تسجيل الدخولเมืองน่าน ชายหนุ่มอายุ 26 ปีผู้เป็นน้องชายคนเล็กของบ้านนิสัยเอาแต่ใจตัวเองตั้งแต่ไหนแต่ไรอีกทั้งยังใจร้อนและโมโหร้ายจนบรรดาพี่น้องนึกเป็นห่วง รูปร่างหน้าตาของเขาเรียกได้ว่าอยู่แถวหน้าสาว ๆ คนไหนก็อยากเข้าหาเพราะนอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังรวยมากอีกด้วย
ถึงเขาจะมีนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้องคนเล็กเพราะถูกตามใจอยู่บ่อย ๆ หากแต่เมืองน่านก็ยังเป็นถึงเจ้าของไร่ เจ้าเมือง ของจังหวัดน่านที่เป็นบ้านเกิดของคุณแม่เขาด้วย ไร่นี้มีทั้งไร่ชากาแฟรวมถึงผลไม้ต่าง ๆ และยังมีส่วนของไร่เปิดและรีสอร์ตไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เขาควบคุมคนงานมากกว่าหนึ่งร้อยชีวิตได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่านิสัยใจร้อนของเขาไม่ได้มีผลอะไรกับการทำงานเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ต่อให้เมืองน่านเป็นชายเจ้าเสน่ห์มากแค่ไหนเขาก็ยังมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบนอกจากไร่นั่นก็คือลูกชายตัวน้อยอายุห้าขวบอย่าง น้องเพิร์ธ เขาดูแลลูกชายเพียงลำพังมาอย่างดีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนไหนเข้ามาทำหน้าที่แม่ให้กับเจ้าเด็กน้อยเลยแม้แต่คนเดียว เพราะรู้ดีว่าคนพวกนั้นไม่ได้เข้ามาเพราะรักในตัวลูกของเขาจริง ๆ หากเป็นเงินทองและสมบัติของเขาเสียมากกว่า
.
.
ชายหนุ่มนั่งรอผู้ปกครองของตัวเองอย่างใจเย็น คิด ๆ ดูแล้วนี่มันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปตอนราวสักมัธยมที่เกเรจนถูกเรียกผู้ปกครองมาทำความเข้าใจกันก็ไม่ปาน นั่งรอเพียงไม่นานเสียงรถยนต์ของคนที่รอก็มาถึง
"สวัสดีค่ะ ขอโทษที่ให้ต้องรอนานนะคะ" ดุจมณีเดินเข้ามาพร้อมกับเมืองเหนือผู้เป็นพี่ชายคนโต
"สวัสดีค่ะ" บัวทักทายพอเป็นพิธีก่อนผายมือให้ผู้มาใหม่นั่งที่เก้าอี้อีกฝั่ง
"แม่! ทำไมมาช้าจังล่ะครับ" เมืองน่านทำน้ำเสียงงอแงเพราะว่าเขาใช้ความอดทนที่ต้องอยู่ท่ามกลางความอึดอัดตรงนี้เป็นอย่างมากอย่าง
"แกนะแก!" ผู้เป็นมารดาส่งน้ำเสียงดุไปทางลูกชายหากแต่ใบหน้ากลับยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างบอกไม่ถูก
"คุณรู้ใช่ไหมครับว่าวันนี้พวกผมเรียกคุณมาทำไม" สิงห์ผู้เป็นบิดาของลูกหว้าพูดด้วยสีหน้าท่าทางไม่สบอารมณ์มากนัก นั่นก็เพราะว่าไม่รู้ว่าฝั่งโน้นจะมาแบบไหน
"แหม คุณพี่ทั้งสองอย่าเครียดไปเลยค่ะ คุณน้องได้รู้เรื่องมาพอคร่าว ๆ จากลูกชายแล้ว เอาเป็นว่ากำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกันก็ไม่เห็นต้องบึ้งตึงกันขนาดนี้เลยนะคะ" ดุจมณีพูดขึ้นแบบนี้ทำให้สิ่งและบัวสองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความโล่งใจขึ้นมาบ้าง
