เข้าสู่ระบบ“กูยังไม่ให้อภัยง่าย ๆ หรอก อย่าทำน้องกูร้องไห้อีก ไม่งั้นกูกระทืบมึงตายคาตีนแน่”
“ครับท่านพี่”
คิรินยกมือไหว้พลางยิ้มขำ
วายุกลอกตาเหมือนจะหมดแรงกับคนสองคนนี้เต็มที ก่อนจะเดินออกจากห้อง ปิดประตูตามหลังอย่างเงียบเชียบ
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง
คราวนี้...เป็นความเงียบที่อบอุ่น
คิรินเดินเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะรวบร่างบางเข้าอ้อมแขนแน่น มือหนาลูบหลังเธอเบา ๆ
“เฮียขอโทษนะที่ปากหมา เฮียแม่งรักเธอมากเกินไปเลยแสดงออกโง่ ๆ แบบนั้น”
เสียงของเขาสั่นน้อย ๆ ไม่บ่อยนักที่ผู้ชายคนนี้จะยอมรับความผิดตรง ๆ แบบไม่มีฟอร์ม แม้จะไม่มีใครรู้ว่ามันคือการแสดงก็ตาม
‘พูดขนาดนี้แล้ว หลงเฮียให้หวปกหัวปำเลยนะเด็กดี’
ช่อฝันยิ้มทั้งน้ำตา ใบหน้าเธอแนบอกเขา
“หนูรู้...เมื่อเช้าที่เฮียไล่หนูออกมาเฮียแค่แสดงใช่ไหม กลัวเฮียวายุรู้เรื่องเราเลยผลักใสหนูใช่ไหม”
คิรินโน้มหน้าลง จูบเบา ๆ ที่หน้าผากของเธอ ริมฝีปากแตะลงอย่างทะนุถนอมที่สุด เหมือนจะบอกว่าจากนี้จะไม่มีวันให้เธอต้องเจ็บอีกแล้ว
“รู้ได้ไง เด็กน้อยของเฮียก็ฉลาดเอาเรื่องนะเนี่ย ต่อไปนี้…เฮียจะพูดดี ๆ จะเชื่อฟังหนูนะครับ”
“แล้วจะเลิกขอหนูเป็น fwb ไหมล่ะ?”
“เลิก...เพราะเฮียอยากมีสถานะเป็น ‘ผัวที่รักเมียที่สุดในโลก’ แทนไงครับ”
ช่อฝันหัวเราะทั้งน้ำตา กำปั้นเล็ก ๆ ทุบไหล่เขาเบา ๆ
“เฮียแม่ง…”
คิรินกระชับกอดแน่นขึ้นอีกนิด กระซิบเสียงนุ่มข้างหูเธอ
“รักนะ...เด็กโง่ของเฮีย”
‘รักที่หนูโคตรโง่ โง่จริงโง่จัง เรื่องโกหกยังโง่เชื่อได้ลงคอ ไว้เฮียกินของตายอย่างเธอเบื่อแล้วเฮียจะเขี่ยทิ้งไวๆเองนะ…ยัยบ๊อง’
(จบภาคมหาลัย )
‘เงี่ยuวะ’
‘เอายัยเด็กเวรนั่นออกจากหัวเลยไม่ได้เลยเว้ย’
15 ปีผ่านไป
เสียงเครื่องยนต์เบนซ์สีดำเงาวาวแล่นไปอย่างเงียบสงบบนทางด่วนดึกสงัด ไฟหน้ารถสาดผ่านถนนร้าง ทำให้เงาร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับดูยิ่งเย็นชาไม่ต่างจากเงาในหัวใจเขาเอง
‘หรือต้องเอายัยนั่นอีกรอบ คิรินน้อยมันถึงจะกลับมาปกติวะ’
คิริน เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เสี้ยวหน้าคมเข้มสะท้อนแสงไฟข้างทางอย่างเงียบงัน ใบหน้าที่ผู้หญิงทุกคนในเมืองนี้ต่างใฝ่ฝันอยากได้ครอบครอง...แต่กลับมีเพียงคนเดียวที่เขา
ไม่เคยลืม
“เฮียแม่งโคตรเลว สกปรกว่ะ ไอ้คนเหี้ย ทั้งที่คบกับหนูอยู่เนี่ยนะ ยังมาเอากับคนอื่น ส่ำส่oน!”
