LOGIN“คงไม่ได้หรอก แต่เธอต้องคิดดูให้ดีว่าระหว่างเป็นผู้กระทำผิดกับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดมันต่างกันยังไง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่แค่เรื่องความหนักเบาของการถูกลงโทษด้วย” น้ำเสียงของซูย่างหนักแน่นเคร่งขรึม“ฉันยอมพูดแล้ว!”“บอกมาเถอะ เดี๋ยวเรื่องอื่นฉันสืบเอง”กู้อวี่หนิงหลับตาลง หัวไหล่ไหวระริก “เวินจ่านเป็นคนบงการทั้งหมด!”“งั้นฝู่หยาฮุ่ยก็เป็นแพะรับบาปคนแรก ส่วนเธอก็เป็นคนที่สองสินะ?” ซูย่างสังหรณ์ใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องราวคงไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็น และก็ตามคาด เพียงลองถามดูความจริงก็เปิดเผยกู้อวี่หนิงพยักหน้า “ฉันว่าก็น่าจะใช่นะ?”เธอผงกศีรษะแล้วพูดต่อ “แถมเวินจ่านก็เป็นคนประหลาดมากด้วย”หลายวันที่ผ่านมา จ้าวเสี่ยวชีรู้สึกทรมานใจอยู่ตลอด ทั้งอาจทรมานใจเพราะหลินลู่ซี และก็อาจทรมานใจเพราะแฟนหนุ่มที่จู่ ๆ ก็โผล่มาคนนั้นของเธอ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะคำถามเหล่านั้นที่เธอถามเขาและตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้จ้าวเสี่ยวชีเดินเข้าไปในบาร์ บาร์เฉินเซ่อคือสถานที่ซึ่งเขากับหลินลู่ซีเคยพบเจอกันโดยไม่คาดฝัน และในช่วงหลายวันนี้ เขาก็มาที่บาร์แห่งนี้ทุกวัน จนกลายเป็นความยึดติดที่น่าฉงนชนิดหนึ่งแต่คืนนี้เมื่อเข
ซูย่างคร้านจะเสียเวลาพูดให้มากความ จึงหยิบซองเอกสารในกระเป๋าออกมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนเลื่อนไปตรงหน้ากู้อวี่หนิงพร้อมกล่าวเสียงเย็นชา “ดูซะสิ”“นี่มันอะไรกัน?” กู้อวี่หนิงกลืนน้ำลายด้วยความฝืดคอ ปลายนิ้วสั่นระริกขณะเปิดซองเอกสาร หยิบรูปภาพจำนวนหนึ่งออกมาจากด้านใน มันคือรูปภาพจากกล้องวงจรปิด เป็นภาพเธอตอนกำลังขับรถของฝู่หยาฮุ่ยและที่ด้านบนสุดของซองเอกสาร ยังมีปากกาบันทึกเสียงอยู่อีกด้าม เธอเปิดมันออกด้วยความหวาดกลัว ก่อนกดปุ่มเล่น“กู้อวี่หนิงเป็นคนมาหาซือเฉิงเอง เธออ้อนวอนขอให้เขาช่วย ไม่ใช่แค่ซือเฉิงเท่านั้น แต่พวกเราทั้งตระกูลต่างก็รับปากเพราะเห็นแก่ซือเฉิง...”“ตอนแรกเธอใช้ให้ซือเฉิงไปตามหารถยนต์ของประธานหลิน จากนั้นก็ให้จงใจขับชน เมื่อประธานหลินทำเรื่องตรวจระบบประสาทที่โรงพยาบาลเรียบร้อย พอมีใบรับรองแพทย์ฉบับนี้ ตระกูลหลินก็ต้องกล้ำกลืนความขมขื่น เดิมทีผมนึกว่าเพียงเท่านี้ก็หมดเรื่อง สุดท้ายกลายเป็นว่าเป้าหมายของเธอไม่ใช่ตระกูลลู่ แต่เป็นคุณต่างหาก...”“เรื่องหลังจากนั้นคุณเองคงรู้ดี วันนั้นหลังคุณไปถึง ผู้หญิงคนนั้นก็อยู่ด้วย เธอแอบฟังอยู่ในห้องน้ำตลอดเวลา...”สุ้มเสียงของประธาน
