LOGINด้วยฐานะที่ต่างกัน เขาผู้ที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่างและเธอที่เกิดมาในครอบครัวที่ธรรมดาเด็กกำพร้าพ่อแม่เสียตั้งแต่อายุ15ปี ชะตาชีวิตทำให้มาอยู่กับป้าที่เป็นคนงานในคฤหาสน์ของเขา "คุณแพกซ์คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ" "เธอพาลูกฉันหนีมาทำไมน้ำอิง"".....ค คุณรู้ได้ยังไงคะ อิงไม่ได้ท้อง" "อย่ามาดื้อกับพี่ตอนนี้ น้ำอิง!!"
View Moreฉันนั่งมองเหม่อออกไปทางหน้าต่างของห้องพัก ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กๆที่อยู่ตรงมุมห้องมุมหนึ่ง และถอนหายใจออกมาเบาๆ
‘เห้อออ……..’
เมื่อนั่งนึกคิดถึงชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ที่เหลือแค่ตัวคนเดียว(ฉันเองชื่อว่า น้ำอิง อันธิยา เกียรติธาดา ตอนนี้ฉันอายุ 21ปีย่าง22)เพราะพ่อแม่ของฉันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีมาแล้วตั้งแต่ฉันอายุ15 ปี จากชีวิตที่มีทั้งพ่อและแม่ มีครอบครัวที่อบอุ่น ต้องกลายมาเหลือตัวคนเดียวไม่มีที่พึ่งใดให้ฉัน แค่คิดถึงบรรยากาศเก่าๆที่เคยมี ถึงครอบครัวของเราจะไม่ได้ร่ำรวยแต่ฉันก็มีความสุขที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ ทุกๆวันเราสามคนพ่อแม่ลูกจะนั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน นั่งดูทีวี พูดคุยกันในเรื่องต่างๆ นั่งหัวเราะและส่งยิ้มให้กัน ภาพความสุขเหล่านั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดมา พอคิดถึงเรื่องที่เคยมีความสุขที่ผ่านมา น้ำตาเจ้ากรรมก็พากันไหลอาบมาเต็ม สองแก้มนวล ‘ ฮึก ฮึก’ ฉันยกเข่าขึ้นมาแล้วก้มหน้านั่งกอดเข่าร้องไห้ด้วยความคิดถึงและโหยหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของพ่อกับแม่ที่เคยได้รับตลอดมา
“ พ่อคะ แม่คะ หนูคิดถึง ”
“ ฮึก ฮึก ฮึก ทำไมต้องจากหนูไปเร็วขนาดนี้คะ”
“ ทำไมคะ.................ฮึก”
ฉันนั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้ สะอึกสะอื้น ไม่มีทีท่าว่าฉันจะหยุดร้องไห้ได้เลย แค่คิดถึงพวกท่าน ฉันจากที่เข้มแข็งพอแค่นึกถึงพวกท่านทั้งสองก็รู้สึกอ่อนแอขึ้นมามันห้ามน้ำตาไม่ได้ แต่สุดท้ายฉันก็ต้องอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงที่ฉันต้องดำรงชีวิตอยู่คนเดียวให้ได้ และก็ได้แค่นึกถึงพวกท่านในตอนที่มีความสุขด้วยกัน และพวกท่านทั้งสองจะอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป
“ หนูรักพ่อกับแม่นะคะ คิดถึงพ่อกับแม่มากๆเลยค่ะ”
“หนูสัญญาหนูจะใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุข”
“หนูจะเข้มแข็ง ค่ะ”
