LOGINเมืองน่าน ชายหนุ่มอายุ 26 ปีผู้เป็นน้องชายคนเล็กของบ้านนิสัยเอาแต่ใจตัวเองตั้งแต่ไหนแต่ไรอีกทั้งยังใจร้อนและโมโหร้ายจนบรรดาพี่น้องนึกเป็นห่วง รูปร่างหน้าตาของเขาเรียกได้ว่าอยู่แถวหน้าสาว ๆ คนไหนก็อยากเข้าหาเพราะนอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังรวยมากอีกด้วย
ถึงเขาจะมีนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้องคนเล็กเพราะถูกตามใจอยู่บ่อย ๆ หากแต่เมืองน่านก็ยังเป็นถึงเจ้าของไร่ เจ้าเมือง ของจังหวัดน่านที่เป็นบ้านเกิดของคุณแม่เขาด้วย ไร่นี้มีทั้งไร่ชากาแฟรวมถึงผลไม้ต่าง ๆ และยังมีส่วนของไร่เปิดและรีสอร์ตไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เขาควบคุมคนงานมากกว่าหนึ่งร้อยชีวิตได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่านิสัยใจร้อนของเขาไม่ได้มีผลอะไรกับการทำงานเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ต่อให้เมืองน่านเป็นชายเจ้าเสน่ห์มากแค่ไหนเขาก็ยังมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบนอกจากไร่นั่นก็คือลูกชายตัวน้อยอายุห้าขวบอย่าง น้องเพิร์ธ เขาดูแลลูกชายเพียงลำพังมาอย่างดีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนไหนเข้ามาทำหน้าที่แม่ให้กับเจ้าเด็กน้อยเลยแม้แต่คนเดียว เพราะรู้ดีว่าคนพวกนั้นไม่ได้เข้ามาเพราะรักในตัวลูกของเขาจริง ๆ หากเป็นเงินทองและสมบัติของเขาเสียมากกว่า
.
.
ชายหนุ่มนั่งรอผู้ปกครองของตัวเองอย่างใจเย็น คิด ๆ ดูแล้วนี่มันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปตอนราวสักมัธยมที่เกเรจนถูกเรียกผู้ปกครองมาทำความเข้าใจกันก็ไม่ปาน นั่งรอเพียงไม่นานเสียงรถยนต์ของคนที่รอก็มาถึง
"สวัสดีค่ะ ขอโทษที่ให้ต้องรอนานนะคะ" ดุจมณีเดินเข้ามาพร้อมกับเมืองเหนือผู้เป็นพี่ชายคนโต
"สวัสดีค่ะ" บัวทักทายพอเป็นพิธีก่อนผายมือให้ผู้มาใหม่นั่งที่เก้าอี้อีกฝั่ง
"แม่! ทำไมมาช้าจังล่ะครับ" เมืองน่านทำน้ำเสียงงอแงเพราะว่าเขาใช้ความอดทนที่ต้องอยู่ท่ามกลางความอึดอัดตรงนี้เป็นอย่างมากอย่าง
"แกนะแก!" ผู้เป็นมารดาส่งน้ำเสียงดุไปทางลูกชายหากแต่ใบหน้ากลับยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างบอกไม่ถูก
"คุณรู้ใช่ไหมครับว่าวันนี้พวกผมเรียกคุณมาทำไม" สิงห์ผู้เป็นบิดาของลูกหว้าพูดด้วยสีหน้าท่าทางไม่สบอารมณ์มากนัก นั่นก็เพราะว่าไม่รู้ว่าฝั่งโน้นจะมาแบบไหน
"แหม คุณพี่ทั้งสองอย่าเครียดไปเลยค่ะ คุณน้องได้รู้เรื่องมาพอคร่าว ๆ จากลูกชายแล้ว เอาเป็นว่ากำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกันก็ไม่เห็นต้องบึ้งตึงกันขนาดนี้เลยนะคะ" ดุจมณีพูดขึ้นแบบนี้ทำให้สิ่งและบัวสองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความโล่งใจขึ้นมาบ้าง