"แม่! หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่แต่งนะ" เมืองน่านเจ้าลูกชายตัวดีตัวต้นปัญหาที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้รีบโวยวายขึ้นเมื่อรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง
"หยุดเอาแต่ใจเลยนะไอ้น่าน ลูกผู้ชายก็ควรรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองสิ" เป็นเสียงของพี่ชายคนโตที่เอ่ยดุขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องชายทำตัวงอแงไม่เป็นผู้เป็นคน
"ผมบอกไว้ก่อนเลยนะถ้าพวกคุณไม่รับผิดชอบลูกของผมเราได้เห็นดีกันแน่" สิงห์ขู่
"ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอนค่ะ คุณน้องยินดีมาก ๆ เลยที่จะให้หนูคนนี้เข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนะคะ ว่าแต่หนูชื่ออะไรลูก" ประโยคแรกพูดกับสิงห์ส่วนประโยคถัดมาพูดกับหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฝั่งด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
"ลูกหว้าค่ะ" เธอตอบกลับคนมีอายุมากกว่าและนี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เมืองน่านได้รู้จักชื่อเธอจริง ๆ เพราะเมื่อคืนก็ยังไม่ทันได้ถามไถ่ชื่อแซ่กันก็พากันมาจบอยู่บนเตียงเสียก่อนแล้วตื่นมาก็มาเกิดเรื่องขึ้นอีก
"ชื่อน่ารักจังเลยค่ะ" คนอายุมากกว่าเอ่ยชมเช่นนั้นด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าและท่าทางของหญิงสาวก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยหรืออะไรอย่างที่ลูกชายโทรมาเล่าให้ฟังเมื่อชั่วโมงก่อนสักนิด เห็นทีว่าช้างเผือกอยู่ในป่าคงเป็นเรื่องจริง
"นี่พวกคุณวางแผนกันมานานแล้วใช่ไหม ถ้าอยากได้เงินเท่าไหร่ก็บอกกันมาดี ๆ สิ ผมให้คุณได้ ไม่เห็นจะต้องวางแผนทำเรื่องแบบนี้เลย ให้ตายยังไงผมก็ไม่แต่ง" เมืองน่านประกาศกร้าว หากแต่คำพูดของเขาไม่ได้มีน้ำหนักกับการตัดสินใจในครั้งนี้
"ไอ้น่าน! หยุดพูดจาแบบนี้เดี๋ยวนี้เลยนะ" เมืองเหนือดุน้องชายที่ไร้มรรยาทกับผู้ใหญ่พูดจาล่วงเกินผู้อื่นต่อหน้าต่อตาเขากับมารดาเช่นนี้ เกรงคนอื่นจะว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนเอาได้
"คุณพ่อคุณแม่คะเขาไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานเราก็อย่าบังคับเขาเลยนะคะ อีกอย่างว่าเองก็ยังไม่อยากแต่งด้วยค่ะ" หญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาเพราะเธอเห็นแล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไรจากการแต่งงานในครั้งนี้
"ไม่ได้ค่ะ ยังไงก็ต้องแต่งแน่นอนไม่ต้องไปฟังคำของเจ้าน่าน ฟังแค่แม่ก็พอแม่บอกว่าแต่งก็คือแต่ง" ดุมณีพูดอีกครั้งก่อนท้ายประโยคหันไปส่งสายตาพิฆาตยังลูกชายคนเล็กที่ทำตัวไม่รู้จักโตเราออก
"แต่ว่า..."