“ไม่ใช่ค่ะ!” ฝู่หยาฮุ่ยขัดจังหวะขึ้นมาในทันใด “การแสดงความรักอาจไม่เหมือนกันก็จริง แต่สายตาคนเรามันหลอกกันไม่ได้”เธอทิ้งตัวลงพิงหมอนอีกครั้ง “แม่คะ หนูไม่มีทางรับผิดแทนยัยนั่นแน่ แม่ทำใจซะเถอะ”“แก แกนี่มัน... ไม่มีหัวคิดจริง ๆ ” แม่ฝู่คว้ากระเป๋าเดินจากไปด้วยความฉุนโกรธฝู่หยาฮุ่ยมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของมารดาด้วยความโศกเศร้า ท่านเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสักนิดฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน นี่คือครั้งแรกที่คนที่เธอเคียดแค้นไม่ใช่ซูย่างฝู่หยาฮุ่ยหลับตาลง ภายในใจหนาวเหน็บ มารดาไม่เหมือนเดิม ส่วนพี่ชายก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน“อะไรนะ? ฆ่าตัวตาย?” ซูย่างเบิกตาโตด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินข่าวการพยายามฆ่าตัวตาย เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่รักตัวกลัวตายอย่างฝู่หยาฮุ่ยจะลงมือทำร้ายตัวเองได้ลงคอจริง ๆ ?ซูเมี่ยนพูดต่อด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ทางโรงพยาบาลจิตเวชมาเจอเข้า ก็เลยรีบส่งตัวไปกู้ชีพที่โรงพยาบาล ตอนนี้คนตระกูลฝู่ไปรวมตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกันหมดแล้ว เว้นแค่กู้อวี่หนิงคนเดียวเท่านั้น”ซูย่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะเธอรู้ซึ้งดีที่สุดว่าแม่ฝู่ยึดติดกับหลานคนนี้มาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอดูเด็ดเดี่ยวถึงขนาดนี้ “หนูเชื่อว่าอีกไม่นานซูย่างต้องสืบหาความจริงได้แน่นอน ในเมื่อยัยนั่นหาลู่ซือเฉิงเจอแล้ว เดี๋ยวก็คงพบคำตอบในที่สุด ถึงตอนนั้นแม่จะช่วยกู้อวี่หนิงยังไงคะ?”แววตาของแม่ฝู่ยิ่งทวีความเย็นชามากขึ้น “เรื่องอื่นแกไม่ต้องยุ่ง ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ก็รีบไปรับสารภาพซะ นั่นคือสิ่งที่แกควรทำ”“หนูไม่ทำ! ยังไงหนูก็ไม่ทำ!” เสียงของฝู่หยาฮุ่ยแหบพร่าและอ่อนระโหย หลังกลั้นใจพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา เธอก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะพูดอะไรอีกใช่แล้ว เวลานี้เธอตัดสินใจอะไรไม่ได้สักอย่าง เว้นแต่เรื่องความตายของตนเองเท่านั้นฝู่หยาฮุ่ยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่มารดาบีบคั้นเธอถึงขั้นนี้ บีบคั้นให้เธอยอมรับผิด“หยาฮุ่ย เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแก แม่กับพี่แกตัดสินใจกันแล้ว ต่อให้แกต้องติดคุกจริง ๆ พวกเราก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยแกออกมาให้ได้” สีหน้าของแม่ฝู่ดูยากจะคาดเดาความรู้สึกภายใต้แสงไฟสลัวฝู่หยาฮุ่ยแค่นหัวเราะเย็นชา “แม่คะ แม่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกู้อวี่หนิงมากกว่ามั้ง?”“จะพูดยังไงก็เรื่องของแก แต่เรื่องนี้ก็เป็นอันว่ากันตามนี้” แม่ฝู่ตัดบทฝู่ห