"แม่! หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่แต่งนะ" เมืองน่านเจ้าลูกชายตัวดีตัวต้นปัญหาที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้รีบโวยวายขึ้นเมื่อรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง
"หยุดเอาแต่ใจเลยนะไอ้น่าน ลูกผู้ชายก็ควรรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองสิ" เป็นเสียงของพี่ชายคนโตที่เอ่ยดุขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องชายทำตัวงอแงไม่เป็นผู้เป็นคน
"ผมบอกไว้ก่อนเลยนะถ้าพวกคุณไม่รับผิดชอบลูกของผมเราได้เห็นดีกันแน่" สิงห์ขู่
"ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอนค่ะ คุณน้องยินดีมาก ๆ เลยที่จะให้หนูคนนี้เข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนะคะ ว่าแต่หนูชื่ออะไรลูก" ประโยคแรกพูดกับสิงห์ส่วนประโยคถัดมาพูดกับหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฝั่งด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
"ลูกหว้าค่ะ" เธอตอบกลับคนมีอายุมากกว่าและนี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เมืองน่านได้รู้จักชื่อเธอจริง ๆ เพราะเมื่อคืนก็ยังไม่ทันได้ถามไถ่ชื่อแซ่กันก็พากันมาจบอยู่บนเตียงเสียก่อนแล้วตื่นมาก็มาเกิดเรื่องขึ้นอีก
"ชื่อน่ารักจังเลยค่ะ" คนอายุมากกว่าเอ่ยชมเช่นนั้นด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าและท่าทางของหญิงสาวก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยหรืออะไรอย่างที่ลูกชายโทรมาเล่าให้ฟังเมื่อชั่วโมงก่อนสักนิด เห็นทีว่าช้างเผือกอยู่ในป่าคงเป็นเรื่องจริง
"นี่พวกคุณวางแผนกันมานานแล้วใช่ไหม ถ้าอยากได้เงินเท่าไหร่ก็บอกกันมาดี ๆ สิ ผมให้คุณได้ ไม่เห็นจะต้องวางแผนทำเรื่องแบบนี้เลย ให้ตายยังไงผมก็ไม่แต่ง" เมืองน่านประกาศกร้าว หากแต่คำพูดของเขาไม่ได้มีน้ำหนักกับการตัดสินใจในครั้งนี้
"ไอ้น่าน! หยุดพูดจาแบบนี้เดี๋ยวนี้เลยนะ" เมืองเหนือดุน้องชายที่ไร้มรรยาทกับผู้ใหญ่พูดจาล่วงเกินผู้อื่นต่อหน้าต่อตาเขากับมารดาเช่นนี้ เกรงคนอื่นจะว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนเอาได้
"คุณพ่อคุณแม่คะเขาไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานเราก็อย่าบังคับเขาเลยนะคะ อีกอย่างว่าเองก็ยังไม่อยากแต่งด้วยค่ะ" หญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาเพราะเธอเห็นแล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไรจากการแต่งงานในครั้งนี้
"ไม่ได้ค่ะ ยังไงก็ต้องแต่งแน่นอนไม่ต้องไปฟังคำของเจ้าน่าน ฟังแค่แม่ก็พอแม่บอกว่าแต่งก็คือแต่ง" ดุมณีพูดอีกครั้งก่อนท้ายประโยคหันไปส่งสายตาพิฆาตยังลูกชายคนเล็กที่ทำตัวไม่รู้จักโตเราออก
"แต่ว่า..."