"ไม่มีมีแต่อะไรทั้งนั้นนะคะ" ไม่ทันให้ลูกหว้าได้เอ่ยปฏิเสธใด ๆ คนอายุมากกว่าก็ปัดตกไปทั้งอย่างนั้นจนเธอพูดอะไรไม่ออก
"ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องสินสอดกันเลยดีมั้ยคะ" เป็นบัวที่เอ่ยพูดขึ้นมาบ้างอาจดูรวดเร็วเกินไปที่จะคุยเรื่องนี้แต่เธอมีความจำเป็นบางอย่างที่นึกขึ้นมาได้ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นพอดิบพอดี
"ที่แท้ก็เห็นแก่เงิน" คำนี้เป็นคำพูดของเมืองน่านเขาไม่ได้พูดดังจนเกินไปหากแต่ผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างลูกหว้ากลับได้ยินเต็มสองรูหู
"ได้เลยค่ะคุณพี่อยากได้สินสอดเท่าไหร่ก็เรียกมาได้เลยนะคะ" ดุจมณีกล่าว
"ลูกสาวของพวกเราเลี้ยงมาอย่างดี หนึ่งล้าน กับทองสิบบาทไม่ต่ำไปกว่านี้แล้วค่ะ" เรียกสินสอดทั้งทีก็ต้องเรียกเผื่อต่ออยู่แล้วหากได้เงินจำนวนนี้มาจริง ๆ ย่อมจัดการปัญหาที่พวกเขาคิดหาวิธีแก้ไม่ได้มาหลายวันจนหมดสิ้นสิ้น
"โถ่เอ๊ย! ฉันขอต่อหน่อยก็แล้วกันค่ะ" ดุจมณีว่าเช่นนั้นทำให้เมืองน่านยกยิ้มอย่างพอใจที่เห็นว่าแม่ของเขาไม่ได้เล่นไปตามเกมของครอบครัวนี้
"ยังจะต่ออีกเหรอคะ ลูกหว้าของเรามีค่ากับครอบครัวเรามาก" บัวว่า ความจริงเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนี้เลยสักนิด เพียงแต่ลูกสาวของเธอก็มีค่ามากจริง ๆ ถ้าหากต้องเสียลูกสาวให้กับครอบครัวนี้แล้วก็ควรได้รับการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
"ขอต่อเป็น สิบล้าน ทองหนึ่งร้อยบาทก็แล้วกันค่ะ" ดุจมณีคิดว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านเธอคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงลูกชายที่ทำตัวไร้หัวใจมานานตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น ถ้าเธอเข้ามาทำให้เขาสนใจได้ เงินจำนวนนี้ไม่ถือว่ามากเลย
"คุณแม่!" เมืองน่านเรียกชื่อแม่ตัวเองที่เห็นว่าอะไรมันเป็นไปอย่างที่เขาคิด
"แกจะเรียกชื่อฉันทำไมนักหนา" หันมาตวาดลูกชายนิดหน่อยก่อนหันไปส่งยิ้มให้ครอบครัวฝั่งตรงข้าม "ตกลงมั้ยคะ ถ้าตกลงแล้วก็เลือกได้เลยนะคะว่าจะหาเลิกเองหรือจะให้ทางดิฉันหาฤกษ์ให้ เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งค่ะ"
แน่นอนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในครอบครัวของคนรวยก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ทุกอย่างย่อมมีค่าตอบแทนเสมอ
"ข้อแม้อะไรคะ" บัวเอ่ยถามเพราะเกรงว่าจะทำให้ลูกสาวของเธอตกที่นั่งลำบาก
"เรื่องอื่นอะไรยังไงดิฉันจะไม่เข้าไปยุ่งหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าเจ้าน่านมีลูกชายอยู่หนึ่งคน ถ้าหนูแต่งงานกับเจ้าน่านแล้วแม่อยากให้หนูรักน้องเพิร์ธให้เหมือนกับลูกตัวเองได้ไหมคะ"