พอฉันได้ร้องได้ระบายออกมาฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นและนั่งคิดถึงอนาคตตัวเองว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นไปแบบไหน แต่ก็คิดไม่ออกจริงๆว่าชีวิตที่เหลือของฉันจะดำเนินไปอย่างไร คิดไปคิดมาฉันก็สะบัดหัวไล่ความคิดต่างๆออกจากสมองเช็ดคราบน้ำตาออกจากสองแก้ม และสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกสติให้ตัวเอง แต่เวลาต่อมาฉันก็สะดุ้งตกใจเพราะมีคนมาเคาะประตูห้องของฉัน ทำให้ฉันหลุดออกจากห้วงภวังค์ความคิดของตัวเอง
อีกด้านหนึ่งภายในงานเลี้ยง ตอนนี้ภายในงานเลี้ยงแขกในงานก็เริ่มทยอยกลับกันเกือบจะหมดแล้ว แต่ก็ยังมีเพื่อนผมที่นั่งดื่มกันอยู่ส่วนพ่อแม่พวกมันกลับกันหมดแล้ว “กูว่ากูจะกลับแล้ว มึงจะกลับพร้อมกูมั้ย” ไอ้คิมมันหันไปถามไอ้คชาที่ตอนนี้ตั้งหน้าตั้งตาดื่มอยู่เหมือนคนไม่เคยดื่มมาก่อน “มึงจะรีบกลับไปไหนวะไอ้คิมยังไม่ดึกเลย” “กูจะรีบกลับไปนอน” “หน้าอย่างมึงนี่นะจะกลับไปนอน ไอ้คิม” “เออ….หน้าอย่างกูนี่แหละไอ้ห่า” “เออๆกลับก็กลับ พวกกูกลับก่อนนะ” “เออกูกลับก่อนรู้สึกเพลียๆอยู่เลยว่าจะกลับไปนอนพักสักหน่อยพรุ่งนี้พ่อกูจะให้ไปศึกษางานที่บริษัท” พวกมันสองคนหันมาบอกลาผม ผมก็พยักหน้ารับแล้วเอ่ยตอบกลับพวกมันสองคน “อืม ขับรถกลับกันดีดีนะ พวกมึงไว้เจอกัน” พอพูดจบผมก็เดินมาส่งพวกมันที่หน้างานและเดินแยกกลับเข้ามาในบ้านแต่ผมก็ฉุกคิดอะไรได้ก่อนผมจึงเปลี่ยนทิศทางเดินไปทางไปยังสวนหลังคฤหาสน์ ผมกะว่าจะไปเดินเล่นสูดอากาศสดชื่นๆในสวนสักหน่อยไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่ไปเรียนที่
พอฉันออกมาจากในครัวหลังจากที่ช่วยป้านนาทำอาหารสำหรับงานเลี้ยงเสร็จแล้ว ฉันก็อาบน้ำเรียบร้อยและมานั่งอ่านหนังสือทบทวนความรู้ เพราะใกล้จะสอบปลายเทอมแล้ว คิดแล้วก็ใจหายเวลาผ่านไปไวมาก นี่ฉันใกล้จะเรียนจบแล้วเหรอเนี่ย ไวจัง ฉันกำลังจะก้าวไปอีกขั้นที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วสินะ นั่งนึกคิดอะไรไปเพลินๆ ได้พลันนึกคิดอะไรขึ้นมาได้ “เอาหนังสือไปนั่งอ่านในสวนดีกว่า” พอพูดจบฉันก็เก็บข้าวของใส่กระเป๋าเพื่อจะไปหาที่นั่งอ่านหนังสือที่สวนหลังคฤหาสน์เพราะตอนนี้ก็ยังไม่ดึกมาก ฉันจึงหาที่เปลี่ยนบรรยากาศในการอ่าน เผื่อว่าฉันจะจำได้มากกว่านั่งอ่านในห้อง ไปนั่งอ่านพร้อมดื่มด่ำกับธรรมชาติและบรรยากาศในค่ำคืนแค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว ไม่รอช้าพอเก็บของใส่กระเป๋าเสร็จฉันก็เปิดประตูออกจากห้องทันที “แวะบอกป้านาหน่อยดีกว่า” ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ฉันเดินมาหยุดที่หน้าประห้องป้านาและเคาะเรียกป้า แต่กลับเงียบ ฉันยืนรออยู่หน้าประตูอีกพักนึงแต่ก็ไม่เห็นป้ามาเปิดประตูให้ “สงสัยยังไม่กลับมาห้องแน่ๆเลย” พอคิดได้ดังนั้นฉันก็เดินมุ่งหน้าไปทางห้องครัวเพ