"ไม่มีมีแต่อะไรทั้งนั้นนะคะ" ไม่ทันให้ลูกหว้าได้เอ่ยปฏิเสธใด ๆ คนอายุมากกว่าก็ปัดตกไปทั้งอย่างนั้นจนเธอพูดอะไรไม่ออก
"ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องสินสอดกันเลยดีมั้ยคะ" เป็นบัวที่เอ่ยพูดขึ้นมาบ้างอาจดูรวดเร็วเกินไปที่จะคุยเรื่องนี้แต่เธอมีความจำเป็นบางอย่างที่นึกขึ้นมาได้ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นพอดิบพอดี
"ที่แท้ก็เห็นแก่เงิน" คำนี้เป็นคำพูดของเมืองน่านเขาไม่ได้พูดดังจนเกินไปหากแต่ผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างลูกหว้ากลับได้ยินเต็มสองรูหู
"ได้เลยค่ะคุณพี่อยากได้สินสอดเท่าไหร่ก็เรียกมาได้เลยนะคะ" ดุจมณีกล่าว
"ลูกสาวของพวกเราเลี้ยงมาอย่างดี หนึ่งล้าน กับทองสิบบาทไม่ต่ำไปกว่านี้แล้วค่ะ" เรียกสินสอดทั้งทีก็ต้องเรียกเผื่อต่ออยู่แล้วหากได้เงินจำนวนนี้มาจริง ๆ ย่อมจัดการปัญหาที่พวกเขาคิดหาวิธีแก้ไม่ได้มาหลายวันจนหมดสิ้นสิ้น
"โถ่เอ๊ย! ฉันขอต่อหน่อยก็แล้วกันค่ะ" ดุจมณีว่าเช่นนั้นทำให้เมืองน่านยกยิ้มอย่างพอใจที่เห็นว่าแม่ของเขาไม่ได้เล่นไปตามเกมของครอบครัวนี้
"ยังจะต่ออีกเหรอคะ ลูกหว้าของเรามีค่ากับครอบครัวเรามาก" บัวว่า ความจริงเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนี้เลยสักนิด เพียงแต่ลูกสาวของเธอก็มีค่ามากจริง ๆ ถ้าหากต้องเสียลูกสาวให้กับครอบครัวนี้แล้วก็ควรได้รับการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
"ขอต่อเป็น สิบล้าน ทองหนึ่งร้อยบาทก็แล้วกันค่ะ" ดุจมณีคิดว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านเธอคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงลูกชายที่ทำตัวไร้หัวใจมานานตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น ถ้าเธอเข้ามาทำให้เขาสนใจได้ เงินจำนวนนี้ไม่ถือว่ามากเลย
"คุณแม่!" เมืองน่านเรียกชื่อแม่ตัวเองที่เห็นว่าอะไรมันเป็นไปอย่างที่เขาคิด
"แกจะเรียกชื่อฉันทำไมนักหนา" หันมาตวาดลูกชายนิดหน่อยก่อนหันไปส่งยิ้มให้ครอบครัวฝั่งตรงข้าม "ตกลงมั้ยคะ ถ้าตกลงแล้วก็เลือกได้เลยนะคะว่าจะหาเลิกเองหรือจะให้ทางดิฉันหาฤกษ์ให้ เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งค่ะ"
แน่นอนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในครอบครัวของคนรวยก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ทุกอย่างย่อมมีค่าตอบแทนเสมอ
"ข้อแม้อะไรคะ" บัวเอ่ยถามเพราะเกรงว่าจะทำให้ลูกสาวของเธอตกที่นั่งลำบาก
"เรื่องอื่นอะไรยังไงดิฉันจะไม่เข้าไปยุ่งหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าเจ้าน่านมีลูกชายอยู่หนึ่งคน ถ้าหนูแต่งงานกับเจ้าน่านแล้วแม่อยากให้หนูรักน้องเพิร์ธให้เหมือนกับลูกตัวเองได้ไหมคะ"