คำพูดนั้นยังดังอยู่ในหัว เหมือนรอยสาปที่ฝังลึกลงกลางกระดูกสันหลัง
สิบห้าปีแล้ว…
เขาจำได้ทุกอย่าง ทุกคำพูดของช่อฝัน น้องสาวเพื่อนสนิทที่เขาหลอกฟันเพราะความสนุก และคำพูดที่เธอเคยกรีดใส่เขาวันนั้น...ราวกับคำสาปนั้นกลายเป็นจริง
เพราะตั้งแต่วันนั้น...เขาไม่เคยมีอารมณ์กับผู้หญิงคนไหนได้อีกเลย
แม้แต่ดารา นางแบบระดับท็อป
แม้จะลองเปลี่ยนมากี่สิบคน
แม้จะจ่ายเงินไปเท่าไหร่
ก็ไม่มีใครทำให้หัวใจหรือร่างกายเขาตื่นตัวได้อีก
“ไอ้คนเหี้ย ขอให้เป็นติดโรคตาย จะเอากับใครก็ขอให้(ค*ย)ไม่แข็ง!”
คิรินกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด
วันนั้นที่โรงแรมเขาไม่คิดว่าเธอจะมา
...เธอไม่ควรมาเห็น
...ไม่ควรได้ยินสิ่งที่เขาพูด
‘คิดว่าฉันชอบเธอจริงๆหรอช่อฝัน เธอควรขอบคุณฉันนะที่ยอมเอาเธอมาร่วมสองเดือน คิดสภาพมองดูตัวเองดีๆสิ ถ้าไม่ใช่ฉัน น้ำหน้าอย่างเธอผู้ชายที่ไหนเขาจะเอาวะ ขาก็สั้นอย่างกับหมากระเป๋า มีดีแค่นมใหญ่ แทนที่จะสำนึกขอบคุณที่ได้ฉันไปกินฟรีๆ ยังจะมายืนด่าฉันอีก ใสหัวออกไปซะ จะไปไหนก็ไป น่ารำคาญ…จิ๊!’
แต่ก็พูดออกไปแล้ว และเลวสุดคือ…
เขาหมายความแบบนั้นจริง ๆ
‘เสี้ยนโว้ยยย!’
เอี๊ยดดดดดด!!
เสียงเบรกดังสนั่นทั่วซอยแคบ ยางรถเบนซ์ราคาเกือบสิบล้านทิ้งรอยดำไหม้บนถนนคอนกรีต คิรินเปิดประตูรถแทบจะทันทีที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งพุ่งเข้ามาโอบบังเด็กตัวสูงที่ก้มกอดแมวจรกลางถนน
‘หิวปุ๊บ อาหารก็กระโจนมาหาเลยดิ’
เธอไม่ได้เงยหน้า แต่แผ่นหลังนั้น...เขาจำได้
ท่าทางแบบนั้น...เขาจำได้
“ยัยเด็กนั่น?”
เสียงที่ออกจากปากเขาไม่ได้ตั้งใจจะอ่อนโยน มันแหลมคม เจือแรงโทสะจนเสียงแหบ
หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา...
และใช่เธอคือ ช่อฝัน จริง ๆ
ผู้หญิงคนเดียวในโลกที่กล้าตบหน้าเขาสิบครั้งซ้อนพร้อมคำสาปชั่วชีวิต ผู้หญิงที่เคยยืนร้องไห้กลางโรงแรม เปลือยใจ ไร้ศักดิ์ศรี และจากไปพร้อมลูกในท้องที่เขา...ไม่มีวันรู้
‘อ่า…ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าลูกเธอ หึ’
แต่ตอนนี้ เขากลับคิดอย่างอื่น...
“นี่เธอมีผัวใหม่ไปแล้วสินะ...มีก็มีไปดิ มีได้ก็เลิกได้ ถ้ายังไม่เลิกเดี๋ยวกูแย่งเอง”
“เฉิ่มก็เฉิ่ม แว่นตาก็หนาเตอะ ทั้งจืดทั้งชืด ใครมันโง่เอายัยเด็กนั่นทำเมียจนมีลูกโตขนาดนี้วะ แม่งโคตรมีกรรม น่าสมเพช!”