“ขอบคุณทั้งสามท่านครับ เชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเพลิดเพลินไปกับงานเลี้ยงคืนนี้ต่อได้เลยครับ ขอบคุณครับ” พิธีกรพูดจบทั้งสามคนก็พากันเดินลงจากเวที นักดนตรีก็เริ่มบรรเลงดนตรีขับกล่อมผู้คนในงานต่อ ทั้งสามคนก็พากันเดินไปพูดคุยกับแขกในงานและแนะนำลูกชายให้กับแขกได้รู้จักหลังจากพูดคุยกับแขกในงานพอสมควร ผมก็เดินแยกออกมาหาเพื่อนรักทั้งสองคนที่มันนั่งดื่มกันอยู่ ส่วนพ่อกับแม่ผมก็เดินไปพูดคุยกับแขกคนอื่นๆต่อ “ไงท่านประธาน พัชรดนย์ ยินดีด้วยครับสำหรับตำแหน่งท่านประธาน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมไอ้คชาเพื่อนรักผมเองปากมันพูดยินดีแต่หน้าตามันสวนทางกับคำพูด ผมไม่รู้ว่าผมทนคบมันมานานขนาดนี้ได้ยังไงหรือเพราะไม่มีใครคบกับพวกผมเลยต้องทนคบกันสามคน ยังไม่ทันที่ผมจะตอบกลับไอ้คชาไอ้คิมก็เอ่ยขึ้นมาก่อน “ยินดีด้วยมึง” “อืม ขอบคุณพวกมึงสองคนมาก ขอบใจที่มาร่วมงานเลี้ยงคืนนี้ด้วย” ผมกล่าวขอบคุณพวกมันสองคนเสร็จก็เดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆไอ้คิมและก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่และทอดสายตามองพวกมันสองคนและมองไปรอบๆบริเวณงานเลี้ยงที่ตอนนี้ผู้คนก็กำ
ภายในงานดนตรีบรรเลงกล่อมผู้คนในงานให้เพลิดเพลินไปกับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ มีอาหารคาวหวานมากมายให้แขกได้ร่วมรับประทาน เครื่องดื่มมากมายที่จัดเตรียมไว้สำหรับแขกในค่ำคืนนี้ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องสมกับเป็นงานเลี้ยงของตระกูลดัง ที่เป๊ะทุกอย่างจัดงานได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ระหว่างที่แขกในงานกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศภายในงานและพูดคุยกันอยู่นั้น บนเวทีก็ได้มีพิธีกรขึ้นมาประกาศเปิดตัวบุคคลสำคัญที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับในคืนนี้ “ขอเชิญคุณท่าน เพชรกล้า คุณหญิงพรอนงค์ และคุณพัชรดนย์ เลิศชัยทรัพย์ประเสริฐ ขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับทั้งสามท่านหน่อยครับ” ‘แปะ แปะ แปะ’ หลังจากพิธีกรพูดจบแขกในงานก็ต่างปรบมือต้อนรับเจ้าของงานเลี้ยงทั้งสามท่านที่กำลังขึ้นมาบนเวที “เชิญครับๆ สวัสดีครับ” พอขึ้นมาบนเวทีพิธีกรก็กล่าวทักทายทั้งสามท่านและกล่าวต่อ “เชิญท่านเพชรกล้า กล่าวกับแขกในงานครับ” หลังจากพูดจบพิธีกรก็ยื่นไมค์อีกตัวมาให้กับท่านเพชรกล้าได้เอ่ยกับแขกในงานที่ได้มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “สวัสดีแขกผู้มีเกี