เมื่อฟังข้อแม้ของคุณหญิงดุจมณีผู้นี้ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายเลย เป็นเรื่องดีเสียอีกเพราะอย่างไรลูกหว้าก็เป็นคนรักเด็กมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแค่มีลูกเพิ่มมาหนึ่งคนก็คงไม่เป็นปัญหา
"ได้ไหมคะ หนูลูกหว้า"
"ได้ค่ะ หนูจะรักเขาเหมือนกับลูกแท้ ๆ ของหนูเลยค่ะ"
บทส่งท้ายเวลาลาวอาทิตย์กว่ากว่าที่พ่อเลี้ยงเมืองน่านไม่ได้กลับไปนอนที่ไร่ของตัวเอง มีเพียงแค่กลับไปเอาเสื้อผ้าของเจ้าเด็กน้อยลูกชายสุดที่รักของเขามาก็เท่านั้น ทำเอาคนงานต่างพูดไปกันว่าเจ้านายของพวกเขาสิ้นลายแล้วจริงๆ"กลับมาแล้วครับบบ" เสียงคนพ่อพูดขึ้นนำมาก่อน"น้องเพิร์ธก็กลับมาแล้วครับบบบ" ตามมาด้วยเสียงคนลูกเจื้อยแจ้วตามหลัง"กลับมาแล้วพี่น่านก็มาช่วยว่าขอดเกล็ดปลาหน่อยค่ะ" ไม่ทันให้ชายหนุ่มได้นั่งพักแม้เสี้ยววินาที ภรรยาคนเก่งคนดีของเขาก็เริ่มใช้งานแบบดุดันไม่เกรงใจใครเสียแล้ว"ครับ ๆ แม่เลี้ยงลูกหว้า" แต่ดูเหมือนเมืองน่านจะชินกับมันเสียแล้วคนตัวสูงทำงานตามภรรยาสั่งเขาแทบจะทุกอย่างก่อนจะนั่งกินข้าวและเตรียมตัวเข้านอนเหมือนทุกวันที่ผ่านมา เพียงแต่ช่วงนี้เขาไม่ค่อยได้นอนกับลูกชายแล้วเพราะมีคนแย่งตัวไปนอนกอดแทบทุกคืน"ทำอะไรอยู่เหรอคะ" ร่างเล็กบางเดินเข้ามาในห้องนอนก่อนจะเห็นว่าคนเป็นสามีนั้นกำลังนั่งขีด ๆ เขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดอยู่"ตรวจบัญชีเงินเดือนคนงานอยู่น่ะ" คนฟังก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถึงแม้อีกคนจะมาอยู่ที่บ้านหลังนี้กับเธอแต่เขาก็ยังมีงานในไร่ต้องทำอยู่"พี่น่านไม่กลับไร่
"แล้วทำไมแล้วทำไมพี่ไม่บอกหว้าล่ะ อีกอย่างมือถือพี่ก็ปิดเครื่องด้วยหว้าติดต่อพี่ไปเป็นชั่วโมงชั่วโมง" "พี่รีบไปหน่อยก็เลยทำพี่รีบไปหน่อยก็เลยทำมือถือตกอยู่ที่บ้านน่ะ แบตหมดไปตอนไหนก็ไม่รู้เพิ่งจะมาชาร์จเมื่อเช้านี้เอง" ชายหนุ่มอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับเธอได้ฟัง หวังเพียงแค่ลูกว่าเข้าใจก็เท่านั้น"แล้วตอนนี้... คุณขวัญตาเป็นยังไงบ้างเหรอคะ" หญิงสาวถามถึงผู้หญิงคนนั้นด้วยความอยากรู้ วันนี้ก็นับเป็นวันที่เจ็ดแล้วอีกคนจะอยู่หรือจะไปแม้ว่าเธอจะเก็บของย้ายออกจากไร่เจ้าเมืองมาแล้วแต่เธอก็ยังอยากรู้ข่าวคราวอยู่ดี"ที่จริงเธอแกล้งน่ะ" หญิงสาวหันมามองหน้าชายหนุ่มที่พูดคำนี้ออกมายังไม่เข้าใจ"หมายความว่ายังไงเหรอคะ""ความจริงแล้วเธอไม่ได้ตกบันไดจริง ๆ หรอกเธอแค่อยากให้พี่ไปไม่ทันแล้วทำให้เราทะเลาะกันน่ะ" ก็ไม่ใช่ว่าเขาใส่ร้ายอีกคนแต่อย่างใดเพียงแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง"พี่รู้ได้ยังไงคะไปปรักปรำคุณขวัญตาเธอหรือเปล่า" ลูกหว้าเอ่ยถามก็เรียกการถอนหายใจแรง ๆ จากคนข้าง ๆ มาครั้งหนึ่ง"ขวัญตาทำกับเราขนาดนี้แล้วนะลูกหว้า เธอยังจะแก้ตัวแทนเขาอีกเหรอ" หญิงสาวเงียบไม่พูดอะไรเพราะเธอก็คิดแบบนั้นอย