เขาก้าวเข้าไปอย่างดุดัน ยืนขวางเธอไว้กลางถนนทันที
“กลับมาไทยสักทีนะ รอมาตั้งหลายปี”
ใช่ รอแก้แค้น
เธอเม้มปากแน่น ตาวาววับแต่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“คุณ...จำคนผิดแล้วค่ะ”
เขาหัวเราะในลำคอ เบา...แต่แสบลึกถึงกระดูก ก่อนก้มกระซิบข้างหูเธออย่างยียวน
“จำคนผิด? หึ ปากกล้าเหมือนเดิมเลยนี่หว่า ขนาดตอนโดน…ยังครางชื่อฉันไม่หยุด จำไม่ได้จริงดิ?”
“หยาบคาย! มีเด็กยืนอยู่ด้วยนะ คุณพูดอะไรหัดคิดหน่อย เป็นบ้าหรือเปล่า”
ช่อฝันปาดคำตอบกลับทันที มือข้างหนึ่งรีบคว้ามือลูกชายไว้แน่น เด็กชายตัวสูงข้างเธอหันมองพวกเขาสองคนสลับกันไปมา ด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ม๊าครับ! มายืนข้างหลังมินทร์เร็ว!”
เสียงตะโกนลั่นของเด็กชายวัยมัธยมต้นสะท้อนไปทั่วซอย มือหนึ่งควักมือถือขึ้นมา อีกมือคว้าแขนแม่ไว้แน่น ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังชายแปลกหน้าที่กำลังเดินตรงเข้ามา
“มินทร์โทรเรียกตำรวจนะ!”
เสียงสั่นด้วยอารมณ์…ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธ เกลียด และไม่ไว้ใจ
‘เรียกตำรวจงั้นหรอ ปากดีจังวะไอ้เด็กนี่’
คิรินก้าวเข้ามาใกล้ หยุดยืนพร้อมยกยิ้มเย็นเยียบ มุมปากกระตุกขึ้นนิด ๆ เหมือนคนที่กำลังมองเหยื่อไร้ทางสู้
เขาหัวเราะในลำคอ เสียงต่ำและเยาะเย้ยอย่างเปิดเผย
“นี่ลูกเธอเหรอ? หึ…ก็ว่าอยู่ หน้าดูโง่เหมือนแม่ไม่มีผิด”
คามินทร์ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนแสยะยิ้มแล้วตอบเสียงดังฟังชัด ไม่ยอมเสียหน้า
“เอ้าลุง หน้าโง่แบบลุงก็ใช่ว่าจะมาชี้หน้าด่าคนอื่นได้นะ”
คิรินเลิกคิ้วเล็กน้อย
ไอ้เด็กนี่…มันกล้า?
เขาเค้นเสียงต่ำเย็นเฉียบจนชวนขนลุก
“พ่อแม่ไม่สั่งสอนรึไง ถึงกล้าพูดกับผู้ใหญ่แบบนี้”
“แล้วลุงล่ะ?” คามินทร์ตอกกลับแทบจะทันที “ลูกเมียที่บ้านไม่มีดูแลรึไง ถึงได้มาเดินอาละวาดอย่างกับหมาบ้าแบบนี้!”
“ไอ้เด็กเวร!”
เขาก้าวพรวดเข้ามา หมายจะกระชากคอเสื้อเด็ก แต่ช่อฝันขยับตัวมาขวางหน้าในพริบตา ร่างเพรียวบางของเธอแม้จะดูเล็กกว่า แต่สายตานั้นแข็งกร้าวไม่ต่างจากมีดปลายแหลมคม
“อย่าแตะต้องตัวคามินทร์นะ!”
เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่เฉียบขาดจนคนอย่างคิรินยังต้องหยุดชั่วขณะ
“ลูกของเธอจริง ๆ งั้นเหรอ?” เขาพึมพำออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ “หึ…มีลูกได้ไงวะ? สภาพแบบนี้ ยังมีผู้ชายหน้าไหนอยากเอาอีกเหรอ?”
