู่บนพื้น แต่เธอก็ยังไม่กล้าลงจากเตียง นั่นเพราะผ้าห่มดันมีอยู่ผืนเดียว ถ้าเธอลุกไปก็เท่ากับว่าจะต้องเห็นเดนนิสเปลือยกายแน่ ๆก๊อก ๆ “คุณชายคะ ดิฉันขอเข้าไปนะคะ”“เข้ามา”เป็นหลี่ถิ่งที่เดินเข้ามาพร้อมกับคนติดตามเป็นผู้หญิงอีกสองคนยืนรอด้านนอกซึ่งพวกเธอทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ด้วยการเคาะประตูบอกล่วงหน้าเล็กน้อย รอคนด้านในตอบรับก่อนถึงเข้ามา“นายท่านสั่งให้ดิฉันเตรียมมื้ออาหารบำ
“อะ กินยาก่อน” ยาหยีเห็นเม็ดยาสองเม็ดกับน้ำหนึ่งแก้วจัดเตรียมไว้แล้วตรงห้องครัว เธอจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นยาที่คุณหลี่นำมาให้ เธอยื่นมันให้กับคนที่เดินตามหลังมาติด ๆ เดนนิสยังคงฝืนตัวเองเดินตามเธอมาจนได้ ห้ามก็ไม่ฟัง“พี่จะวางยาผมแล้วหนีไปงั้นสิ”“โดนบ่อยรึไง ถึงได้คิดว่าฉันจะทำ” เธอยังคงถือยาไว้ในมือเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมรับ ถึงได้คว้าแขนของเขาแล้วดึงกลับไปที่ห้อง “แล้วจะลุกขึ้นมาอีกทำไม เดี๋ยวก็เป็นลมหัวทิ่ม มานี่”ร่างสูงเดินตามอย่างว่าง่าย รอบนี้ยาหยีพาเขากลับไปนั่งลงบนโซฟาแทน“กิน แล้วไม่ต้องพูดมาก”“ผมเป็นเด็กดี” เขาไม่ยอมละสายตาจากเธอเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป แม้แต่ตอนที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มก็ไม่ได้สนว่าน้ำจะหกรึเปล่า“ถ้าเป็นเด็กดี กินยาแล้วก็พักผ่อน ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนายอีกเยอะ”“แล้วคุยตอนนี้ไม่ได้เหรอครับ”“ฉันอยากกลับบ้าน”“โอเค งั้นผมพักก่อนแล้วค่อยคุยกันดีกว่า”พอรู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร เขาก็ทำตัวหมดแรงลงดื้อ ๆ น่าหมั่นไส้ยิ่งกว่าใคร ยาหยียกมือขึ้นเท้าเอวทำหน้าตึงใส่ ไอ้เด็กนี่ เมื่อก่อนไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์แบบนี้เสียหน่อยเดนนิสกินยาแล้วเอนตัวพิงโซฟา หยิบหมอนอิงข
[สามวันผ่านไป]“คุณหนู อย่าทำอย่างนี้เลยค่ะ ดิฉันขอร้อง” หญิงวัยกลางคนอายุราว ๆ ห้าสิบ ใบหน้าอิ่มเอิบ มีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนและสามารถพูดได้สองภาษานามว่าหลี่ถิงได้พยายามที่จะห้ามปรามยาหยีที่ตอนนี้กำลังทำลายข้าวของที่คว้าติดมือได้“ไปบอกนายของคุณเดี๋ยวนี้เลยคุณหลี่ ว่าฉันอยากกลับบ้าน ปล่อยฉันไปซะที แล้วฉันบอกแล้วไงคะว่าอย่าเรียกคุณหนู ฉันไม่ใช่คุณหนูของพวกคุณค่ะ”ยาหยีโวยวายขว้างปาข้าวของจนไม่เหลือชิ้นดี นับตั้งแต่รักษาตัว เธอก็ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องชุดแห่งนี้ไม่ได้ออกไปไหน ถ้าไม่ติดว่าเดินลำบากเพราะขายังแพลงอยู่เธอจะปีนออกระเบียงให้รู้แล้วรู้รอดหลายวันมานี้ยาหยีสำรวจละเอียดทุกซอกทุกมุมแล้วเพราะว่างเกินไป บ้านของเดนนิสที่เขากล่าวอ้างมันมีถึงสามห้องนอน สามห้องน้ำ มีโถงห้องกลางที่กว้างขวาง ระเบียงยื่นออกไปรับแสงแดดและสายหมอกยามเช้า มีห้องครัวที่กว้างพอ ๆ กับห้องนอนใหญ่ อาหารสดและสำเร็จรูปแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน ยังไม่นับห้องออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์ครบครันอีก คนเดียวแต่อาศัยอยู่ในทำเลที่สวยงามและห้องหับหรูหราแบบนี้ก็นับว่าสมฐานะดีวัน ๆ ยาหยีได้แต่นั่งมองวิวกับผู้คนนอกหน้าต่าง แม้จะมีคนคอยดูแ