เมื่อฟังข้อแม้ของคุณหญิงดุจมณีผู้นี้ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายเลย เป็นเรื่องดีเสียอีกเพราะอย่างไรลูกหว้าก็เป็นคนรักเด็กมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแค่มีลูกเพิ่มมาหนึ่งคนก็คงไม่เป็นปัญหา
"ได้ไหมคะ หนูลูกหว้า"
"ได้ค่ะ หนูจะรักเขาเหมือนกับลูกแท้ ๆ ของหนูเลยค่ะ"
..หลังจากได้รับคำอนุญาตจากพ่อเลี้ยงเมืองน่านแล้วลูกหว้าก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขับรถยนต์ของตัวเองกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ทันที ต้องยอมรับว่าเธอคิดถึงพวกท่านมากถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างกันไม่ไกลขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้เจอกันเลยนับตั้งแต่วันแต่งงานรถยนต์ที่เมืองน่านให้ยืมมาขับแล่นเข้ามาในรั้วบ้านที่สุดแสนคิดถึงก่อนจอดที่หน้าบ้านซึ่งไร้วี่แววของคนด้านใน"พ่อคะ แม่คะ อยู่บ้านกันไหมคะเนี่ย" เสียงหวานตะโกนลั่นเมื่อลงจากรถแล้วเดินเข้ามาด้านใน ประตูไม่ได้ทำการล็อกหากแต่ตัวคนไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้วเธอเดินเข้าไปตามห้องต่าง ๆ ที่คิดว่าพ่อกับแม่จะอยู่กระทั่งขึ้นมาจนถึงห้องนอนชั้นบนสุด"นอนกลางวันกันเหรอ" แต่นี่ยังไม่ทันเที่ยงเลยด้วยซ้ำพ่อกับแม่เธอไม่น่านอนกลางวันเร็วขนาดนี้ อีกอย่างไม่น่าจนจะนอนพร้อมกันทั้งคู่ด้วย ตอนนี้หญิงสาวเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นทุกทีมือเรียวปิดประตูห้องเข้าไปก่อนจะเห็นว่าพ่อกับแม่ของเธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงโดยมีอุปกรณ์ทำแผลอยู่เต็มไปหมด"หว้า มาทำไมไม่โทรบอกแม่ก่อน" บัวทักทายลูกสาวทั้งที่มือยังปิดขวดเบตาดีนไม่ทันเสร็จ"นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะพ่อแม่" ใบหน้าและตามร่างกายที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออ
บทที่ 5 เงินสินสอดที่หมดไปเสียงสะอื้นของหญิงสาวยามที่กำลังล้างจานอยู่ในครัวไม่ได้ดังไม่ได้เบามาก แต่มันก็ทำให้คนมาใหม่ได้ยินเต็มสองหู"แม่เลี้ยงคะ เป็นอะไรเหรอ" ลำดวนเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่ตกใจจนสะดุ้งตัวโยนหลังจากได้ยินเสียงของเธอ"เปล่า ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ" ลูกหว้ารีบบอกปัดพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบสองข้างแก้มไปอย่างลวก ๆ"มีอะไรก็คุยกับลำดวนได้นะคะ ถ้าลำดวนช่วยได้ลำดวนจะช่วยแน่นอนค่ะ" ว่าพร้อมถกแขนเสื้อแล้วช่วยอีกคนเอาจานที่ล้างแล้วไปครอบก่อนที่สายตาจะสังเกตเห็นคราบของกับข้าวบางส่วนที่ยังไม่ได้ล้าง"อื้อ ขอบใจนะ""เอ๊ะ! นี่แม่เลี้ยงทำต้มยำกุ้งน้ำข้นเหรอคะ" แค่เพียงเห็นจานที่ยังล้างไม่เสร็จคิดไม่ถึงว่าลำดวนจะรู้ว่าอาหารมื้อนี้เธอเป็นคนทำ"รู้ได้ยังไงเหรอ" ถามพร้อมหันหน้าไปมองคนด้านข้างอย่างรอคำตอบ"ก็เพราะว่าที่บ้านหลังนี้ไม่มีใครทำต้มยำกุ้งให้พ่อเลี้ยงกินหรอกค่ะ" ลำดวนตอบด้วยใบหน้าแสนซื่อก่อนจะคลายข้อสงสัยให้กับลูกหว้า "เพราะว่าเมื่อก่อนนายหญิงคนก่อน...เอ่อ แม่แท้ ๆ ของน้องเพิร์ธชอบทำเมนูนี้ให้กับพ่อเลี้ยงกินค่ะ นับตั้งแต่ที่เธอออกจากที่นี่ไปพ่อเลี้ยงก็ไม่ชอบกินเมนูนี้อีกเลย"ลูกหว้าไ