คำพูดต่ำช้าถูกพ่นออกมาจากปากอย่างจงใจจะเหยียบย่ำ
ช่อฝันไม่ตอบ ไม่เถียง ไม่มีแม้แต่แววสะทกสะท้าน เธอแค่จ้องเขากลับด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วย…ความรังเกียจ
รังเกียจถึงกระดูกดำ
เธอหันไปหาลูกชายแล้วออกคำสั่งเรียบ ๆ
“คามินทร์ ไปลูก อย่าไปยุ่งกับคนเสียสติแบบนี้เลย”
คามินทร์ผุดคิดในใจ ในหัวมีคำถามมากมาที่ไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปไหม
‘หน้านั่น จมูกแบบนั้น ริมฝีปาก รวมถึงแววตาแบบนั้น เหมือนเราขนาดนี้ได้ไง!’
และในที่สุด…
“แต่แม่…แม่รู้จักเขาหรอ? เขาเป็นพ่อมินทร์เหรอ?”
ช่อฝันหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา สะบัดหน้าไปทางชายที่ยังยืนมองอย่างกดดัน
“พ่อหรอ?” เธอกระตุกยิ้มบางอย่างเจ็บปวดปนดูแคลน “แม่ไม่ไร้สติเอาคนบ้าแบบนั้นหรอกลูก แม่จะไปรู้จักคนจิตไม่ปกติได้ไง จริงไหม?”
เธอจับมือลูกแล้วหันหลังหมายจะพาเดินหนี แต่นั่นก็เหมือนเป็นการจุดไฟอีกเปลวในอกของคิริน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ช่อฝัน!!”
เสียงนั้นแหลมคมและกึกก้องจนคนที่เดินผ่านซอยถึงกับหยุดหันมามอง
“คิดว่าจะเดินหนีฉันง่าย ๆ เหรอ?”
มือของเขาพุ่งคว้าไปคว้าข้อมือเธอไว้แน่น จนรอยแดงผุดขึ้นบนผิวขาวทันที
“โอ๊ย! เจ็บนะคุณ!”
พลั้วะ!
คามินทร์ตกใจปล่อยหมัดไปตรงหน้าของคิรินอย่างจัง พลันรีบคว้าแขนอีกข้างของแม่ไว้ พยายามดึงให้หลุดจากมือของชายแปลกหน้า
‘นอกจากไอ้เหี้ยวายุ พี่ชายของยัยนี่ นี่คือคนที่สองที่กล้าต่อยฉัน ยิงทิ้งเลยดีไหม’
คิรินเซถอยไปสองก้าว ก่อนยกมือแตะใบหน้าที่เริ่มบวมแดง ดวงตาฉายแววตกใจ…ตามด้วยโทสะที่เดือดพล่านขึ้นทันที
มือหนากำหมัดแน่น เตรียมจะสวนกลับ แต่ก่อนที่หมัดจะฟาดลง ช่อฝันก็ขยับตัวมาขวางอีกครั้ง
“อย่าทำลูกฉันนะ!”
เสียงของเธอแข็งกร้าว และหนักแน่นจนเขาชะงักอีกหน
คามินทร์เองก็ไม่ถอย แม้หน้าจะซีดแต่สายตายังสู้ ยืดตัวเชิดหน้า ไม่สะทกสะท้าน
“ลุง! ปล่อยแม่ผมเดี๋ยวนี้นะ!” เขากัดฟันกรอด “แล้วลุงรู้จักชื่อแม่ผมได้ไง...ลุงเป็นพ่อผมหรอ?!”
เงียบ...
คำถามนั้นเหมือนกระแทกเข้าไปในใจของทุกคน
สายตาช่อฝันหลุบต่ำลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเงยขึ้นใหม่
“คามินทร์!”
“ลุงเป็นพ่อผมใช่ไหม?”
“หมายความว่ายังไงไอ้เด็กบ้า เห็นฉันรวยนั่งรถหรูแล้วอยากรวยทางลัดรึไง แล้วไอ้ที่กระโจนมาหน้ารถคือตั้งใจสินะ นิสัยเหมือนแม่มันไม่มีผิด”
“เข้าใจล่ะ แม่ผมคงไม่ตาต่ำเลือกคนนิสัยเสียอย่างลุงมาเป็นพ่อผมหรอก เอามือสกปรกของลุงออกจากแม่ผมเดี๋ยวนี้!”