..หลังจากขับรถวนหาที่จอดหน้าตลาดอยู่พักหนึ่งสุดท้ายแล้วเมืองน่านก็ได้ที่พร้อมเดินลงมาตามหาผู้เป็นภรรยาที่หนีออกจากบ้านไปของตัวเอง"พ่อน่านครับ แม่ว่าอยู่ที่ไหนเหรอน้องเพิร์ธเริ่มจะคิดถึงแม่ว่าแล้ว" สายตาของหนึ่งชายหนึ่งเด็กสอดส่องไปตามทางเดินที่คิดว่าลูกหว้าจะอยู่แถวนั้น แต่ก็ยังคงไร้วี่แวว"เดี๋ยวเราลองเดินหาดูก่อนนะครับ" เมืองน่านเพิ่งจะรู้ว่าภรรยาของเขาเป็นคนที่ใจแข็งพอสมควร ยามที่โกรธกันมือถือก็ปิดเครื่องหนีได้ผู้คนในตลาดวันนี้ไม่ได้มีมากมายอะไรนักในที่สุดเมืองน่านก็เห็นแผ่นหลังของคนที่เขากำลังตามหาอยู่"จริงเหรอ ฮ่า ๆ ๆ""มันไม่ได้เลยนะแบบนั้นน่ะ"แต่ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นนั้นมันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากเหลือเกิน ก็เพราะว่าหญิงสาวผู้เป็นที่รักของเขายามที่อยู่อยู่กับผู้อื่นกลับหัวเราะดูท่าจะมีความสุขมากกว่าตอนอยู่กับเขาเสียอีกไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิงเขาทำให้มีวูบหนึ่งที่รู้สึกว่าลูกหว้ากับแบงก์ชายคนนั้นดูเหมาะสมกันอย่างที่เพื่อนร่วมรุ่นของเธอบอกจริงๆรอยยิ้มที่เขารักษาเอาไว้ไม่ได้บางทีอาจต้องให้คนอื่นเป็นคนรักษาให้ เช่นนั้นแล้วเมืองน่านก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีหน้าจะไปหาลูกหว้
ตอนที่ 13 น้องเพิร์ธพาพ่อน่านมาง้อ ๆ แม่หว้าครับรถยนต์คันหรูแล่นด้วยความเร็วระดับหนึ่งเพื่อหวังจะกลับไปที่บ้านของตัวเองให้ไวที่สุด กระทั่งมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านพักคนงานก็รีบวิ่งลงมาทั้งอย่างนั้นก่อนจะเปิดประตูเพื่อหาหญิงสาวที่เขาพูดจาไม่ดีใส่เมื่อคืน"ทำไม..." จากตอนแรกที่มาด้วยรอยยิ้มมันกลับหายไปเมื่อพบกับความว่างเปล่าของบ้านพักหลังนี้"พ่อเลี้ยงมาหาใครเหรอครับ" คนงานคนหนึ่งเดินมาถามผู้เป็นเจ้านายที่ดูท่ารีบร้อนไปไหนก็ไม่รู้"แม่เลี้ยงล่ะ แม่เลี้ยงไปไหน" หันมาหาคนงานพร้อมถามด้วยความร้อนหล่นอย่างที่สุด ตอนนี้เขามีความคิดบางอย่างเล่นเข้ามาในหัวเพียงแต่กลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นความจริง"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันเหมือนกันครับ เห็นเก็บข้าวเก็บของแล้วก็มีคนมารับออกไปตั้งแต่เช้าแล้วครับ" คนฟังแทบใจสลายลูกหว้าคงโกรธเขามากแน่ ๆ ถึงได้เก็บข้าวของแล้วออกไปจากที่นี่แบบนี้ไม่รอช้าคนตัวสูงรีบวิ่งเข้าไปหาลูกชายตัวเองที่น่าจะอยู่กับแม่นมเวียนและพาอีกคนขึ้นรถมาอย่างงง ๆ"เพราะถ้าพาน้องเพิร์ธไปไหนเหรอครับ พาน้องเพิร์ธไปเที่ยวเหรอ" เด็กน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอ่ยถามขึ้นขณะที่มองไปยังทางเบื้องหน้าด้วยความเ