.."เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยไม่ได้หรือยังไง วันนี้ได้ทำงานที่รีสอร์ตมันสบายเกินไปหรือยังไง" เสียงทุ้มไม่พอใจที่หญิงสาวเดินกลับบ้านไปพลางชมนกชมไม้ไปพลาง ดูแล้วมันก็ออกจะขัดหูขัดตาเขาไม่ใช่น้อย"ถ้าคุณรีบคุณเดินไปก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวฉันกับน้องเพิร์ธกลับกันเอง" คนตัวเล็กว่าเช่นนั้นเด็กน้อยก็หันมาส่งยิ้มให้คนทั้งสองที่เดินตามเขาอยู่ด้านหลัง"ใช่ครับ พ่อน่านกลับไปก่อนเลยเดี๋ยวน้องเพิร์ธเดินเล่นกับแม่หว้าก่อนเองครับ" คนตัวสูงมองสองแม่ลูกไม่แท้อย่างไม่รู้ว่าจะทำยังไง ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเขารีบร้อนอะไรนักหนาหรอก เพียงแต่ไอท่าทางมีความสุขของลูกหว้านั้นมันทำให้เขาไม่พอใจทั้ง ๆ ที่เขาวางแผนมากมายเพื่อต้องการสั่งสอนให้เธอรู้ว่าตำแหน่งแม่เลี้ยงของไร่เจ้าเมืองนี้ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาอยู่ได้สบาย ๆ แต่ใครจะคิดว่านอกจากเขาจะทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็ยังไม่เข้าข้างเขาเลยสักครั้ง เป็นแบบนี้ต่อไปเกรงจะอกแตกตายเข้าสักวัน "เดิน ๆ ไปเถอะ" ว่าเช่นนั้นก็ยอมเดินตามสองแม่ลูกไม่แท้ต่อไปเงียบ ๆ"แม่หว้าครับ วันนี้แม่หว้าทำกับข้าวให้น้องเพิร์ธกินได้ไหมครับ" มือเล็กสอดเข้าไปในมือขาวของลูกหว้าพร้อมทั้งเงย
.."นมเวียนครับ แม่หว้าของน้องเพิร์ธล่ะครับ" เด็กน้อยทำการบ้านเสร็จก็เดินลงมาตามหาคนเป็นแม่เลี้ยงให้ทั่ว ซึ่งหากเป็นวันปกติแล้วเด็กน้อยจะต้องเอาตัวเองไปอยู่หน้าทีวีก่อนคิดออกไปเล่นกับเด็ก ๆ ในไร่เสมอ แต่วันนี้ต่างกันออกไป"แม่เลี้ยงทำงานอยู่ครับน้องเพิร์ธ ไปดูการ์ตูนไหมคะ เดี๋ยวนมเปิดให้" หากแต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเด็กตัวน้อยต้องการเลยสักนิด"น้องเพิร์ธอยากไปหาแม่หว้าครับ นมเวียนพาน้องเพิร์ธไปในไร่ได้หรือเปล่า" คนอายุมากคิดอยู่ครู่หนึ่งนี่คงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับไร่นี้ เธอเองก็ไม่เคยเห็นเด็กน้อยดูกระตือรือร้นจะทำเรื่องต่าง ๆ เช่นนี้มาก่อนเลย คิดดูแล้วมีแนวโน้มเป็นไปตามที่คุณนายดุจมณีพูดไม่มีผิดเพี้ยน"ได้ค่ะ เดี๋ยวนมเอาหมวกกับเสื้อคลุมให้นะคะ" ไม่นานนักหนึ่งคนแก่กับหนึ่งคนเด็กพากันเดินจูงมือไปทางไร่ส้มที่อยู่ห่างจากที่นี่พอสมควรก่อนเจอเข้ากับคนงานสักคนจึงได้นั่งรถเข้าไปยังหน้าไร่ส้ม"แม่หว้าของน้องเพิร์ธอยู่ที่ไหนเหรอครับ" เจ้าก้อนกลมลงรถปุ๊บก็เอ่ยถามคนงานที่อยู่แถวนั้นปั๊บ จากสรรพนามที่เจ้านายน้อยของพวกเขาใช้เรียกแม่เลี้ยงคนใหม่แล้วก็คงมีความสัมพันธ์ที่ดีใช้ได้เลย"อยู่ทางนั้
"มาแล้วค่ะ" เสียงหวานตะโกนไล่กลับไปพร้อมกับ รีบเดินไปที่หน้าประตูก่อนส่งมือขาวไปเปิดมันออกแกร่ก"แม่หว้าครับ" ทันทีที่ประตูบานหนาเปิดออกเด็กน้อยก็รีบปล่อยมือออกจากผู้เป็นพ่อก่อนโผเข้าหาหญิงสาวผู้ที่อยู่ในห้องทันที แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจในสถานการณ์เท่าไรแต่ก็ย่อตัวลงไปอุ้มเจ้าก้อนแป้งหอมขึ้นมา"ว่าไงครับน้องเพิร์ธ มาหาแม่...เอ่อ มาหาน้ากลางดึกแบบนี้มีอะไรเหรอ" เธอถามเด็กน้อยพร้อมชายตามองคนพ่อสักนิดด้วยความใคร่รู้"วันนี้น้องเพิร์ธกินคุณผักเขียวเยอะมากเลยครับ น้องเพิร์ธเก่งไหม" เด็กน้อยถามคนที่อุ้มเขาเล่นเอาผู้ถูกถามงงหนักขึ้นไปอีก"เก่งครับ น้องเพิร์ธเก่งที่สุดเลย" ไม่ตอบเปล่าเธอยังฉวยโอกาสหอมแก้มนุ่มที่มีกลิ่นแป้งเข้าไปจนเต็มปอด ใจหนึ่งก็อยากจะฟัดเจ้าเด็กนี่ให้มากกว่านี้อีกสักนิด ทว่าอีกใจกลับรู้สึกเกรงใจเมืองน่านอยู่ไม่น้อย"ถ้าน้องเพิร์ธเก่งแล้วอย่างนั้นน้องเพิร์ธขอรางวัลจากแม่หว้าได้ไหมครับ" เขาพูดพร้อมส่งสายตาลูกหมาน้อยมาที่หญิงสาวแค่เพียงเท่านั้นใครที่เห็นจะไม่ใจละลายได้บ้าง"ได้ทุกอย่างเลยครับน้องเพิร์ธ อยากได้อะไรบอกน้าหว้ามาได้เลยครับ" เหยื่อเป็นอันติดกับเข้าแล้ว"น้องเพิร์ธอยา
ตอนที่ 4 กลั่นแกล้ง"แม่เลี้ยงอย่าคิดมากเลยนะคะ พ่อเลี้ยงก็เป็นคนปากร้ายแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ" แม่นมเวียนผู้ที่รู้จักเมืองน่านดีกว่าใครในไร่นี้พูดกับหญิงสาวที่ทำหน้าเศร้าสลดลงเมื่อถูกสามีพูดจาไม่ดีใส่"ถึงจะปากร้ายมาตลอดแต่พ่อเลี้ยงก็พูดแต่ความจริงนะคะ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นมาตลอดเลย" ตามมาด้วยหญิงสาวที่เรียกเธอด้วยสรรพนามแปลก ๆ นั้นจนทำเธอน้อยเนื้อต่ำใจ ทั้ง ๆ ที่วันนี้ก็ไม่เคยมีใครเรียกเธอแบบนี้เลยรวมไปถึงลำดวนเองด้วย แต่ไม่รู้เพราะอะไรจู่ ๆ ก็พูดมันขึ้นมา"มันก็เพราะแกนั่นแหละที่พูดจาไม่รู้เรื่อง รีบไปทำงานของตัวเองเลยไป" คนอายุมากที่สุดรีบหันมาเอ็ดหญิงสาวที่ทำตัวไม่รู้ร้อนหนาวอะไรและเมื่ออีกคนเดินออกไปแล้วจึงได้หันมาพูดกับลูกหว้าอีกครั้ง"อย่าไปฟังที่นังลำดวนมันพูดเลยนะคะแม่เลี้ยง มันก็พูดไปเรื่อยนั่นแหละ""ค่ะ" ถึงจะรับปากไปเช่นนั้นแต่เธอก็อดจะคิดมากไม่ได้ "ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกค่ะ เพราะความจริงแล้วฉันกับคุณเมืองน่านก็โดนจับแต่งกันไม่ได้มีความรักอะไรแบบนั้นจริง ๆ นั่นแหละค่ะ" ที่ต้องอยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็เพราะว่าต่างคนต่างต้องรักษาหน้าตาของครอบครัวตัวเอ