ช่อฝันกลับเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน เธอรวบกำลังสุดท้าย ดึงแขนหลุดจากมือเขา แล้วตวัดตามองอย่างรังเกียจ
“ถ้ายังมีความเป็นคนอยู่ หัดสำนึกผิดแล้วเลิกยุ่งวุ่นวายกับชีวิตฉันสักที”
แล้วเธอก็พาลูกชายเดินหายลับไปในซอยเล็กโดยไม่หันหลังกลับมาอีกเลย ทิ้งให้คิรินยืนอยู่กลางถนน...กับหัวใจที่กำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
“สำนึกผิด สำนึกผิดเหี้ยไร คนผิดมันคือเธอ แล้วมาโทษฉันเพื่อ ถ้าเธอไม่เสนอหน้ามาอยู่ในโรงแรมวันนั้น ชีวิตเราก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้ป่ะ แล้วฉันคงไม่ต้องทนของขาดมานานขนาดนี้ กล้าท้าทายฉันขนาดนี้ เดี๋ยวเจอดี”
เขาเหยียบบุหรี่บนพื้นแรง ๆ ก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วหัวเราะเย้ยหยันในลำคอ
“เก่งกับฉันหรอช่อฝัน อย่างเธอหน่ะ ง่ายยังไงก็ง่ายอย่างงั้นแหละ แค่หลอกนิดหลอกหน่อยว่าอยากแต่งงานด้วย พอจดทะเบียนเสร็จ ดึกเข้าหอ ตื่นเช้ามาก็หย่าเดี๋ยวก็จบแล้วป่ะ ยัยเด็กนี่มันโง่!”
เสียงเพลงคลอเบา ๆ บรรเลงขึ้นกลางโถงคฤหาสน์ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ขาวลอยละมุนในอากาศ บรรยากาศอบอุ่นแต่สง่างามประหนึ่งฉากในฝัน และวันนี้คือวันที่เขารอมาเกือบทั้งชีวิต ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง’ คิรินยืนอยู่หน้าแท่นพิธี ในชุดทักซิโด้สีดำเข้ารูป สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว... หัวใจที่ยังเต้นแรงเกินไปจนเขาแทบยืนไม่ไหว ‘ได้ประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการสักทีว่าคนนี้เมียกู’ แขกในงานค่อย ๆ เงียบลง เมื่อเสียงประตูคฤหาสน์เปิดออกช้า ๆ และนั่นเองที่เธอก้าวเข้ามา… ‘สวยอะไรขนาดนั้น บ้าบอสวยเกินไปแล้วคุณเมีย’ ช่อฝัน ในชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผมถูกรวบขึ้นอย่างอ่อนโยนเผยให้เห็นลำคอระหงและรอยยิ้มจาง ๆ ที่แต้มอยู่มุมปาก ไม่ใช่ยิ้มจากความดีใจ...แต่เป็นยิ้มจากความสงบของใจที่ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ ‘ลูกชายก็หล่อได้พ่อสะจริง’ เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ ลูกชายเดินเคียงข้าง ส่งช่อดอกไม้ให้ และในวินาทีนั้น... คนที่ยืนหน้าเวทีอย่างคิริน ชายผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าอ่อนแอ ชายผู้ที่ไม่เคยยอมแม้แต่กระสุน หรือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด... เขากลับยกมือขึ้น…ปาดน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงมาโดยไม่ทันรู้ตัว มันไม
‘ไอ้ลุงนี่มาตายไปง่ายๆแบบนี้ได้ไง ยังไม่ชดใช้ความผิดเลย ยังไม่ทำหน้าที่พ่อเลย’บรรยากาศในศาลาเงียบสงบเกินกว่าจะเรียกว่า 'อบอุ่น' งานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดหวือหวา มีเพียงกลิ่นธูปจาง ๆ ลอยปะปนกับเสียงสวดพระอภิธรรมที่คลอแผ่วท้องฟ้าในวันนี้ไม่มืดครึ้มจนเกินไป แต่ก็ไม่มีแสงแดดสดใสแบบที่ใครสักคนเคยหวังไว้ วันเกิดปาฏิหาริย์…ไม่ใช่วันนี้แน่“มินทร์ไม่ยอม”“พูดอะไรอ่ะลูก”ช่อฝันยืนอยู่กลางศาลา มือเรียวกำช่อดอกไม้สีขาวแน่นแนบอก ลูกชายของเธอเดินข้างกัน“เขาไม่สิทธิ์ชิงตายก่อนจะได้ดูแลมินทร์หรอ เป็นพ่อภาษาอะไรทำไมไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ม๊าไปลากเขาขึ้นมาจากโลงเลยนะ”“มินทร์ตั้งสติลูก”“งั้นมินทร์ทำเอง”“ม๊าขอร้องอยู่นิ่งๆฟังพระสวดก่อนนะลูก”เสียงพระสวดดังลอยวน ไฟแสงเหลืองวอมเปลวที่ถูกลมพัดไหว เงาของผู้คนพลิ้วลงบนพื้น เธอก้มลงมองดอกไม้ในมือ แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หนัก อัดแน่น เหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้ในอกมานานเกินไป“ม๊าไม่รักป๊าหรอ ม๊าก็รักเขาอยู่ตลอดมาหนิ ไม่งั้นม๊าจะร้องไห้ทำไม”“แล้วมินทร์จะให้ม๊าทำไง เพราะม๊าเอง ที่ป๊าลูกต้องตายเพราะม๊าไล่เขาออกไปวันนั้นเอง”เสียงของเธอเบาและมั
‘ส่งจดหมายมาโบราณชะมัด!’เสียงกระดาษบางเบาถูกแกะออกอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องนอนที่เหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว เด็กชายวัยสิบห้าปี นั่งกอดเข่าบนปลายเตียงสายตาแนบแน่นอยู่กับจดหมายในมือ ลายมือที่เขารู้ดีว่าเป็นของใคร ...ของคนที่หายไปจากบ้านนี้มาเพียงสองวัน แต่กลับทิ้งทุกความรู้สึกไว้หนักหนาเกินรับไหว“หายไปแค่สองวันเอง... ทำไมต้องส่งจดหมายมาด้วยวะ…”เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงติดห้วน หยอกประชดแบบคนพยายามไม่ให้ใจมันไหว แต่ปลายนิ้วที่จับขอบกระดาษกลับแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่ามันจะปลิวหายไปเหมือนเจ้าของมัน“แค่จะหย่ากับม๊าเอง...ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย…”คำพูดดูเหมือนไม่แคร์ แต่ในใจกลับสั่นคลอนไม่ต่างจากใบไม้ที่โดนลมกระโชก เขาเริ่มไล่อ่านตัวอักษรทุกบรรทัดช้า ๆ อย่างที่ไม่เคยตั้งใจขนาดนี้มาก่อน แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายประโยคเดียวที่เหมือนใครเอามีดมากรีดกลางอกให้เลือดซึมไม่หยุด“ถ้าลูกได้อ่าน แสดงว่าพ่อคงไม่ได้กลับไปแล้ว ลูกไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องทำเป็นเสียใจ พ่อแค่อยากให้ลูกรู้ว่า ตลอดเวลาที่ลูกด่าว่าพ่อเลว พ่อก็พยายามจะไม่เถียง... เพราะพ่อเห็นว่าลูกมีค่าพอจะด่าพ่อทุกคำ…แค่อย่ากลายเป
“ทำไมอยู่ๆฝนก็ตกวะ กูจะไปหาเมียดีๆ อุปสรรคนี่มันอะไรกันเนี่ย อย่ามาขัดขวางความรักของกูนะเว้ย”เสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี หยาดน้ำเทกระหน่ำจากฟ้า ซัดหลังคาและกระทบผิวถนนดังเป็นจังหวะถี่ๆ ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ริมรั้วเริ่มโอนเอน สะบัดกิ่งใบพริ้วไปตามแรงพายุ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะสื่อบางอย่าง...หนักอึ้ง อัดแน่น และตึงเครียด‘เสนอหน้ามาอีกแล้ว หน้าด้าน!’ประตูหน้าบ้านถูกผลักออก ช่อฝันก้าวออกมาพร้อมเสียงฝนกระทบพื้น เธอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ใต้เงาไม้ริมรั้วหน้าบ้าน‘ทำตัวหน้าสมเพชจังเลยนะ นี่เราเคยรักไอ้คนแบบนี้จริงๆหรอ’คิรินยืนนิ่งตากฝนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกแนบลำตัว เส้นผมชื้นน้ำฝนแนบหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้ หรือดื่มหนักมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน...เขายังไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว“มาทำไม?”เสียงของเธอดังขึ้น...แฝงความสั่นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัวคิรินยังคงนิ่ง เขาไม่ตอบในทันที แค่ส่งสายตามองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ไม่กร้าว...ไม่แข็ง แต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่แทบกลืนกินตัวตนเขาทั้งหมด“ไม่ให้เฮียเข้าไปหลบฝนในบ้านก่อนหรอ…ฝ