"ไอ้พวกเหี้ย มึงกล้าทำอย่างนี้กับเมียกูหรอ!! อย่ายุ่งเลยพวกมึง" ชายหนุ่มหยิบท่อนไม้ขนาดพอดีมือหวังฟาดไอ้คนเมาทั้งสองให้มันสลบคามือ"พี่น่าน! พี่น่าน ไม่ ไม่ทำ อึก!" ถ้าว่าหญิงสาวที่ได้สติขึ้นมากลับมาห้ามเอาไว้ทันที่เธอมาห้ามไม่ใช่เพราะสงสารไอ้คนพวกนั้นเพียงแต่เป็นห่วงสามีของตัวเองไม่อยากให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตเสียมากกว่าคนตัวสูงหันมามองผู้หญิงของตัวเองก็ได้สติมานิดหน่อยเขาเห็นว่าร่างกายของเธอเต็มไปด้วยรอยมือของไอ้สวะพวกนั้น อีกทั้งเสื้อผ้าก็ไม่เรียบร้อยจึงเลือกที่จะช้อนตัวอุ้มเธอขึ้นมาแล้วเดินไปที่รถตัวเองก่อนขับมันกลับมายังบ้านของพวกเขา"ผลของความเอาแต่ใจของตัวเองหรือยังลูกหว้า" ทันทีที่มาถึงชายหนุ่มก็พูดใส่อารมณ์กับอีกคนทันที"แล้วฉันตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้รึไงคะ" อีกคนก็ไม่คิดจะยอมเหมือนกันถึงจะพึ่งผ่านเหตุการณ์ที่มันน่ากลัวขนาดนั้นมาแต่เธอก็ไม่ควรมาเจอคำพูดแรง ๆ จากใครเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ไล่เธอลงจากรถเพื่อไปเจอเหตุการณ์นั้นเอง"แล้วจะโทษว่าเป็นที่ฉันรึไงล่ะ ฉันบอกให้เธอรออยู่ที่ร้านฉันจะไปรับเธอเอง แต่นี่อะไรรีบไปที่งานเพราะว่าจะไปหาไอ้แบงก์อะไรนั่นน่ะเหรอ"ใบหน้าสวยหวานเลอะคราบ
ชายหนุ่มพาผู้เป็นภรรยามานั่งอยู่ในรถด้วยความหัวเสีย เขารีบไปหาเธอหลังจากจัดการปัญหาที่บ้านเรียบร้อยแล้วหากแต่กลับไปเห็นว่าลูกหว้ากำลังกอดอยู่กับชายอื่นโดยมีบรรดาเพื่อนที่ยุยงแถมยังบอกว่าลูกว่าเหมาะสมกับคนคนนั้นมากขนาดไหน ยิ่งเพิ่มไฟโทสะให้เขาเป็นอย่างมาก"ขอบคุณนะคะที่เข้ามาช่วยฉันรับหน้าคนพวกนั้น" ในที่สุดก็เป็นหญิงสาวที่พูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนหากแต่นั่นเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้ไฟ"ถ้าเธอรู้ว่าไปที่นั่นแล้วต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ ฉันถามจริง ๆ นะว่าเธอจะไปทำไม หาเรื่องใส่ตัวเองชัด ๆ เลย" คนตัวสูงใช้สรรพนามที่แปลกไปพูดกับอีกคนจนเธอรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง"ฉัน...ขอโทษนะคะ" เมื่อไม่รู้จะพูดคำไหนออกมาก็มีเพียงแค่การขอโทษเท่านั้นที่จะพอทำให้อีกคนคลายความโมโหได้"พูดแค่นี้ก็น้ำตาคลออีกแล้วนะ เธอไม่รู้ตัวบ้างเหรอว่าที่เธอเป็นแบบนี้มันน่ารำคาญมากแค่ไหนน่ะ" เขาพูดออกไปเพราะรู้สึกว่าลูกหว้าภรรยาของเขาควรจะมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ แบบนี้ไม่สมกับเป็นคนที่เขาหลงรักเลยแม้แต่น้อย"ฉันไม่ได้ตั้งใจ อึก! ฉันขอโทษค่ะ" หญิงสาวเริ่มร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้งเพราะถูกอีกคนดุ ทั้งทั้งที่เขาเป็นคนมาช้าแท้ ๆ แต่ค