ยาในขวดกว่ายี่สิบเม็ด เธอกลืนลงท้องไปทั้งหมดฟองน้ำลายสีขาวฟูมปาก สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ไม่รู้ควรทำอย่างไรดีความเจ็บปวดแสนสาหัสกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ตื่นตัว ริมฝีปากแดงขบแน่นเจ็บ มีเพียงความเจ็บปวดเท่านั้น“เจ็บเหลือเกิน...”เสียงของเธอสั่นเครือ แทบฟังไม่ได้ศัพท์เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป เบื้องหน้าพร่ามัว ชีวิตคล้ายดั่งเส้นไหมที่ถูกดึงออกไปทีละเส้นพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกกระตุ้นขึ้นมา เลือดไม่อาจไหลย้อนกลับ ความเจ็บปวดยังคงรุนแรงแต่เธอกลับรู้สึกสับสนงุนงงเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดีเธอนั่งอยู่บนเตียง เหม่อลอยเนิ่นนาน สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ค่อย ๆ ลดต่ำลงนานจนกระทั่งดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า ฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ นี่คือความทรมานที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรฟื้นขึ้นมาอีกที เธอก็มาอยู่ที่โรงพยาบาลหลินเฉิงแล้วหลังฝู่หยาฮุ่ยค่อย ๆ ได้สติ ก็รู้สึกเพียงเจ็บแสบในลำคอ ร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงแทบขยับตัวไม่ไหวใบหน้าของเธอซีดเซียวขณะเหม่อมองเพดานสีขาวโพลน ก่อนจะเหลือบไปเห็นแม่ฝู่อยู่ข้างกาย“ทำไมถึงทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ฮะ? รู้ไห
"ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้คนตาขาว! ทำไมคราวที่แล้วถึงไม่ยอมตอบคำถามฉันฮะ?"ขอบตาของหลินลู่ซีแดงเรื่อ คืนนั้นเมื่อกลับขึ้นห้อง เธอก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองมาตลอด คิดแล้วคิดอีกก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของจ้าวเสี่ยวชีสักทีวันนี้เธอใจลอย รู้ตัวอีกทีก็มาถึงที่นี่แล้ว"ลู่ซี ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากตอบคุณนะ แต่ผมไม่รู้จะตอบยังไงต่างหาก"จ้าวเสี่ยวชีคอตก หยิบถ้วยชามาวางลงตรงหน้าหลินลู่ซี ก่อนรินน้ำอุ่นให้เธอหลินลู่ซีถามย้ำอย่างไม่ยอมแพ้ "แล้วนายจะไปบอกให้ฉันเลิกกับแฟนดื้อ ๆ แบบนั้นทำไมล่ะ?"นิ้วมือของจ้าวเสี่ยวชีสั่นระริก "ก็เพราะพวกเรา...นั่นหมายความว่าคุณเป็นคนของผม และผมก็เป็นคนของคุณแล้วไง""สรุปว่านายชอบฉันเหรอ?"จ้าวเสี่ยวชีเงยหน้าขึ้น มองหลินลู่ซีด้วยความตกตะลึง ไม่รู้ควรตอบอย่างไรดีแต่หลินลู่ซีกลับส่ายหน้าพูดว่า "คำถามเดิมนะ สรุปว่าที่พูดออกมาแบบนั้นเป็นเพราะอยากรับผิดชอบ หรือว่าเป็นเพราะชอบฉันกันแน่?"ผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวเสี่ยวชีก็ยังไม่พูดอะไรสักคำแต่เมื่อหลินลู่ซีทำท่าจะถอดใจ เขาก็พูดขึ้นทันที"ลู่ซี อย่าเพิ่งไป ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันเรียกว่าชอบได้ไหม แต่เวลาไม่เห็นหน้าคุ