‘ทำบุญทำทานเผื่อสัมพะเวสีจะไปผุดไปเกิดสักที’แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ ทาบลงบนลานหน้าบ้าน เสี้ยวแสงที่ลอดผ่านปลายไม้ปลายหญ้ากระทบผิวใบ ปลุกให้เช้านี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกวันเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสานกับเสียงสวดพระ ลอยแผ่วจากลำโพงวัดใกล้เคียง ...คล้ายดนตรีประกอบที่ไม่ได้นัดหมาย แต่ลงตัวอย่างแปลกประหลาด‘ขอให้ม๊ามีแต่ความสุข’คามินทร์นั่งพับเพียบอยู่ข้างแม่ มือทั้งสองยกพานข้าวของขึ้นประเคนพระอย่างเรียบร้อย เคียงข้างคือช่อฝัน ผู้หญิงที่ทั้งเป็นแม่ และเป็นทุกอย่างของเขามาตลอดชีวิตการตักบาตรวันนี้ไม่ได้มีอะไรหรูหรา ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดใส่ฟัก วางเรียบง่ายในถุงใสหลังจากส่งของใส่บาตรเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งนิ่ง...หลับตากรวดน้ำ เสียงกระซิบของบทแผ่เมตตาเอ่ยเบาในลำคอ แต่ในใจของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของบางความคิดที่ไม่มีวันพูดออกมา‘วันเกิดผม...ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อแล้วมันเป็นจริงได้ ผมขอให้ลุงวายุฟื้นขึ้นมาได้ไหม…’เสียงแม่ดังขึ้น...อ่อนโยนและสดใสอย่างที่เคยเป็น คล้ายอยากปลุกเช้าวันนี้ให้กลับมาเป็นวันที่ดี“วันนี้ตั้งใจเรียนนะลูก ค่อยกลับมาเป่าเค้กที่บ้าน ม๊าจะตั้งใจทำสุดฝีมือเลย~”ค
‘หวังว่าจะไม่เสนอหน้ามาเป็นมลพิษในชีวิตเราอีกนะ’แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบลงบนพื้นไม้หน้าร้าน กลิ่นของเช้าใหม่ปะปนกับกลิ่นหอมบาง ๆ ของกาแฟที่ยังไม่ถูกชง ช่อฝันเดินออกมาเปิดร้านเหมือนเช่นทุกวัน เสื้อยืดสีขาวกับผ้ากันเปื้อนลายกาแฟเก่า ๆ คล้องอยู่บนคอ ผมถูกรวบหลวม ๆ แบบไม่ได้จัดเต็ม แต่ก็พอให้ดูเรียบร้อยแต่แล้วสายตาเธอก็ชะงัก...กับช่อดอกลิลลี่สีขาวสดที่วางเด่นอยู่หน้าร้านอย่างจงใจ‘สวยจัง’ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีเงาคนที่เธอคุ้น มีแค่ดอกไม้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงยามเช้า“เอ๊ะ... ตั้งแต่เราปฏิเสธวาโยไป เขาก็ไม่ได้ส่งดอกไม้อีกเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงส่งมานะ...?”เธอก้มลงหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมา มือสัมผัสกับกลีบเนียนนุ่มที่เย็นจากอากาศเช้าตรู่ ดอกไม้ช่อนี้ไม่มีการ์ด ไม่มีข้อความแนบ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ...แต่กลับมีกลิ่นหอมจาง ๆ ที่อบอุ่น“หอมจัง...”เสียงนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอย่างไม่ตั้งใจ เธอก้มลงดมดอกไม้เงียบ ๆ ราวกับโลกกำลังหมุนช้าลงในชั่วครู่แต่แล้ว...“หอมดอกไม้แล้ว... หอมคนให้ด้วยสิครับ~”เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลังพร้อมกับอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรัดเธอแน่นจากด้านหลัง ความร้อนจากฝ่ามือและแผงอกข