“เร็วดิวะ เดี๋ยวก็มีใครมาเห็นหรอก”“ไม่มีใครหรอกน่า หมู่บ้านนี้คนน้อย มีแต่คนแก่ ๆ ทั้งนั้น ป่านนี้ไปนั่งกินเหล้าที่บ้านผู้ใหญ่บ้านกันหมดแล้ว”ชายฉกรรจ์ทั้งสองช่วยกันแบกร่างที่จวนเจียนจะหมดสติของยาหยีไปยังที่ที่พวกเขาคิดไว้ คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดที่จะช่วยอำพรางการกระทำผิดของพวกเขาได้เป็นอย่างดีแต่ข้อเสียของคืนเดือนมืดก็คือมองทางลำบาก ไม่มีแสงสาดส่องถึงในบริเวณนั้น อีกนิดพวกเขาก็จะเดินตัดเข้าป่าหญ้าคาที่ขึ้นสูงท่วมหัวเสียงกรอบแกรบจากใบไม้แห้งดังขึ้นเรื่อยๆ ตามฝีเท้าที่เร่งรีบ แล้วมันก็ค่อย ๆ เบาลงเมื่อถึงปากทางเข้าป่าหญ้าคาสติของยาหยีกำลังเลือนลาง เธอไม่รับรู้อะไรแล้วนอกจากความรู้สึกระบมที่เริ่มออกอาการอยู่ทั่วเนื้อตัว ไม่มีแม้แต่แรงจะร้อง เธอไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว แม่กับยายก็ตายไปแล้ว คนที่ยังอยู่ก็ไม่มีใครว่างรับสาย เธออุตส่าห์ทำใจตัดเขาคนนั้นออกจากชีวิตแล้วแท้ๆ แต่โชคชะตาจะมาเล่นตลกอะไรนักหนา ไม่คิดจะให้โอกาสเธอใช้ชีวิตที่มีความสุขกว่านี้เลยหรือไงตุ้บ!ร่างของเธอถูกทิ้งลงพื้นราวกับคนไร้ค่า เสื้อผ้าถูกดึงทึ้งและมันกำลังจะถูกถอดออกพลั่ก!อ๊อก!ในความมืดมิดยาหยีพยายามเพ่
“เดนนิส!”“หยี ร้องเรียกหาไปมันก็ไม่กลับมาหาแกหรอก เลิกพร่ำเพ้อ”“เจ๊ เจ๊ดูนั่นสิ นั่นเดนนิสใช่มั้ย”หนุ่มรูปงามในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เซ็ตผมสีน้ำตาลเงาวับที่ปรากฎตัวอยู่ในสื่อทีวีรายล้อมด้วยไมค์สัมภาษณ์จากสำนักข่าวต่าง ๆ คือคนที่ยาหยีจำได้แม่นว่าเขาเพิ่งจะหายตัวไปเมื่อเดือนก่อน“ตาเถร นี่เจ๊ตาฝาดไป
“อะไรครับ”“รางวัลของนายไง”เดนนิสมองเงินในมือที่ยาหยีพยายามหยิบยื่นให้ นอกจากนั้นยังมีมือถือเครื่องใหม่เพิ่มอีก ชายหนุ่มไม่ได้ยื่นมือออกมารับแต่อย่างใด เขาเพียงแสดงสีหน้าฉงนเท่านั้น“ก็ตอนนี้ธุรกิจของฉันกำลังไปได้ดี และนายก็เป็นผู้ช่วยที่ดีมากสำหรับฉัน รับไปสิ เดี๋ยวถ้ามันดีกว่านี้ฉันก็จะตอบแทนให้
ยาหยีอาบน้ำสระผมใช้เวลาส่วนตัวไปเกือบยี่สิบนาที เธอถึงได้เดินสบายตัวเปลือยเปล่าออกมาจากห้องน้ำ แล้วก็ต้องกรีดร้องอีกรอบเมื่อลืมตัวไปว่ามีคนอยู่ด้วย ร่างอรชรตั้งใจจะวิ่งกลับไปเอาผ้าเช็ดตัว แต่ก็ดันลื่นไถลล้มลงที่พื้น ขาแทบจะชี้ฟ้า“อูย” ล้มจนต้องลูบก้นคลายความเจ็บ สวรรค์ไม่เข้าข้างเธอเลย ให้เธอทำเรื
กรี๊ดดดดดดดดยาหยี เมธาเวศ สาวโสดวัย 27 ปีร้องเสียงหลงหลังจากที่ตื่นมาพบว่าตัวเองนอนกกอยู่กับใครไม่รู้อยู่บนเตียงเมื่อกวาดตามองไปรอบห้องก็พบว่าที่นี่คือบ้านของเธอเอง ทุกอย่างในห้องนี้ก็เป็นของ ๆ เธอ ยกเว้นอยู่อย่างเดียวผู้ชายที่นอนอยู่นี่เป็นใครกัน“ตื่นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”เธอพยายามปลุกอีกฝ่าย แล้ว







